อาดิดาส Copa Mundial รองเท้าฟุตบอลที่คลาสสิค
ที่สุดตลอดกาล  ผู้จุดประกายความรุ่งเรืองของวงการ
รองเท้าฟุตบอล

  ผมมั่นใจว่าทุกคนที่เตะฟุตบอล  ไม่ว่าจะเป็นคนที่ให้ความสนใจในเรื่องรองเท้าฟุตบอล
หรือไม่  ต้องรู้จักรองเท้าฟุตบอลที่ชื่อ "Copa Mundial" อย่างแน่นอน  ผมเองก็เป็น
หนึ่งในนั้น...ตั้งแต่เริ่มเตะฟุตบอลเป็น จนมาให้ความสนใจในเรื่องของรองเท้าฟุตบอล
ชื่อของอาดิดาส Copa Mundial เสมือนว่ามันถูกฝังอยู่ในความทรงจำมาตั้งแต่นั้น  
รับรู้ว่านี่คือตำนานตัวจริงของรองเท้าฟุตบอล  



  ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ Copa Mundial จะถูกหลงลืมไปบ้างตามกาลเวลา  ด้วยอิทธิพล
ของรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ที่ต่างแข่งขันแย่งพื้นที่ในตลาดกันอย่างดุเดือด  การมาของแฟชั่น
ที่เปลี่ยนไปไวราวกับสายลม

  ก่อนที่คุณปู่ของรองเท้าฟุตบอลจะถูกลืมไปมากกว่านี้  วันนี้ SiamBoots  จึงอยาก
จะขอเริ่มบทความแรกของ "Boots Story" ด้วยการเล่าเรื่องราวของรองเท้ารุ่นนี้

  และต่อจากนี้คือเรื่องราวทั้งหมดของอาดิดาส Copa Mundial คุณปู่แห่งวงการ
รองเท้าฟุตบอล สุดยอดรองเท้าฟุตบอลสุดคลาสสิคตลอดกาลที่ไม่มีวันตาย



“Copa Mundial” เกิดมาเพื่อฟุตบอลโลก

  วงการฟุตบอลเริ่มเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 1970 การเพิ่มขึ้นของชาติ
มหาอำนาจลูกหนัง ไม่ว่าจะเป็นทีมชาติบราซิล ที่คว้าแชมป์โลกไปแล้วถึง 3 สมัย
ทีมชาติเยอรมันตะวันตก ที่เป็นชาติบ้านเกิดของอาดิดาส ก็มีเอี่ยว  ได้ชูถ้วยแชมป์
2 ครั้ง  นอกจากนั้นยังมีการมาของทีมชาติอังกฤษ ที่คว้าแชมป์โลกครั้งแรกได้ในปี
1966 อีกด้วย

  ยังไม่รวมถึงการแจ้งเกิดของนักเตะซุปเปอร์สตาร์มากมายในยุคนั้น ทำให้การชิงชัย
ในศึกฟุตบอลโลกที่มีกำหนดจัดการแข่งขันทุกๆ 4 ปี คือทัวร์นาเมนท์ความมันส์ระดับ
5 ดาว  คนทั่วโลกเฝ้ารอชมและเชียร์กันอย่างใจจดใจจ่อ  และอย่างที่รู้กันว่าแชมป์
ฟุตบอลโลกคือเกียรติประวัติที่นักฟุตบอลทุกคนต้องการทีจะคว้าให้ได้สักครั้งในชีวิต  



  ถึงแม้ว่าอาดิดาสจะผลิตรองเท้าฟุตบอลออกสู่ตลาดมาตั้งแต่ช่วงปี 1966 ครองความ
เป็นผู้นำของตลาดมาโดยตลอด  อย่างไรก็ตาม..อาดิดาสได้มองเห็นโอกาสที่จะที่จะเอา
ความเป็นฟุตบอลโลกมาเป็น "Story"

  อาดิดาสจึงมีความคิดที่จะสร้างรองเท้าฟุตบอลสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก แน่นอน
ว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์  ภาพที่นักฟุตบอลส่วนใหญ่
หรือทั้งทีม  จะใส่รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ลงสนามแข่งขัน  คือภาพที่อาดิดาสวาดเอาไว้
ในโปรเจคนี้  และแน่นอนว่ามันคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการตั้งชื่อรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ว่า
“ฟุตบอลโลก” ไปเลย ไหนๆ ก็ตั้งใจจะทำรองเท้าฟุตบอลเพื่อการแข่งขันฟุตบอลโลก
อยู่แล้ว



  ใช่แล้วครับ คำว่า “Copa Mundial” นั้นมีความหมายว่า “ฟุตบอลโลก” ในภาษา
สเปน ไม่ใช่ภาษาเยอรมันตามสัญชาติของแบรนด์อาดิดาสแต่อย่างใด

  เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น...เพราะศึกฟุตบอลโลกที่เตรียมปูพรหมแดงรอให้ Copa Mundial
ได้เจิดจรัสบนพื้นหญ้า คือฟุตบอลโลกปี 1982 ที่มีแผนจะจัดขึ้นบนแผ่นดินกระทิงดุ
ประเทศสเปนนั่นเอง



"Copa Mundial" วอร์มอัพรอตั้งแต่ปี 1979

  ถึงจะบอกว่า Copa Mundial นั้นคือรองเท้าฟุตบอลที่จะออกมาเพื่อฟุตบอลโลก
1982 ก็ตามที แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาดิดาสได้เปิดตัวรองเท้าสุดคลาสสิคระดับ
ตำนานรุ่นนี้ ออกสู่วงการฟุตบอลตั้งแต่ปี 1979 หรือเป็นเวลาถึง 3 ปี ก่อนที่
ฟุตบอลโลก 1982 จะเริ่มฟาดแข้งเลยด้วยซ้ำ

  ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน การเปิดตัวรองเท้าฟุตบอลหรือผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะถึงงานจริง
นานถึง 3 ปีแบบนี้คงเป็นเรื่องตลกไม่น้อย  แต่สมัยก่อนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย  
การออกแบบและทำตลาดรองเท้าฟุตบอลรุ่นหนึ่งนั้นค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลา
ยาวนานมาก  เนื่องจากนวัตกรรมการผลิต วัสดุ และเทคโนโลยีที่มีให้เลือกใช้ 
ไม่มากนัก  ทำให้การออกแบบและผลิตรองเท้าฟุตบอลแต่ละรุ่นออกมานั้นจะมีอายุ
การตลาดที่ยาวนานมาก  ไม่ได้เหมือนในปัจจุบันที่พอคิดอะไรได้ใหม่  ก็จับเอามาใส่
ในรองเท้าแล้วทำรุ่นใหม่ได้ทันที  อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ..ก็คือแฟชั่นที่ยังไม่เข้ามา
มีบทบาทในวงการรองเท้าฟุตบอลเช่นทุกวันนี้  ทำให้รองเท้าฟุตบอลนั้นถูกผลิต
มาเพื่อการใช้งานอย่างแท้จริง



  การเปิดตัว Copa Mundial ตั้งแต่ปี 1979 มันทำให้เราได้เห็นภาพที่ "ไกเซอร์ ฟราน"
ฟราน เบคเคนบาวเออร์ ใส่รองเท้ารุ่นนี้ลงสนามในช่วงปลายอาชีพการค้าแข้งของเขา
แม้ว่าสุดยอดนักเตะตลอดกาลของทัพอินทรีเหล็ก จะไม่ได้ลงฟาดแข้งในฟุตบอลโลก
1982 ก็ตาม  แต่เชื่อว่าถ้าพูดถึง Copa Mundial เมื่อใด  ฟราน เบคเคนบาวเออร์
จะมีชื่อขึ้นเป็นนักเตะคนแรกๆ ที่เป็นไอคอนของรองเท้ารุ่นนี้



  ถึงแม้ว่า "ไกเซอร์ ฟราน" จะไม่ได้โลดแล่นบนผืนหญ้าด้วย Copa Mundial ได้นาน
นัก  แต่ในทัพอินทรีเหล็กเยอรมันนั้น  ก็มีนักเตะที่พร้อมมาแทนที่ความเป็น "ไอคอน"
ของรองเท้ารุ่นนี้ นั่นคือ โลธ่าร์ มัทเธอุส ได้ประเดิมใช้งาน Copa Mundial ครั้งแรก
ในฟุตบอลโลก 1982 พร้อมๆ กับเพื่อนร่วมทีมชาติเยอรมันตะวันตกคว้ารองแชมป์โลก
ไปครอง



ผู้จุดระเบิดแห่งวงการรองเท้าฟุตบอล

  หลังจากถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 1982 ได้ถูกชูด้วยมือของขุนพลทีมชาติอิตาลี 
ภารกิจไล่ล่าแชมป์โลกก็ได้จบลงไป และดูเหมือนว่า Copa Mundial ก็ได้บรรลุภารกิจ
ของตัวเองลงไปเรียบร้อยแล้วด้วยเช่นกัน

  แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้นเลย การมาของ Copa Mundial นั้น
ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการนี้  ถือเป็นการจุดระเบิดลูกใหญ่ของการแข่งขัน
ในอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนารองเท้า
จากหลากหลายแบรนด์เข้ามาร่วมแข่งขันในตลาดอย่างดุเดือด



  ที่ดูจะพีคที่สุดในช่วงนั้น..คงหนีไม่พ้นการขัยบตัวของแบรนด์พี่แบรนด์น้องกับอาดิดาส
อย่าง "พูม่า" กับการมาของตระกูลรองเท้าฟุตบอลระดับตำนาน "King Maradona"
ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นที่ถูกสวมใส่โดย เสือเตี้ย "ดีเอโก้ มาราโดน่า" พาทีมชาติอาร์เจนติน่า
คว้าแชมป์โลกในปี 1986 ได้สำเร็จ  โดยเฉพาะไฮไลท์การโซโล่ลากครึ่งสนามเข้าไปยิง
ประตู  ที่เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกที่มี พูม่า อยู่ในซีนนั้นด้วย



  นอกจากอาดิดาสและพูม่าที่เป็นบิ๊กเนมของเยอรมันแล้ว  ทางฝั่งอิตาลีก็ไม่น้อยหน้า
เพราะมี "เดียดอร์ร่า"เข้ามาแข่งขันในวงการนี้อย่างเต็มตัว  นำทัพมาโดยรองเท้ารุ่นดัง
อย่าง Diadora Brazil ที่ถูกสวมใส่โดยเทพบุตรเปียทองคำ โรแบร์โต้ บาจโจ้

  ล็อตโต้ เองก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ชื่อดังจากอิตาลี ที่มีผลงานในยุค 90 ซึ่งนำทัพมา
โดยรองเท้าสุดคลาสสิคในตระกูล Stadio มาพร้อมกับคู่สีอันเป็นเอกลักษณ์ ดำ-เขียว
คาดว่า  หลายคนน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี  เพราะในปัจจุบันนี้ ทางล็อตโต้
ก็ปรับโฉม แล้วผลิตออกมาวางจำหน่ายเรื่อยๆ เช่นกัน



  ก่อนที่ "ไนกี้" จะเริ่มเข้ามาปรากฏกายในสนามด้วย Tiempo 1994 ก่อนที่จะพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอีกมากมาย  จนขึ้นมาเป็นแบรนด์คู่ปรับ เป็นไม้เบื่อไม้เมา
กับอาดิดาสในปัจจุบัน



  นอกจากนั้นในช่วงยุค 90 ก็ยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่พัฒนารองเท้าฟุตบอลกลุ่มคลาสสิค
เช่น เคลเม่ จากประเทศสเปน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสปอนเซอร์ชุดแข่งให้กับเรอัล มาดริด
วาล์วสปอร์ต ในปี 1992, รีบอค ที่มีโปรดักยอดนิยมในปี 1995 และ เอซิค จากญี่ปุ่น
ซึ่งจริงๆ แล้วแบรนด์นี้ก็ทำตลาดรองเท้าฟุตบอลมาตั้งแต่ยุค 80 และนักเตะของทีมชาติ
อิตาลีเองก็สวมใส่คว้าแชมป์โลก 1982 ไปครอง  เพียงแต่ในช่วงยุค 90 นี่เอง  ที่เราได้
เห็นเอซิค รุกตลาดรองเท้าฟุตบอลอย่างเต็มตัวยิ่งขึ้น หรือแม้แต่แบรนด์ ไฮ-เทค ที่ได้
นักเตะทีมชาติอังกฤษอย่าง สตีฟ แมคมาฮอน เป็นผู้ร่วมออกแบบ

  การแข่งขันที่ดุเดือดของวงการรองเท้าฟุตบอล  นอกจากความสนุกในเกมส์ลูกหนัง
ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว  ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมาของ Copa Mundial นั้นคือหนึ่งใน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวงการนี้เป็นอย่างมาก



นักเตะยุค 80-90 ต้องเคยผ่านมือ Copa Mundial มาด้วยกันทั้งนั้น




  ด้วยความเป็นเบอร์หนึ่งในยุค 80-90 ของอาดิดาส Copa Mundial  จึงไม่แปลก
ที่นักเตะระดับโลกมากมาย  ต่างต้องเคยลงสนามด้วยรองเท้าสุดคลาสสิครุ่นนี้ด้วยกัน
ทั้งนั้นโดยเฉพาะสุดยอดผู้รักษาประตู โอลิเวอร์ คาน ก็ใช้บริการรองเท้ารุ่นนี้ยืนเฝ้าเส้า
มาตลอดอาชีพการค้าแข้ง  จนถึงจุดสูงสุดด้วยการพาทีมชาติเยอรมัน คว้าตำแหน่ง
รองแชมป์โลกในปี 2002  ซึ่งจะไปแล้ว..ตอนนั้นวงการรองเท้าฟุตบอลก็พัฒนาไปอีกขั้น  
มีรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ออกมาตีตลาดมากมาย  แต่มือกาวจอมเก๋ารายนี้ก็ยังคงเลือกใช้
บริการ Copa Mundial และก้าวมาเป็นอีกหนึ่งไอคอนที่แฟนบอลนึกถึง



  รวมถึง ซีเนอดีน ซีดาน ในช่วงที่กำลังเริ่มโด่งดังก่อนที่จะมาเป็นตำนานระดับโลก  
ก็เคยลงสนามด้วย Copa Mundial มาก่อน



  อีกหนึ่งคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ เดวิด เบ็คแฮม ในสมัยที่เริ่มต้นอาชีพการค้าแข้ง  
เบ็คแฮมถือเป็นอแฟนบอยของอาดิดาสมาตั้งแต่แรก  เลือกใช้งาน Copa Mundial
ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้พรีเดเตอร์ยิงประตูครึ่งสนาม  และก้าวมาเป็นนักเตะที่มีอิทธิพล
ต่อภาพลักษณ์การตลาดของอาดิดาสมากที่สุดตลอดกาล



  นอกจากนักเตะที่ผูกพันธ์กับอาดิดาสแล้ว  ถ้าลองไปหาภาพในอินเตอร์เน็ตดู  ก็จะได้เห็น
นักเตะอีกมากมายหลายคน  ที่สุดท้ายอาจจะไม่ได้เดินทางร่วมกับอาดิดาส  แต่หลายคนก็
เคยผ่านการใช้งาน Copa Mundial มาแล้วทั้งนั้น


อาดิดาส Copa Mundial ทุกวันนี้..ยังเหมือนเดิม

  ต่อให้การแข่งขันในวงการนี้จะเดินหน้าไปเร็วแค่ไหน แต่รู้หรือไม่ว่าอาดิดาส Copa
Mundial ยังเหมือนเดิม รองเท้ารุ่นนี้ยังคงถูกส่งออกจากโรงงานของอาดิดาสที่
ประเทศเยอรมัน ในแบบที่ไม่ใช่การ “รีเมค” เหมือนที่รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่นนิยม
ทำกันในตอนนี้ แต่เป็นการผลิตแบบ “รีสต็อค” เหมือนเดิมทุกอย่าง วางจำหน่าย
ในราคาเดียวกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพียงแต่อาดิดาสไม่ได้วางจำหน่าย Copa Mundial
บนชั้นจำหน่ายแข่งกับเหล่าบรรดารองเท้าฟุตบอลรุ่นหลานๆ และไม่มีการโปรโมท
การตลาดอีกด้วย

  นับตั้งแต่เปิดตัว 1979 รองเท้ารุ่นนี้ก็ยังครองความเป็นเบอร์ 1 ทั้งด้านยอดขาย
กว่า 10 ล้านคู่  และความนิยมของนักเตะยาวเกือบ 20 ปี  ถือได้ว่าเป็นรองเท้า
ฟุตบอลรุ่นคุณปู่ที่ไม่มีวันตาย  ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมรุ่น หรือคู่แข่งในตลาดช่วงนั้น  
ต่างแยกย้ายล้มหายตายจากกันไปจากตลาดลูกหนังกันหมดแล้ว (ต่อให้บางแบรนด์
จะทำโปรเจครีเมคขึ้นมาก็ตาม  แต่ก็ไม่ปังเท่าไหร่)



  นอกจากเวอร์ชั่นออริจินัลแล้ว Copa Mundial อาดิดาสก็มีการผลิตสีพิเศษ
หรือเวอร์ชั่นพิเศษออกมาตามแคมเปญหรืออีเว้นท์สำคัญด้วยเช่นกัน  ได้แก่
Copa Mundial คอลเลคชั่น แซมบ้า ที่ฟุตบอลโลก 2014  ก็มีทำออกมา
ถึง 5 เฉดสี  ให้นักสะสมได้ตามเก็บกันไป



  Copa Mundial เวอร์ชั่นพิเศษ (Special Edition) ทำออกมาเป็นสีขาว สลับดำ
วางจำหน่ายในปี 2013 ทุกวันนี้ก็เป็นหนึ่งในของหายากไปแล้ว



  หรือแม้แต่ฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา  อาดิดาสก็ทำ Copa Mundial ที่มีโลโก้
ประจำการแข่งขันที่รัสเซีย  ให้กรรมการได้สวมใส่ลงทำหน้าที่ตัดสินเกมส์ในสนาม
อีกด้วย



เปิดฝากล่อง Copa Mundial มาดูรายละเอียดของรองเท้ารุ่นนี้กัน



  นักฟุตบอลระดับโลกต่างลงความเห็นว่า Copa Mundial มีดีที่ความสบายในการ
สวมใส่วัสดุอัพเปอร์ทำจากหนังแท้ ช่วยให้การสัมผัสบอลมีความนุ่ม  ในส่วนนี้ผมจะ
พาทุกท่านมาดูรายละเอียดของวัสดุ ส่วนประกอบและการออกแบบทั้งหมดของ
รองเท้ารุ่นนี้กัน



  สิ่งที่ Copa Mundial ขึ้นชื่อลือชามากที่สุด ก็คือวัสดุอัพเปอร์ที่ผลิตจาก “หนังจิงโจ้”
เกรดพรีเมี่ยม เนื้อสัมผัสมีความละเอียด นุ่มละมุน มีกลิ่นหอมของหนังจิงโจ้ที่ถูกฟอก
มาเป็นอย่างดี จนเป็นกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของรองเท้ารุ่นนี้โดยเฉพาะ ชิ้นส่วนหนังจิงโจ้
มีแนวตะเข็บเย็บ ที่ทุกฝีเข็มนั้นถูกเดินอย่างปราณีตและเป็นระเบียบ ในขณะที่แถบ 3 ขีด
โลโก้ของอาดิดาส ตรงบริเวณด้านข้างตัวรองเท้า ได้ใช้ชิ้นส่วนหนังสีขาวมาตัดเย็บเสริม
เข้าไป ดีไซน์เป็นโลโก้อาดิดาสแบบ “ออริจินัล” ที่บ่งบอกถึงความคลาสสิคเหนือกาลเวลา



  รูปทรงของ Copa Mundial นั้นลักษณะหน้ากว้างอย่างชัดเจน จึงให้การสวมใส่
ที่สบายเท้าช่วงข้างเท้าและหลังเท้าเป็นอย่างมาก  จุดเด่นตรงนี้ถูกยืนยันออกมาจาก
ปากของนักฟุตบอลระดับโลกรุ่นเก๋าๆ มากมาย ที่เคยผ่านการใช้งานรองเท้ารุ่นนี้มา
แทบทุกคน  โดยเฉพาะช่วงหลังเท้าที่ยกตัวสูง  ทำให้ฟีลลิ่งบนหลังเท้านั้นไม่ได้รู้สึก
ถูกกดจนอึดอัดเหมือนกับรองเท้ารุ่นใหม่ในปัจจุบัน



  ลิ้นรองเท้าขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นเก๋าๆ  พร้อมแปะป้าย
"Made in Germany" ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความคลาสสิคที่เข้ามาทำให้รองเท้ารุ่นนี้มันดู
มีมนต์ขลัง  ในขณะที่รองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ทั้งหมดของอาดิดาส ไม่มีแล้วที่ผลิตจาก
ประเทศเยอรมันนี  ย้ายไปฐานการผลิตของฝั่งประเทศเอเชียทั้งหมดอล้ว

  ความแปลกของรองเท้าฟุตบอลยุคเก่าๆ อย่างนึง ก็คือเรื่องของเชือกรองเท้าที่ยาว
เหลือเกิน ยาวมากขนาดที่สามารถคล้องรองเท้าตัวรองเท้าได้สัก 1-2 รอบ แล้วเอามา
ผูกปมก็ยังเหลือปลายเชือกอีกพอสมควร  และเชือกที่ว่ายาวๆ นั้น ก็ยังคงมากับ
Copa Mundial คู่นี้



  ปิดท้ายกันที่ชุดพื้นและปุ่มแบบ FG ซึ่งเป็นปุ่มกลมดั้งเดิมทั้งชุด  โครงสร้างชุดพื้น
เป็นพลาสติกที่มีความหนาพอประมาณ  ฐานพื้นช่วงกลางเป็นแบบเรียบๆ  เวลางอ
แล้วมีแรงดีดกลับไม่รุ่นแรงมากนัก  แต่ลักษณะฐานพื้นที่กว้าง  ประกอบกับลักษณะปุ่ม
ขนาดใหญ่ และวางตัวทั่วพื้นที่แบบสมมาตร  ทำให้การลงน้ำหนักเฝ่าเท้าของ Copa
Mundial นั้นมีความสมดุล ทรงตัวได้ดี น้ำหนักกดที่เต็มฝ่าเท้าช่วยให้การยืนพื้นสนาม
นั้นสบายเท้ามากๆ

  บริเวณชุดพื้นด้านหน้ามาพร้อมกับหมุดยึด ที่ตอบโจทย์ความสมบุกสมบันและทนทาน
ในการใช้งานของรองเท้าฟุตบอลรุ่นเก่าๆ อีกด้วย



  สำหรับคุณผู้อ่านที่จะลองหา Copa Mundial มาใช้  ถ้าไม่มีโอกาสได้ลองสวมใส่
ก่อนเลือกซื้อ  รองเท้ารุ่นนี้ต้อง "ลดไซส์" เท่านั้นนะครับ  ซื้อตรงไซส์หลวมแน่นอน
โดยสามารถลดไซส์ลงได้ระหว่าง 0.5 - 1 เซนติเมตร  ตามไซส์รองเท้าปกติที่สวมใส่
สำหรับรูปเท้ากว้าง แนะนำให้ลดไซส์ลงสัก 0.5 เซนติเมตรก็เพียงพอ จะได้ความสบาย
ในการสวมใส่อยู่  แต่ถ้าอยากได้ฟีลลิ่งกระชับๆ หน่อย ก็ลดไซส์ได้ถึง 1 เซนติเมตร
ได้เลยครับ

  อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกแล้วว่า อาดิดาส ยังผลิต Copa Mundial จำหน่ายอยู่นะ
แต่จะวางจำหน่ายทางช่องทางออนไลน์ www.adidas.co.th เป็นหลัก 



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด
ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"