"Testing!" อาดิดาส adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ - โฉมใหม่
ที่แตกต่างจากเดิม แต่ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลสายสปีด ที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม




ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2015





   
   มาถึงคราวรีวิวทดสอบการใช้งานจริงของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วรุ่นใหม่ล่าสุด ประเดิมปี 2015
จากอาดิดาส ด้วยรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ยอดฮิตอย่าง adiZero F50 โฉมปี 2015 หลังจากที่ Siamboots ได้
พาตัวมาแนะนำไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้  ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์วิจารณ์ในแง่ของการใช้งานจริง
มาร่วมหาคำตอบว่า adiZero F50 2015 มีความสามารถหรือจุดเด่นอย่างไรบ้าง แตกต่างไปจากโฉมที่แล้ว
เพียงใด ทุกคำตอบรวมอยู่ในแล้วบทความนี้..เท่านั้น

   อาดิดาส ยังคงคอนเซ็ปเปลี่ยนโฉมให้กับรองเท้าซีรี่ย์ความเร็วยอดฮิต อย่าง adiZero F50 ทุกๆ ต้นปี
ซึ่งทุกวันนี้ดูเหมือนว่ารองเท้าตระกูลนี้ จะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของค่ายในการทำตลาดอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกเหนือจากพรีเซนเตอร์ระดับโลกมากมายแล้ว  ตัวรองเท้าในโฉมปี 2015 ที่ต่อไปนี้ผมจะขอเรียกว่า
adiZero F50 2015 โดยในปีนี้ อาดิดาสกลับมาทำตลาดรองเท้ารุ่นท็อป ทั้งเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์และ
เวอร์ชั่นหนังวัวแท้  ทำตลาดในแบบที่เป็นเฉดสีเดียวกัน  หลังจากที่เจเนอเรชั่นที่แล้ว..เวอร์ชั่นหนังวัวแท้
จะมีเฉพาะรองเท้าโทนสีขาวและดำเท่านั้น  แถมรองเท้าทั้งสองเวอร์ชั่น  ทำตลาดในแบบสีใครสีมัน
ไม่ซ้ำกันอีกด้วย

   
   โดยในบทความ "Boots Testing" บทความนี้  ผมจะมารีวิวทดสอบการใช้งาน adiZero F50 2015 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
ซึ่งถือเป็นเวอร์ชั่นหลักในการโปรโมทของอาดิดาสโดยตรง  สิ่งหนึ่งที่ทำให้รองเท้าโฉมนี้
มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก  นั่นคือการที่ทีมออกแบบและพัฒนาของอาดิดาส  ได้ปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลง
รองเท้า adiZero F50 2015 จนแทบจะเรียกว่าใหม่ทั้งหมด  เพราะไม่ได้มีแค่ลวดลายกราฟฟิกบนตัวรองเท้า
ที่ถูกเปิดตัวในร่างสีแดงคล้ายอสรพิษ  แต่ยังรวมถึงรายละเอียดของส่วนต่างๆ โดยเฉพาะชุดพื้นช่วงล่างที่
เปลี่ยนกันแบบยกชุด  และยังรวมถึงรายละเอียดยิบย่อยบนตัวรองเท้า  ที่ถูกพัฒนาให้แตกต่างจากโฉมเก่า
ไปพอสมควร

   หากยังจำกันได้ตอนที่ผมได้รีวิวทดสอบการใช้งาน adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ ไปเมื่อประมาณ
1 ปีที่แล้ว  ผมได้ยกย่องการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นว่าเป็นสิ่งที่ยกระดับประสิทธิภาพของรองเท้าซีรี่ย์นี้  จนทำให้
ผมน้ำตาแทบไหล  จากที่เคยติ ตำหนิ และบ่นรองเท้าเจเนอเรชั่นเก่าๆ มาโดยตลอด  จนกระทั่งอาดิดาสได้ทำ
ให้รองเท้าที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลกตระกูลนี้  สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ตอบสนองต่อการใช้งานในหลากหลาย
รูปแบบ  ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำหนักเบาหวิวเพียงอย่างเดียว  ดังนั้น...เมื่อเจเนอเรชั่นเก่าสร้างความเปลี่ยนแปลง
เอาไว้ในแง่บวกจนผมชื่นชม  

   
   แต่ไม่ทันไร..เพียงแค่เจเนอเรชั่นถัดมา ในปี 2015 กับ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ก็ดันมา
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในอีกคำรบนึง  จึงน่าสนใจไม่น้อยว่า..การรีวิวทดสอบพร้อมบทวิเคราะห์วิจารณ์ตรงๆ
ตามมาตรฐานของ SiamBoots นั้นจะออกมาเป็นอย่างไร   รองเท้าโฉมใหม่ที่กำลังเป็นที่อิจฉาของคนที่พบเห็น
ตามคอนเซ็ป "There will be Haters" จะมีดีขึ้นกว่าเดิม หรือน้อยลงความเดิม  ผมจะพาทุกท่านไปร่วมทดสอบ
การใช้งานเพื่อหาคำตอบกันในบทความนี้... โดยรองเท้าฟุตบอลคู่ที่ใช้ในการทดสอบนี้  เรายังคงได้รับการ
สนับสนุนอย่างเป็นทางการจาก บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เช่นเดิม

   Details

   ก่อนที่จะไปถึงส่วนทดสอบรองเท้า adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ เรามาเล่าอดีตย้อนถึงความ
เป็นมาของรองเท้าฟุตบอลตระกูลความเร็วตระกูลนี้กันก่อนดีกว่า  มาดูกันว่าเส้นทางการพัฒนามีความเป็นมา
อย่างไร  ก่อนที่ทุกวันนี้รองเท้าตระกูลนี้จึงได้กลายมาเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ได้ชื่อว่า มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก
ที่ถูกผลิตออกมาทำตลาดอย่างเป็นจริงเป็นจังในที่สุด

   หากจะแบ่งช่วงสำคัญๆ ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ F50 จากอาดิดาส  นับตั้งแต่ต้นกำเนิดมาจนถึงปัจจุบัน  พบว่า
รองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้  สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ เลยทีเดียว  ทำให้ประวัติความเป็นมาของรองเท้าซีรี่ย์นี้
เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อย  ดังนั้น..ก่อนที่จะไปลงสนามทดสอบ เจเนอเรชั่นล่าสุด ของ adiZero F50  กัน ผมขอ
เล่าประวัติความเป็นมาของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่านได้ทราบกันก่อน

   
   
   อาดิดาสปิดตัวรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ ช่วงปี 2004 ในชื่อว่า F50  มีออกมาด้วยกันทั้งสิ้น 2 เจเนอเรชั่น  ซึ่งตอน
ช่วงต้นนั้น  อาดิดาสได้เน้นเอาหนังจิงโจ้แท้มาผสานกับดีไซน์การออกแบบที่ดูทันสมัย ให้อารมณ์โฉบเฉี่ยว  แตกต่าง
จากดีไซน์ดั้งเดิมของรองเท้าฟุตบอลในตลาด ณ ตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง  และเน้นการใช้อุปกรณ์ปิดแนวร้อยเชือก
แบบเต็มรูปแบบ (Full cover)  อย่างไรก็ตาม  คุณสมบัติในเรื่องน้ำหนักตัวก็ยังไม่ได้เด่นชัดถึงความเบาแต่อย่างใด  
จากภาพด้านบนคือโฉมแรกสุดของอาดิดาส F50   ก่อนที่ในปี 2005 อาดาสได้อัพเดตหน้าตาและดีไซน์  เป็นโฉม
ที่เราๆ ท่านๆ เรียกติดปากกันว่า F50 Spiderman นั่นเอง (รูปที่สอง)

   
   
   
   
   
   หลังจากนั้น  ยุคที่ 2 ของซีรี่ย์ F50 ก็เริ่มขึ้นตอนช่วงฟุตบอลโลก 2006 ที่อาดิดาสได้พลิกตัวตนของมัน
ออกไปเป็นอย่างมากมาย โดยใช้ชื่อว่า F50 tunit+ ซึ่งหลายคนน่าจะรู้จักกันดีในฐานะรองเท้าฟุตบอลที่
สามารถเปลี่ยนปุ่มได้  แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่มากมายมหาศาล  ทำให้มันยังไม่ถูกมองว่าเป็นรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์แห่งความเร็ว  อาดิดาสใช้เวลากว่า 5 เจเนอเรชั่น  ได้แก่ F50.6, F50.7, F50.8, F50.9 และ F50 i
(ภาพด้านบน ตามลำดับ)
ในการเดินสายการผลิตรองเท้าฟุตบอลแนวเอนกประสงค์นี้  โดยที่ในตลาดนั้น
ไม่มีแบรนด์ไหนทำออกมาขายเลย  

   
   และแล้ว 1 เดือนก่อนศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้จะเริ่มต้นขึ้น  วงการรองเท้าฟุตบอลก็ถึง
คราวสนั่นหวั่นไหวกับรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก !! จากอาดิดาส  ภายใต้ชื่อซีรี่ย์ใหม่ว่า
adiZero F50 นับเป็นยุคที่ 3 ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้จากอาดิดาส  ที่ถูกพลิกโฉมจากแต่ก่อนไป  ราวกับ
ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ยั่งไงยั่งงั้น  รองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบาที่สุดในโลกโฉมนี้นับเป็นเจเนอเรชั่นแรก
ในตระกูล adiZero F50

   
   อย่างไรก็ตาม  ระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ปี  อาดิดาสก็ถึงคราวปรับโฉมรองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบาที่สุด
ในโลกของตนเอง  ซึ่งถือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีกระแสร้อนแรงที่สุดในตอนนั้น  ตอนช่วงต้นปี 2011  เนื่อง
จากอาดิดาสสามารถพัฒนารองเท้าฟุตบอลให้มีน้ำหนักเบายิ่งขึ้น  ทำให้ระดับรุ่นของรองเท้าสายสปีดโฉมนี้
มีเพิ่มขึ้น  เป็นรองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อป  ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า adiZero F50 Prime  

   สำหรับ adiZero F50 โฉมปี 2011 ที่เห็นกันจากภาพด้านบนนี้  มีข้อมูลที่น่าสนใจและก็ทำให้หลายคนเข้าใจ
ผิดพอสมควร  เพราะมันไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็น เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ adiZero F50 แต่อย่างใด และสื่อฯ
ในวงการหลายราย  ก็ระบุว่านี่เป็นเพียงแค่ไมเนอร์เชนจ์ (Minor Change) หรือปรับโฉมหน้าตานิดหน่อย เพื่อ
ให้สอดรับกับการออกรองเท้าระดับโครตท็อปของอาดิดาสเท่านั้นเอง

   
   อาดิดาส adiZero F50 เจเนอเรชั่นที่ 2 อย่างแท้จริง  คือรุ่นที่เปิดตัวและทำตลาดในปี 2012  และยังเป็นรุ่นที่
ประเดิมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในขณะนั้น  อุปกรณ์จับความเร็วระดับไฮเทคที่เรียกว่า miCoach SPEED_CELL™
ซึ่งสมารถใส่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับตัวรองเท้าได้  เพื่อวัดระยะทาง  ความเร็วและคำนวณเชิงสถิติต่างๆ มากมาย
ถือเป็นอีกวิวัฒนาการสำคัญในวงการรองเท้าฟุตบอล  นอกเหนือจากนั้น  ตัวรองเท้าก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก
เดิมจนสามารถเรียกว่าเป็น adiZero F50 เจเนอเรชั่นที่ 2 ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ  อย่างไรก็ตาม  ด้วยเหตุผล
เกี่ยวกับยอดขายของ adiZero F50 Prime รองเท้าระดับโครตท็อปในโฉมที่แล้ว  ทำให้ในเจเนอเรชั่นที่ 2 ปี 2012
นี้  อาดิดาสได้ยกเลิกสายการผลิตของรองเท้าระดับโครตท็อปไปในที่สุด

   
   แล้วก็มาตามนัด กับโฉมประจำปี 2013 ซึ่งได้ฤกษ์เปิดตัวและวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกไปตั้งแต่เดือน
ธันวาคม 2012  สำหรับ adiZero F50 2013 นั้นนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของตระกูล adiZero F50  ภาพรวมหลักๆ
ที่ดูเปลี่ยนไป  คงหนีไม่พ้นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ  ซึ่งอาดิดาสพร้อมชูจุดขายด้วยลักษณะพื้นผิวสัมผัส
หนังสังเคราะห์ที่มีมิติ ขรุขระ มากขึ้นกว่าเดิม  แต่โดยภาพรวมแล้ว  เจเนอเรชั่นนี้ยังคงถูกมองว่าเป็นเพียง
แค่การเปลี่ยน ดีไซน์ภายนอก จับมาแต่งหน้าทาปาก เสียมากกว่า

   
   อาดิดาส adiZero F50 2014 โฉมที่ 12 ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ความเร็ว  ได้ถูกเปิดตัวต้นเดือนพฤศจิกายน 2013
พร้อมทำตลาดอย่างเต็มตัวในปี 2014  ในเจเนอเรชั่นนี้ถือเป็นหมัดเด็ดที่อาดิดาสแสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถ
ในการพัฒนารองเท้าฟุตบอลอย่างแท้จริง  จากที่เจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้  เหมือนจะแค่ปรับเปลี่ยนหน้าตารองเท้า
เท่านั้น  แต่สำหรับ adiZero F50 2014 นั้น อาดิดาสได้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดและเทคโนโลยีต่างๆ บนตัวรองเท้า
จนเสมือนว่าได้สร้างรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ขึ้นมายั่งไงยั่งงั้นเลยทีเดียว

   
   และแล้วอาดิดาสก็เปิดตัว adiZero F50 เจเนอเรชั่นของปี 2015 ได้ในปี 2015 จนได้  เพราะรองเท้าโฉมใหม่นี้
ได้ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2015 หลังจากที่ปล่อยให้เจเนอเรชั่นก่อนหน้าทำตลาด
จนเกินระยะเวลา 1 ปีเต็ม  สำหรับ adiZero F50 2015 ถูกเปิดตัวภายใต้แคมเปญ "There will be Haters"
ซึ่งถือเป็นคำนิยามคำใหม่ที่อาดิดาสคิดขึ้นมาเพื่อทำตลาด  สร้างภาพลักษณ์ให้กับรองเท้าฟุตบอลของตัวเอง
ตีความหมายได้ว่า "ทุกคนจะต้องอิจฉาผู้เล่นที่ใส่รองเท้าของอาดิดาส" 

   ซึ่งเจเนอเรชั่นนี้  อาดิดาสยังคงทำตลาดด้วยรองเท้ารุ่นหลัก ทั้ง 3 รุ่น เหมือนเดิม  ได้แก่ adiZero F50
ที่มีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์และหนังวัวแท้ ที่เป็นเฉดสีเดียวกัน  ตามมาด้วย adiZero F30 ทำตลาด
ในฐานะรองเท้าระดับรองท็อป และ adiZero F10 เป็นรองเท้ารุ่นทั่วไป  แต่ละรุ่นมีรายละเอียดเทคโนโลยีและ
วัสดุที่แตกต่างกันออกไป  ตามระดับราคา

   
   ในเรื่องของนักเตะพรีเซนเตอร์ อาดิดาสยังคงเซ็นสัญญากับนักเตะระดับโลกมากมายให้เข้ามาเป็นผู้โปรโมท
รองเท้า adiZero F50 2015 อย่างเป็นทางการ  เหตุนี้นี่เองที่เป็นการยืนยันว่าปัจจุบัน อาดิดาสเน้นการทำตลาด
ที่รองเท้าซีรี่ย์นี้มากที่สุด  ไม่เชื่อลองดูรายชื่อนักเตะพรีเซนเตอร์ดูแล้วกัน  เริ่มจากพรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งซึ่ง
อาดิดาสเปลี่ยนมาใช้ หลุยส์ ซัวเรส นักเตะคนดังที่ปัจจุบันอาดิดาสป้อน adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นพิเศษอื่นๆ
ให้เขาเป็นผู้โปรโมทอีกด้วย (เช่นสี Tattoo Pack) อีกหนึ่งนักเตะคนสำคัญเจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก
จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก แกเร็ต เบล ซึ่งเอาจริงๆ แล้วก็ดูเหมือนว่าจะรับบทบาทเป็นพรีเซนเตอร์หลัก
ควบคู่กันไปกับหลุยส์ ซัวเรส  

   
   เท่านั้นยังไม่พอ เพราะ ฮาเมส โรดิเกวซ นักเตะฟอร์มแรงจากศึกฟุตบอลโลก 2014 ก็กลายมาเป็นหนึ่งใน
พรีเซนเตอร์หลักของรองเท้ารุ่นนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่นักเตะที่ใส่รองเท้ารุ่นนี้ลงสนามเท่านั้น
ส่วน คาริม เบนเซม่า, อาเยน ร็อบเบน, ดีเอโก้ คอสต้า และ ลูคัส โพลดอสกี้ ก็ยังเป็นนักเตะเจ้าประจำ
ที่มีสัญญาให้สวมใส่ adiZero F50 2015 ลงสนามแข่งขัน ฟอร์มช่วยสร้างภาพลักษณ์และโชว์ศักยภาพของ
รองเท้ารุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง

   
   แต่ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือ อาดิดาสได้เซ็นสัญญาคว้าตัว ธีโอ วัลคอตต์ ดาวเตะจรวดทางเรียบ เข้ามาร่วม
สังกัดอย่างเป็นทางการ  ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขายังเป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับ Mercurial IX ของไนกี้อยู่เลย

   
   ส่วนใครที่สงสัยว่า ลีโอเนล เมสซี่ หายไปไหน ? แน่นอนว่าอาดิดาสไม่มีทางปล่อยให้เขาคนนี้หลุดสัญญา
อย่างแน่นอน  เพียงแต่ดาวเตะต่างดาว เจ้าของตำแหน่งบัลลงดอร์ 4 สมัยซ้อน  จะเน้นไปทำหน้าที่โปรโมท
adiZero F50 เวอร์ชั่นซิกเนเจอร์ของตัวเองเป็นหลัก  นั่นเอง
  
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์

   เอาล่ะ..ถึงตอนนี้  ผมจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ แบบภายนอก
กันก่อน  มาเปิดฝากล่องกันชัดๆ เลยว่า ถ้าคุณผู้อ่านไปซื้อรองเท้ารุ่นนี้มาแบบครบกล่อง  ด้านในจะมีอะไรบ้าง
และตัวรองเท้ามีรายละเอียดจุดไหนน่าสนใจ  มีเทคโนโลยีหรือลูกเล่นอะไร  ซึ่งตรงส่วนนี้ผมจะขอยกเอา
เนื้อความจากบทความ "Hand On!" มาให้ได้อ่านกันอีกครั้งนึง  ท่านใดที่เคยอ่านไปแล้ว  ข้ามไปยังหัวข้อ
ถัดไป  เพื่อเลือกไซด์รองเท้าที่เหมาะสม  พร้อมลงสนามทดสอบกันได้เลยครับ

   
   ทันทีที่เปิดฝากล่องที่บรรจุรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiZero F50 2015 ขึ้นมา  ทันใดนั้นผมถึงกับต้องผงะ
กันเลยทีเดียว  เพราะโดยปกติแล้วด้านบนจะเป็นกระดาษหนึ่งแผ่นที่มีรายละเอียดการดูแลรักษารองเท้า
(อย่างเป็นทางการ) วางแปะด้านบนตัวรองเท้ามาให้  แต่คราวนี้สิ่งที่อยู่ด้านบนนั้นเป็น “ถุงใส่รองเท้า !!!”
ใช่ครับ  ทุกท่านไม่ได้ฝันไป มันคือถุงใส่รองเท้าจริงๆ  เป็นถุงแบบผ้าบางๆ สีดำ  พร้อมพิมพ์ระบุชื่อรุ่นรองเท้า
เอาไว้ด้วย  ด้านในถุงมีช่องสำหรับใส่สัมภาระเล็กๆ น้อยๆ เพื่อความสะดวกเวลาที่ต้องพกของไปเล่นฟุตบอล
 สรุปได้ว่าตอนนี้อาดิดาสกลับมาแถมถุงใส่รองเท้าให้กับรองเท้าระดับท็อปคลาสอีกครั้งแล้วนะ รู้ยัง...

   ด้านในกล่องถัดลงไปอีก อาดิดาสยังคงให้กระดาษหนึ่งแผ่นที่มีรายละเอียดการดูแลรักษารองเท้า มาให้
เหมือนเดิม อนึ่งเป็นใบรับประกันหรือใบ Certificate สินค้าไปแล้วก็ว่าได้  ส่วนตัวรองเท้า adiZero F50 2015
สีแดงซึ่งเป็นสีเปิดตัว  อย่างเป็นทางการของเจเนอเรชั่นนี้  พระเอกของเรื่องที่เราจะมารีวิว Hand On! กันนั้น 
ยังคงนอนนิ่งสลับหัวท้ายมาเฉกเช่นปกติ  เพียงแค่แรกเห็นก็สัมผัสได้ถึงความโดดเด่นของตัวรองเท้าเข้าให้แล้ว

   
   ตัวรองเท้าถูกจัดวางนอนมาตามปกติ  แต่นอกเหนือจากตัวรองเท้าแล้ว  อาดิดาสยังแถมชุดแผ่นรองพื้นมาให้
เพิ่มเติมอีก 1 ชุด  ถูกมัดประกบกันมา  ถือเป็นรองเท้าระดับท็อปคลาสเพียงรุ่นเดียว  ที่ได้ชุดแผ่นรองพื้นแถมมา
ให้แบบนี้

   
   รูปทรงของตัวรองเท้า adiZero F50 2015 ยังคงเป็นรองเท้าที่มีลักษณะเรียวยาว  ช่วงกลางลำตัวจะแคบลง
เล็กน้อย  จับได้ถนัดมือ  มีทรวดทรงตามสไตล์ของรองเท้าซีรี่ย์นี้เหมือนเดิม  เมื่อได้หยิบจับตัวรองเท้าขึ้นมา
พอจะรู้สึกได้ว่า รองเท้ามีน้ำหนักขึ้นจากเจเนอเรชั่นที่แล้ว พอสมควร  เพื่อความชัวร์เลยจับเอาขึ้นชั่ง
บนเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล  ปรากฏว่าตัวเลขน้ำหนักปรากฏออกมาที่ 198 กรัม/ข้าง เลยทีเดียว !!!

   เมื่อลองเปรียบเทียบกับข้อมูลน้ำหนักตัวรองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่เราได้เคยรีวิวไปแล้ว เป็นดังนี้

   - อาดิดาส adiZero F50 2014 174 กรัม
   - อาดิดาส adiPure 11Pro II 274 กรัม
   - อาดิดาส Predator® Instinct 285 กรัม
   - อาดิดาส Nitrocharge II 1.0 233 กรัม
   - ไนกี้ Mercurial Superfly IV 199 กรัม 
   - ไนกี้ Mercurial Vapor V 180 กรัม 
   - ไนกี้ Magista Opus 204 กรัม
   - ไนกี้ Hypervenom Phantom 200 กรัม 
   - ไนกี้ Tiempo Legend V 245 กรัม 
   - พูม่า evoPower 1 218 กรัม
   - พูม่า King 2013 252 กรัม

   ตัวเลขที่ปรากฏออกมา  กลับกลายเป็นว่า อาดิดาส adiZero F50 2015 ไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลสายความเร็ว
ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในตลาดปัจจุบันเสียแล้ว  พลิกกลับมาเป็น ไนกี้ Mercurial Vapor V ที่มีน้ำหนักเบากว่า
เกือบ 20 กรัม เลยทีเดียว  

   แต่สาเหตุที่มาที่ไป ที่ทำให้อาดิดาส adiZero F50 2015 มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมานั้น  เป็นที่รายละเอียดและ
ส่วนประกอบหลายๆ ส่วนของตัวรองเท้าที่เปลี่ยนไปทั้งนั้น  แต่จะมีตรงจุดไหนบ้าง  ผมจะพาคุณผู้อ่าน
ไปร่วมเจาะลึกข้อมูลกันเลย

   
   เรามาเริ่มสำรวจกันที่วัสดุหน้าผ้าตัวรองเท้า อาดิดาส adiZero F50 2015 คู่นี้กันก่อนดีกว่า  ผมเชื่อว่าหลายคน
นั้นยังสงสัยว่าอาดิดาสเอาหนังอะไรมาตัดเย็บขึ้นรูปเป็นรองเท้ารุ่นนี้กันนะ  เพราะมองจากลวดลายภายนอกแล้ว
มันช่างแตกต่างจากรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ที่อาดิดาสเคยผลิตออกมา

   
   คำตอบคือ อาดิดาส ยังคงใช้วัสดุหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช (Hybrid touch) แบบชิ้นเดียวไร้รอยต่อ มาผลิต
เป็นวัสดุหน้าผ้าและตัวรองเท้า ให้กับ adiZero F50 2015 คู่นี้  โดยวัสดุดังกล่าวถือเป็นหนังสังเคราะห์เบอร์หนึ่ง
ของอาดิดาสในปัจจุบัน  เนื่องจากเป็นวัสดุที่ใช้ผลิตเป็นรองเท้าระดับท็อปคลาสในปัจจุบันอย่าง รุ่น Predator
Instinct, Nitrocharge II 1.0 และ adiZero F50
โดยเฉพาะ  และมีคุณสมบัติที่ได้รับการยอมรับมาตลอดระยะเวลา
มากกว่า 3 ปี  ได้แก่ ความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา กระชับเข้ารูปกับเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ความนุ่มของหนัง ผิวสัมผัสที่สามารถดึงดูดและควบคุมลูกฟุตบอลได้ดีทั้งสภาวะที่แห้งหรือเปียก  ทนทานและไม่อมน้ำ 

   
   แต่ที่เห็นเป็นลวดลายเส้นสาย ที่หลายคนมองว่าเป็นลวดลายใยแมงมุมหรือร่างแห  นั้นเป็นการทำชั้นผิวขึ้นมา
อีกชั้นหนึ่ง  เป็นเท็กเจอร์ (Texture) ที่มีมิติและความฝืด  ซึ่งอาดิดาสใช้คำเรียกอย่างเป็นทางการว่า DribbleTEX 
ติดทับบนหน้าสัมผัสของหนังไฮบริดทัช  เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสและเพิ่มประสิทธิภาพของการควบคุมลูกฟุตบอล
ให้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้วนั่นเอง  โดยพื้นผิวดังกล่าวจะมีทุกจุดรอบตัวรองเท้า  ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าสัมผัส 
ด้านข้าง  และบริเวณช่วงส้นรองเท้า  อย่างไรก็ตาม..จากการสัมผัสพบว่า DribbleTEX ที่ยึดตรึงบนตัวรองเท้า
เช่นนี้  ทำให้สัมผัสของตัวรองเท้ารุ่นนี้  แข็งขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้วอยู่บ้าง
   
   
   ลักษณะการออกแบบบริเวณหลังเท้า  ซึ่งประกอบไปด้วยลิ้นรองเท้า  แนวขอบร้อยเชือก และเชือกรองเท้า
โดยรวมแล้วแทบจะเหมือนเดิมที่ประการ  เริ่มจากเชือกรองเท้าที่ติดตัวรองเท้ามาจากโรงงาน  จะเป็นเชือก
รองเท้าแบบเส้นแบน หน้าแคบ  เนื้อผ้าของเส้นเชือกช่วงกลางจะค่อนข้างแข็ง  เมื่อร้อยผ่านรูเชือกและ
จัดระเบียบเส้นเชือกดีๆ  จะทำให้มันไม่มารบกวนการสัมผัสควบคุมลูกฟุตบอลบริเวณหลังเท้า  ก่อนที่
ปลายเส้นเชือกทั้งสองฝั่งที่เราจะเอามาผูกปมกัน  จะมีลักษณะเนื้อผ้านิ่มและฟู  เพื่อให้ผู้เล่นสามารถ
ผูกปมเชือกได้อย่างแน่นหนา

   ขอบแนวร้อยเชือกของ adiZero F50 2015 จะมีดีไซน์การออกแบบที่แตกต่างจากเดิมบ้าง  โดยจะใช้การ
ตัดขอบให้เป็นเส้นสายโค้งไปโค้งมา  ซึ่งเป็นเหตุผลของการออกแบบให้สอดรับกับภาพลักษณ์ของตัวรองเท้า
ในเจเนอเรชั่นนี้ เท่านั้น

   ส่วนวัสดุของลิ้นรองเท้า ก็เป็นวัสดุหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชบางๆ เหมือนเดิม  เพื่อทำให้การสัมผัสบริเวณ
หลังเท้าได้ฟีลลิ่งที่บางและเป็นธรรมชาติ  แต่ความยาวของลิ้นรองเท้า adiZero F50 2015 นั้นดูเหมือนจะ
สั้นกว่าลิ้นรองเท้า adiZero F50 2014 เล็กน้อย  และเพิ่มร่องตัดที่ปลายลิ้นเป็นสองร่อง  ในขณะที่โฉมเก่า
มีเพียงแค่ร่องเดียว

   
   ถัดมาที่บริเวณครึ่งหลังของตัวรองเท้า  จะเห็นได้ว่าอาดิดาสได้ถอดเจ้าวัสดุที่เคยเรียกว่า "SpeedFoil"
ออกไปจาก adiZero F50 2015 เป็นที่เรียบร้อย  และใช้เป็นวัสดุหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว
มาจากส่วนด้านหน้าเลย  ถือเป็นการแก้ไขปัญหาความกระชับช่วงข้อเท้าให้ดีขึ้น  แต่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย
ที่ส่งผลให้รองเท้าเจเนอเรชั่นใหม่นี้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากเดิม

   
   อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอก ก็คือ adiZero F50 2015 เปลี่ยนมาใช้เกราะป้องกัน
ส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายแบบภายใน (Internal Heel Couter) ไม่ใช่เกราะแบบภายนอกเหมือนกับเจเนอเรชั่น
ก่อนหน้านี้  สอดคล้องกับการออกแบบชุดพื้นรองเท้าแบบใหม่ที่ไม่ได้เรียกว่า Sprintframe อีกต่อไป  และแม้ว่า
เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายแบบภายใน  จะไม่เน้นเรื่องการป้องกันแรงปะทะ  แต่ก็ช่วยควบคุมให้น้ำหนัก
โดยรวมของรองเท้ารุ่นนี้ไม่สูงเกินไป

   ดีไซน์การออกแบบช่วงส้นเท้าซึ่งอาดิดาสออกแบบให้เป็นแถบสามขีดประดับตามแนวตั้งที่ส้นรองเท้า  แทนที่
จะเป็นที่บริเวณด้านข้างตัวรองเท้าแบบที่เราๆ ท่านๆ คุ้นตา  ตรงจุดนี้ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน  โดยทางอาดิดาส
ได้ให้ข้อมูลว่า adiZero F50 2015 นั้นสร้างมาเพื่อความเร็วและการเคลื่อนที่  ดังนั้น..บรรดาคู่แข่งทั้งหลายจะได้
เห็นเฉพาะด้านหลังของผู้เล่นและรองเท้ารุ่นนี้เท่านั้น  อารมณ์เหมือนเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่า รองเท้ารุ่นนี้
พร้อมจะทิ้งห่างคู่แข่งด้วยความเร็ว เหลือทิ้งไว้ให้รู้ว่า "นี่คือรองเท้ายี่ห้ออาดิดาสนะ"

   
   ส่วนหน้าสัมผัสของห้มส้นด้านในที่เห็นเป็นเงาๆ  นั้น  เป็นหน้าสัมผัสของวัสดุหนังสังเคราะห์ที่มีการเคลือบผิว
ให้วัสดุเงา  และมีลวดลายกราฟฟิกให้เข้ากับธีมของตัวรองเท้าภายนอก  หน้าสัมผัสของหุ้มส้นบริเวณนี้จะเป็นผิว
แบบลื่น  ไม่ค่อยแตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วมากนัก 

   อย่างไรก็ตาม..แม้ว่าอาดิดาสจะเปลี่ยนให้ adiZero F50 2015 มาใช้เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวาย
แบบภายใน  แต่พบว่าหน้าสัมผัสบริเวณส้นเท้าด้านล่าง  วัดขึ้นมาจากแผ่นรองพื้นประมาณ 1 ใน 4  กลับไม่มี
วัสดุบุนุ่มบรรจุเอาไว้  เว้นเอาไว้เป็นหน้าสัมผัสแข็งๆ ที่ชนกับความแข็งขอชิ้นพลาสติกที่เป็นเกราะป้องกันส้นเท้า
ด้านใน  กลายเป็นว่า adiZero F50 2014 กลับมีวัสดุบุนุ่มตรงบริเวณนี้  มากกว่าอย่างน่าแปลกใจ  แต่สัมผัส
รอบข้อเท้าด้านข้าง  ทั้งข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอกของ adiZero F50 2015 จะมีพื้นที่ที่บรรจุวัสดุบุนุ่ม
ได้มากกว่า  เพราะไม่มีส่วนที่เป็นวัสดุ SpeedFoil  จึงน่าจะทำให้ความกระชับและความสบายตอนสวมใส่
เพิ่มขึ้นจากเดิม

   
   แผ่นรองพื้นด้านในรองเท้า adiZero F50 2015 สามารถถอดแยกออกมาจากตัวรองเท้าได้ตามปกติ  แต่คราวนี้
อาดิดาสให้แผ่นรองพื้นมาเพียงแค่แบบเดียว  เป็นแผ่นรองพื้นแบบ Comfort เท่านั้น ผลิตจากโฟม EVA ทั้งชิ้น 
มีความหนา  เพื่อให้ช่วยรองรับและผ่อนแรงกระแทกได้ดี เมื่อผู้เล่นเคลื่อนที่และลงน้ำหนักตัว  เนื่องจาก
เนื้อโฟมสามารถยุบตัวให้สอดรับกับการลงน้ำหนักได้ลึกพอสมควร  แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คืออีกหนึ่งปัจจัย
ที่ทำให้ adiZero F50 2015 มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

   ส่วนหน้าสัมผัสด้านบนที่จะต้องสัมผัสกับฝ่าเท้าของผู้สวมใส่  พบว่าเป็นวัสดุหน้าสัมผัสแบบกำมะหยี่ทั้งหมด
ตามสไตล์ที่อาดิดาสนิยมใช้ในปัจจุบัน  ลองเอานิ้วมือถูสัมผัสไปมา  ถือได้ว่าหน้าสัมผัสมันก้ำกึ่งๆ ว่าจะฝืด
ก็ไม่ใช่ หรือจะลื่นก็ไม่เชิง

   
   อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน อาดิดาส adiZero F50 2015 ก็คือชุดพื้นรองเท้าที่ถูกออกแบบใหม่
แทบทั้งหมด  เพราะยังคงเหลือเค้าโครงเดิมเอาไว้ก็แค่ปุ่มหลัก ด้านหน้า จำนวน 6 ปุ่มเท่านั้น  นอกนั้นถือ
เป็นการออกแบบเพิ่มเติม ใหม่ทั้งหมด  ซึ่งชุดพื้นแบบใหม่ที่เห็นกันนี้  อาดิดาสไม่ได้ใช้ชื่อเรียกว่า
Sprintframe อีกต่อไป


   ชุดพื้นรองเท้าฉีดขึ้นรูปจากพลาสติก TPU เป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  ชุดพื้นจะค่อนข้างบาง  เพื่อให้เท้า
ของผู้เล่นติดกับพื้นสนามมากที่สุด ลักษณะปุ่มเป็นปุ่มแบบใบมีด รูปทรงสามเหลี่ยม  มีขนาดเล็กใหญ่ สูงต่ำ
แตกต่างกันออกไป  เพื่อให้ปุ่มแต่ละปุ่มมีหน้าที่แตกต่างกัน 

   
   ชุดพื้นของ adiZero F50 2015 จะเป็นแบบชิ้นเดียวกันทั้งหมด  โดยเฉพาะช่วงกลางของชุดพื้น ลากยาวไป
ถึงด้านหน้าจะมีลักษณะคล้ายกระดูกสันหลัง  มีลักษณะหนา สูงต่ำ ลดหลั่นกันไป  ไม่เพียงแค่ดีไซน์การออกแบบ
ที่ดุดัน แปลกตาจากชุดพื้นรของรองเท้ารุ่นอื่นๆ เท่านั้น  แต่เมื่อผมได้ลองออกแรงหักงอชุดพื่้นดูแล้ว  พบว่า
ชุดพื้นชุดนี้จะสามารถโค้งงอได้เป็นรัศมีวงกลมที่สมูทกว่าชุดพื้นแบบเก่า  เพราะชุดพื้นแบบเก่าเมื่อลองหักงอดู  
จะพบว่าจุดที่โค้งงอจะเป็นช่วงบริเวณปุ่มคู่ที่ 3 นับจากด้านหน้า  ไม่ค่อยมีรัศมีการโค้งงอที่เป็นวงกลมมากนัก  

   ส่วนเรื่องของแรงดีดกลับ  ก็ยังพบว่าแรงดีดกลับของชุดพื้น adiZero F50 2015 ชุดนี้  ยังสามารถทำได้
ในระดับที่ดีพอสมควร  อาจจะไม่แข็งและรุนแรงเท่ากับชุดพื้น Sprintframe แบบเก่า  แต่ก็น่าจะเพียงพอ
สำหรับการสปรินซ์ออกตัว  ที่มาคู่กับความมั่นคง นุ่มนมจากชุดพื้นที่โค้งงอพร้อมกันสม่ำเสมอแบบนี้

   นอกจากนั้นยังเห็นได้ว่า adiZero F50 2015 ไม่สามารถใส่อุปกรณ์จับความเร็ว miCoach SPEED_CELL™
ได้อีกต่อไป  เพราะไม่มีช่องใส่มาให้ตามที่เห็นดั่งภาพด้านบน

   
   บอกตรงๆ ว่าผมเองก็ตัดสินใจไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าควรจะนับจำนวนปุ่มด้านหน้ายังไงดี  เพราะนอกจากปุ่ม
จำนวน 6 ปุ่ม ที่เป็นปุ่มใหญ่ๆ ตามแนวขอบด้านนอก  ก็ยังมีปุ่มขนาดเล็กเต็มไปหมด  ซึ่งผมจะขอบรรยายถึง
ปุ่มขนาดใหญ่จำนวน 6 ปุ่ม ดังกล่าวก่อน

   อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าปุ่มทั้ง 6 ปุ่มนี้  หากมองกันดีๆ จะรู้ว่าเป็นชุดปุ่มหลักที่อยู่ในเจเนอเรชั่นที่แล้ว  เป็นปุ่ม
ที่ทำหน้าที่คอยรับน้ำหนักและแรงกดของการเคลื่อนที่  ปุ่มมีความหนาและยาว  สามารถจิกลงไปยังพื้นสนาม
ได้ลึกและแม่นยำ  แถมยังวางตัวในองศาที่แตกต่างกัน  เพื่อสร้างการกระจายน้ำหนักและตอบสนองต่อการ
เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้แบบ 360 องศา รอบตัวเลยก็ว่าได้

   
   นอกนั้นก็จะเป็นปุ่มเล็กๆ จำนวนมาก นับไม่ถ้วน  มีลักษณะเป็นปุ่มใบมีดรูปทรงสามเหลี่ยม  มีทิศทางชี้ไปด้านหน้า  
ออกแบบให้ดูคล้ายกับฟันปลา  โดยทางอาดิดาสได้ระบุว่าปุ่มลักษณะดังกล่าวจะช่วยทำให้ผู้เล่นสามารถสปรินซ์
เคลื่อนตัวออกไปด้านหน้าได้เร็วขึ้น  เพราะปุ่มลักษณะนี้จะช่วยกันส่งแรงกระทำไปยังพื้นสนามให้ถีบตัวผู้เล่น
ไปด้านหน้าได้ดีกว่าปุ่มแบบเดิม

   และทั่วพื้นที่ว่างของชุดพื้น  ยังถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นหนามแหลมๆ โผล่ขึ้นมา  แม้จะไม่ได้ช่วยในเรื่อง
การส่งแรงการเคลื่อนที่  แต่มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะพื้นสนามให้ดีขึ้นกว่าชุดพื้นที่มีพื้นผิวแบบเรียบๆ
ลดจังหวะการลื่นไถลตอนวางเท้า หรือตอนที่ต้องการเบรคเมื่อต้องเคลื่อนที่มาด้วยความเร็ว
  
   
   แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้น  ก็คือปุ่มหลังของ adiZero F50 2015 มี 3 ปุ่ม !!  มีตำแหน่งการวางปุ่มที่แปลกตา
โดยเฉพาะปุ่มตรงกลางที่มีขนาดเล็กและสั้นกว่าคู่ปุ่มหลัง  ทำให้เอาจริงๆ จะนับว่ารองเท้ารุ่นนี้มีปุ่มหลัง 2 ปุ่ม
ก็คงจะไม่ผิดนัก  เพราะมันเป็นคู่ปุ่มที่ต้องรับการลงน้ำหนักตัวที่ส้นเท้าไปเต็มๆ  ส่วนปุ่มเดี่ยวตรงกลางมีหน้าที่
ช่วยประคองการทรงตัว  ลดโอกาสเท้าพลิกไปด้านซ้ายหรือด้านขวาลงไปไม่มากก็น้อย 

   การที่อาดิดาสเลือกลดจำนวนปุ่มหลังให้เหลือเพียงเท่านี้  เพื่อเสริมการสร้างประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ให้
มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  ตามแนวคิดที่ว่ายิ่งพื้นที่สัมผัสกับพื้นสนามน้อยลงเท่าใด  ก็จะทำให้การระยะเวลา
ของการถอนเท้าขึ้นจากพื้นสนาม  เพื่อเคลื่อนที่ในก้าวต่อไปทำได้เร็วขึ้นเท่านั้น นั่นเอง

   Feeling & Sizing

   
   adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ คู่นี้ที่ผมจะสวมใส่ลงสนามทดสอบ ยังคงเป็นรองเท้าไซด์
9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm เหมือนกันกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่เคยทดสอบมาโดยตลอด  เพื่อ
จะนำมาเปรียบเทียบฟีลลิ่งขนาดไซด์ของรองเท้าจริง  ว่าจะต้องเพิ่ม-ลด หรือเลือกใส่ตรงไซด์ได้เลย  
สำหรับเป็นคำแนะนำเบื้องต้นให้กับคุณผู้อ่านที่ไม่สามารถหาลองไซด์รองเท้าได้ด้วยตัวเอง

   
   เมื่อสวมใส่เท้าเข้าไปด้านในรองเท้า  พร้อมผูกเชือกรองเท้าแบบปกติ ไม่ได้ดึงกระชับแนวร้อยเชือกให้แน่นมาก
จนอึดอัด  พบว่าพื้นที่หัวรองเท้ามีช่องว่างเหลือเล็กน้อยตามปกติของรองเท้าตรงยาวของอาดิดาส  แต่พื้นที่ที่เหลือ
จะเหลือน้อยกว่า adiZero F50 2014 ที่เราเคยรีวิวกันไปเมื่อปีที่แล้วอยู่เล็กน้อย (ตอนนั้นเหลือประมาณ 0.4-0.5 cm)
แต่ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ที่ผมกำลังสวมใส่อยู่นี้  จะเหลือประมาณ 0.2-0.3 cm เท่านั้น

  
   อย่างไรก็ตาม  จะรู้สึกได้ว่าช่วงหน้าบริเวณด้านข้างโคนนิ้วก้อยและนิ้วหัวแม่เท้าจะบีบขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่า  
ผู้เล่นที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้างและแบน แรกๆ จะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง  แต่ก็ไม่ถึงกับใส่ไม่ได้จนต้อวเพิ่มไซด์รองเท้า
แต่อย่างใด  เพราะหลังจากใส่ไปสักพักตัวรองเท้าจะขยายออกได้อีก  จนเข้ารูปกับเท้าได้ดีขึ้น  เนื่องจาก
หนังของตัวรองเท้ามีความยืดหยุ่น ขยายตัวได้อิสระมากกว่า Predator Instinct นั่นเอง

   ส่วนฟีลลิ่งบริเวณช่างกลางตัวรองเท้า ไปจรดยังหุ้นส้นและข้อเท้า  พบว่าตรงพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่มีผล
อะไรต่อการเลือกไซด์รองเท้า เมื่อเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ  พอจะรู้สึกสบายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยก็คือช่วงหุ้มส้น
ซึ่งผมจะรีวิวแบบเจาะลึกอีกทีในช่วงการทดสอบ  

   สรุปการเลือกไซด์โดยภาพรวม ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ผมยังขอยืนยันว่า "เลือกตรงไซด์" หรือ "เลือกไซด์เหมือนเดิม" เมื่อเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอล
อาดิดาสรุ่นเก่า ที่ทำตลาดในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา  โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ adiZero F50 2014
และ Predator Instinct  โดยคุณจะได้ระยะหัวรองเท้าที่เหลือน้อยลง และฟีลลิ่งด้านข้างที่เข้ารูปกระชับขึ้น
กว่าเดิม

   Testing  

   
   เมื่อทุกยอ่างพร้อมแล้ว ก็ได้เวลาลงสนามทดสอบเจ้า adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ จากอาดิดาส
เสียที  แต่ก่อนที่จะไปเจาะลึกในรายละเอียด  ผมขอแจ้งให้ทราบก่อนว่า  คราวนี้ผมเปลี่ยนสนามทดสอบจากที่เดิม
ที่ประจำอย่าง Winning 7  มาทดสอบใช้งานพร้อมถ่ายภาพประกอบในสนามฟุตบอลส่วนตัว !! (มีสนามฟุตบอล
ส่วนตัวแล้วนะ)  

   ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือสภาพแวดล้อมการถ่ายภาพ  เพราะสนามแห่งนี้เป็นสนามกลางแจ้งและมีต้นไม้ล้อมรอบ  
ได้อารมณ์ธรรมชาติเต็มๆ มีใบไม้เต็มพื้นสนามเลย  และที่สำคัญคือผมจะลงสนามทดสอบและถ่ายภาพในช่วงเวลา
กลางคืนเป็นหลัก  ซึ่งไฟสปอร์ตไลท์ของสนามนั้นไม่สว่างมากนัก  จึงทำให้ภาพรีวิวประกอบที่ออกมาแตกต่าง
ไปจากเป็นอย่างมาก

   แต่ในเรื่องของคุณภาพสนามนั้น  บอกได้เลยว่าไม่แตกต่างกันเลยครับ  ความนุ่มของพื้นสนามและความยาว
ของหญ้าเทียมนั้นเท่ากัน  จึงไม่ต้องห่วงว่าการรีวิวเชิงเปรียบเทียบของ SiamBoots แบบที่เคยทำมา  จะมีปัจจัย
ของสนามมาทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนแต่อย่างใด  โดยคู่ปรับในการเปรียบเทียบกับ adiZero F50 2015
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ในครั้งนี้  คงจะปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องยกให้กับไนกี้ Mercurial Vapor X ควบคู่ไปกับ
การเปรียบเทียบกับ adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นเก่า เพื่อชี้ให้เห็นถึงความ
เปลี่ยนแปลงในแง่การใช้งานจริงของตัวรองเท้า ว่ามันดีขึ้น หรือด้อยลง อย่างไร ?

   ความสบายในการสวมใส่

   
   เรามาเริ่มกันที่เรื่องของความสบายในการสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้กันก่อนดีกว่า  หลังจากที่เลือกไซด์ได้เหมาะสม
แล้วลงสนามอย่างเป็นจริงเป็นจัง  แม้ว่าตอนเลือกไซด์หรือลองใส่ก่อนลงสนามจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก  แต่พอได้
ลงสนามจริงจริงๆ  มีทั้งจังหวะเคลื่อนที่  วิ่งเต็มความเร็วและเล่นกับลูกฟุตบอล  จะรู้สึกได้ทันทีว่าตัวรองเท้า
โดยเฉพาะช่วงด้านหน้านั้นจะบีบรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก  

   ยอมรับว่าครั้งแรกผมใช้งานได้ประมาณ 10 นาทีก่อนที่จะต้องค่อยๆ เอา adiZero F50 2015 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
มาใช้งานต่อในอีก 1-2 ครั้งถัดมา เพื่อให้ตัวรองเท้ามันขยายออกตามรูปเท้าได้มากขึ้น  แต่เมื่อ
ตัวรองเท้าขยายออกได้เต็มที่จนเข้ารูปกับลักษณะรูปเท้าแล้ว  ฟีลลิ่งความอึดอัดที่เป็นปัญหาก็ได้เลือนลางหาย
ไปในระดับที่กำลังดี  แม้จะไม่สบายเท่ากับ adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ ที่เป็นรุ่นเก่า  แต่ก็ถือได้ว่า
เป็นฟีลลิ่งความสบายที่ดีทีเดียว  ในฐานะรองเท้าฟุตบอลสายสปีดเช่นนี้ และใส่สบายเท้ากว่า ไนกี้ Mercurial
Vapor X
อย่างไม่ต้องสงสัย

   ส่วนบริเวณด้านท้ายที่มีส่วนของหุ้มส้นและเอ็นร้อยหวาย  ก็พบว่า adiZero F50 2015 คู่นี้  มีหุ้มส้นที่เป็นมิตร
กับส้นเท้าของผมมากขึ้น  ตั้งแต่ใช้งานครั้งแรกไม่มีปัญหาเรื่องของการเสียดสีจนกัดส้นเท้า เหมือนกับโฉมเก่า
ตรงจุดนี้ถือว่าอาดิดาสทำได้ดี  แก้ปัญหาที่เคยเจอมาแล้วให้หมดไปได้  ทั้งๆ ที่จะยังใช้วัสดุหน้าสัมผัสหุ้มส้น
เป็นวัสดุผิวลื่นก็ตาม

   สรุปโดยภาพรวมของหัวข้อทดสอบนี้  ถือได้ว่า adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ทำได้ดีในเรื่อง
ของความสบายช่วงส้นเท้า  แต่ช่วงด้านหน้าพบว่าตัวรองเท้าสร้างความอึดอัดในการใช้งานครั้งแรกๆ มาก
พอสมควร  ต้องใช้ระยะเวลาในการปรับรูปของตัวรองเท้าเป็นอย่างมาก  ยิ่งฟีลลิ่งที่บีบด้านหน้านั้นแทบจะ
ใกล้เคียงกับไนกี้ Mercurial Vapor X เลยก็ว่าได้
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 7/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   มาต่อกันที่การทดสอบประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกของชุดพื้นช่วงล่างเลยดีกว่า  อย่างที่รู้กัน
แล้วว่าอาดิดาสให้แผ่นรองพื้นแบบ Comfort ติดตัว adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ มาตั้งแต่แรก
และมีเพียงคู่เดียว  ไม่มีให้เลือกใช้งานแบบ Lightweight อีกต่อไป  ถือเป็นไฟลท์บังคับว่าผู้เล่นทุกคนจะต้อง
ได้ประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกที่นุ่มเท้าที่สุด  และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

   จากการทดสอบการใช้งานพบว่ารองเท้ารุ่นนี้มีช่วงล่างที่นุ่ม  แผ่นรองพื้นมีความหนาจนช่วยดูดซับแรงกระแทก
ในจังหวะการเคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งประเด็นตรงนี้ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านน่าจะได้สัมผัส
ด้วยตัวเองจากการใช้งานแผ่นรองพื้นประเภทนี้กันมาบ้างแล้ว  

   แต่อีกประเด็นที่ผมอยากวิเคราะห์วิจารณ์เพิ่มเติมก็คือชุดปุ่มของ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ที่เต็มไปด้วยปุ่มขนาดเล็กจำนวนมาก  มันกลับช่วยทำให้การกระจายแรงกระแทกของการลงน้ำหนักทำได้ทั่ว
ฝ่าเท้ามากขึ้น  ลดแรงกระแทกที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นพิเศษ  แม้ว่าปุ่มรองเท้าแบบนี้จะเรียกว่าเป็นปุ่มแบบ FG  
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้ว  ฟีลลิ่งการลงน้ำหนักตัวและกระจายแรงกระแทก  จะคล้ายคลึงกับปุ่มแบบ HG เลย
ก็ว่าได้  แน่นอนว่าผู้เล่นคนใดที่มองหารองเท้าปุ่มเยอะๆ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกในการใช้งานกับพื้นสนาม
หญ้าเทียม  จะได้รับอานิสงค์ตรงจุดนี้ไปไปด้วย  ทำให้การลงน้ำหนักบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้าของรองเท้ารุ่นนี้
ดีขึ้นกว่า adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ และ Mercurial Vapor X จนรู้สึกได้

   ส่วนประเด็นเรื่องปุ่มหลังที่มีเพียงแค่ 3 ปุ่ม  จนหลายคนกังวลว่าจะทำให้การลงน้ำหนักบริเวณส้นเท้ามีปัญหา
หรือไม่  พบว่าเมื่อใช้งานจริงกลับไม่รู้สึกแตกต่างจากปุ่มหลัง 4 ปุ่มตามแบบฉบับของอาดิดาสแต่อย่างใด
การลงน้ำหนักที่ส้นเท้า ไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกจนถึงขั้นแตกต่างจากเดิม  ยิ่งใครที่เคยใช้ Mercurial Vapor IX
ซึ่งมีปุ่มหลังแค่ 2 ปุ่ม แล้วไม่เกิดปัญหาเรื่องแรงกระแทก  ก็ยิ่งหายห่วงได้เลยว่าจะไม่เกิดปัญหากับการใช้งาน
adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ อย่างแน่นอน  ส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับ adiZero F50 2014 และ
Mercurial Vapor X  ผมขอลงความเห็นไว้ให้เสมอกัน  การลงน้ำหนักที่ส้นของรองเท้าทั้ง 3 รุ่น ไม่แตกต่าง
กันจนเป็นนัยสำคัญ

   ดังนั้น ณ ตอนนี้ผมขอฟันธงว่า adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ขึ้นมาเป็นรองเท้าฟุตบอล
ด้านความเร็ว ที่มีประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกดีที่สุดในตลาดปัจจุบัน  แม้ว่าคุณจะมีปัญหา
เรื่องข้อเข่าหรืออะไรก็แล้วแต่  หรือแม้จะต้องเอารองเท้ารุ่นนี้ไปใช้งานในสนามหญ้าเทียมที่มีพื้นสนามแข็ง
หรือเล่นในสนามหญ้าจริงที่ดินแห้งแข็ง  ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่สนามลงเล่นใช้งานได้แบบไม่ต้องลังเล  รับไป
ที่คะแนน 9 เต็ม 10 ไปเลยครับ

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 9/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   มาทดสอบกันต่อที่หัวข้อสำคัญ  ซึ่งผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนอยากรู้ว่าชุดพื้นและปุ่มแบบใหม่ ของ
อาดิดาส adiZero F50 2015 มีผลต่อการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม อย่างไรบ้าง

   สิ่งแรกที่จะขอกล่าวถึงคือ  ปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้จิกพื้นสนามไม่ลึกเท่าปุ่มแบบเก่า  เนื่องจากมีปุ่มมาก
ทำให้ปุ่มหลักที่มีความยาวทั้ง 6 ปุ่ม จิกลงไปยังพื้นสนามได้ไม่ลึกเท่าเดิม  ซึ่งถ้าลองยืนพื้นสนามเทียบกัน
จะรู้สึกได้ว่าปุ่มจะลอย กว่ารองเท้ารุ่นอื่นๆ ทั้ง adiZero F50 2014 และ Mercurial Vapor X นิดหน่อย
จึงทำให้การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่อย่างกระทันหัน รวดเร็ว หรือกลับตัวในทิศทาง 180 องศา ขึ้นไป
ความมั่นยำของการจิกพื้นสนาม  ยังรู้สึกว่าสู้ชุดปุ่มที่มีจำนวนปุ่มน้อยกว่าไม่ได้  ไม่โดดเด่นมากนัก 
สำหรับใช้งานกับลักษณะการเคลื่อนที่แบบรอบด้าน  โยกไปซ้ายที  โยกไปขวาที

   ตรงจุดนี้ได้ส่งผลทำให้ชุดปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้ไม่ตอบโจทย์ผู้เล่นที่ชอบเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว และเปลี่ยน
ทิศทางการวิ่งตลอดเวลา  มีการเคลื่อนที่แบบไม่เป็นเส้นตรงอยู่เสมอๆ  โดยเฉพาะใครที่คุ้นเคยกับการใช้งาน
ปุ่ม FG ของไนกี้ Mercurial Vapor X ที่มีประสิทธิภาพในเรื่องนี้มากกว่า  จะยิ่งรู้สึกถึงความแตกต่างอย่าง
ชัดเจน

   
   แต่ความสามารถในการยึดเกาะพื้นสนาม เมื่อต้องสปรินซ์เคลื่อนที่ออกตัวในทางตรง  ถือได้ว่าชุดพื้น
แบบใหม่นี้สร้างความมั่นคงได้ดี  ปุ่มขนาดเล็กที่รายล้อมปุ่มหลักทั้ง 6 ปุ่ม  ร่วมกับแนวปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า
ช่วยกันสร้างการยึดเกาะกับพื้นสนามให้เคลื่อนที่ไปด้านหน้าได้ดี  ไร้ปัญหาการลื่นไถล  ลดจังหวะการ
ออกตัวฟรีลงไปได้ดีขึ้น  แถมปุ่มรองเท้าที่จิกสนามได้ตื้นกว่า  ก็พอจะช่วยให้ก้าวต่อไปของการเคลื่อนที่
ทำได้เร็วขึ้นอีกด้วย  แม้จะไม่สามารถวัดตัวเลขเวลาออกมาเพื่อเปรียบเทียบได้ก็ตาม

   ทั้งนี้ทั้งนั้น...ชุดพื้นแบบใหม่ของ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ที่ไม่ใช่ชุดแบบ Sprintframe
ได้ส่งผลทำให้แรงดีดตัว ในจังหวะการสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้านั้นลดลง ไม่ดุดัน ไม่ดีดไม่เด้งเท่าเดิม
ทำให้อารมณ์การเคลื่อนที่ถูกปรับลดระดับลงมา ให้อารมณ์การเคลื่อนที่ที่นุ่มนวล มั่นคงแทน  ซึ่งอาจจะ
ไม่ตอบโจทย์ผู้เล่นที่เน้นการสปรินซ์ด้วยความเร็ว  ที่จะเหมาะกับชุดพื้นที่แข็งและดุดันมากกว่านี้  แถมเมื่อ
รวมกับน้ำหนักตัวรองเท้าที่เพิ่มขึ้น  ยิ่งทำให้รองเท้ารุ่นนี้ไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลที่มีจุดเด่นหรืออารมณ์เบาหวิว
วิ่งตัวปลิวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

   ถ้ามองในฐานะของรองเท้าประเภทความเร็ว ที่จำเป็นต้องเน้นประสิทธิภาพการสปรินซ์ออกตัว  หรือการ
ยึดเกาะพื้นสนาม  รวมถึงความหลากหลายในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่  ผมขอลงความเห็นว่าชุดพื้น
และปุ่ม FG แบบใหม่ของ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ นั้นมีประสิทธิภาพในระดับที่ยอดเยี่ยม
ตามมาตรฐาน

   แต่ถ้าต้องไปเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นเก่า หรือคู่แข่งจากไนกี้  ก็คงต้องบอกกันตรงๆ ว่า ชุดปุ่มแบบใหม่
ชุดนี้ทำงานช้าลง แต่นุ่มนวลขึ้น และจิกพื้นสนามได้ไม่ลึก  ซึ่งถ้าเปรียบเทียบตัวเลขคะแนนจากเจเนอเรชั่นเดิม
ที่ผมเคยให้ไว้ที่ 10 เต็ม 10  ก็คงต้องขอปรับลดลงมาเหลือที่ 9 เต็ม 10 คะแนน คงจะแฟร์กว่า ถือว่าสมเหตุสมผล
แล้ว

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 9/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   ตามที่ให้ข้อมูลไปตอนเลือกไซด์รองเท้าแล้วว่า adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ เป็นรองเท้า
ที่บีบกระชับมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม  โอเคว่ามีผลกระทบต่อเรื่องความสบายในการสวมใส่  ดังที่ผมได้วิจารณ์
ไปในหัวข้อก่อนหน้านี้  แต่เมื่อใช้เวลาจนตัวรองเท้าขยายเข้ารูปได้ดี  มันจึงมีผลด้านบวกต่อ ฟีลลิ่ง
ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน
พอสมควรเลยทีเดียว

   จุดเด่นอยู่ที่ฟีลลิ่งบีบกระชับบริเวณข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอก ช่วงหน้าใกล้ๆ กับโคนนิ้วโป้ง
และนิ้วก้อย  ซึ่งทำให้ในจังหวะการสปรินซ์เคลื่อนที่มีความกระชับ กระฉับกระเฉง มากขึ้นกว่ารองเท้า
เจเนอเรชั่นที่แล้ว  ยิ่งจังหวะที่ต้องการทำความเร็ว เปลี่ยนทิศทาง หรือหยุดการเคลื่อนที่  ความกระชับ
ตรงส่วนนี้สามารถช่วยลดโอกาสที่เท้าของเราจะลื่นไปมาด้านในตัวรองเท้าได้ดีขึ้นกว่าเดิม  

   ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องการลื่นไถลไปมาของเท้าแล้ว  ก็ขอพูดถึงแผ่นรองพื้นรองเท้าที่มีหน้าสัมผัสเป็น
หน้าผ้ากำมะหยี่ ต่อเลยแล้วกัน  จากการใช้งานยังต้องบอกว่าแผ่นรองพื้นลักษณะนี้ของ adiZero F50 2015
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ไม่ได้ถูกพัฒนาให้ยึดเกาะฝ่าเท้า ป้องกันการลื่นไถลของฝ่าเท้าได้มากขึ้นกว่าเดิม
แต่อย่างใด  ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานของอาดิดาสเช่นเดิม  คือมันสามารถสร้างแรงเสียดทานกับฝ่าเท้า
ได้ในระดับกลาง  รู้สึกลื่นบ้างตอนครั้งแรกที่ใช้งานและตอนที่เท้าเปียกมากๆ เหมือนกันเจเนอเรชั่นเก่า
ทุกประการ

   อย่างไรก็ตาม..เรื่องของฟีลลิ่งความกระชับที่ตัวรองเท้ากระทำกับเท้า  และสัมผัสการดึงดูดระหว่าง
ฝ่าเท้ากับแผ่นรองพื้น ยังต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า ไนกี้ Mercurial Vapor X นั้นทำได้ดีกว่าพอสมควร  

   แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องชมเชย adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ก็คือความกระชับบริเวณข้อเท้า
ที่ดีขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึกได้ !!  เพราะอาดิดาสเอาวัสดุ Speedfoil ออกไปแล้วนั่นเอง  เนื่องจากวัสดุดังกล่าว
ซึ่งเคยอยู่ใน adiZero F50 2014 ทำให้ฟีลลิ่งบริเวณข้อเท้ารู้สึกโล่งๆ ไม่กระชับ  คนละเรื่องกับหุ้มส้นของ
รองเท้ารุ่นใหม่ที่เรากำลังทดสอบกันอยู่นี้  ซึ่งมีวัสดุบุนุ่มบริเวณข้อเท้าที่กำลังดี  สร้างความกระชับให้กับ
ข้อเท้าของผมในระดับที่กำลังดี  แถมยังไร้ปัญหาอาการกัดส้นที่เคยเจอกับรุ่นที่แล้วอีกด้วย  ประเด็นนี้
ผมถือว่า adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ทำได้ดีกว่าทั้ง adiZero F50 2014 และ Mercurial
Vapor X
เลยทีเดียว

   โดยภาพรวมแล้วผมยังมองว่า adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ เป็นรองเท้าที่ถูกพัฒนาให้มี
ฟีลลิ่ง ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน มากกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แต่ยังแอบเป็นรองคู่แข่งต่างค่าย
จากไนกี้ ในเรื่องของความกระชับของตัวรองเท้า และสัมผัสการยึดเกาะของแผ่นรองพื้นด้านใน
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   มาถึงการทดสอบการเล่นกับลูกกฟุตบอล ของอาดิดาส adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ กับหัวข้อ
การทดสอบการจับและควบคุมบอลแรก กันบ้าง  หลังจากที่ได้ใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ไปแล้ว  ต้องบอกว่าสัมผัส
หรือฟีลลิ่งเมื่อหนังรองเท้าปะทะกับลูกฟุตบอลนั้นแตกต่างไปจากเดิม  แต่จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น  ผมจะขอ
วิจารณ์แยกย่อยกันไปในย่อหน้าด้านล่าง

   การจับและควบคุมบอลแรกพบว่าหน้าผ้าของ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ให้ฟีลลิ่งการสัมผัส
ลูกฟุตบอลที่บางและแข็งกว่าเจเนอเรชั่นเก่าจนรู้สึกได้  เนื่องจากลักษณะของหนังรองเท้ามีความแข็งขึ้น
จาการถูกเคลือบผิวลายตาข่ายบนหน้าผ้าสัมผัส  ไม่ใช่หนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชเพียวๆ เหมือนโฉมเก่า
ในขณะที่ฟีลลิ่งการจับบอลของ ไนกี้  Mercurial Vapor X ก็ยังให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่นุ่มเท้ากว่า เช่นกัน
จะเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะตอนที่ต้องดูดบอลลงพื้นด้วยหลังเท้า

   แต่หน้าสัมผัสหนังของ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ได้ถูกพัฒนาให้มีแรงเสียดทานและดึงดูด
กับผิวของลูกฟุตบอลได้มากขึ้นกว่าเดิม  โดยเฉพาะจังหวะที่ต้องจับบอลแรกในระดับขนานกับพื้นสนาม หรือ
ต้องลงเล่นในสภาวะที่ผิวสัมผัสเปียกน้ำ  ตรงจุดนี้ผมยอมรับว่าเจ้าผิวหน้าสัมผัสที่เคลือบเป็นลายตาข่ายบน
หนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช สามารถใช้งานได้จริง  จนแทบจะเทียบเคียงกับเทคโนโลยี ACC ของไนกี้เลยทีเดียว

   
   การจับบอลแรกด้วยข้างเท้าด้านในก็เช่นกัน  การกะเกณฑ์หรือควบคุมน้ำหนักลูกฟุตบอลจากการแตะบอลแรก
ต้องเน้นและแรงให้ดี  ฟีลลิ่งมันไม่นุ่มเท้าเหมือน adiZero F50 2014 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  เนื่องจากหนังของ
รองเท้ารุ่นใหม่ มีลักษณะบางและแข็ง ติดเท้ามากกว่า แถมยังพบว่าตัวรองเท้าด้านหน้าจะเกิดรอยยับ  ตามลักษณะ
การงอของเท้ามากกว่าเก่าอีกด้วย  ซึ่งบางทีจะมารบกวนจังหวะการแตะลูกฟุตบอลที่ถูกส่งมาเลียดพื้นสนาม
แล้วเราต้องการเพื่อจะจับบอลให้ไปด้านหน้า เพื่อจะเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าในจังหวะต่อเนื่อง หรือจะจับบอล
ให้อยู่ในระยะที่สามารถง้างขายิงประตูได้เลย  ถ้าต้องการแบบนั้น..ต้องพิถีพิถันและใช้ทักษะในการผ่อนแรงให้ดี
เพราะผมรู้สึกได้ว่าถ้าเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลคู่เปรียบเทียบทั้ง 2 รุ่น แล้ว adiZero F50 2015 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
คู่นี้  มีโอกาสการจับบอลไม่ติดเท้าหรือจับบอลหลุดระยะการเล่นในจังหวะต่อไป ได้มากกว่า

   ส่วนการแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในของรองเท้ารุ่นนี้  ก็ยังคงได้พื้นที่สัมผัสบอลที่เปิดกว้าง  พื้นสัมผัส
เรียบสม่ำเสมอและเข้ารูปกับความโค้งของลูกฟุตบอลได้ดีเหมือนเดิม  และยังคงได้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอล
แบบเต็มสัมผัสข้างเท้า  ทำให้การแปบอลทำได้อย่างมีน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนักเบา-แรงได้ง่าย  หนักแน่น
กำลังดี  แถมยังีฟิ่ลลิ่งที่เต็มเท้ากว่าการแปส่งบอลด้วย ไนกี้ Mercurial Vapor X คู่แข่งรายสำคัญ  อยู่เล็กน้อย
อีกด้วย

   และสิ่งที่ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ทำได้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่าของตัวเอง คือการ
แปบอลแบบเฉือนๆ ให้ติดไซร้โค้งได้บ้าง เพราะหน้าสัมผัสดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีกว่าเดิม  ทำให้
ทิศทางในแปส่งบอลมีความหลากหลาย และควบคุมได้ง่ายขึ้น  ไม่ใช่เน้นแต่ความแม่นยำในการแปบอลตรงๆ
ออกไปในทิศทางตั้งฉากกับข้างเท้าด้านในเพียงอย่างเดียว

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 8/10


    การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   หลังจากนั้นเรามาทดสอบประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าของเจ้าอาดิดาส adiZero F50 2015
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ กันต่อ  จากการทดสอบใช้รองเท้ารุ่นนี้เลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  พบว่าหน้าสัมผัส
ของตัวรองเท้าสามารถดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น หนึบขึ้น  

   การเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลแบบฉับพลัน สามารถทำได้ดี แม่นยำและมั่นใจมากกว่า adiZero F50 2014
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  จนพอจะรู้สึกเลยทีเดียว  ยิ่งเฉพาะเวลาที่หนังรองเท้าเปียกน้ำ จะยิ่งรู้สึกได้ชัดเจน  
ใครที่เคยรู้สึกว่ารองเท้าโฉมเก่ายังให้การควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า ไม่แม่นยำมากนัก
คงต้องมาลองใช้งาน adiZero F50 2015 รุ่นใหม่คู่นี้กันดูก่อน  แต่ถ้าจะต้องเปรียบเทียบกับ ไนกี้ Mercurial
Vapor X
ล่ะก็  คงต้องบอกกันตรงๆ ว่าผิวหน้าผ้าสัมผัสบองของหนังสังเคราะห์เทจิน ไมโครไฟเบอร์ที่มีผิว
ขรุขระ ของทางไนกี้  ยังคงมีประสิทธิภาพในการควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าได้อย่าง
เหนียว แน่นและหนึบมากที่สุด

   มาต่อที่การทดสอบประสิทธิภาพ ในหัวข้อการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับรองเท้า
สายสปีด กันดีกว่า จากการทดสอบพบว่า จุดเด่นในด้านนี้ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ความเร็วแสงจากอาดิดาส รุ่นนี้  
อยู่ที่พื้นที่การแตะควบคุมบอลด้วยหลังเท้า หน้าเท้า และข้างเท้าด้านนอก  ซึ่งมีพื้นที่สัมผัสค่อนข้างกว้างขวาง
ทำให้การแตะบอลแต่ละครั้งนั้นเต็มหน้าสัมผัส  ในขณะที่หนังรองเท้ามีความนิ่ม บาง และติดเท้า  รวมถึงรอยยับ
ของหนังรองเท้าก็เกิดขึ้นน้อยลง  องค์ประกอบทั้งหมดนี้ช่วยทำให้การควบคุมน้ำหนักของการแตะเลี้ยงบอล
แต่ละครั้ง  ทำได้เนียนเท้ามากกว่าเดิม
  

   
   อย่างไรก็ตาม..ฟีลลิ่งการแตะและสัมผัสลูกฟุตบอลของ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ นั้น
จะรู้สึกบาง มีฟีลลิ่งสัมผัสถึงเท้าของผู้เล่นได้มากกว่าเก่า หรือพูดกันง่ายๆ คือ "หนังแข็งกว่าเดิม" นั่นเอง
ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งาน  ต้องเลือกแล้วล่ะ ว่าจะยอมแลกกับหน้าสัมผัสที่เหนียวหนึบขึ้น เพราะมีการ
เคลือบผิวหน้าสัมผัสด้วยลายตาข่ายหรือไม่  

   และสิ่งที่ตามมาก็คือรอบยับบนตัวรองเท้าที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน  และมีโอกาสที่จะมารบกวนพื้นที่การแตะสัมผัส
ลูกฟุตบอลในจังหวะที่ต้องเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  ทำให้การควบคุมน้ำหนักการแตะบอลทำได้ยากกว่าเดิม
และอาจจะรู้สึกไม่สม่ำเสมอ ไม่นุ่มนวลติดเท้ามากนัก  จึงต้องอาศัยการทำความคุ้นเคยพอสมควร

   โดยภาพรวมแล้ว ผมยังถือว่าทางไนกี้ Mercurial Vapor X มีความลงตัวกว่า  มีทั้งประสิทธิภาพของการ
ควบคุมทิศทาง การเปลี่ยนทิศทางการแตะบอลที่แม่นยำ  แถมหน้าสัมผัสยังมีความนุ่มที่กำลังดี  ช่วยให้
เลี้ยงบอลได้เชื่องติดเท้ามากกว่า  ในขณะที่ adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ของอาดิดาส
ที่เรากำลังทดสอบกันอยู่นี้  ถูกพัฒนาในเรื่องของหน้าสัมผัสหนังสังเคราะห์ที่สามารถควบคุมและเปลี่ยน
ทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยง ณ ความเร็วสูงได้แม่นยำ ซิกแซกได้อย่างมั่นใจ  แต่ก็ต้องยอมแรกมาด้วย
หน้าสัมผัสที่บางและแข็งกว่าเดิม  เหมือนสลับข้อดีข้อด้อยกับเจเนอเรชั่นเก่า ยั่งไงยั่งงั้นแหละ

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 9/10


   ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง

   
   และเมื่อมาทดสอบประสิทธิภาพการยิงประตูและการเปิดบอลโด่งของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส
adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ กันในจังหวะต่อเนื่อง  ก็พบว่าตัวรองเท้ารุ่นใหม่คู่นี้  มีฟีลลิ่ง
และประสิทธิภาพที่แตกต่างไปจากเจเนอเรชั่นเดิมจนรู้สึกได้

   ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผู้เล่นจะได้ฟีลลิ่งการยิงลูกฟุตบอลที่บางและแข็ง รู้สึกแรงปะทะถึงเท้ามากขึ้น
กว่าเก่า  และมากกว่าคู่แข่งรายสำคัญจากไนกี้ด้วย  แต่พฤติกรรมดังกล่าวจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการ
ของผู้เล่นที่ปรารถนาฟีลลิ่งการยิงแบบเต็มสัมผัสเท้าได้เป็นอย่างดี  

   และสิ่งที่ตามมาคือน้ำหนักของลูกยิงที่ถูกยิงออกไปจากเท้า ซึ่งมี 2 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและพบกว่ารองเท้า
รุ่นนี้ทำได้ดีที่สุดในตลาด  ก็คือการวางเท้าหลักที่แม้ว่าปุ่มจะจิกพื้นสนามได้ไม่ลึกมากนัก  ก็มันสามารถ
ยึดเกาะพื้นสนามในจังหวะวางเท้าได้อย่างยอดเยี่ยม  ปุ่มแบบเก่าที่ว่าไม่รู้สึกลื่นไถลในจังหวะวางเท้าแล้ว
แต่ปุ่มแบบใหม่นี้ทำได้ดียิ่งกว่า  เนื่องจากชุดพื้นและปุ่มสามารถกระจายการลงน้ำหนักกดได้อย่างเต็มฝ่าเท้า
เป็นอย่างมาก  ในขณะที่น้ำหนักตัวรองเท้าที่พื้นมากขึ้นเล็กน้อย  ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รองเท้ารุ่นนี้
มีมวลที่จะส่งพละกำลังให้กับลูกยิงให้ยิงออกไปด้วยความแรงมากขึ้นกว่าเดิมไม่มากก็น้อย

   
   ในเรื่องการควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้โค้ง ก็พบว่า อาดิดาส adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ทำได้ดั่งใจ  ควบคุมทิศทางลูกยิงหรือเปิดบอลได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เฉพาะการยิงไปยังทิศทางตรงหน้าเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงการปั่นไซร้โค้งที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผิวสัมผัสของหนังมีความฝืดมากขึ้น  จึงสามารถ
สร้างแรงเฉือนให้กับลูกฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งสภาวะที่แห้งและเปียก สมกับที่อาดิดาสบรรยายสรรพคุณ
จริงๆ  ถือว่าเป็นการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าโฉมเก่า จนเทียบเคียงกับ Mercurial Vapor X เลยก็ว่าได้

   สรุปโดยภาพรวมของประสิทธิภาพการยิงประตู ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2015 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
 จากการใช้งานพบว่า รองเท้ารุ่นใหม่นี้สามารถควบคุมทิศทางการยิงได้ง่ายขึ้น  โดยเฉพาะ
การยิงแบบปั่นไซร้โค้ง  ในขณะที่ช่วงล่าง ทั้งชุดพื้นและปุ่ม สามารถช่วยทำให้การวางเท้าหลักทำได้อย่าง
เต็มแรงกด สบายเท้าและมั่นคง  เมื่อรวมถึงน้ำหนักตัวรองเท้าที่เพิ่มขึ้นอีกหน่อย  ก็พอจะมาช่วยเสริมให้ลูกยิง
ที่พุ่งออกไปจากเท้ามีความแรงกว่าเดิม  แต่สิ่งที่ผู้ใช้งานต้องยอมแลกมา ก็คือความนุ่มของหน้าสัมผัสบอล
ที่หายไปบ้าง  แต่ก็พอจะรู้สึกได้ถึงแรงปะทะที่สะท้อนกลับมายังเท้าเหมือนเดิม  

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ดูแล้วคงจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะอยู่คู่กับรองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็ว
หนังบางๆ ที่มีน้ำหนักเบามากๆ อย่างอาดิดาส adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ และรองเท้ารุ่นอื่นๆ
ที่ทำตลาดอีกมากมาย (หรือทั้งหมดนั่นแหละ)  ไม่ว่าจะเป็นการถูกเข้าปะทะบนตัวรองเท้า  ทั้งการถูกย่ำเข้า
ที่หลังเท้า หรือปะทะบริเวณด้านข้างตัวรองเท้า  จะรู้สึกได้ทันทีความแรงปะทะทั้งหมดพุ่งตรงเข้ามากระทำ
ที่เท้าของเรา  เนื่องจากหนังสังเคราะห์ที่บางมาก และไม่มีวัสดุอื่นได้มาช่วยลดแรงปะทะลงไปนั่นเอง

   นอกจากนั้น รองเท้าฟุตบอล adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ยังถูกถอดเกราะป้องกันเท้าส้น
และเอ็นร้อยหวายแบบภายนอกออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แต่สิ่งที่ดีขึ้นคือการปกป้องบริเวณด้านข้างข้อเท้า
เนื่องจากด้านในตัวรองเท้ามีการบุนุ่มเอาไว้ มีความกระชับและช่วยลดแรงปะทะได้ดีขึ้น  จะเห็นได้ชัดเจนมาก
หากเปรียบเทียบกับ adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ แบบที่มีวัสดุ Speedfoil บางๆ รับข้อเท้าเอาไว้  
นั่นเอง

   โดยภาพรวมแล้ว  ผมยังขอลงคะแนนการป้องกันไว้ที่ 6 เต็ม 10 คะแนนเหมือนเดิม  ตามมาตรฐานของ
รองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็วนั่นแหละครับ  การป้องกันที่ดีที่สุดของรองเท้ารุ่นนี้อยู่ที่ด้านข้างของข้อเท้า
ที่มีวัสดุบุนุ่มแน่นหนากว่าเดิม  แต่ถ้าใส่เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายแบบภายนอกมาให้เหมือนเก่า
ก็จะปรับคะแนนขึ้นให้อยู่หรอก  ส่วนการปะทะบริเวณตัวรองเท้าก็ต้องยอมรับกันไปตามลักษณะรองเท้า
หนังสังเคราะห์บางๆ ที่เน้นน้ำหนักเบาแบบรองเท้ารุ่นนี้

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10

   Conclusion  

   
   ผลการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานจริง ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2015 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
ได้ออกมาจนเกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว  หลายๆ หัวข้อถือเป็นการยืนยันได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้
ไม่ได้มีดีแค่ลวดลายสุดแนว และสีสันต์ที่โดดเด่นสะดุดตาเท่านั้น  แต่ตัวรองเท้ายังให้การตอบสนองและ
แสดงประสิทธิภาพในการใช้งานด้านต่างๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม  จนถือเป็นรองเท้าฟุตบอลสายความเร็ว
ระดับแนวหน้าในตลาดปัจจุบันเหมือนกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  

   ทำให้รองเท้ารุ่นใหม่ที่เราเพิ่งจะทดสอบผ่านพ้นกันไป  ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย  โดยเฉพาะ
สำหรับใครที่มองหารองเท้าฟุตบอลด้านความเร็ว  แต่คิดว่า adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ โฉมเก่า  ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้อย่างครบถ้วน  เพราะมาในโฉมใหม่นี้  ตัวรองเท้า
มีความเปลี่ยนแปลง  โดยในช่วงสุดท้ายนี้  ผมจะมาสรุปถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริงในสนามของ
เจ้าอาดิดาส adiZero F50 2015 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ อีกครั้งหนึ่ง  เพื่อรวบยอดสรุปใจความให้
กระชับ  และเพื่อเอาใจคนที่ไม่อยากจะอ่านเนื้อหายืดยาว  ก่อนที่จะเปรียบเทียบกับรองเท้าคู่เปรียบเทียบ
ทั้ง 2 รุ่นอีกครั้งนึง  เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

   ก่อนที่ช่วงสุดท้ายหรือท้ายสุด  จะขอแสดงความคิดเห็นว่ารองเท้ารุ่นร้อนแรงจากอาดิดาสรุ่นนี้  มีความ
คุ้มค่าน่าใช้งานมากน้อยเพียงใด 

   อาดิดาส adiZero F50 2015 แบบหนังสังเคราะห์

  
   อาดิดาสได้พัฒนาให้ adiZero F50 2015 แบบหนังสังเคราะห์ มีบุคลิกและประสิทธิภาพการใช้งาน
ที่แตกต่างจากเจเนอเรชั่นเก่า พอสมควร  จุดเด่นที่รองเท้ารุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ดีคือ ความกระชับ
ของตัวรองเท้าที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะตรงช่วงข้อเท้าที่ให้ฟีลลิ่งโอบกระชับได้เป็นอย่างดี  แต่ทั้งนี้
ต้องยอมแลกมาด้วยความสบายในการสวมใส่ที่ลดลงจนรู้สึกได้  

   ในขณะที่ชุดพื้นและปุ่มแบบใหม่ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคง  ทั้งการยืนพื้นสนามและการสปรินซ์
เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  ปุ่มรองเท้าจะกินพื้นสนามลงไปได้ตื้นกว่าเก่า  เพราะจำนวนปุ่มที่มากขึ้น  
แต่ก็จะสามารถกระจายแรงกดได้ทั่วถึงเมื่อรวมถึงแผ่นรองพื้นแบบ Comfort ที่ให้มา  จึงทำให้มัน
กลายเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็วที่เป็นมิตรกับการใช้งานในสนามพื้นแข็ง หรือผู้ที่มีปัญหา
เรื่องแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

   ส่วนการเล่นกับลูกฟุตบอล  พบว่าหน้าสัมผัสหนังของรองเท้าสามารถสร้างแรงเสียดทาน เพื่อ
ควบคุมทิศทางลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น  โดยเฉพาะการยิงประตูที่มีเขี้ยวเล็บทั้งในเรื่องความแรงของลูกยิง
และการปั่นไซร้โค้งที่ทำได้ดีขึ้นกว่าโฉมเก่าจนรู้สึกได้  

  มาถึงข้อด้อยที่พบเจอจากการทดสอบ adiZero F50 2015 แบบหนังสังเคราะห์ เรื่องแรกคือความสบาย
ในการสวมใส่ที่ลดน้อยลง  โดยเฉพาะการใช้งานครั้งแรกๆ จะรู้สึกอึดอัดมาก  ต้องค่อยๆ อดทนทำตัวรองเท้า
เริ่มขยายออก ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร  อีกเรื่องนึงคือปุ่มรองเท้ายิงลงไปยังพื้นสนามได้ไม่ลึก
แม้จะเพียงพอต่อการเคลื่อนที่ของผู้เล่นส่วนใหญ่  แต่สำหรับผู้เล่นที่อยากได้ฟีลลิ่งปิ่มจิกพื้นลึกๆ เพื่อให้
ทุกก้าวของการเคลื่อนที่มีความแม่นยำ  และเปลี่ยนทิศทางได้อย่างฉับพลัน  อาจจะไม่ถูกใจชุดปุ่มแบบใหม่
ที่อาดิดาสให้มากับรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  

   อีกหนึ่งเรื่องที่แม้จะไม่ใช่ข้อด้อยโดยตรงของรองเท้ารุ่นนี้  แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นเก่าแล้ว
ต้องบอกกันตรงๆ ว่าหนังของรองเท้ารุ่นนี้ให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางและแข็งขึ้นกว่าเดิม  และรู้สึก
ให้ถึงแรงปะทะจากการสัมผัสลูกฟุตบอลตรงเข้ามาถึงเท้าได้มากขึ้น เล็กน้อย

   อย่างไรก็ตาม...หากมององค์ประกอบในฐานะการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็วแล้วล่ะก็  คงจะต้อง
ขอตัดคะแนนในเรื่องของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น  และชุดปุ่มแบบใหม่ซึ่งจิกพื้นสนามได้น้อยลง  มีผลต่อจังหวะ
การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ที่รู้สึกไม่แม่นยำและมั่นใจได้เหมือนกับปุ่มแบบเก่า หรือปุ่มของ
ไนกี้  ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากของรองเท้าฟุตบอลด้านความเร็วที่ต้องเน้นประสิทธิภาพดังกล่าวเป็นหลัก
ในขณะที่การเคลื่อนที่ทางตรง ยังถือได้ว่า adiZero F50 2015 แบบหนังสังเคราะห์ ทำได้อย่างยอดเยี่ยม
ดังนั้นผมขออนุญาตลดคะแนนในเรื่องภาพรวม คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทความเร็ว มาอยู่ที่ 9 คะแนน
เต็ม 10 คะแนน

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทความเร็ว 9/10

   แล้วถ้าเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นทีเกี่ยวข้องล่ะ !?

   อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ กลายเป็นรองเท้าที่สวมใส่สบายเท้ามากกว่า  แต่ช่วง
ข้อเท้าจะไม่กระชับมากนัก (สำหรับสีที่ใช้วัสดุ Speedfoil) ในเรื่องการเคลื่อนที่ถือว่าจะตอบสนองต่อการ
ใช้ความเร็วได้ดีกว่า  เนื่องจากปุ่มจำนวนน้อยปุ่ม  สามารถจิกลงพื้นสนามได้ลึก  ช่วยทำให้ผู้เล่นสามารถ
เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำและมั่นใจมาก  และดูเหมือนว่าจะมีพิสัยการเคลื่อนที่ได้อย่าง
รอบตัวมากกว่า  อ่อ..แล้วก็ยังมีน้ำหนักตัวรองเท้าที่เบากว่าอย่างชัดเจน อีกด้วย  

   ส่วนเรื่องการเล่นกับลูกฟุตบอล พบว่ารองเท้าเจเนอเรชั่นเก่ารุ่นนี้  จะให้ฟีลลิ่งในการสัมผัสบอลที่นุ่มนวล
มากกว่า  เนื่องจากหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชที่มีลักษณะหนาและฟูนุ่มกว่าเล็กน้อย  แต่หน้าสัมผัสบอลจะ
ไม่ค่อยเหนียวหนึบมากนัก  การปั่นไซร้โค้งหรือควบคุมการเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอล  ยังเป็นรองให้กับ
รองเท้ารุ่นใหม่  จะเห็นได้ชัดเหมือนตัวรองเท้าเปียกน้ำ

   Mercurial Vapor X ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีเอกลักษณ์และประสิทธิภาพที่มีมาตรฐานสูงมาโดยตลอด
จุดเด่นของรองเท้าสายสปีดจากไนกี้อยู่ที่การเคลื่อนที่ด้วยชุดปุ่มที่แม่นยำ  ปุ่มคม  จิกพื้นสนามได้ลึก
แถมแนววางปุ่มยังช่วยให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศทาง  แถมเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว
ยังพบว่า Mercurial Vapor X มีน้ำหนักเบากว่าเล็กน้อยอีกด้วย

   ส่วนฟีลลิ่งการสัมผัสกับลูกฟุตบอล  พบว่าหนังสังเคราะห์เทจินไมโครไฟเบอร์  สามารถดึงดูดและควบคุม
ทิศทางให้กับลูกฟุตบอลได้ดีเหมือนกัน  หน้าสัมผัสจะนุ่มกว่าเล็กน้อย  แต่ก็ให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บาง
รู้สึกได้ถึงเท้าด้านไหน พอๆ กัน  จุดด้อยที่ดูเหมือนว่า Mercurial Vapor X จะเป็นรอง  คงเป็นเรื่องการยืน
พื้นสนามและประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

   

   ความคุ้มค่าราคาและน่าใช้งาน

   อาดิดาสปักป้ายราคาค่าตัว adiZero F50 2015 แบบหนังสังเคราะห์ เอาไว้ที่ 7,690 บาท เท่าเดิม แม้จะ
ไม่ได้แผ่นรองพื้นด้านใน 2 ชุด เหมือนโฉมเก่า  แต่ก็ได้กระเป๋าสะพานสำหรับใส่รองเท้าดีไซด์เป็นธีมของ
รองเท้ารุ่นนี้โดยเฉพาะ  จึงถือว่าแลกเปลี่ยนทดแทนกันได้

   ส่วนปัจจัยอื่นๆ ทั้งในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน  วัสดุองค์ประกอบ  หรือแม้แต่ประสิทธิภาพการใช้
งานจริงของรองเท้ารุ่นนี้  เมื่อต้องเอามาวิเคราะห์เป็นปัจจัยความคุ้มค่าราคา ถือว่าทุกอย่างสอบผ่านหมด
โดยเฉพาะเรื่องของความแข็งแรงทนทาน  กับชุดพื้นและปุ่มแบบใหม่  ที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะมีทางหักจากการ
ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นพื้นสนามนุ่มหรือพื้นสนามแข็งก็ตาม  ในขณะที่หน้าตาและวัสดุเท็กเจอร์บนตัวรองเท้า
ที่มีการเคลือบผิวและลวดลาย  ก็ช่วยเสริมให้ตัวรองเท้าดูดีมีมนต์เสน่ห์และความโดดเด่น แตกต่างจาก
รองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ในตลาดอย่างชัดเจน

   อีกหนึ่งปัจจัยที่ผมได้เกริ่นไปแล้วว่าปัจจุบันนี้ อาดิดาสได้ดันเอา adiZero F50 2015 แบบหนังสังเคราะห์
ขึ้นมาเป็นรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์หลักในการทำตลาด และโปรโมทในระดับโลก  ซึ่งเห็นได้จากการเซ็นสัญญา
นักเตะพรีเซนเตอร์ชื่อดังระดับโลกมากมาย  ให้มาสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ลงสนาม  ดังนั้น..ถ้าใครให้ความสำคัญ
กับเรื่องนี้  ขอบอกเลยว่า adiZero F50 2015 แบบหนังสังเคราะห์ จัดเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีพรีเซนเตอร์
ชื่อดังมากที่สุดของโลกในการทำตลาดปัจจุบัน ไม่เชื่อ..ลองไปไล่นับดูเลยก็ได้

   คงจะไม่มีใครว่าผมใช่ไหมครับ  ถ้าจะขอเพิ่มคะแนนความคุ้มค่าราคาและน่าใช้งาน ให้กับรองเท้ารุ่นนี้
เพิ่มมาอีก 1 คะแนน  สรุปเบ็ดเสร็จอยู่ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน  แต่ถ้าเป็นรองเท้าเวอร์ชั่นหนังแท้จะได้คะแนน
ส่วนนี้ไปเท่าไหร่  คงต้องรอดูว่าผมจะมีโอกาสได้รีวิวหรือไม่ในอนาคต

   - ความคุ้มค่า 9/10

   ผมหวังว่าบทวิพากษ์ วิจารณ์ เกี่ยวกับการทดสอบการใช้งานของรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiZero F50 2015
แบบหนังสังเคราะห์
จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อเลือกหารองเท้าฟุตบอล  เอาไปใช้ประกอบ
การตัดสินใจ  เพื่อให้ท่านได้รองเท้าฟุตบอลที่ตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้อย่างเต็มเปี่ยม

   และหากรองเท้ารุ่นนี้ เป็นคำตอบของท่านแล้ว  วันนี้..ท่านสามารถไปสัมผัส และจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วที่
ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์มานส์ คอนเซ็พท์ สโตร์ และที่ร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกสาขา
ทั่วประเทศ ในราคา 7,690 บาท  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ adidas.com/football หรือ
ผ่านทางเฟซบุ๊ค facebook.com/ adidasthailand

   ... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

ความสบายในการสวมใส่              
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม            
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล          
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่              
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าความเร็ว            
ความคุ้มค่าและน่าใช้งาน            


   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 2 เมษายน 2015 เวลา 22.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   

ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2015


   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com