"Testing!" อาดิดาส Predator® Instinct HG : ช่วงล่างแน่น ยืนเต็มเท้ามากขึ้น
แต่โดยรวมก็ไม่ได้แตกต่างจากปุ่ม FG จนถึงขั้นต้องครอบครองทั้ง 2 แบบ







ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator® Instinct HG





   
   อาดิดาส Predator® Instinct คือรองเท้าฟุตบอลที่ได้รับคะแนนการรีวิวทดสอบการใช้งาน สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ของ SiamBoots  แต่นั่นเป็นรองเท้าแบบปุ่ม FG  ดังนั้น..ในบทความนี้  เราจะมาลองทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน
ของ Predator® Instinct แบบปุ่ม HG กันบ้าง   ว่าจะความแตกต่างและแสดงประสิทธิภาพการใช้งานจริง  ที่ดีขึ้น
กว่าแบบปุ่ม FG ได้มากน้อยแค่ไหน

   Predator® Instinct ที่วางจำหน่ายทั่วไป  และใช้โปรโมทในตลาดโลก นั้นเป็นแบบปุ่ม FG หรือ Firm Ground
ซึ่งเป็นปุ่มที่เหมาะสำหรับสนามฟุตบอลทั่วไป พื้นไม่นุ่มไม่แข็งเกินไป   เหมาะต่อการใช้ลงเล่นในสนามฟุตบอล
หญ้าจริงเป็นหลัก  แต่สำหรับบ้านเรา..ที่ทุกวันนี้ผู้คนต่างนิยมเล่นฟุตบอลในสนามฟุตบอลหญ้าเทียมเสียเป็น
ส่วนใหญ่  หรือถ้าเป็นสนามหญ้าจริง  ก็จะเป็นพื้นดินที่แข็งพอสมควร  พื้นไม่ได้นุ่มเหมือนในอุดมคติตามทีหลายคน
ต้องการ

   เมื่อ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  ได้เล็งเห็นถึงความจริงดังกล่าว  จึงเริ่มมีการนำรองเท้าฟุตบอล
แบบปุ่ม HG หรือ Hard Ground เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราอย่างจริงจัง  จากที่เมื่อก่อนนานๆ  มีเข้ามาที แถมส่วนใหญ่
เป็นรองเท้าระดับล่าง เท่านั้น   

   
   แต่วันนี้..ตอนนี้..อาดิดาส ได้เดินหน้าลุยตลาดอย่างหนัก  ด้วยการนำรองเท้าระดับท็อปคลาสแบบปุ่ม HG
เข้ามาวางจำหน่ายควบคู่กับแบบปุ่ม FG อย่างเต็มสูบ  ประเดิมด้วย Predator® Instinct สีออริจินัล ที่เป็นสีเปิดตัว
แคมเปญฉลองอายุครบ 20 ปี  ของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์นักล่ายอดฮิต  ที่ผมได้รับการสนับสนุนอย่างเป็น
ทางการ  พร้อมที่จะสวมใส่ลงสนามทดสอบการใช้งานในบทความนี้  เพื่อหาคำตอบว่า  Predator® Instinct HG
กับ Predator® Instinct FG จะมีประสิทธิภาพการใช้งานที่แตกต่างกันหรือไม่  และมากน้อยเพียงใด  ขอเชิญ
คุณผู้อ่านทุกท่าน..ร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน ได้เลยครับ

   แต่ก่อนที่จะไปถึงส่วนหลักของบทความ  ผมอยากจะขอให้ข้อมูลก่อนว่า บทความรีวิวทดสอบการใช้งานจริง
หรือ “Boots Testing” จะเป็นการรีวิวประสบการณ์ ความรู้สึก หรือฟีลลิ่งที่ได้รับ  หลังจากได้ทดลองใช้งาน
รองเท้าฟุตบอล  โดยจะวิเคราะห์วิจารณ์เชิงเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งหรือที่เกี่ยวข้อง
กันในตลาด  ตามมาตรฐานการรีวิวของ SiamBoots ที่จะเน้นการวิจารณ์แบบตรงไปตรงมา  อะไรดีก็ว่าดี  อะไร
ไม่ดีก็ติก็แนะนำกันได้  เพียงเพื่อหวังให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่าน  เอาไปใช้ตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้า
ฟุตบอลที่ถูกใจ  สามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้ครบถ้วน  เพราะรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปสมัยนี้
ราคาไม่ใช่ถูกๆ  จะซื้อทั้งที..ใครๆ ก็อยากได้แบบที่ถูกใจตัวเองที่สุด  ใช่ไหมล่ะครับ ?

   Details

   
   ถ้าจะให้พูดถึงรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Predator® ของอาดิดาสนั้น  คงไม่มีนักฟุตบอลคนไหนในโลกนี้ที่จะไม่รู้จัก
เพราะนี่คือรองเท้าฟุตบอลตระกูลที่มีอายุยาวนานมากที่สุดในประวัติศาตร์ของวงการรองเท้าฟุตบอล  มีการ
เปลี่ยนแปลงอัพเดตและออกเจเนอเรชั่นต่อเนื่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน  แถมยังเป็นรองเท้าฟุตบอล
ที่มีสาวกแฟนคลับมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

   จุดเริ่มต้นของ Predator® ถ้าจะให้ขุดข้อมูลมาพูดทั้งหมด นั้นดูเหมือนว่าคงจะมีความยาวของตัวอักษรและ
มีประเด็นให้พูดถึงกันมากกว่าเนื้อหาของการทดสอบรองเท้าในบทความนี้เป็นแน่แท้  ดังนั้นจะขอพูดคร่าวๆ
ก็แล้วกันนะครับ
   
   
   แนวคิดการพัฒนารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  คือการเอาวัสดุอะไรสักอย่างที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการ
ควบคุมลูกฟุตบอลให้กับตัวรองเท้า  โดยคนที่เป็นเจ้าพ่อที่คิดค้นรองเท้าซีรี่ย์นี้ขึ้นมาก็คือ "Craig Johnston"
ที่ ณ เวลานั้น ค้าแข้งอยู่กับทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล  เขาได้คิดเอาวัสดุประเภท "แถบยาง" ที่มีผิวพื้นไม่เรียบ
ทำให้เกินมิติสูงต่ำสลับฟันปลามาติดเอาไว้บนหลังเท้าเต็มไปหมด  ถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากของวงการ
รองเท้าฟุตบอลในยุคปี 1993-1994  จึงทำให้รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้เป็นที่รู้จักของบรรดานักฟุตบอลทั่วโลก
ในระยะเวลาอันสั้นจนถูกสวมใส่ลงสนามโดยนักฟุตบอลจำนวนมากจนเป็นเรื่องปกติไปเลย

   
   จากแนวคิดดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้ว อาดิดาส Predator® ถูกออกแบบมาในฐานะรองเท้าฟุตบอล
ประเภท "คอนโทรล" มาตั้งแต่แรก  เพียงแต่ในตอนนั้นยังไม่มีใครนิยามประเภทของรองเท้าฟุตบอลเอาไว้
อย่างชัดเจนแต่อย่างใด  เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป  ถือเป็นเรื่องปกติที่รองเท้าซีรี่ย์นี้จะได้รับการพัฒนาปรับปรุง
และออกเจเนอเรชั่นใหม่มาเรื่อยๆ  ในช่วงแรกๆ นั้น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังเป็นไปในรูปแบบปรับนู่นนิด
ปรับนี่หน่อยเสียมากกว่า  แถมยังออกเฉดสีรองเท้าเฉพาะ "ดำ-ขาว-แดง" เพียงอย่างเดียว  จนทำให้เฉดสีดังกล่าว
ถูกแต่งตั้งให้เป็น "สีต้นตำรับ" ของรองเท้าซีรี่ย์นี้ไปในที่สุด
   
   
   ตั้งแต่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา  ที่ถือเป็นยุดที่วงการรองเท้าฟุตบอลได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็น
อาดิดาส หรือแบรนด์คู่แข่งรายอื่นๆ เอง  ทำให้ Predator® ได้รับการปรับปรุงในเรื่องของแนวคิด รูปร่างหน้าตา
และการใช้เฉดสีที่แตกต่างออกไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

   
   ในขณะนั้นเองที่โลกนี้ได้รู้จักกับรองเท้าฟุตบอลประเภท "ความเร็ว" จากทางฝั่งของไนกี้  ซึ่งเป็นคำที่ไนกี้
นิยามประเภทรองเท้าให้กับซีรี่ย์ Mercurial ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้รองเท้าฟุตบอลถูกแบ่งแยกออกเป็น
ประเภทต่างๆ  เพราะสิ่งที่ผู้คนใช้แบ่งประเภทรองเท้าฟุตบอลได้ง่ายที่สุด ก็คือเรื่องของ "น้ำหนักตัว"

   ด้วยสาเหตุที่อาดิดาส Predator® เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ผลิตจากหนังจิงโจ้แท้ๆ หน้านุ่ม  มีชุดพื้นที่หนาและ
ปุ่มที่มีขนาดใหญ่พอสมควร  รวมถึงการใช้วัสดุแถบยางปั่นชิ้นโต  ผสานกับดีไซน์ของรูปร่างหน้าตาที่ใหญ่โด
ให้อารมณ์ที่ดุดัน แข็งแกร่ง มีน้ำหนักตัวสูง  แถมยังใช้ชื่อว่า Predator® เช่นนี้  จึงทำให้รองเท้าฟุตบอลระดับ
ตำนานจากอาดิดาส  ถูกจัดเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท "พาวเวอร์" หรือ "พละกำลัง" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

   
   จุดเด่นของอาดิดาส Predator® ที่สำคัญอย่างนึง ก็คือการเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ผลิตจากหนังจิงโจ้แท้ๆ
มีความหนาและนุ่ม  แต่แล้วในที่สุดเมื่อถึงเจเนอเรชั่นที่ 10 ในชื่อซีรี่ย์ว่า Predator® X ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ครั้งสำคัญ  นั่นก็คือการที่อาดิดาสยกเลิกการใช้หนังจิงโจ้ มาแทนที่ด้วยการใช้เป็นหนังวัวกระทิง  พร้อมกับ
การให้ข้อมูลว่าหนังวัวกระทิงที่ใช้นั้น  จะให้ทั้งความนุ่มและความทนทานในระดับที่ไม่น้อยหน้าหนังจิงโจ้เลย
แม้แต่น้อย

   
   ก่อนที่ในเจเนอเรชั่นถัดมา อย่าง Predator® adiPower  ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของน้ำหนักตัวรองเท้า  
เป็นการลดน้ำหนักลงในระดับ 100 กรัม จากรองเท้าฟุตบอลที่เคยหนักถึง 330 กรัมต่อข้าง ถูกลดลงมาเหลือแค่ราวๆ
230 กรัม  จนช่วงนั้น  ได้เริ่มเกิดการเปลี่ยนนิยามประเภทของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ใหม่  แต่ก็ยังไม่สามารถสรุป
ได้ว่า Predator® adiPower จะเป็นรองเท้าฟุตบอลประภทใดกันแน่

   
   แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมตัวตนของรองเท้าฟุตบอลตระกูล Predator® ไปอย่างสิ้นเชิง  ก็คือ
การมาถึงของเจเนอเรชั่นที่ 12 อย่างเป็นทางการ  ในชื่อว่า Predator® Lethal Zones  ที่ถูกเปิดตัวราวๆ
กลางปี 2012 พอดิบพอดี

   ราชานักล่าโฉมนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ประเด็นที่สำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้น การยกเลิกการใช้
หนังสัตว์แท้ๆ  ไม่ว่าจะเป็นหนังจิงโจ้ หนังวัวกระทิง หรือหนังลูกวัว ออกไปจากสายการผลิตของรองเท้า ไม่ว่า
จะเป็นรุ่นใด ระดับไหน ราคาเท่าไหร่ก็ตาม  โดยแทนที่ด้วยการเปลี่ยนมาใช้เป็นวัสดุหนังสังเคราะห์แบบใหม่
ที่อาดิดาสคิดค้นขึ้นมา ในชื่อว่า "Hybrid Touch"  มาใช้กับรองเท้าระดับท็อปคลาส

   ส่วนชื่อ Lethal Zones นั้นได้ถูกตั้งมาเพื่อให้สอดคล้องกับจุดขายสำคัญ นั่นก็คือ "แถบยางควบคุมและปั่นไซร์"
ที่ติดอยู่บนหน้าสัมผัสของรองเท้าแทบจะทุกด้าน  ภายใต้แนวคิด "โซนอันตราย" ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนสำคัญ
ได้แก่ การยิงปั่นไซร์ การยิงหลังเท้า การแปส่งบอล การจับบอลแรก และการเลี้ยงบอล

   ดังนั้น..อาดิดาส Predator® Lethal Zones จึงสามารถถูกนิยามอย่างเต็มภาคภูมิว่า เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท
"คอนโทรล" อย่างเต็มรูปแบบ  และการมาของเจเนอเรชั่นนี้  ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของรองเท้าตระกูลนักล่า
ยุคใหม่  ที่ได้ลบภาพของการเป็นรองเท้านักล่าที่ดุดันทรงพลังน้ำหนักเยอะ  ไปจนแทบจะหมดสิ้น

   
   อาดิดาส เปิดตัว Predator® Lethal Zones II ออกมาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 13 อย่างเป็นทางการ ของรองเท้า
ฟุตบอลซีรี่ย์ Predator®  แต่ในอีกใจนึงแล้ว เราสามารถนับว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ของซีรี่ย์ Predator® Lethal
Zones
ก็คงจะไม่ผิดนัก  เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่อาดิดาสไม่ได้ตั้งชื่อใหม่ต่อท้ายจากคำว่า Predator® อย่าง
ที่เคยทำมาในอดีต เช่น Absolute, PowerSwerve, X หรือ adiPower  แต่มาใช้ รหัสตัวเลขต่อท้าย เป็น Lethal
Zones II
แทนนั่นเอง

   สำหรับแนวคิดที่มาที่ไปของรองเท้าฟุตบอลโฉมปี 2013 โฉมนี้  อาดิดาสเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง
รูปแบบของแถบยางสัมผัสบอลบนตัวรองเท้า  จากลักษณะเส้นขีดตามยาว  เปลี่ยนมาเป็นตัว "X" ที่ต่อกันเป็นแพ  
เพื่อให้แถบยางสัมผัส ที่ศักยภาพในการควบคุมลูกบอลได้ทุกทิศทางที่มากระทำ ได้ดีกว่าแถบยางที่เป็นเส้นๆ
วางตัวในทิศทางเดียวกัน

   หลักๆ ของการอัพเกรดแบบที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อเทียบกับโฉมที่แล้วของ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II
พูดตรงๆ ก็คงจะมีเท่านี้  อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อาดิดาสไม่ได้เน้นการโปรโมทหรืองานเปิดตัวยิ่งใหญ่
อลังการให้รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ของตัวเองมากนัก  นอกเหนือจากเหตุผลที่มีการเปิดตัว ซีรี่ย์ Nitrocharge
ไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์

   
   และแล้วในปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่รองเท้าตระกูลนี้ มีวาระครบรอบ 20 ปีพอดิบพอดี อาดิดาสได้ส่งเจเนอเรชั่นที่ 14
ออกสู่ตลาด โดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อประจำเจเนอเรชั่นว่า Predator® Instinct ซึ่งมีความหมายแปลเป็นภาษาไทยว่า
"สัญชาตญาณ" ถือเป็นคำที่เด็ดโดนใจ สมกับเป็นช่วงที่รองเท้าสายพันธุ์นักล่ายอดนิยม มีอายุครบ 20 ปี แบบนี้

   Predator® Instinct ถูกออกแบบให้มีรูปร่างหน้าตาที่กลับมาดูดุดันมากขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นก่อนหน้า  แต่จุดเด่น
ยังอยู่ที่โซนต่างๆ บนตัวรองเท้า ได้แก่ First Touch Zone, Dribble Zone, Drive Zone, Sweet Spot Zone และ
Pass Zone
แบบที่เราเคยพบเจอกันมาตอนที่ยังเป็น Predator® Lethal Zones  เพียงแต่ทางทีมพัฒนาของอาดิดาส
ได้ออกแบบรายละเอียดใหม่ทั้งหมด  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความอันตรายของโซนต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

   เท่านั้นยังไม่พอ..อาดิดาส ยังได้พัฒนาโซนที่ 6 ขึ้นมาไว้ที่บริเวณชุดพื้นรองเท้า  ช่วยสร้างประสิทธิภาพ
ด้านการเคลื่อนที่  ยิ่งช่วยเติมเต็มความสามารถของรองเท้าใจเจเนอเรชั่นนี้ให้สมบูณ์แบบมากยิ่งขึ้น

   
   นอกจากการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  ตำแหน่งพรีเซนเตอร์หลักที่อาดิดาส
วางตัวให้มารับบทบาทในการโปรโมท Predator® Instinct ยังถูกเปลี่ยนมาเป็น เมซุส โอซิล จอมทัพแห่ง
ทีมชาติเยอรมันนี  ส่วนรายชื่อคนอื่นๆ ที่เป็นนักเตะชั้นแนวหน้าของโลก ประกอบไปด้วย ออสการ์ เพลเมกเกอร์
ดาวรุ่งของเชลซี,  อังเคล ดิ มาเรีย ปีกตัวเก่งทีมชาติอาร์เจนติน่า, ซาบี้ เฮอร์นันเดส กองกลางเชิงสูง
เจ้าของตำแหน่งพรีเซนเตอร์หลักคนเก่า, อิเคร์ กาซิยาส ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติสเปน, อาร์รอน แรมซี่
กองกลางฟอร์มร้อนจากอาร์เซน่อล และ เอดิน เซโก้ กองหน้าตัวเก่งจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้

   
   ในช่วงแรกที่ Predator® Instinct ถูกเปิดตัวทำตลาดตอนแรก  จะมีสมาชิกทั้งหมด 3 รุ่นหลัก ได้แก่ Predator®
Instinct
รองเท้าระดับ "ท็อปคลาส" ที่มีอ็อฟชั่น วัสดุและเทคโนโลยี ตามแบบฉบับที่อาดิดาสใช้โปรโมทสรรพคุณ
ทุกประการ  ตามมาด้วยรุ่น Predator® Absolion Instinct เป็นรองเท้าระดับ "รองท็อป" และรุ่น Predator® Absolado
Instinct
เป็นรองเท้าระดับ "ทั่วไป"  ซึ่งแต่ละรุ่นจะถูกตัดอ็อฟชั่น/เทคโนโลยี และรายละเอียดของวัสดุ  ลดหลั่น
ลงไปตามระดับราคาการทำตลาด
  
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator® Instinct HG

   สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดที่ยัง งงๆ ว่า รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct HG คืออะไร เป็นแบบไหน
แล้วมันแตกต่างจาก Predator® Instinct ซึ่งเป็นปุ่มแบบ FG ที่วางจำหน่ายทั่วไป ตามตัวแทนจำหน่ายของอาดิดาส
อย่างไรบ้าง  ก่อนที่จะไปเข้ารสู่ส่วนทดสอบการใช้งาน  ผมขออนุญาตยกเนื้อหาจากบทความ "เปิดฝากล่อง" หรือ
"Hand On" ที่เคยเผยแพร่ออกไปราวๆ 1 เดือนก่อน มาให้คุณผู้อ่านได้อ่านอีกครั้งนึง

   โดยเนื้อหาในส่วนนี้ จะเป็นการแนะนำข้อมูลทางกายภาพทั้งหมดของตัวรองเท้า  ว่าตัวรองเท้ามีเทคโนโลยี
มีลูกเล่น มีรายละเอียด อะไรยังไงบ้าง  แล้วตรงส่วนไหนใช้วัสดุอะไรมาทำ  สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดที่เคยอ่าน
บทความดังกล่าวไปแล้ว  สามารถข้ามไปสู่ส่วนของการเลือกไซด์รองเท้า  เพื่อเตรียมลงสนามทดสอบ..ได้เลย

   
   หากใครยังจำได้ ตอนที่ผมรีวิว Predator® Instinct สีเปิดตัว "Battle Pack" ไปก่อนหน้านี้  เรามีข้อสงสัยกัน
ว่าทำไมอาดิดาสถึงเขียนชื่อป้ายข้างกล่อง เป็น Predator® LZ WC ซะอย่างงั้น  ตอนนี้คงได้คำเฉลยแล้วว่าเพราะ
อาดิดาสมีแผนที่จะเปิดแคมเปญฉลองครบรอบ 20 ปี ของรองเท้าสายพันธุ์นี้  ด้วยเอาความหวายของคำว่า Instinct
มาเป็นกิมมิค ประมาณว่า "กลับมารู้สึกถึงสัญชาตญาณแห่งนักล่า อีกครั้ง"  ดังนั้น..ชื่อ Predator® Instinct จึงเริ่ม
ถูกนำมาใช้แปะข้างกล่อง อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่สี "แดง-ดำ-ขาว" ที่เรากำลังจะเปิดฝากล่องเป็นต้นไป  
เพราะรองเท้าสีนี้ ถือเป็นสีคอนเซ็ปที่อาดิดาสใช้เปิดแคมเปญ "Instinct takes over" นั่นเอง

   และข้อมูลป้ายชื่อรุ่นรองเท้าข้างกล่อง ก็ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าเป็น Predator® Instinct HG ดังนั้น..ใครที่ต้องการ
รองเท้าปุ่มสำหรับสนามแข็งแบบนี้  ต้องดูตัวอักษร HG ต่อท้ายให้ดีๆ  โดยรองเท้าฟุตบอลราชานักล่าคู่นี้  เราได้รับ
การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ มาจากบริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด อีกเช่นเคย  ว่าแล้ว..เราไปเปิดฝากล่อง
ร่วมสัมผัสรองเท้า Predator® Instinct HG คู่นี้กันดีกว่า  ไปดูกันว่ามันมีความแตกต่างจากเวอร์ชั่นปุ่ม FG ตรงไหนบ้าง

   
   รองเท้าฟุตบอล Predator® Instinct HG ยังคงถูกบรรจุมาในกล่องสีดำคาดด้วยแถบสามขีดสีขาว ตามปกติ
ของอาดิดาส  เมื่อเปิดฝากล่องขึ้นมา  ด้านในจะพบตัวรองเท้าที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยกระดาษมันสีขาว  นอนตะแคง
สลับหัวท้ายกับอย่างสงบสิ่ง ตามปกติสุขของการบรรจุรองเท้าฟุตบอลทั่วๆ ไป  และด้านในก็ไม่มีสิ่งของอื่นใด
แถมมาให้เป็นพิเศษ

   
   ประเด็นแรกที่หลายคนสงสัย (และก็รวมถึงตัวผมด้วย) ก็คือเรื่องของน้ำหนักตัว ว่าแบบปุ่ม HG และ FG นั้น
ตัวรองเท้าจะมีน้ำหนักเท่ากันไหม แล้วแบบไหนเบากว่า แบบไหนหนักกว่า  ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีสุดๆ ที่ผมจะมา
ไขข้อสงสัยดังกล่าวให้หมดไป  โดยเจ้า Predator® Instinct HG ที่ตอนนี้วางอยู่บนมือของผมนั้น มีขนาดไซด์
เท่ากับ 9.5 US, 9.0 UK, 43 1/3 Fr และ 27.5 cm เหมือนเดิม เท่ากันกับเวอร์ชั่น FG เป๊ะๆ

   ถึงเวลาก็แค่เอามือล้วงไปดึงดันทรงกระดาษออกมา  แล้วเอาวางตัวรองเท้าลงไปบนเครื่องชั่งดิจิตอลเครื่องเดิม
ที่ตั้งอยู่บนพื้นในตำแหน่งเดิม  ตัวเลขน้ำหนักตัวที่ปรากฏออกมาคือ 287 กรัม/ข้าง (ปุ่ม FG ชั่งได้ 288 กรัม/ข้าง)
เห็นตัวเลขที่คลาสดเคลื่อนกันแค่ 1 กรัมแล้ว  ถ้าผมจะบอกว่ารองเท้าทั้ง 2 แบบ มีน้ำหนักตัวเท่ากัน  คงไม่มี
ใครมาตั้งกระทู้โต้แย้งนะครับ  ตอนนี้คงสรุปได้ว่า แม้จำนวนปุ่มจะมากขึ้น หนาขึ้น  แต่ทางอาดิดาสก็ยังคำนึงถึง
คุณสมบัติของตัวรองเท้า ที่ประเภทของปุ่มไม่ควรมามีอิทธิผลต่อปัจจัยตรงนี้

   ส่วนน้ำหนักของรองเท้ารุ่นอื่นๆ ในตลาด เป็นดังนี้
   - อาดิดาส Predator® Instinct (ปุ่ม FG) 288 กรัม
   - อาดิดาส adiZero F50 2014 174 กรัม
   - อาดิดาส adiPure 11Pro II 274 กรัม
   - ไนกี้ Mercurial Superfly IV 199 กรัม 
   - ไนกี้ Mercurial Vapor IX 192 กรัม 
   - ไนกี้ Magista Opus 204 กรัม
   - ไนกี้ Hypervenom Phantom 200 กรัม 
   - ไนกี้ Tiempo Legend V 245 กรัม 
   - พูม่า evoPower 1 218 กรัม
   - พูม่า King 2013 252 กรัม

   
   เอาล่ะ..เรามาร่วมสัมผัสตัวตนของ Predator® Instinct HG ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ดูมีความน่าเกรงขามสมศักดิ์ศรี
มากที่สุดรุ่นหนึ่งในซีรี่ย์นี้ ไปด้วยกันดีกว่า  มาดูกันว่าเวอร์ชั่น HG จะมีอะไรน่าสนใจกว่าเวอร์ชั่น FG บ้าง

   ปกติผมจะพาสำรวจจากด้านบนตัวรองเท้า ก่อนที่จะไปจบตรงที่ชุดพื้นช่วงล่างและปุ่ม  แต่ไหนๆ ไฮไลท์สำคัญ
ของรองเท้ารุ่นนี้มันคือรูปแบบของปุ่มแล้วล่ะก็  ผมขออนุญาตกลับพื้นรองเท้าขึ้นมาให้ทุกท่านได้ชมกันก่อนเลยแล้วกัน
นะครับ

   ข้อสังเกตจากชุดพื้น ว่ารองเท้ารุ่นนี้คือรองเท้ารุ่นท็อป ก็คือการดีไซน์ให้ชุดพื้นตั้งแต่ด้านหลังมาจนถึงด้านหน้า
ใช้วัสดุพลาสติกใส  ทำให้มองเห็นลวดลายกราฟฟิกของชุดพื้นด้านใน  เป็นอีกหนึ่งการออกแบบที่เสริมให้รองเท้า
ดูดีมีราคามากขึ้น  โดยชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้ ผลิตจากวัสดุพลาสติก TPU ฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด
และขึ้นรูปมาเป็นฐาน ช่วยครอบแกนกลางของปุ่มทุกปุ่ม ให้มีความหนาและทนทานอีกด้วย

  
   สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดบนชุดพื้นของ Predator® Instinct HG ก็คือ จำนวนปุ่มรองเท้าที่เพิ่มมากขึ้น
ที่เห็นง่ายที่สุด คงหนีไม่พ้นปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า ที่อาดิดาสเพิ่มจาก 1 ปุ่ม มาให้เป็น 2 ปุ่ม  วางตัวในระยะแบ่งครึ่ง
ชุดพื้นด้านหน้า ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ นั้น  เพื่อทำให้การกระจายน้ำหนักตัวบริเวณฝ่าเท้า ทำได้อย่างเต็มพื้นที่สัมผัส
มากขึ้น

   นอกจากปุ่มตรงกลางฝ่าเท้าแล้ว  ปุ่มตามแนวขอบรองเท้าด้านข้าง ทั้งด้านในและด้านนอก เพิ่มขึ้นมาฝั่งละ 1 ปุ่ม
จาก 3 ปุ่ม เป็น 4 ปุ่ม  จึงทำให้ระยะห่างระหว่างปุ่มลดน้อยลงกว่าเวอร์ชั่น FG ซึ่งมีปุ่มตามแนวขอบเพียงแค่ 3 ปุ่ม
ทำให้ Predator® Instinct HG สามารถช่วยลดความเข้มข้นของแรงกระแทกจากพื้นสนาม  โดยเฉพาะในจังหวะ
ที่ต้องเปลี่ยนทิศทาง หรือเคลื่อนที่ไปทางซ้ายหรือทางขวา ได้ดีขึ้นกว่าเดิม  

   บริเวณพื้นตรงกลางฝ่าเท้า  มีลักษณะที่เป็นฟันแหลมๆ นูนขึ้นมา ตามแนวคิดที่จะช่วยให้การยึดเกาะพื้นสนาม
ได้ดีและแม่นยำ  ซึ่งอาดิดาสบอกว่า มันเป็นโซนที่ 6  เพิ่มขึ้นจาก Predator® LZ I และ II ที่มีโซนอันตรายทั้งหมด
เพียงแค่ 5 โซน

   
   ตามแนวขอบของชุดพื้นรอบหัวรองเท้า จะสีเส้นสายที่นูนออกมาเพื่อช่วยเพิ่มมิติ  นอกจากมันจะเสริมดีไซน์
ให้รองเท้ารุ่นนี้ดูเหมือนมี "เขี้ยวเล็บ ดุดัน" แล้ว  มันยังมีที่มาที่ไป  โดยทางอาดิดาสเคลมข้อมูลว่า..เป็นการ
ออกแบบเพื่อเพิ่มพื้นผิวในการสัมผัสบอล  เพราะพื้นที่รอบหัวรองเท้า เป็นบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสกับลูกฟุตบอล
มากพอสมควร  โดยเฉพาะจังหวะการเลี้ยงบอลหรือจับบอลที่มาในระดับต่ำ  การออกแบบตรงนี้จะช่วยทำให้
บริเวณหัวรองเท้าสามารถเป็นอาวุธในการควบคุมลูกฟุตบอลได้

   
   สำหรับชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้ เป็นชุดพื้นที่อาดิดาสเรียกว่า Controlframe  มันถูกออกแบบมา ให้ช่วงกลาง
ระหว่างด้านหน้าและด้านหลัง  มีลักษณะเรียบและเป็นชิ้นเดียวกัน  เพื่อจะช่วยสร้างความมั่นคงในจังหวะการ
เคลื่อนที่ได้ดีกว่าชุดพื้น Sprintframe ของเจเนอเรชั่นที่แล้ว  และฐานพื้นที่กว้างเท่ากันตลอดทั้งช่วง  จะช่วย
เสริมให้การลงน้ำหนักทำได้อย่างเต็มฝ่าเท้ามากขึ้นอีกด้วย  แต่อาจต้องแลกกับการหายไปของการสปรินซ์และ
แรงดีดของฝ่าเท้า

   แต่คุณเห็น "ช่องนูน" ตรงกลางฝ่าเท้านั่นไหม !?  นั่นคือช่องใส่ miCoach SPEED_CELL™ อุปกรณ์จับ
ความเร็วอัจฉริยะ  ที่อาดิดาสทำเพิ่มมาให้เฉพาะชุดพื้นของ Predator® Instinct HG เท่านั้น  เพราะตอนนี้
เวอร์ชั่นปุ่ม FG นั้น ไม่มีช่องใส่มาให้แล้ว  และเราๆ ท่านๆ ก็คิดว่า อาดิดาสคงจะยกเลิกการซับพอร์ตอุปกรณ์
ชิ้นนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเสียด้วย  แต่คราวนี้ใครที่ยังมีอุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ในมือ(และนิยมใช้) ก็คงดีใจไม่น้อย

   
    ปุ่มรองเท้าด้านหลังของรองเท้าฟุตบอล Predator® Instinct HG ก็แตกต่างไปจากเวอร์ชั่น FG พอสมควร
แม้ว่าทั้ง HG และ FG จะมีปุ่มหลัง 4 ปุ่มเท่ากัน  แต่ !! ปุ่มทั้ง 4 ของเวอร์ชั่น HG นั้นทุกปุ่มจะเป็นปุ่มขนาดใหญ่
พื้นที่หน้าสัมผัสกว้าง  และฐานใหญ่แข็งแรงมากๆ  จึงการันตีได้ว่าผู้เล่นสามารถลงน้ำหนักตัวที่ส้นเท้าได้อย่าง
เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวปุ่มหัก  แม้พื้นสนามจะแข็งก็ตาม  และการที่พื้นที่หน้าสัมผัสของปุ่มมากขึ้น  ก็ยังเป็นผลดี
ต่อการกระจายแรงจากการลงน้ำหนักตัวที่ส้นเท้า อีกด้วย

   
   เอาล่ะ..กลับมาดูรายละเอียดของตัวรองเท้า Predator® Instinct HG ในส่วนต่างๆ กันบ้าง  เพราะนอกจากปุ่ม
รองเท้าที่เป็นแบบ HG  รองเท้าคู่นี้ยังมีบางส่วนที่แตกต่างไปจากเวอร์ชั่น FG สีแรก ที่เราเคยรีวิวกันไปแล้วอีกด้วย

   หากมองลงไปที่บริเวณหน้าสัมผัสของรองเท้ารุ่นนี้  จะเห็นว่ามีช่วงที่แถบยางสัมผัสบอลแหว่งและหายไป  
เปิดโล่งรอให้ลูกฟุตบอลเข้าสัมผัสกับหนังรองเท้าโดยตรง  ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ได้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของ
การสัมผัสและจับบอลแรก หรือเปรียบเสมือน "First Touch zone" นั่นเอง  

   
   สาเหตุที่อาดิดาสไม่ใช้วัสดุแถบยางมาติด เพื่อเป็นพื้นที่สัมผัสบอลแรกเหมือนเจเนอเรชั่นที่แล้ว  เนื่องจาก
อาดิดาสต้องการให้ผู้เล่นได้ฟีลลิ่งการจับบอลที่บางติดเท้า เหมือนใช้เท้าเปล่าในการสัมผัสบอล  แตกต่าง
จากโฉมเก่า ที่ผู้เล่นจะได้สัมผัสที่หนาๆ หนึบๆ ของเนื้อยาง มาเป็นตัวคั่นตอนดูดบอลลงพื้น  อย่างไรก็ตาม
แถบยางที่อยู่ทางด้านล่างและด้านบนของพื้นที่ตรงนี้  จะเป็นตัวช่วยบล็อคไม่ให้ลูกบอลสลิปหลุดออกไป
จากการควบคุม

    ถัดมาลงที่ตรงหัวรองเท้า  จะมีวัสดุจำพวกยาง ที่อาดิดาสเรียกชื่อว่า ยาง Hybrid L-S ติดเอาไว้  ลักษณะ
ของชิ้นยางจะมาตัวตามแนวดิ่ง  เว้นช่องว่างระหว่าวแถบยางแต่ละชิ้น  จึงเกิดมิติสูงต่ำขึ้น  นอกจากช่องว่าง
ระหว่างแถบยางแต่ละชิ้นแล้ว  ตามขอบของแถบยาง ยังมีลักษณะเป็นปีกสูงขึ้นมา  ยิ่งช่วยเสริมให้พื้นสัมผัส
บริเวณนี้มีความเป็น 3 มิติ มากขึ้นไปอีก

   จริงๆ แล้วจะเรียกว่า "Sweet Spot zone" ก็คงจะไม่ผิดนัก  เพราะบริเวณนี้ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
การยิงประตู หรือการเปิดบอลโด่งแบบปั่นไซร้โค้ง  เมื่อผมได้ลองใช้มือสัมผัสเนื้อยางเปรียบเทียบกับแถบยาง
ตำแหน่งเดียวกัน ของ Predator® LZ II แล้ว พบว่าสัมผัสเนื้อยางบริเวณนี้ของ Predator® Instinct HG มี
ความนิ่ม และหนึบกว่า แถมยังมีพื้นผิวที่ขรุขระ เป็น 3 มิติมากกว่าอย่างอย่างชัดเจน

   
   ฝั่งด้านนอกบริเวณหัวรองเท้าก็มีแถบยางเช่นกัน  แต่ลักษณะรูปร่าง และการวางตัวของแถบยางนั้นแตกต่าง
ออกไปจากฝั่งด้านใน  ชิ้นยางมีลักษณะเป็นแพติดกัน  ตรงกลางมีช่องว่างระหว่างเนื้อยาง  จึงทำให้ผิมสัมผัส
มีมิติที่ชัดเจน  ลักษณะการวางตัวจะสามารถสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดี  ในกรณีที่ลูกฟุตบอล
พุ่งตรงเข้าหาผู้เล่นทางด้านหน้า ในระดับราบ  ดังนั้น..แถบยางสัมผัสบอลบริเวณนี้ จะใช้เพื่อการจับบอลแรก
ตอนที่ลูกบอลถูกส่งมาในทิศทางตรงหน้า  ระดับเลียดพื้นหรือไม่เกินหน้าแข้ง  มันจะช่วยให้ผู้เล่นสามารถแตะ
ควบคุมหรือเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลได้อย่างแม่นยำ  ทำให้สามารถเล่นในจังหวะต่อไปได้ทันที

   
   แถบยางบริเวณแนวสันเท้า หรือที่คุ้นเคยในชื่อ "Drive zone" ดูจะเป็นบริเวณที่โดดเด่นและสร้างความดุดัน
ให้กับ Predator® Instinct HG ได้มากที่สุด  โดยแถบยางโซนนี้จะช่วยให้การลูกประตูด้วยหลังเท้าและแนวสันเท้า
ทำได้อย่างรุนแรง  และด้วยการวางตัวของแถบยางแบบใหม่ทั้งหมด  ช่วยสร้างพื้นที่การสัมผัสบอลจำนวนมาก
ให้กับสันเท้าของรองเท้ารุ่นนี้  รวมถึงลักษณะเนื้อยางที่มีความนิ่มและหนึบ  จึงจะช่วยให้มันสามารถดึงดูดกับผิว
ของลูกฟุตบอลได้ดีกว่าเดิม  ควบคุมทิศทางได้ดั่งใจมากขึ้น  

   พฤติกรรมของลูกฟุตบอลที่ถูกยิงออกไปอย่างเต็มแรง มีโอกาสที่จะ "ส่ายและฮุบ" ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก  
เป็นเพราะลักษณะการออกแบบแถบยางแต่ละชิ้น ให้มีมิติความสูงที่แตกต่างกันออกไป  จึงทำให้หน้าสัมผัส
สามารถปะทะกับผิวของลูกฟุตบอลได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์แบบ นั่นเอง

   
   ฝั่งข้างเท้าด้านนอก ก็มีแถบยางแบบเดียวกันกับ "Drive zone" ที่อยู่ฝั่งข้างเท้าด้านใน  โดยแถบยางบริเวณนี้
จะมาเติมเต็มการจับและควบคุมลูกบอลด้วยข้างเท้าด้านนอก  ซึ่ง Predator® LZ I และ II ไม่มีแถบยางบริเวณ
ดังกล่าวให้ใช้งาน  ทีนี้..พวกนักเตะที่ชอบโชว์สเต็ปการเอาจับบอลลงพื้นด้วยข้างเท้าด้านนอก ก็มีอุปกรณ์ช่วย
ให้การจับบอลของท่าน ทำได้เนียนและแม่นยำมากขึ้น

   ในชุดแถบยางเดียวกันนี้  ชิ้นแถบยางจะลากยาวลงมาจรดกับชุดพื้นรองเท้าด้านล่าง  ซึ่งมันสามารถทำหน้าที่
ช่วยให้การเลี้ยงแตะพาบอลไปกับเท้าทำได้ติดเท้า  ควบคุมทิศทางได้อย่างแม่นยำ  เช่นเดียวกับ "Dribble zone"
ที่อาดิดาสเคยโปรโมทในเจเนอเรชั่นที่แล้ว  หรือบางทีอาจจะทำได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ  เพราะลักษณะของเนื้อยาง
มีความนุ่มกว่าเดิม  แถมพื้นสัมผัสยังมีความนูนความลึก จนเกิดเป็นพื้นผิว 3 มิติ มากกว่าเดิม อย่างชัดเจน

    
   กลับมาดูที่ฝั่งข้างเท้าด้านในกันบอก  ก่อนหน้านี้เราได้สำรวจส่วนของแถบยางที่เป็น "Drive zone" ไปแล้ว
แล้วคุณผู้อ่านจะสังเกตเห็นได้ว่า  แถบยางจากส่วนสันเท้า  ก็จะเป็นชิ้นยาวลงมาจนจรดกับชุดพื้นรองเท้า
ด้านล่างเช่นกัน  จริงๆ แล้วแถบยาวส่วนนี้ก็พอที่จะเรียกชื่อว่า "Sweet Spot zone" ได้เหมือนกัน  เพราะมัน
ทำหน้าที่ตอนที่ผู้เล่นต้องการยิงลูกบอลปั่นไซร้โค้ง ด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านใน  และน่าจะทำให้การยิงมีกำลังแรง
มากกว่าด้วยซ้ำ  เพราะการสัมผัสบอลจะค่อนข้างเต็มข้างเท้าด้านใน

   
   อีกหนึ่งโซนที่ถูกออกแบบให้กลับมามีเนื้อมีหนังอีกครั้ง  นั่นก็คือบริเวณข้างเท้าด้านในหรือ "Pass zone" ด้วย
แถบยางเต็มชิ้น  ขนาดใหญ่เต็มพื้นที่  ลักษณะพื้นผิวโดยรวม  ถือว่าเรียบสม่ำเสมอมากกว่าแถบยางโซนอื่นๆ
แต่ผิวหน้าสัมผัสของแถบยาง ก็แอบมีความขรุขระ  เพื่อให้ควบคุมลูกฟุตบอลได้ในเวลาเดียวกัน 

   ชิ้นยางที่เห็นกันตอนนี้  ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นสามารถแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในได้อย่างหนักแน่น
เต็มเม็ดเต็มหน่วย  หน้าสัมผัสจะเข้าปะทะกับผิวของลูกฟุตบอลได้อย่างเต็มใบ  ทำให้การส่งแรงกระแทกทำได้
อย่างเต็มประสิทธิภาพ  นอกจากจะใช้เพื่อการแปส่งบอลออกไปแล้ว  ผู้เล่นจะใช้เพื่อการจับ ควบคุมบอลแรก
ก็สามารถทำได้ดีเช่นกัน ไม่ผิดอะไร 

   
   รูปแบบแนวเชือกรองเท้าและพื้นที่หลังเท้า ของอาดิดาส Predator® Instinct HG เอง ก็ไม่ได้แตกต่างจาก
เวอร์ชั่น FG อะไรกัน  มันยังคงได้รับอิทธิพลมาจากเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้เต็มๆ  จากแนวร้อยเชือกถูกเบ้ให้ออก
ไปฝั่งข้างเท้าด้านนอก  เพื่อเปิดพื้นที่สัมผัสบอลตามแนวสันเท้าและข้างเท้าด้านในให้มากเป็นพิเศษ

   ส่วนเชือกรองเท้าที่ติดตัวรองเท้ามาตั้งแต่โรงงานของอาดิดาส  เป็นเชือกรองเท้าแบบเส้นแบน  ช่วงกลาง
ของเส้นเชือกจะเป็นเชือกเนื้อแข็ง และแคบ  เพื่อรบกวนรบกวนจังหวะสัมผัสบอลด้วยหลังเท้า  ก่อนที่ปลายเชือก
ทั้ง 2 ฝั่ง  จะมีลักษณะฟูออก และนิ่มขึ้น  เพื่อให้ผูกปมเชือกได้แน่น  ปมเชือกไม่คลายตัวหลุดได้ง่ายๆ

   
   บั้นท้ายของ Predator® Instinct HG ยังคงมาในแบบเรียบๆ  โดยใช้เกราะป้องกันกระแทกเอ็นร้อยหวายแบบภายใน
(Internal Heel Counter) เป็นชิ้นพลาสติกแข็ง  ฝังเอาไว้อยู่ด้านในของแนวส้นเท้า  ความสูงของชิ้นพลาสติก
สูงประมาณ 60% ของความสูงหุ้มส้นทั้งหมด  เหมือนกันกับเกราะหุ้มส้นของรองเท้าเวอร์ชั่นปุ่ม FG ทุกประการ

   จุดเด่นในเรื่องของดีไซน์การออกแบบ  บริเวณด้านหลังของรองเท้า Predator® Instinct HG นั้น คงจะหนีไม่พ้น
กราฟฟิก  แถบสามขีดอันเป็นเครื่องหมายทางการค้าของอาดิดาส  ที่อยู่บริเวณส้นของข้างเท้าด้านนอก  ลากลงไป
จนถึงพื้นใต้รองเท้า  ช่างเป็นดีไซน์ที่เสริมให้ตัวรองเท้าดูดุดัน  ในขณะที่หน้าสัมผัสของส่วนที่เป็นแถบสามขีด  ยัง
ถูกออกแบบให้มีเส้นสายตามแนวยาว  ยิ่งช่วยเสริมให้เห็นถึงรายละเอียดที่ดีใส่ใจจากการออกแบบมากยิ่งขึ้น

   
   หุ้มส้นด้านในของอาดิดาส Predator® Instinct HG ก็แตกต่างไปจากสีเปิดตัว (Battle Pack) ซึ่งตรงนี้ ไม่ใช่แค่
ปุ่ม HG เท่านั้นที่เปลี่ยนไป  ยังรวมถึงปุ่มแบบ FG ด้วย  ดังนั้น..หมายความว่ารองเท้ารุ่นนี้ จะเปลี่ยนมาใช้หุ้มส้น
ด้านใน แบบใหม่ทั้งหมดแล้ว

   จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่าหุ้มส้นของรองเท้าถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน  ส่วนครึ่งบนและครึ่งล่าง  โดยครึ่งบน
เปลี่ยนมาใชวัสดุแบบกำมะหยี่ มีสัมผัสที่ฝืดมากขึ้นกว่าผิวสัมผัสแบบเดิม   เพื่อช่วยลดอาการลื่นบริเวณส้นเท้า
และครึ่งล่าง จะใช้วัสดุผสมอีกแบบหนึ่ง  เป็นหน้าผ้าที่มีความฝืดและมีผิวขรุขระมากกว่าครึ่งบนอย่างชัดเจน

   เพียงแต่การบุด้วยวัสดุบุนุ่มเพื่อช่วยเพิ่มความกระชับให้กับข้อเท้า ตามแนวรอบหุ้มส้นด้านในนั้น จะมี
เฉพาะครึ่งบนเท่านั้น
 ส่วนครึ่งล่างแทบจะไม่มีวัสดุบุนุ่มเลย  จะเป็นสัมผัสแข็งๆ เนื่องจากชนกับชิ้นพลาสติก
ของเกราะหุ้มส้นที่ฝังอยู่ตามแนวส้นเท้า นั่นเอง

  
   แผ่นรองพื้นด้านในของ ผลิตมาจากวัสดุโฟม EVA ขึ้นรูป ทั้งชิ้น พื้นใต้แผ่นรองถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็น
ผิวขรุขระ  และมีส่วนรองรับแรงกระแทกตามลักษณะสรีระการลงน้ำหนักของเท้าคน  ซึ่งช่วงกลางมีหน้ากว้าง  
ทำให้ผู้เล่นสามารถลงน้ำหนักได้อย่างเต็มฝ่าเท้า  ลดโอกาสเกิดอาการเมื่อยฝ่าเท้าขณะใช้งาน

  
   สำหรับ Predator® Instinct HG สี "แดง-ดำ-ขาว" สีนี้ (และสีอื่นๆ ที่ออกมาพร้อมกัน)  ถูกทำออกมาในธีม
ของศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกส์  ภายใต้คำจำกัดความว่า "The best of the best"  ทำให้การออกแบบด้านบน
บริเวณส้นเท้าของแผ่นรองพื้น เป็นอย่างที่เห็นดังภาพด้านบน

   สำหรับวัสดุหน้าสัมผัสของพื้นรองด้านใน  เป็นพื้นผิววัสดุหน้าผ้าไนล่อนแบบมันเงา ผิวเรียบสนิท  เมื่อได้ลอง
สัมผัสด้วยมือพบว่าผิวสัมผัสมีความลื่นพอสมควรเลยทีเดียว

   
   แต่สิ่งที่เป็นเอกสิทธิ์ มีมาให้เฉพาะ Predator® Instinct HG เท่านั้น ก็คือช่องใส่ miCoach SPEED_CELL™
อุปกรณ์จับความเร็วอัจฉริยะ  ซึ่งเป็นช่องว่างแทรกตัวอยู่ในพื้นรองเท้า ใต้แผ่นรองพื้นด้านใน  โดยคราวนี้อาดิดาส
ตัดวัสดุปูพื้นด้านใน ให้เป็นช่องว่างเอาไว้เลย  พร้อมกับแปะแถบพลาสติก ให้คอยช่วยล็อค miCoach เอาไว้
ไม่ให้หลุดออกมา  ช่องว่างนั้นมีทั้งข้างซ้ายและข้างขวา  แต่จะสามารถใส่ได้แค่ฝั่งข้างซ้ายเท่านั้น..เหมือนเดิม

   Feeling & Sizing

   
   รองเท้าฟุตบอล อาดิดาส Predator® Instinct HG คู่ที่ผมจะสวมใส่ลงสนามทดสอบในบทความนี้  ยังคง
เป็นรองเท้าไซด์ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm เท่ากันกับไซด์ของ Predator® Instinct FG
ที่เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้เป๊ะๆ  และเป็นไซด์เดียวกันกับรองเท้าฟุตบอล รุ่นอื่น/ยี่ห้ออื่น (ส่วนใหญ่)  ที่ผมเลือก
สวมใส่ใช้งานมาโดยตลอด  เพื่อที่จะได้เปรียบเทียบขนาดจริงของตัวรองเท้า  และให้คำแนะนำในการเลือกไซด์
รองเท้าให้กับคุณผู้อ่านได้ง่ายขึ้น

   
   เมื่อสวมใส่เท้าของผมเข้าไป  พร้อมดึงกระชับแนวร้อยเชือกและทำการผูกปมเชือก ระดับความแน่นปกติ
ทั่วไปแล้ว  พบว่าพื้นที่หัวรองเท้าจะเหลือประมาณ 0.3 เซนติเมตร พอที่จะวางนิ้วโป้งตามขวางลงไปได้ประมาณ
ครึ่งนิ้ว  ระยะที่เหลือพอๆ กันกับตอนที่ผมใส่ Predator Instinct FG  ไซด์เดียวกันนี้เลย  ในขณะที่หัวรองเท้า
ด้านข้างนิ้วก้อยและนิ้วหัวแม่เท้า ก็มีระยะเหลือแบบสบายๆ กำลังดี  ไม่ได้รู้สึกว่าหัวรองเท้ามีลักษณะกว้างขึ้น
หรือแคบลงกว่าเวอร์ชั่น FG แต่อย่างใด


   
   นอกจากบริเวณหัวรองเท้าแล้ว  ยังรวมถึงรูปทรงตามด้านกว้าง  ที่บริเวณช่วงกลางและหลังเท้า  ที่พบว่า
รองเท้าฟุตบอลราชานักล่าเวอร์ชั่น HG นั้น  ไม่ได้มีขนาดหรือรูปทรงแตกต่างจากเวอร์ชั่น FG แม้แต่น้อย 
ตัวรองเท้ายังคงสามารถสวมใส่ได้เข้ารูป สบายหลังเท้าและข้างเท้าทั้ง 2 ด้าน เช่นเดิม  หากอยากได้ฟีลลิ่ง
ที่มีทั้งความสบายและความกระชับไปพร้อมๆ กัน แบบ 50:50  สามารถดึงกระชับแนวร้อยเชือกรองเท้าให้ตึง
เต็มที่ได้เลย  ทีนี้คนที่มีลักษณะรูปเท้ากว้าง และ/หรือหลังเท้านูน อูมขึ้นมา ตามลักษณะเท้าของคนไทย 
ก็ไม่ต้องกังวลแม้แต่นิดเดียว

   
   เท่านี้ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่า รูปร่างรูปทรงของตัวรองเท้า Predator® Instinct HG นั้นไม่ได้มีความ
แตกต่างจาก เวอร์ชั่น FG เลยแม้แต่น้อย  จะต่างกันก็เพียงแค่ปุ่มและชุดพื้นช่วงล่างเท่านั้น   ดังนั้น..คุณผู้อ่าน
ต้องเลือกซื้อรองเท้าเวอร์ชั่นนี้  ไซด์เดียวกันกับเวอร์ชั่น FG ได้เลย

   ส่วนใครที่ยังไม่เคยลองใช้งานรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์นักล่าเจเนอเรชั่นนี้มาก่อน  ผมก็ขอแนะนำว่า
ให้คุณผู้อ่านเลือกซื้อ อาดิดาส Predator® Instinct HG แบบตรงไซด์   เพราะถ้าลดไซด์ลงกว่านี้  รับรอง
ว่าหัวรองเท้าชนจนใส่ไม่ได้แน่นอน  และถ้าเพิ่มไซด์ขึ้นก็จะหลวมเกินไป  โดยคำแนะนำในการเลือกไซด์
รองเท้ารุ่นนี้  สามารถใช้ได้ทั้งคนที่มีลักษณะหน้าเท้าเรียวยาวและคนที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้าง
กว่าเดิม...เยอะ

   Testing  

   
   เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว  เราก็ไปลงสนามเพื่อทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส
Predator® Instinct HG กันเลยดีกว่า  โดยสนามที่ผมใช้ทดสอบในครั้งนี้  ยังคงเป็น Winning 7 สนามฟุตบอล
หญ้าเทียมในร่มขนาด 7 คน ย่านปิ่นเกล้า ที่เดิมที่ประจำ  เพื่อให้เป็นสนามเดียวกันกับการรีวิวทดสอบการใช้งาน
รองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมา

   สำหรับการรีวิวถึงประสิทธิภาพของรองเท้ารุ่นนี้  ผมจะแยกการวิพากษ์วิจารณ์ออกเป็นหัวข้อต่างๆ เปรียบเทียบ
Predator® Instinct HG กับ Predator® Instinct FG ที่เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ เป็นหลัก  เพื่อให้สามารถ
ตอบโจทย์ถึงความแตกต่างระหว่างรองเท้าทั้ง 2 เวอร์ชั่น ได้ตรงประเด็นที่สุด  ส่วนการเปรียบเทียบกับรองเท้า
ฟุตบอลรุ่นอื่น/ยี่ห้ออื่น ในตลาด  ที่เป็นรองเท้าประเภทคอนโทรลเหมือนกันนั้นคุณผู้อานสามารถไปหาคำตอบได้
จากบทความรีวิวทดสอบการใช้งาน อาดิดาส Predator® Instinct FG และ ไนกี้ Magista Opus ที่เผยแพร่
ออกไปแล้ว ก่อนหน้านี้

   ความสบายในการสวมใส่

   
   หลังจากที่ผมได้ลองสวมใส่ใช้งาน อาดิดาส Predator® Instinct HG ไปจนหนำใจ  พบว่าตัวรองเท้ารุ่นนี้
มีความสบายเมื่อสวมใส่  ไม่ได้แตกต่างจากแบบเวอร์ชั่นปุ่ม FG เลยแม้แต่น้อย  เนื่องจากรูปทรงของตัวรองเท้า
ทั้ง 2 เวอร์ชั่นนั้นไม่ได้แตกต่างกัน

   พื้นที่บริเวณหัวรองเท้าที่ให้ฟีลลิ่งกำลังพอดี  ไม่ได้บีบจนอึดอัดมากเกินไป  โดยเฉพาะบริเวณด้านข้าง
นิ้วก้อย  ส่วนฟีลลิ่งบริเวณหลังเท้าและข้างเท้าด้านใน  ก็มีลักษณะหลังเท้าสูงและหน้าเท้ากว้าง  เพียงพอ
ที่จะไม่บีบหลังเท้าจนปวด  ช่วงแรกอาจจะรู้สึกตึงๆ บ้างเล็กน้อย  แต่พอตัวรองเท้าผ่านการใช้งานไปไม่นาน 
ทุกอย่างก็จะลงตัวถือเป็นรองเท้ารุ่นนึงที่ให้ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่กำลังพอดี  ไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่มีลักษณะ
หน้าเท้ากว้าง และ/หรือ หลังเท้าอูมขึ้นมา  หากต้องซื้อรองเท้ารุ่นนี้แบบตรงไซด์

   ส่วนบริเวณหุ้มส้นด้านใน  ที่แม้จะถูกออกแบบให้มีลักษณะแตกต่างออกไปจากเดิม  โดยเปลี่ยนวัสดุเป็น
หน้าผ้ากำมะหยี่  และปาดเอาฟองน้ำที่บุอยู่ครึ่งล่างของแนวหุ้มส้นออกไปบ้าง  แต่พอลองสวมใส่แล้วก็ไม่ได้
รู้สึกว่าเกิดอาการรองเท้ากัดส้นเท้า  ในขณะที่ความสามารถในการระบายความร้อน ของ Predator® Instinct
HG
 นั้นสามารถระบายความร้อนออกจากตัวรองเท้าได้ตามมาตรฐานทั่วไป  แม้จะไม่โดดเด่น  แต่ก็ไม่ได้
อมความร้อนเอาไว้จนรู้สึกอึดอัด

   หัวข้อการทดสอบแรกนี้  ผมยืนยันได้ว่า รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct ไม่ว่าจะเป็นแบบ
ปุ่ม HG หรือ ปุ่ม FG  ทั้ง 2 แบบ มีระดับความสบายเมื่อสวมใส่  เหมือนกันทุกอย่าง ไม่ได้แตกต่างอะไรเลย
ยังจัดว่าเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นหนึ่งที่ใส่สบายเป็นอย่างมาก  ในตลาดปัจจุบัน
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 8/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   จำนวนปุ่มรองเท้าที่เพิ่มมากขึ้น ของ Predator® Instinct HG พอจะช่วยทำให้รู้สึกว่าเวลาที่ลงน้ำหนักตัว 
ปุ่มจะไม่จมลงไปในพื้นสนาม มากเท่ากับตอนที่ใช้งานแบบปุ่ม FG  แต่โดยภาพรวมแล้ว  ก็ยังไม่ทำรู้สึกว่า
ประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมแต่อย่างใด  เพียงแต่ผู้สวมใส่จะรู้สึกได้ถึงการ
กระจายแรงที่เต็มฝ่าเท้ามากขึ้นกว่าเดิม

   
   เนื่องจากปัจจัยหลักในเรื่องของการรองรับแรงกระแทก  ยังคงอยู่ที่แผ่นรองพื้นด้านในรองเท้า  ซึ่งมีรายละเอียด
เหมือนกันกับแผ่นรองพื้นที่อาดิดาสให้มากับรองเท้าแบบปุ่ม FG ทุกประการ  โดยแผ่นรองพื้นชุดนี้มีความหนา
เท่ากันทั้งแผ่น  เนื้อโฟมแน่นและมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะทำให้ Predator® Instinct HG สามารถใช้ลงเล่น
ในสนามฟุตบอลที่มีความแข็ง ได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ 

   ส่วนจำนวนปุ่มที่เพิ่มขึ้น  เพียงแค่ช่วยทำให้รู้สึกว่าการลงน้ำหนักตัวทำได้อย่างเต็มฝ่าเท้ามากขึ้น  ไม่ได้ช่วย
ทำให้รู้สึกว่ารองเท้าเวอร์ชั่นปุ่ม HG คู่นี้  มีความนุ่มนวลในการลงน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเป็นพิเศษ  ผลลัพธ์ตรงนี้
อาจจะทำให้หลายคนที่คิดว่ารองเท้ามากปุ่มจะให้การรองรับแรงกระแทกที่ดีขึ้นกว่าเดิมต้องผิดหวัง  แต่นั่นคือ
ความจริงที่ผมสัมผัสได้จากการใช้งาน  สาเหตุเป็นเพราะปุ่มแบบเดิม (FG) นั้นให้การกระจายน้ำหนักที่เต็มฝ่าเท้า
สม่ำเสมอดีอยู่แล้ว  พอเพิ่มจำนวนปุ่มขึ้นมา  จึงไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก  ในขณะที่วัสดุพลาสติกที่เอามา
ฉีดขึ้นรูปเป็นชุดพื้นและปุ่ม  ก็มีรายละเอียดเหมือนเดิม  กล่าวคือเนื้อพลาสติกมีความแข็งและความหนาแน่น 
ไม่แตกต่างไปจากเดิมนั่นเอง  จึงไม่แปลกที่ Predator® Instinct HG จะให้แสดงคุณสมบัติในด้านการรองรับ
และผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนาม  ไม่แตกต่างจาก Predator® Instinct FG  ผมจึงขอลงคะแนนในหัวข้อนี้เอาไว้
ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน เหมือนเดิม

   คะแนน
   -
การรองรับแรงกระแทก 8/10

   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   มาทดสอบประสิทธิภาพการยึดเกาะพื้นสนามและเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อใช้ความเร็วสูง ของรองเท้า
ฟุตบอลปุ่มสำหรับพื้นแข็ง Predator® Instinct HG กันต่อ  นอกเหนือจากความเปลี่ยนแปลงของจำนวนปุ่ม
ส่วนหน้าที่เพิ่มมา 3 ปุ่ม  แล้วช่วงกลางของชุดพื้นก็มีช่องใส่ miCoach SPEED_CELL™ นูนขึ้นมา  ซึ่งมีผล
ทำให้ชุดพื้นของรองเท้าฟุตบอลราชานักล่าเวอร์ชั่นนี้   มีความหนาและแข็งกว่าชุดพื้น Control Frame แบบ
ต้นตำรับที่ไร้ช่องใส่อุปกรณ์จับความเร็วอัฉริยะ

   จากการทดสอบใช้งาน  จังหวะทดลองสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้าเพื่อทำความเร็ว  พบว่าชุดพื้นของ
Predator® Instinct HG มีความแข็งมากขึ้นกว่าเดิม  เมื่อชุดพื้นเกิดการโค้งงอจากการสปรินซ์  จึงเป็นผลให้
มันสามารถสร้างแรงดีดให้กับช่วงฝ่าเท้าได้ดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนที่ออกตัว  
เหมาะสมต่อผู้เล่นที่ยังคงต้องการฟีลลิ่งการเคลื่อนที่ที่ดุดันมากขึ้นกว่า Predator® Instinct FG อยู่บ้าง 

   
   แม้ว่าน้ำหนักตัวรองเท้าจะยังหนักเท่าเดิม  จนทำให้รองเท้ารุ่นนี้ไม่ได้เป็นอาวุธที่ใช้เพื่อการเคลื่อนที่ไปรอบๆ
สนามด้วยความเร็วที่ดุนัก  แต่ก็ยังพอมีจังหวะการออกตัวที่ดุดันให้เรียกใช้งานได้บ้าง  เผื่อจะเป็นต้องช่วงชิง
ความได้เปรียบกับคู่แข่ง  ที่ต้องวัดกันเพียงเสี้ยววินาที   

   แต่สิ่งที่ด้อยลง  สวนทางกับการสปรินซ์ออกตัวที่ดุดันขึ้น  คงจะหนีไม่พ้นระดับการจิกพื้นสนามของปุ่ม HG 
ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนปุ่มที่เพิ่มมากขึ้น  พื้นที่หน้าตัดปุ่มที่มากขึ้น  และความยาวปุ่มที่สั้นลงเล็กน้อย
ส่งผลให้การจิกลงไปเพื่อยึดเกาะกับพื้นสนามของปุ่มแบบ HG นั้น  ทำได้ไม่ลึกเหมือนกับปุ่มแบบ FG  ใครที่
เคยชินกับการใช้งานรองเท้าฟุตบอลที่ให้ฟีลลิ่งการจิกพื้นแบบลึกๆ แม่นยำและมั่นคง  อาจจะไม่ถูกใจกับฟีลลิ่ง
การจิกพื้นสนามของรองเท้าคู่นี้มากนัก  ยิ่งถ้าเอาไปใช้กับสนามหญ้าจริงที่มีหญ้าขึ้นสูงเต็มระดับ  จะรู้สึกได้ว่า
ปุ่มมันลอยๆ จากพื้นสนามเล็กน้อย  แต่ถ้าคุณผู้อ่านเอาไปใช้งานกับพื้นสนามหญ้าเทียม  ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม
ผมยืนยันเลยว่ามันเพียงพอที่จะทำให้ทุกการเคลื่อนที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถเปลี่ยนทิศทางการ
เคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำและไม่พบจังหวะการลื่นไถล  แม้จะใช้บนสนามที่เปียกน้ำก็ตาม 

   
   รายละเอียดเกี่ยวกับประสิทธิภาพด้านนี้ ระหว่าง  Predator® Instinct HG กับ Predator® Instinct FG
นั้นแตกต่างกันไปตามรายละเอียดที่ผมได้อธิบายไปข้างต้น  แต่โดยภาพรวมแล้ว  ถ้าจะให้ลงคะแนนระบุ
เป็นตัวเลขออกมา  ผมยังขอลงให้ไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน เหมือนเดิม  โดยรองเท้ารุ่นนี้จะเหมาะต่อผู้เล่น
ที่อยากได้ความแข็งและการสปรินซ์ที่ดีขึ้นเล็กน้อย  แต่ต้องแลกกับฟีลลิ่งการจิกพื้นสนามที่น้อยลง หายไป
เล็กน้อย..เช่นกัน

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 8/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct HG ยังคงเป็นรองเท้าที่เป็นจุดบรรจบ ระหว่างคุณสมบัติ ฟีลลิ่ง
ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน กับความสบายเมื่อสวมใส่ (หัวข้อแรก) ในเวลาเดียวกัน  เฉกเช่นเดียวกับ
Predator® Instinct FG ที่ผมเคยรีวิวไปแล้วก่อนหน้านี้  จะแตกต่างตรงฟีลลิ่งบริเวณหุ้มส้นเท้านิดนึง

   รูปทรงของตัวรองเท้ารุ่นนี้ มีลักษณะหน้าเท้ากว้าง  เมื่อสวมใส่เท้าเข้าไปแล้ว  จะรู้สึกว่าสัดส่วนระหว่างเท้ากับ
ตัวรองเท้า  นั้นค่อนข้างจะมีความพอดี  ไม่บีบและไม่หลวมจนเกินความจำเป็น  ในขณะที่ช่วงกลางตัวรองเท้า
ก็มีรูปทรงโค้งเว้าพอที่จะช่วยบีบกระชับกับเท้าของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี  ส่วนบริเวณหลังเท้าที่แม้ว่าแรกๆ
จะมีแรงกดลงมาจนอึดอัดบ้าง  ให้รู้สึกหอมปากหอมคอ  แต่พอตัวรองเท้าผ่านการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง  จะพบ
ว่าลักษณะหลังเท้านั้นสามารถขยายออกได้มากขึ้น  จนกระชับเข้ารูปกับรูปเท้าของผู้สวมใส่ได้ในระดับที่กำลังดี 
และหยุดอยู่แค่นั้น  ไม่ยืดขยายออกมาเกินไป  จนอาจทำให้รู้สึกหลวม เหมือนกับตอนใช้งาน พูม่า evoPower 1 
ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติเด่นอย่างนึงของหนังสังเคราะห์ไอบริดทัช  ที่ถูกตรึงด้านบนด้วยแถบยางเต็มตัวไปหมด 
แบบ Predator® Instinct คู่นี้

   ส่วนบริเวณหุ้มส้นและเอ็นร้อยหวาย  ที่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดไปจากเดิม  พอจะทำให้รู้สึกได้ว่าช่วงบน
ของส้นเท้านั้นถูกจับกระชับได้มากขึ้นกว่าเก่าเล็กน้อย  ส่วนครึ่งล่างของส้นเท้าจะรู้สึกโล่งๆ  ไม่ได้กระชับเท่ากัน
ทั้งหมดเหมือนกับหุ้มส้นแบบเก่า (Predator® Instinct สี Battle Pack)

   ในขณะที่หน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้น  ที่เคยลื่นยังไงก็ยังคงลื่นอยู่แบบนั้น  ประเด็นนี้ยังเป็นข้อสงสัยว่าทำไม
อาดิดาสยังคงดื้อใช้แผ่นรองพื้นแบบนี้อยู่  ส่วนตัวผมแล้ว..อยากได้แผ่นรองพื้นแบบหน้าสัมผัสกำมะหยี่เหมือนกับ
เจเนอเรชั่นที่แล้ว  แม้อันนั้นจะไม่ได้ยึกกับฝ่าเท้าจนหนึบ แต่มันก็ดีกว่านี้  นี่ยังดีที่พื้นที่หัวรองเท้าเหลือไม่มากนัก 
ถ้าใครที่ขยับเพิ่มไซด์รองเท้าขึ้นจากปกติ  รับรองว่าเจอปัญหาการลื่นไถล ไป-มาของฝ่าเท้า  หนักว่านี้แน่นอน

   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรล  นั่นคือเรื่องของการจับควบคุมบอลแรก
และการรับ-ส่งบอล
 ซึ่งคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct HG ที่เรากำลัง
ทดสอบกันอยู่นี้  มีประสิทธิภาพในหัวข้อนี้ ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วในตลาดปัจจุบัน

   จริงๆ แล้วหัวข้อนี้ ผมไม่อยากจะจับเอาไปเปรียบเทียบกับ Predator® Instinct FG เลย  เพราะรองเท้า
ทั้ง 2 แบบ ไม่ได้มีความแตกต่างของเทคโนโลยีบนตัวรองเท้า และแถบยางสัมผัส เลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ผมอยากจะโยงเอามาพูดเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลคลาสเดียวกันในตลาดตอนนี้  เพื่อเป็นการ
ตอกย้ำอีกครั้งว่า รองเท้าสายพันธุ์นักล่าจากอาดิดาส  มีความโดดเด่นในหัวข้อนี้เป็นอย่างมาก

   เริ่มจากการจับบอลแรก  พบว่า Predator® Instinct HG มีหน้าสัมผัสบนตัวรองเท้า ที่สามารถใช้จับบอล
ได้อย่างติดเท้า  ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ First Touch Zone ซึ่งอาดิดาสเว้นช่องว่างของแถบยางสัมผัสบอล  
เพื่อให้ผู้เล่นได้ใช้หนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช แบบเพียวๆ ในการดูดบอลลงพื้นด้วยบริเวณด้านบนของหัวรองเท้า 
หากผู้เล่นสัมผัสบอลได้เข้าจุด  จะได้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บาง นุ่มนวล  ส่วนแถบยางสัมผัสบอลที่อยู่รอบๆ
จะช่วยบล็อคไม่ให้ลูกฟุตบอลสามารถปลิ้นหรือลื่นหลุดออกไปได้  เรียกได้ว่า..ยอดเยี่ยมทั้งฟีลลิ่งการสัมผัส
และความแม่นยำในการควบคุมลูกฟุตบอลไปพร้อมๆ กันเลย

   
   นอกเหนือจากการดูดบอลแรกด้วยบริเวณด้านบนของตัวรองเท้าแล้ว  เรายังสามารถใช้แถบยางบริเวณ
ข้างเท้าด้านนอก  ที่อาดิดาสระบุว่าเป็น Dribble Zone มาใช้ในการจับบอลแรกได้อีกด้วย  สิ่งที่ผมสามารถ
รู้สึกได้ก็คือ  แถบยางดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกบอลได้ดี  

   ยิ่งถ้าลูกบอลพุ่งเข้ามาในทิศทางเฉียง  แรงเสียดทานที่เกิดจากครีบ 3 มิติของแถบยาง จะช่วยควบคุม
ให้ลูกบอลอยู่ติดเท้า  ลดการแฉล็บออกได้ดีพอสมควร  ไม่เชื่อลองเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอล
หนังสังเคราะห์ที่มีผิวสัมผัสแบบเรียบๆ จะเห็นว่าแตกต่างได้อย่างชัดเจน  ถือเป็นการเติมเต็มให้รองเท้า
อาดิดาส Predator® Instinct HG สามารถควบคุมลูกฟุตบอลได้รอบตัว ทุกหน้าสัมผัส  และสำหรับผู้เล่น
ที่ยังไม่ชำนาญการจับบอลแรกด้วยข้างเท้าด้านนอก  รองเท้ารุ่นนี้จะเป็นครูช่วยในการฝึกทักษะดังกล่าว
ได้เป็นอย่างดี..อีกด้วย

   
   นอกจากประสิทธิภาพการดูดบอลแรกที่ลอยมาในระดับสูงแล้ว  ประสิทธิภาพการจับบอลที่ถูกส่งมาในแนวราบ
และมีความแรง
ของอาดิดาส Predator® Instinct HG ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม  แถบยางสัมผัสบอลรอบตัวรองเท้า
มีความนิ่มและหนา  ที่สำคัญคือมีความหนึบสามารถดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้อย่างสุดยอด  ไม่ว่าจะเป็นตอนที่
แห้งสนิทหรือเปียกน้ำจนชุ่ม  พบว่าแถบยางทั้งหมด สามารถช่วยหลุดบอลได้ติดเท้าและป้องกันการปลิ้นหลุด
ออกไปจากการควบคุมได้เป็นอย่างดี  

   จึงทำให้สามารถเล่นในจังหวะต่อไปได้อย่างงายดาย  เพราะเราสามารถบังคับให้บอลไปอยู่ในตำแหน่ง
ที่เราต้องการได้อย่างแม่นยำดั่งใจ  เพียงแต่ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลจะไม่นุ่มมากนัก  ต้องอาศัยการผ่อนแรง
มาช่วยสักหน่อย..แค่เท่านั้นเอง

   
   ส่วนประสิทธิภาพการรับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  ตรงจุดนี้ต้องบอกว่า Predator® Instinct HG
ไม่ได้แตกต่างอะไรจาก Predator® Instinct FG เลยแม้แต่น้อย  จากการทดสอบจังหวะการรับและแปส่งบอล
พบว่าชิ้นยางขนาดใหญ่สามารถช่วยให้กับจับบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  ทำได้หนักแน่น หน่วงและหนึบ  ช่วย
หยุดลูกบอลให้อยู่ในการควบคุมได้ดีอย่างเห็นได้ชัด  ในทางตรงกันข้าม..มันยังช่วยเพิ่มความหนักแน่น
ในจังหวะการส่งแรงเพื่อแปส่งบอลออกไปยังเพื่อนรวมทีมได้ดีขึ้น  หน้าสัมผัสที่เปิดกว้างช่วยให้ควบคุม
ทิศทางการแปส่งบอลไปตรงๆ ทำได้อย่างแม่นยำ

   ดงนั้น..คะแนนในหัวข้อนี้ของ Predator® Instinct HG ก็คงต้องรับไปที่ 10 เต็ม 10 คะแนน เหมือนเดิม
เนื่องจากรายละเอียดบนตัวรองเท้า ทุกๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานด้านนี้  มันเหมือนเดิมเป๊ะๆ อาดิดาส
ไม่ได้เสริมหรือเปลี่ยนแปลงอะไรจากรองเท้าเวอร์ชั่น FG

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 10/10


    การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   จริงๆ แล้วผมแทบจะไม่ต้องเขียนวิเคราะห์วิจารณ์ประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า ของรองเท้า
รุ่นนี้ใหม่  เลยแม้แต่นิดเดียว  เพราะอาดิดาส Predator Instinct HG นั้นทำได้ดีไม่แตกต่างอะไรจากเวอร์ชั่น
ปุ่ม FG แม้แต่น้อย  จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร...ก็รายละเอียดบนตัวรองเท้าเหมือนกันทุกอย่าง นี่น่า

   การสัมผัสบอลเพื่อแตะควบคุม หรือเปลี่ยนทิศทางของการเลี้ยงบอล  พบว่าแถบยางบนตัวรองเท้าทั้งหมด
ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนของ Dribble Zone  มันสามารถที่จะดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้อย่างยอดเยี่ยม  เป็นผลลัพธ์
ที่ทำให้เปลี่ยนทิศทางหรือควบคุมทิศทางไปในทิศทางที่ต้องการ  โดยเฉพาะจังหวะการแตะบอลด้วยความเร็ว
ฉับพลับ สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพมาก 

   
   ทุกการควบคุมทำได้อย่างมั่นใจ  ดีกว่ารองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็วหลายๆ รุ่น เสียด้วยซ้ำ  จุดนี้ถือว่า
ตอบโจทย์ผู้เล่นที่ไม่เน้นการแตะบอลไปด้านหน้ายาวๆ แล้ววิ่งตาม  แต่เน้นการพาบอลไปกับเท้า แล้วชอบ
เปลี่ยนทิศทางการเลี้ยงบอล  เพื่อหลอกล่อคู่แข่งให้หัวทิ่มหัวตำ เสมอๆ  ถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไง..ลองไปดูลีลา
การพาบอลไปกับเท้าของ เมซุส โอซิล พรีเซนเตอร์หลักคนปัจจุบันของรองเท้าซีรี่ย์นี้ จะเห็นชัดเจนที่สุด

   นอกจากแถบยางบนตัวรองเท้าแล้ว  ผมยังรู้สึกได้ว่ารอบหัวรองเท้าที่เป็นส่วนแง่งๆ นูนขึ้นมาจากชุดพื้น
ก็มีบทบาทช่วยควบคุมลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าได้เหมือนกัน  เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว..ไม่ใช่เฉพาะ
อัพเปอร์หรือตัวรองเท้าเท่านั้นที่จะแตะโดนกับผิวของลูกบอล  แต่มีหลายจังหวะที่ชุดพื้นตรงหัวรองเท้า
จะชิงสัมผัสกับลูกบอลก่อน  ถือเป็นอีกหนึ่งการออกแบบมาที่เติมเต็มประสิทธิภาพการควบคุมทิศทางของ
การเลี้ยงบอลไปกับเท้า ของ Predator® Instinct HG ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

   
      แต่เนื่องจากวัสดุแถบยางนั้นมีลักษณะเป็นฟันนูนขึ้นมา จนเกิดเป็นพื้นผิวสัมผัสแบบ 3 มิติ ตลอดรอบตัว
รองเท้า  ส่งผลให้ฟีลลิ่งการแตะสัมผัสบอลนั้นไม่เรียบสนิท  ไม่รู้สึกบางติดเท้าหรือเป็นธรรมชาติมากนัก 
ตรงจุดนี้ผมขออนุญาตเปรียบเทียบกับ ไนกี้ Magista Opus ที่เพิ่งจะรีวิวกันไป  จะบอกว่าทางไนกี้ให้การสัมผัส
บอลที่บางนุ่ม และติดเท้า เป็นธรรมชาติมากกว่า  ดังนั้น..ผู้ใช้งาน อาดิดาส Predator® Instinct HG อาจจำเป็น
ต้องทำความคุ้นเคยกับการสัมผัสบอลและการควบคุมน้ำหนักของการแตะบอลที่ไม่เนียนเท้าและไม่สม่ำเสมอ 
เพื่อให้การควบคุมน้ำหนักในจังหวะการแตะบอลแต่ละที  ทำได้อย่างเชื่องเท้า
  
   โดยภาพรวมคงไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันอีกแล้ว  สำหรับประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า ของรองเท้า
ฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct HG ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่การควบคุมและการเปลี่ยนทิศทาง  ที่รวดเร็ว
และแม่นยำมีประสิทธิภาพทั้งสภาวะปกติหรือเปียกน้ำ  ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แสดงความเป็นรองเท้าประเภท
คอนโทรล  ซึ่งสร้างมาเพื่อการควบคุมอย่างแท้จริง

   ส่วนความนุ่มของจังหวะการสัมผัสบอลที่ไม่บาง  ไม่ติดเท้าและไม่เชื่องเท้ามากนัก  ถือเป็นเรื่องปกติของ
รองเท้าฟุตบอลที่มีแถบยางรอบตัวรองเท้าแบบนี้ แค่เพียงรถอาศัยระยะเวลาเพื่อทำความคุ้นเคย  ก็จะช่วย
แก้ปัญหาดังกล่าวได้ไม่ยาก

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 9/10


   ประสิทธิภาพในการยิงประตู

   
   มาต่อกันที่การทดสอบประสิทธิภาพการยิงประตู  กับจำนวนปุ่มที่เพิ่มขึ้นของรองเท้าเวอร์ชั่นนี้  ส่งผลให้ฟีลลิ่ง
การวางเท้า แปลกและแตกต่างไปจากเดิม  แค่เพียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  โดยจะรู้สึกเหมือนว่าปุ่ม HG นั้นจิก
พื้นสนาม  ไม่ลึกเท่ากับตอนทดสอบ Predator® Instinct FG แต่ที่ได้กลับมาทดแทน คือการวางเท้าที่เต็มฝ่าเท้า
ปุ่มกระจายน้ำหนักได้เต็มที่มากขึ้นกว่ากันสมควร  และเมื่อรวมกับลักษณะของปุ่มที่เป็นปุ่มสามเหลี่ยม  จึงทำให้
มันยังคงสามารถล็อคกับพื้นสนามได้ดี  ไม่พบอาการลื่นไถลให้ได้รู้สึกแต่อย่างใด 

อย่างไรก็ตาม  ผมพอจะรู้สึกได้ว่าชุดพื้นของ Predator® Instinct HG ซึ่งมีความหนาและแข็ง จากช่อง
miCoach SPEED_CELL™ ที่นูนขึ้นมา  ทำให้จังหวะการส่งแรงของฝ่าเท้า รู้สึกดุดันขึ้นกว่าพื้น Control Frame
ของ Predator Instinct FG เล็กน้อย  แต่เรื่องน้ำหนักของลูกบอลที่ถูกยิงออกไปนั้น ยังไม่รู้สึกแตกต่างอะไร 
เนื่องจากรองเท้าทั้ง 2 แบบ มีน้ำหนักตัวเท่ากับเป๊ะๆ

   
ทำให้ อาดิดาส Predator® Instinct HG ยังคงเป็นรองเท้าที่แสดงพฤติกรรมการยิงประตูที่รุนแรง หนักหน่วง 
และเมื่อรวมกับการสัมผัสของแถบยางบนตัวรองเท้า  ที่มีความหนึบ  จึงทำให้วินาทีที่ลูกบอลสัมผัสกับหน้าเท้า
ทำได้อย่างหนักแน่น มั่นคง ไม่มีอาการลื่นหรือปลิ้นให้รู้สึกเสียจังหวะ  และเมื่อรวมกับการออกแบบลักษณะ
หน้าสัมผัสของแถบยาง  จะยิ่งช่วยเสริมให้ลูกยิงที่ออกไปจากรองเท้ารุ่นนี้มีลักษณะฮุบและส่าย  ได้ง่ายขึ้น
กว่าการยิงประตูด้วยรองเท้ารุ่นอื่นๆ

   อีกหนึ่งข้อดีของ Predator® Instinct HG ที่มีแถบยางสัมผัสบอลที่หนาและเต็มหน้าสัมผัส  ก็คือการทำหน้าที่
เป็นกันชนช่วยลดแรงปะทะที่สะท้อนกลับมาจากการหวดลูกบอลแบบเต็มแรง   ถือเป็นอาวุธหนักที่ให้ทั้งการยิง
ที่มันส์เท้า และให้การป้องกันที่ดีเยี่ยม ไปพร้อมๆ กัน

   
   ในเรื่องของการควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้โค้ง  นั้นผมขอซูฮกให้กับแถบยางสัมผัสบอลบนตัวรองเท้า
เพราะมันทำหน้าที่เสมือนเขี้ยวเล็บของพรีเดเตอร์อย่างแท้จริง  จากการใช้งาน..ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า
ตอนนี้ไม่มีรองเท้าฟุตบอลรุ่นไหนในตลาด  ที่สามารถปั่นไซร้โค้งได้เห็นผลเหมือนรองเท้ารุ่นนี้อีกแล้ว
แถมทำได้ดีแม้ว่าจะยิงแบบเต็มแรงก็ตาม  ผมสามารถยิงด้วยความแรงเท่าเดิมและปั่นไซร้โค้งลูกบอลที่ยิง
ออกไป  ได้ในคราวเดียวกัน 

ประสิทธิภาพตรงนี้เป็นเพราะลักษณะของแถบยางสัมผัสบอลของ อาดิดาส Predator® Instinct HG  เนื้อยาง
มีความเหนียวและนิ่ม  แค่ลำพังการสัมผัสของผิวเรียบๆ ก็สามารถดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้เป็นอย่างดีแล้ว 
แต่ในความเป็นจริง "Sweet Spot Zone" หรือ "Drive Zone" ทั้งคู่ต่างมีลักษณะหน้าสัมผัสเป็น พื้นผิว 3 มิติมากขึ้น
พื้นที่ผิวหน้าสัมผัสบอลจึงมากขึ้น  ยิ่งช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพการ "คอนโทรล" ให้กับรองเท้ารุ่นนี้  ได้อย่าง
สมบูรณ์แบบ

สรุปโดยภาพรวมแล้ว แม้ว่า อาดิดาส Predator® Instinct HG จะมีรายละเอียดของปุ่มรองเท้าแตกต่างจากแบบ
FG  แต่รองเท้ารุ่นนี้ก็สามารถยึดเกาะกับพื้นสนามในจังหวะการวางเท้าได้อย่างมั่นใจ  ไร้อาการลื่นไถล  แถมยัง
ได้อารมณ์การสปริงฝ่าเท้าที่แข็งขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  ส่วนประสิทธิภาพการควบคุมทิศทาง การปั่นไซร้โค้ง
ความหนักหน่วงและความสนุกในการยิงประตูนั้นไม่มีความแตกต่างกันเลย  รองเท้าระดับท็อปคลาสของซีรี่ย์นี้
ไม่ว่าจะเป็นแบบปุ่ม HG หรือ FG ทั้งคู่ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพการยิงประตูที่หนักหน่วง
และแม่นยำ  ที่ดีที่สุดในตลาด..ตอนนี้ เหมือนเดิม

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 10/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   ส่วนคุณสมบัติด้านการป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct HG คู่นี้
พบว่ายังคงทำได้ดีเหมือนกับแบบปุ่ม FG  โดยวัสดุแถบยางบนตัวรองเท้า จะทำหน้าที่ช่วยลดแรงปะทะและ
อาการบาดเจ็บจากจังหวะการถูกปะทะเข้าที่บริเวณหลังเท้าและบนตัวรองเท้า 

 เช่นเดียวกับการป้องกันบริเวณหุ้มส้นและเอ็นร้อยหวาย  ที่แม้ว่ารายละเอียดของหุ้มส้นด้านในจะเปลี่ยนแปลงไป
แต่ก็ยังคงให้การป้องกันที่ดีเหมือนเดิม  ช่วงหุ้มส้นด้านบนจะทำหน้าที่ช่วยจับกระชับ  ล็อคให้ข้อเท้ามีความมั่นคง
ส่วนเกราะป้องกันกระแทกแบบภายใน  ก็ยังถือว่ามีความแข็งตามมาตรฐานที่อาดิดาสใช้มาโดยตลอด  เกราะชุดนี้
สามารถให้ป้องกันและลดแรงกระแทกได้ในระดับที่น่าพอใจ  เป็นเพราะชิ้นพลาสติกด้านในมีความแข็ง และยัง
ครอบคลุมส้นเท้าได้รอบด้าน นั่นเอง

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 8/10

   Conclusion  

   
   มาถึงหัวข้อใหญ่หัวข้อสุดท้าย  นั่นคือการสรุปของบทความรีวิวทดสอบการใช้งาน รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส
Predator® Instinct HG  โดยในส่วนสุดท้ายนี้ ผมจะขอสรุปเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้งาน และคุณสมบัติ
ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้อีกครั้งหนึ่ง  เพื่อสรุปรวบยอดทั้งหมดให้ สั้น กระชับและได้ใจความเข้าประเด็นว่า
Predator® Instinct HG
กับ FG นั้นมันแตกต่างกันอย่างไร? 

   เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้กับคุณผู้อ่านทุกท่าน  ใช้ไปตัดสินใจเลือกซื้อเลือกหารองเท้าฟุตบอล
ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้ตรงใจมากที่สุด  ช่วยหาคำตอบว่ารองเท้ารุ่นนี้   ซึ่งถูกออกแบบ
ปุ่มมาสำหรับการใช้งานในพื้นสนามแข็ง  จะตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการของท่านหรือไม่  ก่อนที่ช่วงท้าย
ผมจะพูดถึงความคุ้มค่าและความน่าใช้ของรองเท้ารุ่นนี้เอาไว้  เพื่อเต็มเติมการรีวิวทดสอบประสิทธิภาพ
การใช้งานจริง ได้ตามมาตรฐานของ SiamBoots

   อาดิดาส Predator® Instinct HG

   
   หากมองในแง่ของการเป็นรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลแล้ว อาดิดาส Predator® Instinct HG ยังคงมี
คุณสมบัติตรงจุดนี้อย่างเต็มเปี่ยม  ตัวรองเท้าสามารถคอนโทรลลูกฟุตบอลได้อย่างไม่มีที่ติ  ทำให้ทุกการเล่น
ในสนามทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจับบอล  การควบคุมทิศทาง  และการเลี้ยงพาบอล
ไปกับเท้า  ตามสไตล์การเลี้ยงแบบควบคุมทิศทางของบอลให้ติดเท้า  หรือแตะบอลไปยังตำแหน่งที่เราต้องการ
ได้อย่างแม่นยำ 

   นอกจากนั้น Predator® Instinct HG ยังเป็นรองเท้าที่ให้อารมณ์การยิงประตูที่รุนแรง  หนักหน่วงและเต็มเท้า 
แถบยางมีบทบาทในการควบคุมทิศทาง และปั่นไซร้โค้งได้ดั่งใจ  แถมยังสามารถช่วยลดแรงปะทะที่สะท้อน
กลับมาจากลูกฟุตบอลได้เป็นอย่างดี  จึงไม่แปลกที่รองเท้ารุ่นนี้จะเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพ
ในการยิงประตูที่ดีที่สุดในตลาดปัจจุบัน

   ส่วนเรื่องของความสบายในการสวมใส่ และฟีลลิ่งความกระชับ ความมั่นใจในการใช้งาน  แม้จะไม่ได้โดดเด่น
ไปกว่ารองเท้ารุ่นอื่นๆ อย่างชัดเจน  แต่ก็มีดีเพียงพอที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ลงสนาม
ได้อย่างไร้ปัญหา จุกจิก กวนใจ

   อย่างไรก็ตาม..รองเท้ารุ่นนี้ยังพอจะมีจุดที่ทางอาดิดาสต้องปรับปรุงเพิ่มเติม  หากอยากจะเติมเต็มความ
สมบูรณ์แบบของประสิทธิภาพการใช้งานให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง  ให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก  สิ่งดังกล่าว
ก็คือหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นด้านใน  ที่ยังไม่สามารถยึดเกาะกับฝ่าเท้าได้เต็มที่มากนัก  ยังมีจังหวะลื่น
ให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง  ยิ่งถ้าคนที่ใช้ถุงเท้าแบบหน้าผ้าเรียบๆ และมีความลื่นอยู่แล้ว  จะยิ่งเห็นผลได้ชัดเจน 
ส่วนอีกประเด็นนึงก็คือเรื่องของการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  ที่แผ่นรองพื้นด้านในยังทำได้
แค่ระดับกลางๆ ตามมาตรฐานของรองเท้าฟุตบอลหลายๆ รุ่น ในตลาด

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรล 10/10

   

   แล้วถ้าเปรียบเทียบกับ Predator® Instinct ปุ่ม FG ล่ะ?

   ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้งาน ของ Predator® Instinct HG ที่ผ่านมา
ทั้งหมด  ผมยืนยันได้ว่าเป็นสิ่งที่สัมผัสได้จากการใช้งานรองเท้าฟุตบอล เวอร์ชั่นปุ่มสำหรับพื้นแข็งจริงๆ 
ซึ่งตัวเลขของคะแนนที่ปรากฏออกมา  มันแสดงให้เห็นแล้วว่ารองเท้ารุ่นนี้ แทบจะไม่แตกต่างจาก
Predator® Instinct ปุ่ม FG เลย  อาจจะแตกต่างกันบ้างในเรื่องของช่วงล่าง  แต่ไม่ได้มากมายจนถึงกับ
ทำให้รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีทั้ง 2 แบบ เพื่อตอบโจทย์ความแตกต่างของพื้นสนามที่คุณผู้อ่านต้องไปเผชิญหน้า
แต่อย่างใด

   ดังนั้น Predator® Instinct HG จะเหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มี Predator® Instinct FG ในครอบครอง  และมี
ความต้องการรองเท้าฟุตบอลที่ให้อารมณ์การยืนพื้นสนามแบบเต็มเท้าและเท้าไม่จมมากนัก  ไม่ได้ต้องการ
ฟีลลิ่งปุ่มจิกที่ลึกลงไปยังพื้นสนามสักเท่าไหร่  ที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่เล่นฟุตบอลในสนามหญ้าเทียม
เป็นประจำ
  โดยเฉพาะสนามเช่าที่หญ้าไม่ค่อยดี หญ้าสั้นๆ พื้นแข็งๆ  หรือคนที่ต้องลงเล่นกับสนามหญ้าจริง
ที่พื้นดินแข็งมากๆ และหญ้าไม่ยาวนัก  ซึ่งยังรวมถึงคนที่อยากได้ฟีลลิ่งการสปรินซ์ที่ดีด และดุดันมากขึ้น 
เล็กน้อย  เนื่องจากความแข็งของชุดพื้น  ซึ่งเกิดขึ้นจากลักษณะนูนขึ้นมาของช่วงใส่ miCoach SPEED_CELL™  
ก็พอจะสัมผัสได้จากการใช้งานรองเท้าฟุตบอลคู่นี้

   แต่สำหรับคนที่มี Predator® Instinct FG ในครอบครองอยู่แล้ว  ผมเรียนตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมเลยครับ
  ว่าคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนที่จะมีทั้งแบบปุ่ม FG และปุ่ม HG พร้อมๆ กัน
 ยิ่งคนที่คาดหวังว่าปุ่มแบบ HG
จะสามารถสร้างความแตกต่างในเรื่องของการรองรับแรงกระแทกที่ดีขึ้นหรือการกระจายน้ำหนักตัวได้ดี
จนรู้สึกว่านุ่ม สบายเท้า และมั่นคง มากกว่าปุ่ม FG แบบผิดหูผิดตา  ขอบอกว่าคุณจะผิดหวังแน่นอน
 
   ซึ่งผมไม่ได้หมายความว่า Predator® Instinct HG จะไม่ดีนะครับ  แต่เป็นเพราะ Predator® Instinct
แบบปุ่ม FG
นั้นมีคุณสมบัติในเรื่องดังกล่าว  ระดับที่ดีพออยู่แล้ว  พอเพิ่มจำนวนปุ่มมาเพื่อกลายร่างเป็น
แบบ HG จึงไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก แค่นั้นเอง

   

   ความคุ้มค่า/ความน่าใช้

   Predator® Instinct HG นั้นไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลเวอร์ชั่นพิเศษ หรือลิมิเต็ด อิดิชั่น แต่อย่างใด  และเป็น
สิ่งที่ถูกต้องแล้ว ที่ทาง บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด ยังตรึงราคาจำหน่ายเอาไว้ที่ 7,890 บาท เท่ากัน
กับเวอร์ชั่น FG เหมือนเดิม  ดังนั้นจึงสามารถตัดปัจจัยผลต่างของราคาจำหน่ายออกไปจากการรีวิวใน
ช่วงสุดท้ายนี้ได้

   เรื่องภาพลักษณ์ของตัวรองเท้าซีรี่ย์นี้ หรือรุ่นนี้  ก็เช่นกัน  เพราะตัวรองเท้าเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก  ไม่ใช่
แม้แต่เฉพาะคนเล่นฟุตบอลหรือคนบ้ารองเท้าฟุตบอล  แต่ยังรวมถึงบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ 
ต่างก็รู้จักชื่อชั้นของ Predator กันทั้งนั้น  ทั้งนี้ยังรวมถึงการโปรโมท การทำตลาดและพรีเซนเตอร์หลัก
ทั้งหลาย  ก็เป็นนักฟุตบอลระดับแนวหน้าของวงการลูกหนังทั้งสิ้น  ใครที่มองว่าปัจจัยข้างต้น ส่งผลต่อ
“ความน่าใช้” เน้นใส่ให้หล่อ ให้คนอื่นมอง ให้คนอื่นทัก บอกได้เลยว่ารองเท้ารุ่นนี้มีคุณสมบัตินี้อย่างเต็มที่

   แต่ถ้าใครสนใจ “ความคุ้มค่า” เน้นความ “เยอะ” ของเทคโนโลยี และลูกเล่นต่างๆ นานา บนตัวรองเท้า
ก็จะไม่ผิดหวังเช่นกันเนื่องจาก  อาดิดาสอัดเทคโนโลยีทุกอย่างที่ตัวเองมี มาให้กัน Predator® Instinct HG
และทุกอย่างใช้งานได้จริงอีกด้วย  นี่ยังรวมถึงช่องใส่ Mi Coach ที่มีเพิ่มมาให้ใช้งานเฉพาะ
รองเท้าเวอร์ชั่นนี้เท่านั้นอีกด้วย  เอาใจคนที่ยังอยากใช้งาน  ชิพจับความเร็วอัจฉริยะ จริงๆ

   นอกจากนั้น..ผมยังมองว่า Predator® Instinct HG ดูจะมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าแบบปุ่ม FG  
โดยเฉพาะส่วนของช่วงล่าง และปุ่มรองเท้า  เนื่องจากปุ่มของรองเท้า HG นั้น  มีจำนวนปุ่มมากขึ้น 
ปุ่มหนาขึ้น  และสั้นขึ้น  แน่นอนว่ามันจะเป็นการการันตีได้ถึงความแข็งแรงทนทานของปุ่ม HG ว่ายังไง
ก็ไม่หัก หรือสึกง่ายๆ แน่นอน

   ดังนั้น จะมีใครว่าอะไรไหม..ถ้าผมจะขออัพคะแนนในหัวข้อนี้ จากที่เคยให้ตอนรีวิว Predator® Instinct FG
เอาไว้ 9 เต็ม 10 คะแนน  เพิ่มมาเป็น 10 เต็ม 10 คะแนนไปเลย  เหตุผลหลักๆ คือเรื่องของความแข็งแรง
ทนทานของชุดพื้นและปุ่มแถมยังเพิ่มอ็อฟชั่นช่องใส่ miCoach SPEED_CELL™ มาให้อีกนะเออ  เพราะ
ผมเองก็เป็นคนนึงที่มีชิพจับความเร็วดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งเคยเป็นที่ภาคภูมิใจของอาดิดาส  อยู่ในมือ  และ
อยากจะเอามันมาใช้งานอีกครั้ง  ไม่ใช่แค่เอาไว้วางในกองเหรียญและเศษสตางค์บนโต๊ะคอมพ์ฯ เหมือน
ทุกวันนี้ !!!
 
   คะแนนสุดท้ายที่เพิ่มขึ้นนี้...ทำให้ อาดิดาส Predator® Instinct HG สร้างสถิติ มีคะแนนรวมการรีวิว ตาม
มาตรฐานของ SiamBoots.com  มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเว็บอีกครั้งนึง  แซงหน้า Predator® Instinct FG
ขึ้นมา  เรียกได้ว่าเป็นแชมป์เหนือแชมป์ ก็คงจะไม่ผิดนัก

   - ความคุ้มค่าราคา 10/10

   สำหรับแหล่งวางจำหน่ายรองเท้าฟุตบอล Predator® Instinct HG คู่นี้  ตามข้อมูลจาดอาดิดาส ระบุว่า
วางจำหน่ายที่ร้านตัวแทนจำหน่ายเพียงแค่บางแห่งเท่านั้น  ในราคา 7,890 บาท  จึงทำให้อาจจะตามหาตัว
การยากนิดนึง  แต่หลังจากนี้ต้องมาลุ้นกันว่า อาดิดาสจะรุกตลาดรองเท้าฟุตบอลแบบปุ่ม HG มากขึ้นกว่าเดิม
หรือไม่  และเมื่อไหร่  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ adidas.com/football หรือ ผ่านทาง
เฟซบุ๊ค facebook.com/ adidasthailand 

   และสุดท้ายนี้..ขอให้ทุกท่านเล่นฟุตบอลกันอย่างสนุกสุขใจ มีรองเท้าฟุตบอลดีๆ ที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรง
ตามความต้องการของท่าน เป็นคู่หูคู่ใจกันไปยาวๆ นะครับ

... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล        
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง          
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่            
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคอนโทรล          
ความคุ้มค่าราคา          


   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 9 กันยายน 2014 เวลา 21.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   




ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator® Instinct HG

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com