
CTR 360 Maestri II "Loyal Blue" : สีใหม่ยังไงก็เทพ !!
ไนกี้ CTR 360 Maestri II "Loyal Blue" รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์เก่งรอบด้านในเฉดสีใหม่ล่าสุด
ถือเป็นคอลเลคชั่นแรกของปี 2012 ที่ไนกี้ปล่อยออกสู่ตลาด เพื่อตอบรับกระแสความร้อนแรงของซีรี่ย์
รองเท้าฟุตบอลยอดฮิตตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา และวันนี้...SiamBoots ก็ขอนำรองเท้าฟุตบอล
รุ่นนี้มารีวิวทดสอบการใช้งานจริงอีกครั้ง ภายใต้เฉดสีใหม่ "รอยัล บลู"
แม้ว่าตอนที่เจเนอเรชั่นที่สองของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ "Control" ไนกี้ CTR 360 Maestri II
ถูกเปิดตัวใหม่ๆ เมื่อเดือนมกราคม 2011 เป็นระยะเวลาครบ 1 ปีพอดี ทาง SiamBoots นั้นได้ทำการ
รีวิวทดสอบการใช้งานไปเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่คราวนี้ก็ยังยืนยันที่จะขอรีวิวการทดสอบการใช้งาน
จริงเฉดสีใหม่ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้อีกครั้ง เพื่ออัพเดตข้อมูลต่างๆ ให้เป็นปัจจุบันที่สุด ในส่วน
ของการวิพากษ์วิจารณ์จะแตกต่างจากเดิมมากน้อยเพียงใด ก็คงต้องขอให้ติดตามอ่านกัน สำหรับ
การรีวิวการทดสอบการใช้งานจริง รองเท้าฟุตบอลไนกี้รุ่น CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" คู่นี้
ทาง SiamBoots ต้องขอขอบพระคุณ บริษัทิ ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอล
รุ่นนี้มาให้ผมได้รีวิวอีกครั้งหนึ่ง
ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อะไรก็เปลี่ยนแปลงไป ไนกี้ได้ตัดสินใจยกเลิกการผลิตรองเท้าฟุตบอล
ระดับ "อีลิท" (CTR 360 Maestri II Elite) ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2011 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในขณะนี้..รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จึงเป็นรองเท้าระดับสูงสุดในแผนการตลาดของไนกี้ ที่พร้อมจะเสนอ
กรรมสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของในราคาเพียง 6,500 บาท เท่านั้น ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลระดับ Top Price
ที่มีระดับราคาค่าตัวที่ค่อนข้างจะต่ำกว่าซีรี่ย์อื่นๆ เป็นอย่างมาก จึงไม่ค่อยแปลกใจเลยที่เราจะได้
พบเห็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ปรากฏกายในสนามฟุตบอลหลายๆ แห่ง โดยเฉพาะการแข่งขันระดับอาชีพ
สำหรับไนกี้ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" นับเป็นเฉดสีที่ 2 ที่ไม่มีรองเท้าฟุตบอลระดับอีลิทให้
เลือกซื้อ และนับเป็นเฉดสีที่ 8 อย่างเป็นทางการของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้
Details

หลายคนน่าจะรู้ความหมายของชื่อ "CTR 360" กันเป็นอย่างดีแล้ว แนวคิดของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้
ก็คือ "สามารถควบคุมทุกอย่างรอบตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ" เพื่อบงการทุกอย่างในสนามได้อย่าง
ที่ใจต้องการ ปัจจุบันรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ถูกแยกประเภทออกมาเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท "Control"
และได้รับการยอมรับจากบรรดานักฟุตบอลทุกระดับทั่วทั้งโลก เพราะถือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่สามารถ
เข้ากับทุกสไตล์การเล่นได้เป็นอย่างดี แถมยังมีเทคโนโลยีขั้นสูงทุกรูปแบบ บรรจุเอาไว้ในรองเท้ารุ่นนี้
อย่างเต็มเปี่ยม

เจเนอเรชั่นแรกของซีรี่ย์ CTR 360 ได้มีการออกแบบและพัฒนามาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2008 หากใคร
ได้เข้ามาติดตามข่าวสารในเว็บ SiamBoots.com ก็น่าจะได้เห็นภาพหลุดต่างๆ นานาของ CTR 360
เจเนอแรชั่นแรกมาตั้งแต่ช่วงนั้น ก่อนที่ไนกี้จะผลิตและเปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่
1 ตุลาคม 2009

เจเนอเรชั่นที่สอง ภายใต้ชื่อซีรี่ย์ว่า CTR 360 II ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2011
ซึ่งยังคงมาในเฉดสีแบบ "ทูโทน" เช่นเดิม จนได้รับการยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์การดีไซน์ของรองเท้า
ฟุตบอลซีรี่ย์ไปแล้ว และสีเปิดตัวสีแรกก็เช่นกัน ด้วยเฉดสี "แดง-ขาว-ดำ" ที่แม้ว่าจะไม่เหมือนกับ
สีเปิดตัวของเจเนอเรชั่นแรกแบบเป๊ะๆ ก็ตาม แต่การผสมผสานระหว่าง 3 เฉดสีดังกล่าว ก็ทำให้ถูก
ขนานนามให้โทนสีในลักษณะนี้เป็นสีต้นตำหรับของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แนวคิดในการออกแบบประกอบไปด้วย
1. เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มากไปด้วยความสามารถในการรับและจ่ายบอลอย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับ
กองกลางผู้ที่สร้างสรรค์โอกาสและควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างในสนาม เพื่อนำชัยชนะมาสู่ทีม
2. มีความสามารถในการสวมใส่ที่เข้ารูปกับเท้า กระชับและสบายเท้า ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ไป
ทุกตำแหน่งของสนาม มีส่วนร่วมกับเกมการแข่งขันตลอดเวลา
3. มีคุณสมบัติอยู่ตรงกลาง สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับทุกลักษณะการเล่นของผู้เล่น
แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว พละกำลัง การเลี้ยงและการจ่ายบอล ทังนี้ไนกี้ได้ใช้แนวคิดของ
การนำเอาจุดเด่นต่างๆ ของซีรี่ย์รองเท้าในสายการผลิตของไนกี้เอง ได้แก่ Mercurial , T90 และ
Tiempo มายำรวมกันเป็น CTR 360 ในที่สุด
ณ เวลานี้พรีเซนเตอร์หมายเลขหนึ่งของรองเท้าฟุตบอล CTR 360 II เป็นหน้าที่ของกองกลางตัวเก่ง
ทีมชาติสเปน ของสโมสบาร์เซโลน่า "อันเดรียส อินิเอสต้า" เจ้าของฉายาพ่อมดแห่งวงการลูกหนัง
กระทิงดุ หนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลก นักเตะผู้ที่มีสถิติการสร้างสรรค์และบัญชาเกมในสนามเป็น
อันดับต้นๆ ของโลกในยุคปัจจุบัน

อันเดรส อิเนียสตา
นอกเหนือจาก "อันเดรียส อินิเอสต้า" แล้ว ยังมีบรรดานักฟุตบอลชื่อดังมากมายหลายต่อหลายคนที่
เลือกใช้ไนกี้ CTR 360 Maestri II เป็นอาวุธคู่กายในยามลงสนามแข่งขัน อาทิ ฮาเวียร์ มาสเคร่าโน่
, แลนดอน โดโนแวน และ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ฟาร์ท เป็นต้น เพียงเท่านี้ก็น่าจะบรรยายถึงสรรพคุณ
ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ก่อนที่เราจะไปทำการทดสอบการใช้งานจริง เรามารู้จัก
กับรองเท้าฟุตบอลไนกี้
CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" คู่นี้กันก่อนดีกว่า...
ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri II
สำหรับข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลที่จะทำการรีวิว ต่อจากนี้จะขออนุญาตยกส่วนหนึ่งของบทความ
"Hand On!" มาใส่เอาไว้นะครับ เพราะข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตัวรองเท้า นั้นได้ถูกเขียน
เอาไว้แบบละเอียด พร้อมทั้งลงภาพประกอบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความดังกล่าว
สามารถที่จะอ่านในส่วนนี้ได้เลย แต่สำหรับใครที่ติดตามอ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะเลื่อนข้าม
ไปยังส่วนของหัวข้อ "Feeling" ได้เลยนะครับ
รองเท้าฟุตบอลรุ่นไนกี้ CTR 360 Maestri II ยังคงมาในกล่องรองเท้าสีส้มสุดแสบตา ถือเป็นเอกลักษณ์
ของผลิตภัณฑ์จากไนกี้ไปแล้ว และเมื่อเปิดฝากล่องขึ้นมา จะพบกับรองเท้าฟุตบอลเก่งรอบด้านในเฉดสี
น้ำเงิน "รอยัล บลู" สุดงดงามนอนตะแคงรออยู่ในกล่อง ที่มาพร้อมกับป้ายราคา 6,500 บาท และป้าย
Kanga-Lite ซึ่งระบุข้อมูลถึงหนังสังเคราะห์แบบพิเศษของไนกี้ที่ใช้กับรองเท้าฟุตบอลคู่นี้
และที่ใต้ฝากล่อง
จะมีการแผ่นข้อมูลที่ระบุถึงเทคโนโลยีที่โดดเด่นของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้เอาไว้อย่างชัดเจน สามารถเลือก
อ่านได้ถึง 3 ภาษาตามความถนัดของแต่ละท่านกันเลย
และแน่นอนว่ารองเท้าฟุตบอลระดับท็อปของไนกี้ทุกรุ่นทุกซีรี่ย์ จะต้องมีถุงเป้สำหรับใส่รองเท้าที่มีดีไซน์
และเฉดสีเฉพาะตัว เพื่อให้เข้ากับรองเท้าฟุตบอลที่ท่านเลือกซื้อมาใช้ และ CTR 360 Maestri II "รอยัล
บลู" คู่นี้ก็เช่นกัน ที่ท่านจะได้ถุงเป้ใส่รองเท้าในเฉดสีน้ำเงินเข้ม-ม่วง โดยที่ตรงกลางของถุงเป้นั้น
จะมีการสกรีนว่า "CTR 360" และ "Nike Football" คนละด้านกันด้วยสีส้มสุดโดดเด่น และด้านในของ
กระเป๋าจะมีช่องซิปสำหรับให้ใส่ของเล็กๆ น้อยๆ ได้อีกด้วย
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วลักษณะเฉดสีของเจ้า CTR 360 Maestri II "รอยัล
บลู" จะมีการลงเฉดสี
แบบทูโทน โดยส่วนหน้านั้นจะออกเป็นสีน้ำเงิน-ม่วง และด้านหลังจะเป็นสีน้ำเงินเมทัลลิค แต่ด้วยความ
กลมกลืนและลงตัวของเฉดสีทั้งสองก็พอจะอนุโลมให้มองออกเป็นการใช้สีแบบสีล้วนสีเดียวทั้งคู่ โดยที่
เฉดสีหลักของตัวรองเท้านั้นจะไม่ใช่เฉดสีที่ช่วยสร้างโดดเด่น เพราะเมื่อเทียบกับตราสัญลักษณ์ของไนกี้
ขนาดเล็ก "สีส้มสะท้อนแสง" ที่อยู่บริเวณหัวรองเท้า ซึ่งตัดกับสีน้ำเงิน-ม่วง สีหลักของตัวรองเท้า จึง
ทำให้เกิดความโดดเด่นบาดตาเสียเหลือเกิน ถือเป็นจุดที่ช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับรองเท้าฟุตบอล
คู่นี้ในยามที่อยู่ในสนามฟุตบอลได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ตราสัญลักษณ์ไนกี้บริเวณข้างเท้าด้านนอกนั้น
จะเป็นตราขนาดใหญ่สีขาว มีลักษณะเป็นวัสดุจำพวกยาง มีการเคลือบผิวให้เงางามและโดดเด่น
วัสดุหนังสังเคราะห์ที่มีชื่อเรียกว่า "แคงกาไลท์" (Kanga-Lite Leahter) เอกสิทธิ์เฉพาะของไนกี้
ถูกนำมาใช้ผลิตเป็นหน้าผ้าและตัวรองเท้าทั้งหมดให้กับรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ ผิวหน้าของหนังจะมีลวดลาย
เฉพาะตัว สรรพคุณของหนังสังเคราะห์แคงกาไลท์ก็คือ เป็นสังเคราะห์ที่มีความหนานุ่ม และทนทาน
เทียบเท่ากับหนังสัตว์แท้ (หนังจิงโจ้) แต่มีความได้เปรียบในเรื่องของความกระชับที่ดีกว่า ที่สำคัญ
ยังสามารถออกแบบเฉดสีได้ง่ายกว่าอีกด้วย จึงไม่แปลกที่เราได้เห็น CTR 360 Maestri II ในเฉดสี
"รอยัล
บลู" เช่นนี้ และไม่จำเป็นต้องใช้แนวด้ายเย็บบนหน้าผ้ามากมายเหมือนกับพวกรองเท้าหนังแท้
หากลองสัมผัสหน้าผ้าและตัวรองเท้า จะสามารถรู้สึกได้ถูกความหนาและหนักแน่นของรองเท้าคู่นี้ได้
อย่างชัดเจน
อุปกรณ์ลูกเล่นชิ้นแรกที่จะขอนำเสนอ มีชื่อเรียกว่า "Damping Pads" เป็นพื้นที่รูปร่างสามเหลี่ยม
สองตอน มีพื้นผิวที่นูนขึ้นมาจากตัวรองเท้า มีลักษณะแข็งกว่าหน้าผ้าส่วนอื่นๆ และที่มีผิวหน้าเป็น
ลวดลายสามเหลี่ยม ทำหน้าที่ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสัมผัสกับลูกฟุตบอล โดยเฉพาะ
การส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านนอก ความแข็งของอุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยส่งผ่านแรง ให้ลูกฟุตบอลนั้น
ถูกส่งออกไปยังเพื่อนร่วมทีมของคุณได้อย่างมีน้ำหนักและแม่นยำมากขึ้นดั่งที่ใจต้องการ
ลักษณะของแนวร้อยเชือกรองเท้าที่เป็นแบบเบ้เข้า ได้รับการออกแบบให้แนวร้อยเชือกรองเท้า
นั้นช่วยเพิ่มพื้นที่ในการสัมผัสบอลของข้างเท้าด้านใน ซึ่งเป็นแนวคิวหลักของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์
นี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม เชือกรองเท้าแบบมาตรฐานที่ติดตัวมาจากสายการผลิต จะเป็นเชือกรองเท้าสี
น้ำเงิน ซึ่งหากสังเกตดีๆ จะพบเป็นมีโทนสีอยู่ตรงกึ่งกล่างระหว่างโทนสีน้ำเงิน-ม่วง และสีน้ำเงิน
ของพื้นที่ส่วนหน้าและส่วนหลังของรองเท้าตามลำดับ
อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ถือเป็นจุดขายอันดับต้นๆ ของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ ก็คือแถบยางที่มีชื่อเรียกว่า
"แถบยางรับบอล" (Receive Pad) เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการสัมผัสกับลูกฟุตบอล
ใช้งานได้ทั้งการรับบอลที่ถูกส่งมาด้วยความแรง ให้นิ่งและติดกับเท้าของเรา ทำให้ง่ายต่อการควบคุม
และเล่นในจังหวะถัดไป รวมถึงการควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอลที่ถูกส่งออกไปจากเท้าของเรา ให้มี
น้ำหนักและง่ายต่อการควบคุม ที่สำคัญในรุ่นท็อปจะมี "ซี่ฟันยาง" (Swerve Pins) ในแนวด้านบน
อีกด้วย เพื่อประโยชน์ในการสัมผัสและปั่นโค้งให้กับลูกฟุตบอลนั่นเอง สำหรับ "แถบยางรับบอล"
(Receive Pad) ที่ท่านเห็นในภาพนั้น จะเป็นแถบยางบริเวณด้านหน้า มีพื้นที่ขนาดใหญ่ให้สามารถใช้
งานได้ง่าย ที่สำคัญ...ไนกี้ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" คู่นี้ เป็นเฉดสีแรกที่มีแถบยางรับบอล
เป็นเฉดสีที่เข้ากันกับเฉดสีหลักของตัวรองเท้า เพราะเฉดสีทั้งหมดก่อนหน้านี้จะมีแถบยางรับบอล
เป็นสีดำเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางทีก็ดูสวยงามเข้ากันกับองค์ประกอบสีของรองเท้า แต่บางครั้งก็ไม่เข้า
จนถึงขั้นออกแนวไม่สวยเลยเสียด้วยซ้ำ...
อุปกรณ์แถบยางอีกอันหนึ่งที่ถัดมาทางด้านหลังนั้นมีชื่อเรียกว่า "แถบยางส่งบอล" (Instep Pad)
จุดประสงค์หลักของอุปกรณ์ชิ้นนี้คือจะช่วยทำให้ทิศทางขอลูกฟุตบอลที่ถูกแปรส่งออกไปจากเท้านั้น
มีความแม่นนำและมีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีลักษณะการส่งบอลแบบ "กระทุ้ง" บอลด้วย
ข้างเท้าด้านในแบบเน้นๆ จะได้รับประโยชน์ของลูกเล่นชิ้นนี้ไปเต็มๆ โดยวัสดุที่ใช้นั้นจะเป็นพื้นยาง
ที่มีหน้าตัดเรียบ และมีความหนามากกว่าแถบยางรับบอลเล็กน้อย โดยระหว่าง "แถบยางรับบอล"
กับ "แถบยางส่งบอล" จะมีโครงสร้างหน้ายางตามแนวยาวช่วยพยุงให้พื้นที่ข้างเท้าด้านในของ
รองเท้าคู่นี้มีความแข็งแรงและมีลักษณะแข็งตัว เพื่อให้การใช้งานอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ นั้น
เป็นไปได้อย่างแม่นยำและมั่นใจได้เป็นอย่างดี
แถบสีเงินตอนท้ายของรองเท้านั้นถูกออกแบบให้สามารถสะท้อนแสงได้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
อาจจะไม่สามารถใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการสัมผัสกับลูกฟุตบอลได้ แต่ก็มีโอกาสที่จะช่วยให้เพื่อนร่วมทีม
สามารถสังเกตเห็นคุณได้จากแถบสะท้อนแสงนี้ก่อนสิ่งอื่นใด แน่นอนว่าโอกาสที่คุณจะได้รับการส่งบอล
จากเพื่อนร่วมทีมก็จะมีมากขึ้นนั่นเอง
ในส่วนของเกราะกันกระแทกและป้องกันเอ็นร้อยหวายของ CTR 360 Maestri II จะเป็นเกราะป้องกัน
แบบภายใน (Internal Heel Counter) ออกแบบให้มีเข้ารูปและกลมกลืนกับส้นรองเท้า และมีพื้นผิวที่ถูก
เจาะรูเพื่อช่วยในการระบายอากาศ และจากรูปด้านบนจะเห็นได้ถึงความเงางามของเฉดสีน้ำเงินเมทัลลิค
ซึ่งเป็นเฉดสีส่วนหลังของไนกี้ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" คู่นี้ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ
หุ้มส้นผิวหน้าแบบหนังกำมะหยี่ จะช่วยสร้างความกระชับกับข้อเท้าของผู้ส่วมใส่ได้เป็นอย่างดี
ที่สำคัญก็คือหุ้มส้นแบบนี้จะไม่กัดข้อเท้าของผู้ส่วมใส่อย่างแน่นอน
ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถหา
ได้จากรุ่นอื่นๆ หุ้มส้นด้านในตลอดจึงถึงตัวรองเท้าบริเวณนี้ จะมีความหนาเป็นอย่างมากเทียบกับ
รองเท้ารุ่นอื่นๆ มีข้อดีในเรื่องของการสร้างความกระชับและการป้องกันจากการปะทะ สามารถล็อก
ข้อเท้าของผู้ส่วมใส่ได้อย่างแน่นหนา
ในขณะที่แผ่นรองพื้นด้านในซึ่งผลิตจาก EVA foam ซึ่งเป็นวัสดุประเภทโฟมที่ช่วยในการรองรับ
แรงกระแทกจากการเคลื่อนที่ได้เป็นอย่างดี โดยผิวหน้าของแผ่นรองพื้นจะมีการเคลือบผิวลักษณะ
เป็นผิวยาง และมีลวดลายสามเหลี่ยมตามธีมของเจเนอเรชั่นนี้ ซึ่งมีพื้นผิวที่นูนขึ้นมาเพื่อสร้างแรง
เสียดทานให้ยึดเกาะกับเท้าของผู้เล่นได้ดี ไม่ให้เกิดอาการลื่นไถลเพื่อเท้าของผู้ส่วมใส่เปียกเหงื่อ
โดยที่ด้านใต้ของแผ่นรองพื้นนี้ จะมีการเสริมวัสดุ Poron แบบแยก 2 ส่วน คือส่วนส้นเท้าและฝ่าเท้า
นวัตกรรมทางวัสดุอันเลื่องชื่อของไนกี้
ที่สามารถช่วยรองรับและผ่อนแรงกระแทกจากการเคลื่อนที่
ได้เป็นอย่างดี ทำให้ทุกการเคลื่อนที่นั้นมีความนุ่มนวลและแม่นยำ ยิ่งสร้างความมั่นใจในการใช้งาน
ชุดพื้นและปุ่มแบบ FG ที่มีลักษณะแนววางปุ่มเฉพาะตัวของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ โดยชุดพื้นจะเป็น
แบบชิ้นเดียวกันทั้งหมด ผลิตจากพลาสติก TPU มีความแข็งแรงทนทาน ที่สำคัญคือจะมีการครอบชั้น
พลาสติกใสที่ผิวหน้าอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ดูหรูหราน่าสัมผัส ปุ่มแบบ FG มีขนาดไม่ใหญ่มาก ความยาวปุ่ม
กำลังพอดี ฐานปุ่มอาจจะแคบไปหน่อย แต่ด้วยจำนวนปุ่มที่มากถึง 16 ปุ่ม กระจายตัวกันเต็มพื้นที่
จึงช่วยทำหน้าที่กระจายแรงได้เป็นอย่างดี ทำให้ชุดพื้นและปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้สามารถใช้งานได้อย่าง
สบายเท้า โดยเฉพาะแนววางปุ่ม "วงกลม" ตรงกลางฝ่าเท้า มีสรรพคุณช่วยให้การกระจายแรงเกิดขึ้น
ได้อย่างรอบด้าน สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลายปุ่มทุกปุ่มของรองเท้า
คู่นี้จะมีการครอบด้วยพลาสติก TPU ใส อีกชั้นหนึ่งเพื่อความคงทนแข็งแรงและสวยงาม ยกเว้นปุ่มคู่หลัง
ที่จะครอบชั้นด้วยพลาสติกสีส้มโดดเด่นกว่าปุ่มคู่อื่นๆ เป็นอย่างมาก แต่สำหรับลวดลายกราฟฟิกด้านใต้
ชุดพื้นตรงบริเวณฝ่าเท้าของ CTR 360 Maestri II เฉดสี "รอยัล บลู" นั้นจะไม่โดดเด่นมากนัก เพราะ
โทนสีค่อนข้างกลมกลืนกัน แต่ลวดลายตรงส้นเท้านั้นจะโดดเด่นกว่ามาก เพราะถูกลงสีด้วยสีส้มซึ่งตัด
กับสีน้ำเงิน-ม่วงซึ่งเป็นสีพื้นอย่างชัดเจน

น้ำหนักของรองเท้าคู่นี้ ซึ่งเป็นรองเท้าไซด์ 9.5 US , 8.5 UK , 43 FR หรือ 27.5 cm นั้นอยู่ที่ 289 กรัม
ซึ่งเป็นพิกัดที่สูงพอสมควรเมื่อเทียบกับรองเท้าฟุตบอลสมัยนี้ที่เน้นไปในด้านของการลดน้ำหนักให้เบาลง
Feeling

รองเท้าฟุตบอลไนกี้ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" สีน้ำเงินสุดงาม ที่ผมได้รับการสนับสนุนมาคู่นี้
ยังคงเป็นไซด์ 9.5 US , 8.5 UK , 43 FR หรือ 27.5 cm เหมือนเดิมกับคู่อื่นๆ ที่ผมได้รีวิวไปก่อนหน้านี้
หากจะให้ประเมินในเรื่องของขนาดจริงของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ บอกได้เลยครับว่า "ตรงไซด์" เลยนะ
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ที่ผมเคยรีวิว CTR 360 Maestri II สีแรกไปแล้วเมื่อต้นปี 2011 เหมือนว่าจะแตกต่างกัน
อยู่เล็กน้อย อันนั้นดูเหมือนว่าจะ Oversize ประมาณ 0.2 cm แต่สำหรับ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู"
คู่นี้ เมื่อลองสวมใส่เทียบกันแล้ว จะพอดีไซด์กับเท้าผมเป๊ะ !! ทำให้ฟัลลิ่งการสวมใส่นั้นกระชับกว่าเดิม
เล็กน้อย ถ้าจะให้เทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ของไนกี้ที่ผมเคยได้รับมารีวิวไปแล้ว รองเท้าฟุตบอลสายพันธ์
เก่งรอบด้านสีน้ำเงิน-ม่วง คู่นี้ มีขนาดจริงที่คล้ายคลึงกับ T90 Laser IV สีขาว/ส้ม/ดำ
ถ้าจะให้ผมสรุปการเลือกไซด์ของ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" ก็จะขอแนะนำว่าผู้ใดที่มีไซด์
ความยาวเท้าที่ตรงเป๊ะกับหน่วย "ครึ่งเซนติเมตร" เช่น 27.0 , 27.5 cm
ก็ให้เลือกซื้อรองเท้าฟุตบอลคู่นี้
แบบตรงไซด์ไปเลย แต่พิกัดของการเลือกไซด์จริงๆ จะอยู่ที่ "± 0.1 cm" สำหรับรองเท้ารุ่นนี้จะขอให้
เลือกตามความยาวของเท้าเอาไว้ก่อน ส่วนความกว้างนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงมากเท่าไหร่
เพราะ
CTR 360 Maestri II ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลอีกรุ่นหนึ่งที่มีความกว้างของรองเท้าซึ่งเหมาะสม
กับเท้าของผู้สวมใส่ได้หลากหลาย ดังนั้นแค่นี้ก็พอจะสโคปการเลือกไซด์รองเท้าให้กับหลายๆ ท่าน
ได้แล้วนะครับ แต่สุดท้ายแล้วการเลือกไซด์รองเท้าที่ดีที่สุดก็คือการที่ต้องไปลองใส่ด้วยตัวท่านเอง...
อยู่ดี สำหรับท่านใดที่คิดจะเลือกไซด์ของ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" แบบเดียวกับผม คือ
เลือกไซด์ความยาวให้ตรงกับความยาวของเท้า เท้าของผมยาวประมาณ 27.5 - 27.6 cm ผมก็ขอเลือก
ไซด์ของรองเท้าที่ 27.5 cm เหมือนกัน ความรู้สึก ฟีลลิ่งค์ต่างๆ จะเป็นยังไงกับการเลือกขนาดไซด์
แบบนี้ ในย่อหน้าต่อไปจะมีคำตอบแน่นอน

ความรู้สึกและฟีลลิ่งเมื่อสวมใส่ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" คู่นี้ยังให้อารมณ์เดียวกับคราวที่
รีวิวทดสอบเฉดสีแรกไปแล้ว การดีไซน์ลักษณะหัวรองเท้ามีความโค้งที่สอดรับกับความยาวของนิ้วเท้า
แต่ละนิ้วที่ไม่เท่ากัน นิ้วเท้าของผมไม่ถึงกับชนหัวรองเท้า แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามีพื้นที่เหลือมากจนเกินไป
ในขณะที่ฟีลลิ่งตามด้านกว้างของหน้าเท้า รองเท้าฟุตบอลคู่นี้ยังให้ความกระชับด้านข้างเท้าในระดับ
ที่ดีเยี่ยม กระชับเท้า สร้างความมั่นใจเป็นอย่างมาก หนังแคงกาไลท์นั้นมีความยืดหยุ่นสูง จน
รู้สึกได้เลยว่าตัวรองเท้านั้นจะขยายและเข้ารูปกับรูปเท้าของเราได้เป็นอย่างดี

บริเวณหุ้มส้นและข้อเท้านั้นค่อนข้างโอบรับ กระฉับกระเฉง ให้ความรู้สึกที่ดีเยี่ยม และด้วย
หุ้มส้นด้านในที่มีพื้นผิวแบบหน้ากำมะหยี่ ยิ่งให้ความกระชับบริเวณข้อเท้ามากขึ้น แม้ว่าความรู้สึก
โดยรวมจะค่อนข้างแน่นและกระชับ แต่กลับไม่รู้สึกว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จะกัดส้นเท้าของผมเลย
และส่วนตัวผมเองเป็นคนที่มีบริเวณหลังเท้าจะมีสันเท้านูนขึ้นมาพอสมควร แต่ไนกี้ CTR 360 Maestri II
คู่นี้ก็ยังให้ทรงรองเท้าที่สวยงามในยามที่ถูกสวมใส่ หากดูจากภาพด้านบนจะเห็นลักษณะทรงของรองเท้า
ในมุมมองด้านข้างที่ไล่ระดับขึ้นมาตั้งแต่หัวรองเท้าจนถึงบริเวณข้อเท้านั้นมีสโลป (ความชัน) ที่สวยงาม
ยอมรับเลยว่านี่เป็นรองเท้าฟุตบอลอันดับต้น ที่ผมยกให้เป็นรองเท้ารุ่นที่ใส่แล้วมีรูปทรงสวยงามเช่นนี้
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นส่วนของความรู้สึกพื้นฐาน หลังจากที่เพียงแค่ลองสวมใส่เจ้าไนกี้ CTR 360 Maestri II
"รอยัล บลู" คู่นี้เท่านั้น การทดสอบจริง ลงสนามจริง มันต่อจากนี้ !!
Testing
เอาล่ะ...มาถึงการทดสอบการใช้งาน CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" กันจริงๆ เสียที หลังจากที่
ก่อนหน้านี้เป็นข้อมูลเชิงบรรยายเกือบทั้งหมด จะได้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเต็มที่เกี่ยวกับรองเท้า
ฟุตบอลรุ่นยอดฮิตรุ่นนี้ เพื่อให้ทุกท่านใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจที่จะเลือกหาอาวุธคู่กายให้
เหมาะสมที่สุดในยามที่ต้องลงสนาม
ครั้งนี้ขอเปิดประเด็นในเรื่องของการเคลื่อนที่ก่อนก็แล้วกัน จากจุดเด่นที่ใครๆ ต่างก็รู้ดีเกี่ยวกับ
ปุ่มแนววงกลมตรงกลางฝ่าเท้า ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ไปแล้ว เมื่อได้ลองใช้
งานในสนามจริงๆ แนววางปุ่มดังกล่าวสามารถใช้งานได้จริง เป็นไปตามคอนเซปการออกแบบที่จะ
ช่วยส่งเสริมการเคลื่อนที่ในลักษณะ "ซ้าย ขวา หน้า หลัง" ได้อย่างคล่องตัว อย่างลืมนะครับว่า
รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลประเภทวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่เน้นที่การใช้งานใน
แบบที่ผู้ใช้นั้นต้องมีส่วนร่วมกันเกมการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา การกระจายน้ำหนักในแต่ละทิศทางนั้น
มีความสมดุลเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนทิศทางการวิ่งในแต่ละครั้ง ไม่จำเป็นต้องใช้แรงบิดของข้อเท้า
มากนัก ในขณะที่ปุ่มรองเท้าแบบ FG ซึ่งมีปุ่มรองเท้าทั้งสิ้นมากถึง 16 ปุ่ม วางตัวกระจัดกระจายกัน
อย่างเต็มพื้นที่ ทำให้การยืนพื้นสนามนั้นทำได้อย่างสบายเท้า สมดุลและมั่นคง ทั้งนี้ยังได้
อานิสงค์จากชุดแผ่นรองพื้นด้านในรองเท้าที่มีการบุวัสดุ Poron ช่วยรองรับแรงกระแทกจากพื้นสบาย
ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันนี้ผมถือว่าระบบรองรับแรงกระแทกพิเศษๆ แบบนี้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้อง
มีอยู่ในรองเท้าฟุตบอล รวมถึงผิวหน้าของแผ่นรองพื้นที่มีการเคลือบพื้นและดีไซน์แบบพิมพ์เพื่อช่วย
เพิ่มแรงเสียดทาน ทำให้ฝ่าเท้านั้นติดหนึบ ไม่เกิดอาการลื่นไถลแม้ยามที่เท้าของเราเปียกเหงื่อ จึง
ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ
แต่เรื่องของการระบายความร้อนนั้นยังเป็นปัญหาของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้อยู่เช่นเดิม ในเวลา
ที่ต้องสวมใส่รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ลงสนามที่ถูกสาดส่องไปด้วยแสงแดด โดยเฉพาะสนามหญ้าเทียม
กลางแจ้ง บอกได้เลยว่าภายในรองเท้าจะร้อนและอึดอัดเป็นอย่างมาก ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจาก
ลักษณะของรองเท้าที่ค่อนข้างจะอวบอ้วน มีชั้นหนังที่หนาเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะได้ในเรื่องของ
ความกระชับก็ตาม ปัญหาการอมความร้อยยิ่งเอามารวมกับน้ำหนักตัวรองเท้าที่สูงเกิน 300 กรัม
แล้วลงสนามในช่วงที่สภาพร่างกายไม่พร้อม ไม่มีแรง ไม่มีกำลังขา ยิ่งทำให้ผมไม่สนุกกับการ
เล่นเอาเสียเลย
การส่งบอลด้วยของเท้าด้านในซึ่งเป้นบริเวณที่มีเทคโนโลยีที่ถูกเรียกว่า "แถบยางรับ
บอล"
(Receive Pad) และ "แถบยางส่งบอล"
(Instep Pad) ที่ในความเป็นจริงแล้วไนกี้ได้ระบุบรรยาย
สรรพคุณของอุปกรณ์ทั้งสองส่วนเป็นคนละหน้าที่กัน แต่เมื่อยามที่ต้องใช้งานจริง การแปรส่งบอล
ด้วยข้างเท้าด้านในแบบคนทั่วๆ ไป ลูกฟุตบอลนั้นจะสัมผัสโดนบริเวณกึ่งกลางระหว่างอุปกรณ์ทั้ง
สองส่วนเสียมากกว่า แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็พบว่าแถบยางที่สัมผัสกับลูกฟุตบอลนั้นจะสามารถส่งผ่าน
น้ำหนักไปยังลูกฟุตบอลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การควบคุมทิศทางนั้นทำได้อย่างแม่นยำ
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความโค้งเว้าของลักษณะของข้างเท้าด้านในที่สอดรับพอดีกับความกลม
ของลูกฟุตบอลนั่นเอง
ไม่ใช่เพียงแค่การส่งบอลที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น การรับบอลที่ถูกส่งมาจากเพื่อนร่วมทีมก็ทำได้
ง่ายขึ้นด้วย โดย "แถบยางรับ
บอล" (Receive Pad) ซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นพื้นผิวของดอกยางเล็กๆ
จำนวนมาก มีความยืดหยุ่นและอ่อนตัว พื้นที่ตรงนี้แหละที่จะช่วยผ่อนแรงของลูกฟุตบอล
และทำให้เราสามารถจับบอลในจังหวะแรกได้อย่างนิ่มนวลมากขึ้น และสามารถเล่นในจังหวะ
ต่อไปได้ในทันที อุปกรณ์และลูกเล่นเหล่าซึ่งเป็นจุดเด่นของ CTR 360 Maestri II ผมยืนยันเลย
ว่าสามารถใช้งานได้จริง ส่วนจะมีประสิทธิภาพสูงสุดแค่ไหน ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการฝึกและทำความ
คุ้นเคยกับมันด้วย
สำหรับลูกเล่นอีกชิ้นหนึ่งที่บริเวณข้างเท้าด้านนอก ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "Damping Pads" จะมีลักษณะ
นูนสูงขึ้นมา เป็นพื้นผิวที่มีความแข็งและมีการพิมพ์ลายสำหรับสร้างแรงเสียดทานในการสัมผัสกับ
ลูกฟุตบอล อุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้สำหรับส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านนอก ตามปกติ
มีคนไม่น้อยที่ไม่ถนัดกับการส่งบอลในลักษณะนี้ ดังนั้นอุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยทำให้การส่งบอลด้วย
ข้างเท้าด้านนอกนั้นมีน้ำหนักและแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้ผู้เล่นนั้นสามารถสร้างสรรค์เกมได้ทุก
จังหวะทุกองศารอบตัว
การวางเท้าหลักในจังหวะที่ต้องการส่งแรง และเหวี่ยงเท้าข้างถนัดเตะลูกฟุตบอลในการยิงประตู
หรือเปิดบอลก็ตาม ชุดพื้นและรูปแบบปุ่ม FG ของไนกี้ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" คู่นี้
แม้จะมีความยาวปุ่ม หรือความคมของปุ่มใบมีดไม่มากนัก หากมองเผินๆ อาจรู้สึกว่าเท้าหลักไม่
สามารถจิกลงไปยึดเกาะกับพื้นสนามได้มากนัก แต่สิ่งที่ช่วยทำให้การวางน้ำหลักนั้นมั่นคง ก็คือ
แนววางปุ่มวงกลมตรงกลางฝ่าเท้านั่นแหละ ลักษณะการทำงานอาจจะแตกต่างจากปุ่ม FG ของ
รองเท้าฟุตบอลรุ่น T90 Laser IV ที่มีปุ่ม FG ซึ่งมีความคม ทำให้จิกลงไปที่พื้นสนามได้เป็นอย่างดี
โดยแนววางปุ่มวงกลมตรงกลางฝ่าเท้าของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ จะช่วยบังคับไม่ให้เท้าหลักที่วาง
ลงไปนั้นเกิดการเลื่อนตำแหน่ง ซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ในขณะที่ปุ่มอื่นๆ แนวรอบขอบรองเท้า ก็จะ
ช่วยในเรื่องของการทรงตัว เมื่อทุกอย่างทำงานประสานร่วมกันแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือการ
ยึดเกาะที่มั่นคง
เมื่อการยึดเกาะกับพื้นสนามของเท้าหลักยอดเยี่ยมแล้ว จังหวะการยิงประตูหรือเปิดบอลโด่ง
แบบเต็มแรงก็สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเท้าหลักที่วางกับพื้นมั่นคง เท้าข้างที่
เหวี่ยงลงมาเพื่อเตะลูกฟุตบอลนั้นจึงมีแรงเหวี่ยงที่มากขึ้น และด้วยลักษณะทางกายภาพของบริเวณ
หัวรองเท้าที่ไม่โด่งมากนัก ทำให้การบรรจงสอดหลังเท้าเข้าไปเตะยังด้านใต้ลูกฟุตบอลนั้นทำได้
อย่างเต็มพื้นที่
แม้ว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จะไม่มีลูกเล่นที่เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อยิงประตู หรือเปิดบอล
ให้ปั่นไซร์ แต่หนังสังเคราะห์แคงกาไลท์บริเวณหัวรองเท้าที่มีลักษณะเป็นพื้นผิวเรียบ ตลอดจน
แนวร้อยเชือกที่ได้รับการออกแบบมาให้ไม่กรีดขวางการสัมผัสกับลูกฟุตบอล
ส่งผลให้การสัมผัส
และควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอลที่ถูกยิงออกไปจากเท้านั้นทำได้ดั่งที่เราต้องการ
ปิดท้ายการทดสอบด้วยการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้เหมาะกับการพาบอล
เลี้ยงหลบคู่แข่งไปแบบเรื่อยๆ ทีละคนทีละคนมากกว่าที่จะแตะบอลไปข้างหน้าแล้ววิ่งติดสปีด เพราะ
ลักษณะของแนววางปุ่มรองเท้านั้นเอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนที่แบบรอบด้านมากกว่าการวิ่งไปข้างหน้า
การเคลื่อนที่แบบซ้ายทีขวาทีจึงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก
ในเรื่องของการควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอลที่อยู่กับเท้านั้นก็ถือว่าทำได้ดี แต่บอกไว้เลยว่า
รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้อาจจะไม่เหมาะกับการใช้หลังเท้าเลี้ยงบอลมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลักษณะ
ของหลังเท้าเวลาที่เราจิกปลายเท้าสปรินซ์นั้นมีความโค้งเว้าไม่สอดรับกับความกลมของลูกฟุตบอล
มากนัก แต่รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้เหมาะที่จะใช้พาบอลไปกับเท้าด้วยข้างเท้าด้านในและข้างเท้า
ด้านนอกมากกว่า โดยจะต้องใช้สลับกันตามสถานการณ์ที่เจอในสนาม ทั้งหมดนี้จะทำงานร่วมกับ
ชุดพื้นและแนววางปุ่มซึ่งให้การเคลื่อนที่ที่แม่นยำ รวมกับหุ้มส้นและแผ่นรองพื้นด้านในที่กระชับ
และติดหนึบไม่เกิดการลื่นไถล ช่วยสร้างความมั่นใจในทุกการเคลื่อนที่ที่พาบอลเลี้ยงหลบคู่แข่ง
Conclusion
มาสรุปผลการรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลไนกี้รุ่น CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู"
กันดีกว่า หากย้อนกลับไปดูรองเท้าฟุตบอลทั้งหมดที่ผมได้เคยรีวิวมา จะพบว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้
ได้เคยทำคะแนนเอาไว้สูงสุดถึง 94 คะแนน เมื่อตอนที่ผมได้รีวิวทดสอบการใช้งานไปเมื่อต้นปี 2011
คราวนี้แม้จะมาในเฉดสีที่แตกต่าง แต่ก็ยังเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นเดิมที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม โดย
จะมีรายละเอียดการวิพากษ์วิจารณ์ในเบื้องลึกอย่างไร ต้องเลื่อนลงไปอ่านด้านล่างในตอนท้ายของ
บทความต่อไป
การใช้งานกับพื้นหญ้าจริง

ขอเปิดที่การใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ในสนามฟุตบอลหญ้าจริงกันก่อน แม้ว่าภาพถ่ายที่เห็น
นั้นอาจจะดูว่าสภาพสนามมีพื้นหญ้าที่เขียวขจี น่าลงเล่นเสียเหลือเกิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว
สภาพสนามที่ผมได้ทำการรีวิวทดสอบการใช้งานนั้นยังเป็นสภาพแบบไทยๆ เป็นเอกลักษณ์ที่รู้กันดี
ก็คือความสูงของยอดหญ้านั้นไม่สูงมากนัก ปุ่มรองเท้าสามารถหยั่งลงไปถึงพื้นดินได้ครบถ้วนทุกปุ่ม
พื้นดินที่สัมผัสก็ค่อนข้างแข็ง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นพื้นทราย พื้นกรวดหรือพื้นหิน เอาเป็นว่าสภาพ
ของสนามฟุตบอลหญ้าจริงที่ผมในทดสอบ น่าจะเป็นลักษณะของสนามเช่าเท่านั้น ส่วนพวกสนาม
แบบเปิด เตะฟรี ลงเล่นกันทีข้างละมากกว่า 20 คน ก็คงจะไม่ใช่แน่นอน

รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์เก่งรอบด้าน ไนกี้ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" ให้การตอบสนอง
ที่ดีกับพื้นสนามฟุตบอลหญ้าจริง ปุ่ม FG ที่มากถึง 16 ปุ่ม ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าน่าจะเหมาะกับ
พื้นสนามหญ้าเทียมมากกว่า
ผมขอเถียงเลยว่าไม่จริง รองเท้าฟุตบอลคู่นี้ที่ผมใช้ทั้งลงแข่งขันและ
ลงซ้อม ยังคงให้การยึดเกาะที่ดีเยี่ยมกับพื้นสนามฟุตบอลหญ้าจริง จังหวะการสปรินซ์ตัวเคลื่อนที่
ปุ่มแนววงกลมตรงกลางฝ่าเท้านั้นทำหน้าที่ให้การยึดเกาะที่ดี และส่งแรงผ่านยอดหญ้าลงไปยังพื้นดิน
ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปัญหาหนึ่งที่จะไม่พบกับการใช้งานรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ในสนามฟุตบอล
หญ้าจริง ก็คือ "แทบจะไม่พบปัญหาการอมความร้อนของรองเท้าเลย" เพราะความร้อนนั้น
จะถูกส่งผ่านลงไปยังพื้นหญ้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีเงื่อนไขว่าคุณต้องลงเล่นในช่วงเวลาที่คนปกติเขา
อยากจะเล่นกัน นั่นก็คือเวลาตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไป ไม่ใช่ลงสนามกันตอนเที่ยงตรงนะครับ !!

อ่อ..สิ่งที่ลืมไม่ได้เกี่ยวกับสนามฟุตบอลหญ้าจริง ที่จะพบกันได้บ่อยๆ ก็คือน้ำและความชื้น ที่อาจจะ
มาจากดินหรือการรดน้ำบำรุงสนามหญ้า
หน้าผ้าที่เป็นหนังแคงกาไลท์ซึ่งมีคุณสมบัติไม่อมน้ำ นั้นเป็น
ประโยชน์อย่างมาก ทำให้หน้าผ้าสัมผัสนั้นไม่เกิดอาการลื่น ส่งผลให้สามารถควบคุมลูกฟุตบอลได้
เหมือนปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า หรือแม้แต่การยิงหรือเปิดบอลด้วยหน้าเท้าและ
หลังเท้า
ในส่วนของอุปกรณ์ลูกเล่น จำพวกแถบยางบริเวณข้างเท้าด้านใน ไม่ว่าจะเป็น "แถบยางรับ
บอล" (Receive Pad) หรือ "แถบยางส่งบอล" (Instep Pad) ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นวัสดุประเภทยาง
จึงไม่อมน้ำ ไม่เปียกน้ำ การใช้งานจึงทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มั่นใจได้เลยว่าลูกฟุตบอลที่ถูกส่ง
ออกไปจากเท้านั้นจะมีทิศทางที่แม่นยำดั่งที่ใจเราต้องการ
การใช้งานกับพื้นหญ้าเทียม
สำหรับการใช้งาน ไนกี้ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" คู่นี้ บนสนามฟุตบอลหญ้าเทียมสนามเดิม
ที่คุ้นเคย เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ที่ผมได้ทำการรีวิวไปแล้ว ลักษณะ
ของสนามฟุตบอลแห่งนี้ หญ้าเทียมมีความสูงในระดับปานกลาง เม็ดยางไม่โรยจนหนาแน่นมากเกินไป
ความนุ่มของพื้นสนามก็กลางๆ เช่นกัน พื้นสนามมีความเรียบสม่ำเสมอ พบว่ารองเท้าฟุตบอลจากไนกี้คู่นี้
ให้การยืดเกาะกับพื้นสนามได้เป็นอย่างดี ปุ่ม FG ที่มีแนววางปุ่มวงกลมตรงฝ่าเท้านั้นให้การตอบสนอง
กับทุกทิศทางของการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ พื้นหญ้าเทียมที่แม้จะสั้นและแข็งกว่าพื้นหญ้าจริง
แทบจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ
เลย เพราะจำนวนปุ่ม FG ที่มีมากถึง 16 ปุ่ม สามารถช่วยกระจายน้ำหนัก
ได้ดี รวมถึงยังมีชุดแผ่นรองพื้้นที่มี Poron ซึ่งช่วยรองรับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้
ทุกการเคลื่อนที่นั้นเป็นไปอย่างแม่นยำ
แต่ข้อเสียเดียวที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ก็คือ CTR 360 Maestri II เป็นรองเท้าฟุตบอลที่อมความร้อนสูง
มากและโครงสร้างทางกายภาพของรองเท้าที่โอบรัดกระชับเท้า เมื่อรวมกับความร้อนที่เกิดขึ้น จะทำให้
รู้สึกได้ถึงความอึดอัดเป็นอย่างมาก อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อท่านลงเล่นบนสนามกลางแจ้งในช่วง
เวลากลางวันแสกๆ ที่แสงแดดสาดส่อง หรือแม้แต่สนามที่ถูกแสงแดดแรงๆ สาดส่องลงมาตลอดทั้งวัน
ก็เช่นกัน (ถึงแม้ว่าคุณจะลงเล่นในช่วงเย็นก็เถอะ)
ทั้งหมดนี้จะแก้ปัญหาได้ด้วยการปรับตัวและทำความ
คุ้นชินกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ด้วยการสวมใส่ลงเล่นบ่อยๆ อดทนในช่วงแรกสักหน่อย หลังจากนั้นก็จะ
สบายเอง !!
ในส่วนของการสัมผัสบอลด้วยอุปกรณ์ลูกเล่นต่างๆ นั้นสามารถทำได้ไม่แตกต่างจากการใช้งานใน
สนามฟุตบอลหญ้าจริงเลย เพียงแต่การสวมใส่ CTR 360 Maestri II ลงเล่นในสนามหญ้าเทียมนั้น
จะได้เปรียบเกี่ยวกับการกะจังหวะและการใช้งานที่ง่ายมาก เพราะสนามมีความเรียบสม่ำเสมอ หญ้าสั้น
ลูกฟุตบอลจึงสัมผัสกับลูกเล่นจำพวก "แถบยางรับ
บอล" (Receive Pad) หรือ "แถบยางส่งบอล"
(Instep Pad) ได้ง่ายกว่าเล็กน้อย
ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
แม้ว่าจะเปลี่ยนเฉดสีมาเป็นสีใหม่ล่าสุด ประจำแผนการตลาดซีซั่นแรกของปี 2012 แต่รองเท้าฟุตบอล
คู่นี้ก็ยังเป็น CTR 360 Maestri II อยู่ดี ข้อเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ แทบทั้งหมดยังคงเหมือนเดิม
ปัญหาหลักๆ ที่รู้สึกได้ชัดเจนที่สุดก็คือเมื่อยามที่ต้องลงสนามในช่วงที่มีแสงแดดสาดส่องลงมาอย่างเต็มที่
รองเท้าฟุตบอลคู่นี้จะอมความร้อนเป็นอย่างมาก ตัวรองเท้าที่มีความหนาซึ่งมีหน้าผ้าที่ผลิตมาจากหนัง
แคงกาไลท์ แม้จะยืดหยุ่นและเข้ารูปเท้าได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยากที่จะระบายความร้อนออก โดยเฉพาะ
เวลาใช้งานในสนามฟุตบอลหญ้าเทียมซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากตัวพื้นสนามหญ้าเทียมเองนั้น
ก็ยากที่จะถ่ายเทความร้อนเหมือนกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ใช่ว่าจะถึงขั้นกับต้องถอดทิ้ง หรือต้องรอให้
ฝนตกเสียก่อน จึงจะเอาเจ้า CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" คู่นี้ มาใช้งานได้ การแก้ปัญหาหลักๆ
ผมมองว่ามันคือการ "ปรับตัว" เสียมากกว่า เพื่อให้ชินกับสภาวะความร้อน หรือให้ตัวรองเท้าที่มีความ
กระชับนั้นขยายตัวอีกสักหน่อย เพื่อให้การระบายอากาศเพื่อถ่ายเทความร้อนนั้นทำได้ดีขึ้น
อีกสิ่งหนึ่งที่จะเรียกว่าเป็นข้อด้อยก็ไม่ใช่หรือจะเป็นข้อดีก็ไม่เชิง ก็คือเรื่องของ "น้ำหนักตัว" ที่มาก
จนเกินไป ปัจจุบันนี้แทบจะไม่มีรองเท้าฟุตบอลรุ่นไหนแล้วที่มีพิกัดน้ำหนักตัวเฉียด 300 กรัม เช่นนี้
ซึ่งดูไปแล้วก็ขัดกับแนวความคิดที่ผู้ใช้งานจะต้องเคลื่อนที่ไปทั่วทั้งสนาม มีส่วนร่วมกับเกมการแข่งขัน
ตลอดเวลา เพื่อบัญชาสถานะการณ์ทุกอย่างเอาไว้ด้วยรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ เพราะถ้ามองตามหลักการ
บอกได้เลยว่าน้ำหนักรองเท้านะดับนี้ ผู้เล่นที่ไม่มีกำลังขาแบบนักกีฬาอาชีพ แป้บเดียวก็ได้หน้ามืด
หมดแรงแน่นอน ยิ่งถ้าคิดเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลรุ่น T90 Laser IV ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์ดุดัน กลับมีน้ำหนักตัวเพียง 270 กรัม เท่านั้น แต่อย่างว่าแหละครับ..ในเมื่อ CTR 360
Maestri II ออกมาก่อน ก็คงไม่แปลกที่ตัวรองเท้าจะยังมีสเปคในแบบเดิมๆ อยู่ แต่หากมองในมุม
กลับกัน การที่ตัวรองเท้ามีพิกัดน้ำหนักที่สูง ก็จะเป็นผลดีในเรื่องของพละกำลังของลูกฟุตบอลที่ออกไป
จากเท้าของเรา ก็สุดแล้วแต่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ จะถนัดหรือไม่ถนัด การพัฒนารองเท้าฟุตบอล
ให้มีน้ำหนักเบา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป
สุดท้ายนี้ผมยังยอมรับว่ารองเท้าฟุตบอลไนกี้ CTR 360 Maestri II "รอยัล บลู" รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้
ยังคงเป็นหนึ่งในรองเท้าฟุตบอลระดับแนวหน้าของวงการ แม้ว่า ณ ขณะนี้ทางไนกี้จะยกเลิกสายการผลิต
รองเท้าระดับ "อีลิท" ของซีรี่ย์นี้ไปแล้วก็ตาม ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวนะ
ถามว่าทำไม ?? เหตุผลแรกเลยก็คือต่อไปนี้ผู้ใช้งานจะได้ใช้รองเท้าฟุตบอลรุ่นเดียวกับนักฟุตบอลอาชีพ
แล้ว โดยไม่ต้องจ่ายค่าตัวรองเท้าในระดับอีลิทอีกต่อไป เหตุผลต่อมาก็คือ จุดเด่นของ CTR 360 นั้น
อยู่ที่เทคโนโลยีและลูกเล่นมากกว่า ในเรื่องของน้ำหนักตัวนั้นถือเป็นประเด็นที่รองลงมา ในเมื่อรองเท้า
ฟุตบอลรุ่น
CTR 360 Maestri II กับ CTR 360 Maestri Elite II นั้นมีเทคโนโลยีและรายละเอียดต่างๆ
ซึ่งถือเป็นลูกเล่นและจุดขายที่เหมือนๆ กันทุกอย่างแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วล่ะ และเหตุผลสุดท้าย
ในเรื่องของน้ำหนักตัวที่แตกต่าง ผมมองว่าไม่ใช่ข้ออ้างว่ารองเท้ารุ่นนี้ดีรุ่นนั้นไม่ดี แต่ละอย่างย่อมมี
ข้อดีที่แตกต่างกันออกไป และหากใครจะเถียงว่าพื้นคาร์บอนไฟเบอร์ของรุ่น "อีลิท" นั้นมีความทนทาน
แข็งแรงมากกว่า อันนี้ผมก็ขอเถียงเลยครับว่าไม่จริงเสมอไป สิ่งสำคัญก็คือการใช้งานให้ถูกต้องตาม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมากกว่า
สรุปสุดท้ายก่อนจากกัน (แต่ยังมีอีกย่อหน้านึง) CTR 360 Maestri II ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลระดับท็อป
ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเกินกว่าราคาค่าตัวที่ถูกตั้งมาในราคาเพียง 6,500 บาท อุปกรณ์และลูกเล่นต่างๆ นั้น
สามารถใช้งานได้จริงสมกับคำโฆษณา และด้วยการที่เป็นรองเท้าฟุตบอลในสไตล์กลางๆ ที่สามารถ
เข้ากันได้กับทุกลักษณะการเล่น ทุกตำแหน่ง ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่สมดุล ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณ
สนุกไปกับการมีส่วนร่วมกับเกมในสนาม สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างไว้ที่เท้าของคุณได้อย่างเต็มที่
ไนกี้ CTR 360 Maestri II จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบัน และยังคงเป็นรองเท้า
ฟุตบอลที่ถูกประเมินคะแนนในระดับสูงสุดจากการรีวิวของ SiamBoots เช่นเดิม
ทุกวันนี้ผมจึงไม่แปลกใจเลยเมื่อเวลาผ่านไปตามสนามฟุตบอลที่ต่างๆ จะได้พบเจอกับรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์เก่งรอบด้าน ไนกี้
CTR 360 Maestri II คู่นี้ ปรากฏกายอยู่ในสนามฟุตบอลอยู่เสมอๆ เท่านี้
ก็น่าจะการันตีถึงความสุดยอด ซึ่งประเมินออกมาด้วยการใช้งานจริงของผู้เล่นมากมายหลายต่อหลายคน
ดังนั้นใครที่ไม่แน่ใจถึงประสิทธิภาพของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ ผมขอบอกเลยครับว่า "ต้องลอง" หามา
ใช้งานกันดูสักตั้ง
โดยเฉพาะเฉดสี "รอยัล บลู" เฉดสีนี้ ซึ่งถือเป็นเฉดสีแรกที่ลงสีแบบ "สีล้วน"
บอกได้คำเดียวครับว่า "สวยงามจริงๆ !!"
ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- "Hand On!" CTR 360 Maestri II "Loyal Blue"
- ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก
SiamBoots Testing Point & Rating
- การรองรับแรงกระแทก 8/10
- ความสบายในการสวมใส่ 7/10
- การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 7/10
- การสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอล 8/10
- การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 7/10
- ความแม่นยำในการส่งบอล ยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10
- ฟีลลิ่ง ความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10
- การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 7/10
- คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภท "คอนโทรล" 10/10
- ความคุ้มค่า 9/10
| การรองรับแรงกระแทก | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ความสบายในการสวมใส่ | |||||||
| การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม | |||||||
| การสัมผัสบอลและควบคุมลูกฟุตบอล | |||||||
| การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า | |||||||
| ความแม่นยำในการส่ง/ยิง/เปิดโด่ง | |||||||
| ฟีลลิ่ง ความกระชับ ความมั่นใจ | |||||||
| การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ | |||||||
| คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคอนโทรล | |||||||
| ความคุ้มค่า | |||||||

Special Thanks
- บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
- คุณ พิณรัตน์ ทัศนะพยัคฆ์ จากบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
- คุณ อุ่น จากบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
- พี่ปอนด์ poko7 (อุปกรณ์)
- พี่เต๋า DiceSeven (ถ่ายภาพ)
- สนามฟุตบอล Winning 7
*** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 0.00 น. ***

ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri II สี "Loyal Blue"
*** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า สามารถติดต่อมาได้ที่
e-mail : siamboots@hotmail.com