"Testing!" ไนกี้ Magista Opus : ถึงจะไม่เน้นโปรโมท..แต่ประสิทธิภาพมันฟ้อง
ว่ารองเท้ารุ่นนี้ "ไม่ใช่ลูกเมียน้อย"







ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Magista Opus





   
   เป็นธรรมดาที่ทั้งค่ายผู้ผลิตและลูกค้าผู้ใช้งาน  ย่อมจะคาดหวังกับประสิทธิภาพและความแตกต่างที่เกิดขึ้น
กับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ใหม่  หลายคนยังรอคำตอบเพื่อยืนยันว่ารองเท้ารุ่นนี้รุ่นนั้น  มีความยอดเยี่ยมสมคำ
โฆษณามากน้อยแค่ไหน  ในบทความนี้ SiamBoots จะขอเอารองเท้าซีรี่ย์ใหม่ป้ายแดงจากไนกี้  และเป็นรุ่น
ท็อปคลาส  ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้  มารีวิวทดสอบการประสิทธิภาพการใช้งานที่แท้จริง
แน่นอนว่าจะเป็นใครอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก รองเท้าฟุตบอลรุ่น Magista Opus

   เมื่อช่วงกลางปี ก่อนศึกฟุตบอลระดับโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลจะปะทุแข้งขึ้นนั้น  ไนกี้ได้เปิดไพ่เด็ด
ออกมาสู่สายตาสาธารณะชนอย่างยิ่งใหญ่  ด้วยงานเปิดตัวอย่างอลังการ  ที่พาลให้คนไทยได้ร่วมประสบการณ์
ที่ยิ่งใหญ่ไม่แท้ต่างประเทศ  กับการรองเท้าฟุตบอลสายพันธุืใหม่ในชื่อว่า Magista

   คำว่า Magista เป็นคำจากภาษาสแปนิช (สเปน) ที่มีความหมายว่า "หมอผี"  แต่ถ้าจะให้นิยามความหมาย
ดังกล่าว ให้เป็นภาษาไทยที่สวยหรูกว่านั้น ทางไนกี้ได้นิยามเอาไว้ว่า "ผู้ร่ายเวทมนต์แห่งสนามฟุตบอล" 
โดยรองเท้าซีรี่ย์นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธในการสร้างสรรค์เกมสำหรับนักเตะกองกลาง  ผู้ที่คอยบัญชา
เกมรุกให้กับทีม  ซึ่งรองเท้าซีรี่ย์นี้จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถแสดงศักยภาพในการควบคุมทุกอย่างได้ดั่งใจ
เสมือนเขากำลังร่ายเวทมนต์เข้าใส่คู่แข่งนั่นเอง

   
   แม้ว่าการโปรโมทหรือการนำเสนอทั้งหมดที่ผ่านมา  ไนกี้จะเน้นไปที่รองเท้าระดับโครตท็อป  ที่จะทำตลาด
ในระดับสูงสุด  ในชื่อรุ่นว่า Magista Obra ด้วยการเอาเทคโนโลยีฟลายนิต หรือเส้นด้าย มาถักทอเป็นรองเท้า
ทั้งข้าง  และมีส่วนหุ้มข้อสูงขึ้นมา  ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่ในวงการรองเท้าฟุตบอล  พร้อมนำเสนอออกมา
ภายใต้นิยามสั้นๆ ว่า "Create Attack" โดยมีมัสคอตประจำซี่รี่ยเป็น "แมงมุม" เพื่อสื่อถึงรองเท้ารุ่น Magista
Obra
ที่นำเอาเทคโนโลยีวัสดุฟลายนิต มาถักทอเป็นตัวรองเท้านั่นเอง

   แต่ในความเป็นจริง..ตลาดระดับท็อปปกติซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่ใหญ่ที่สุดระดับนึง  และเป็นที่จับตามอง
ของเหล่านักฟุตบอลทั้งหมด  ถือว่าเป็นระดับที่ถูกจำตามองมากที่สุดเลยก็ว่าได้  เพราะหลายคนยังคง
อินกับประสิทธิภาพการใช้งานของรองเท้ารุ่น CTR 360 Maestri เป็นอย่างมาก   แต่เมื่อไนกี้มายุติซีรี่ย์
ดังกล่าว  พร้อมทั้งออกซีรี่ย์ Magista มาแทนที่  จึงไม่แปลกที่นักฟุตบอลหลายๆ คน ซึ่งเคยมีประสบการณ์
ที่ยอดเยี่ยมกับ CTR 360 Maestri จะยิ่งคาดหวังว่ารองเท้าซีรี่ย์ใหม่ป้ายแดง จะต้องดี และมีความแตกต่าง
มากขึ้นกว่าเก่า  ซึ่งรองเท้าระดับนี้มีชื่อรุ่นว่า Magista Opus เป็นพระเอกในการทำตลาด

   ในบทความนี้  จะเป็นคิวรีวิวทดสอบการใช้งาน  เพื่อวิเคราะห์และวิจารณ์ถึงประสิทธิภาพของรองเท้า
ฟุตบอลระดับท็อปคลาส ไนกี้ Magista Opus ที่หลายคนเรียกว่าเป็นทายาทของ CTR 360 Maestri
ว่าตัวรองเท้าเป็นอย่างไร  มีข้อดีข้อด้อยตรงไหน  จะยอดเยี่ยมขึ้นหรือจะแย่ลงกว่าเดิม  เพื่อเอาคำตอบ
มาเป็นประโยชน์ทางข้อมูลให้กับคุณผู้อ่านทุกท่าน  ได้เอาไปใช้ตัดสินใจในการเลือกซื้อเลือกหารองเท้า
ฟุตบอลที่ตรงตามความต้องการของม่านมากที่สุด  

   โดยรองเท้าฟุตบอล
Magista Opus คู่ที่ได้มารีวิวนี้  ผมได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ มาจาก
บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เช่นเดิม

   Details

   
      ไนกี้ ตัดสินใจเปิดตัวรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ใหม่ ในชื่อ "Magista" ออกมาทำตลาดในฐานะรองเท้าสายพันธุ์
คอนโทรล ที่เน้นการสร้างสรรค์เกมส์เพื่อจู่โจมคู่แข่ง มากขึ้นกว่าที่ซีรี่ย์ "CTR 360" ที่ยุติการทำตลาดลงไป
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

   คำว่า Magista เป็นคำจากภาษาสแปนิช (สเปน) ที่มีความหมายว่า "หมอผี"  แต่ถ้าจะให้นิยามความหมาย
ดังกล่าว ให้เป็นภาษาไทยที่สวยหรูกว่านั้น ทางไนกี้ได้นิยามเอาไว้ว่า "ผู้ร่ายเวทมนต์แห่งสนามฟุตบอล" 
โดยรองเท้าซีรี่ย์นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธในการสร้างสรรค์เกมสำหรับนักเตะกองกลาง  ผู้ที่คอยบัญชา
เกมรุกให้กับทีม  ซึ่งรองเท้าซีรี่ย์นี้จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถแสดงศักยภาพในการควบคุมทุกอย่างได้ดั่งใจ
เสมือนเขากำลังร่ายเวทมนต์เข้าใส่คู่แข่งนั่นเอง

   
   นอกเหนือจากคอนเซปของตัวรองเท้าที่กล่าวไปแล้ว  ไฮไลท์สำคัญที่สุดของ Magista ก็คือการเปิดตัว
รองเท้าระดับโครตท็อป ภายใต้เทคโนโลยี "ฟลายนิต"  ซึ่งเป็นการใช้วัสดุเส้นด้ายมาถักทอเป็นตัวรอง
แบบไร้รอยต่อ  รวมถึงการเพิ่มส่วนที่เป็นหุ้มข้อ  จนสร้างความฮือฮาตั้งแต่วันที่รองเท้าถูกเปิดตัวล่วงหน้า
(เปิดตัวเดือนมีนาคม 2014 แต่วางจำหน่ายเดือนพฤษภาคม 2014)   เพื่อให้รองเท้ามอบประสบการณ์
การสวมใส่ที่เสมือนรองเท้าเป็นอวัยวะชิ้นเดียวกับเท้า  ในแบบที่ไม่เคยมีรองเท้าฟุตบอลรุ่นไหนเคยมี
มาก่อน

   
   
   ไนกี้ใช้ อันเดรียส อินิเอสต้า เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่ง เป็นพรีเซนเตอร์หมายเลขหนึ่งของซีรี่ย์ Magista  ต่อยอด
มาจากซีรี่ย์ CTR 360 เหมือนเดิม  แต่งานนี้ต้องบอกว่า ไนกี้ทุ่มสุดตัวด้วยการดันนักเตะระดับโลกมากมายหลายคน
ขึ้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ในการโปรโมทรองเท้าซีรี่ย์นี้อย่างเต็มตัว  ไม่ว่าจะเป็น ธิอาโก้ ซิลวา, ดาวิด ลุยซ์,
อาร์ด้า ตูราน, มาริโอ เกิทเซ่, โยฮัน กาบาย, คริสเตียน อิริคเซ่น และ แจ๊ค วิลเชียร์
 เพื่อเป็นการทำตลาด
สร้างภาพลักษณ์ให้กับรองเท้ารุ่นนี้  ได้เป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วโลก..ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน เท่านั้น

   เมื่อเรียบเรียงรายชื่อรุ่น/ระดับ ของสมาชิกในซีรี่ย์ Magista  จะประกอบไปด้วย Magista Obra เป็นรองเท้า
ระดับโครตท็อปที่ทำจากวัสดุด้ายถักและมีหุ้มข้อ  ซึ่งเป็นรุ่นไฮไลท์ที่ไนกี้ทุ่มการโปรโมทมาโดยตลอด  และ
มีชื่อรุ่น Magista Opus เป็นรองเท้าระดับท็อปคลาส  ซึ่งยังคงมีเทคโนโลยีหลายอย่างบรรจุมาให้อย่างสม
ฐานะ  ในขณะที่รองเท้าระดับรองท็อป และรองเท้าระดับทั่วไป มีชื่อรุ่นว่า Magista Orden และ Magista Onda
ตามลำดับ  โดยรองเท้าแต่ละรุ่นแต่ละระดับ จะมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของวัสดุ เทคโนโลยี ลูกเล่นและ
ราคา
  
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น Magista Opus

   สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดที่ยังไม่รู้จักข้อมูลตัวรองเท้า Magista Opus ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีเทคโนโลยีหรือ
รายละเอียดตรงจุดใดที่น่าสนใจบ้าง  ผมขอยกเอาเนื้อความจากบทความ "Hand On!" ซึ่งเป็นบทความ
ที่นำเสนอข้อมูลของตัวรองเท้าทุกส่วน อย่าละเอียดยิบ  มาแปะเอาไว้ต่อจากนี้  ส่วนคุณผู้อ่านท่านใด
ที่เคยอ่านบทความดังกล่าวแล้ว  ก็เตรียมตัวสำหรับการลงสนามทดสอบ  ด้วยการเลื่อนข้างไปอ่านยัง
ส่วนหัวข้อ "Feeling & Sizing" เพื่อเลือกไซด์รองเท้าที่เหมาะสม  ได้เลยครับ

   
   ภายในกล่องเราจะพบเจอตัวรองเท้าฟุตบอล รุ่น Magista Opus ที่ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษสีขาว  วางมาในทิศทาง
แบบสลับหัวท้ายกัน  เพื่อให้ประหยัดพื้นที่  เป็นไปตามปกติการบรรจุหีบห่อของรองเท้าฟุตบอล

   
   ด้านในหัวรองเท้ามีดันทรงกระดาษอัด ที่เป็นทรงแข็ง ใส่มาให้ในตัวรองเท้าเพื่อรักษารูปทรง  สำหรับรองเท้า
รุ่นนี้/สีนี้  ไนกี้ใช้ประเทศเวียดนาม (Made in Vietnam) เป็นฐานการผลิต  และเพื่อให้สมฐานะรองเท้าฟุตบอล
ระดับท็อปคลาสของไนกี้ แน่นอนว่า  ด้านในจะมีถุงสะพายสำหรับใส่รองเท้า  ดีไซน์เข้าธีมและเข้าสีเฉพาะของ
รองเท้าซีรี่ย์ Magista สีเขียวมะนาว  สีนี้เท่านั้น

   เพียงแต่ดีไซน์การออกแบบดูจะเป็นดีไซน์เรียบๆ  น่าเสียดายที่ไม่มีกราฟฟิกคำว่า MAGISTA พิมพ์เอาไว้
ให้โดดเด่นเลย  แตกต่างจากถุงสะพายของ CTR 360 ที่ตรงกลางพิมพ์เอาไว้ด้วยตัวอักษารขนาดใหญ่ชัดเจน

   
   หลายคนอาจจะสนใจกับรายละเอียดบนตัวรองเท้า Magista Opus เป็นหลัก  ว่ามันแตกต่างจาก CTR 360
Maestri III
อย่างไรบ้าง  แต่ก่อนที่จะไปสำรวจเรื่องนั้น  ผมจะขอพามาวัดน้ำหนักตัวของรองเท้ารุ่นนี้กันก่อน  
เพราะครั้งแรกที่ผมหยิบเอารองเท้าข้างนึงมาถือเอาไว้  รู้สึกได้ทันทีเลยว่ารองเท้ารุ่นนี้ "เบามาก" คำว่าเบามาก
ในทีนี้คือ  เบากว่าคาดคิดเอาไว้  และเพื่อเทียบกันเฉพาะรองเท้าประเภทเดียวกัน หรืออาจจะรวมไปถึง ไนกี้
Tiempo Legend V ที่ไนกี้ทำตลาดควบคู่กันในฐานะรองเท้าประเภทคอนโทรล

   ตัวเลขน้ำหนักของ Magista Opus (ไซด์ 9.5 US , 8.5 UK , 43 Fr และ 27.5 cm) อยู่ที่ 204 กรัม/ข้าง เมื่อ
มองดูข้อมูลน้ำหนักรองเท้าฟุตบอลรุ่น/ยี่ห้อ อื่นๆ เป็นดังนี้

   - ไนกี้ Tiempo Legend V 245 กรัม 
   - ไนกี้ Hypervenom Phantom 200 กรัม 
   - ไนกี้ Mercurial Vapor IX 192 กรัม 
   - ไนกี้ CTR 360 Maestri III 240 กรัม
   - อาดิดาส Predator® Instinct 285 กรัม
   - อาดิดาส adiPure 11Pro II 274 กรัม
   - พูม่า King 2013 252 กรัม

   จากตัวเลขที่ปรากฏออกมา จะเห็นได้ว่า Magista Opus เบาขึ้นกว่า CTR 360 Maestri III เกือบ 40 กรัม/ข้าง
เลยทีเดียว  และแทบจะใกล้เคียงกับ Hypervenom Phantom ซึ่งเป็นรองเท้าประเภทจู่โจม  เน้นความคล่องตัว
ส่วนคู่แข่งในตลาดโดยตรงอย่าง อาดิดาส Predator® Instinct ก็มีน้ำหนักมากกว่าถึง 81 กรัม !!!  กลายเป็นว่า
เทรนด์ของไนกี้ คือสร้างรองเท้าสายคอนโทรลของตัวเองให้เบาขึ้นดั่งที่เห็น  ตรงกันข้ามกับคู่แข่งจากอาดิดาส
ที่เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้น

   
   รองเท้าฟุตบอลไนกี้ Magista Opus มีวัสดุหลักของตัวรองเท้าผลิตมาจากหนังสังเคราะห์แคงกาไลท์
(Kanga-Lite)
แบบชิ้นเดียวกันทั้งข้าง  มีรองเย็บประสานอยู่ด้านหลัง ตรงส้นเท้าเท่านั้น  โดยหนังสังเคราะห์
ชนิดนี้เป็นหนังสังเคราะห์  ที่ทีมพัฒนารองเท้าฟุตบองของไนกี้ได้ออกแบบมา  โดยนำเอาข้อดีของหนังสังเคราะห์
และข้อดีของหนังจิงโจ้มารวมกัน  

   กล่าวคือ..หนังชนิดนี้จะมีน้ำหนักเบา  สามารถรีดให้บางเพื่อสร้างฟีลลิ่งการสัมผัสบอลเหมือนใช้เท้าเปล่า
หน้าสัมผัสมีแรงเสียดทาน  หนังมีความนุ่มใส่สบาย  ทนทานและไม่อมน้ำ  ซึ่งหนังแคงกาไลท์ได้เป็นที่รู้จัก
และยอมรับจากบรรดาคนเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เจเนอเรชั่น CTR 360 Maestri I แล้ว  จึงสามารถการรันตีได้ถึง
ศักยภาพของหนังสังเคราะห์ชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี

   นอกจากรายละเอียดด้านนอกตัวรองเท้าแล้ว  ยังพบว่าหน้าสัมผัสด้านในของตัวรองเท้าที่จะคอยห่อหุ้มเท้า
ของผู้สวมใส่  จะเป็นวัสดุหน้าผ้านิ่มๆ  ที่มีวัสดุบุนุ่มบางๆ บุเอาไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย  ซึ่งวัสดุลักษณะนี้  ดูเหมือน
จะสามารถยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวของเท้าได้ดี  จึงให้สัมผัสที่แนบติดเท้า  ช่วยให้ฟีลลิ่งเหมือนตัวรองเท้า
เป็นส่วนหนึ่งของเท้าได้มากเป็นพิเศษ  และยังพอจะช่วยเพิ่มความนุ่มตอนที่สัมผัสลูกบอล..อีกเล็กน้อย

   
   
   ส่วนที่เห็นเป็นพื้นผิวรูปทรงหกเหลี่ยมทางสูงแบบในภาพด้านบน ถูกเรียกว่า Microfiber Mesh เป็นลูกเล่น
ที่ไนกี้ออกแบบมาเพื่อให้ตัวรองเท้ามีพื้นผิวสัมผัสบอลแบบ 3 มิติ รอบตัว  ผิวสัมผัสอาจจะไม่ถูกเคลือบให้มี
ความเหนียวด้วยสารเคลือบผิว  แต่พื้นผิวที่เป็นมิติ สูงต่ำ ที่ชัดเจนแบบนี้จะช่วยทำให้มันสามารถสร้างแรง
เสียดทานกับผิวของลูกฟุตบอล  เพื่อให้สามารถสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอลได้อย่างรอบด้าน สมกับการเป็น
รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลที่สมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม

   ทั้งนี้..ไนกี้ยังระบุข้อมูลออกมาว่า ได้เสริมเทคโนโลยีที่เรียกว่า ไนกี้สกิน (Nike Skin) ซึ่งมีความหนาเพียง
1 มิลลิเมตร แทรกตัวเอาไว้ด้วย  เพื่อช่วยเพิ่มความสบายในการสวมใส่ ความกระชับและป้องกันการซึมผ่าน
ของน้ำ ผ่านทางช่องวางระหว่างเส้นใย Microfiber Mesh

   หน้าสัมผัสทุกส่วนของตัวรองเท้า  ยังมีเทคโนโลยี All Conditions Control  (ACC) ซึ่งเป็นการเคลือบสาร
ชนิดพิเศษเอาไว้  ช่วยลดการจับตัวของหยดน้ำ  ทำให้การควบคุมลูกฟุตบอลที่ดีในทุกสภาพสนาม  ซึ่งเทคโนโลยี
ดังกล่าว  ถูกจำกัดเฉพาะรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสของไนกี้ ขึ้นไป เท่านั้น

   
   
   ด้านข้างของไนกี้ Magista Opus เป็นวัสดุหนังสังเคราะห์แคงกาไลท์ ชิ้นเดียวกันกับด้านหน้า  และมีพื้นผิว
สัมผัสบอลแบบ 3 มิติ รูปทรง 6 เหลี่ยมสูง เรียงตัวตัวต่อเนื่องกันมาอย่างเป็นระเบียบ  แต่ลักษณะตัวรองเท้า
ของฝั่งข้างเท้าด้านใน จะมีความโค้งเว้าเข้ามาเล็กน้อย  เพื่อให้ลงตัวกับการสัมผัสลูกฟุตบอลและสร้างความ
กระชับใหกับข้างเท้าด้านในไปพร้อมๆ กัน

   อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากกว่านั้น ก็คือการเล่นสีของส่วนที่เป็นพื้นผิวสัมผัสบอลรูปทรงหกเหลี่ยม  และสีพื้น
ของตราไนกี้ที่แตกต่างกัน  ดังนั้นเมื่อมองในมุมมองด้านข้าง  ก็จะเห็นเหมือนว่ารองเท้า 2 ข้าง เป็นคนละสี
ก็เป็นอีกหนึ่งดีไซน์การออกแบบที่สร้างความแตกต่าง  สุดแล้วแต่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ  ซึ่งลูกเล่นแบบนี้
คาดว่าจะมีเฉพาะรองเท้าบางเฉดสีเท่านั้น
   
   
   ลักษณะแนวร้อยเชือกของรองเท้ารุ่นนี้  ไม่เป็นเส้นตรง  โดยด้านล่างสุดจะเอียงเข้าไปยังข้างเท้าด้านใน
มากกว่าปกติเล็กน้อย  เพื่อเปิดพื้นที่สัมผัสบอลบริเวณหัวรองเท้าทางฝั่งข้างเท้าด้านใน (นิ้วก้อย)  เพื่อเปิด
พื้นที่สำหรับการจับบอลแรกด้วยข้างเท้าด้านนอก  และในทางตรงกันข้าม แนวร้อยเชือกจะช่วยสร้างความ
กระชับให้กับข้างเท้าด้านในได้มากขึ้นอีกนิด  ซึ่งลักษณะแนวร้อยเชือกแบบนี้ถือเอกลักษณ์ต่อเนื่องมาจาก
ซีรี่ย์เก่า (CTR 360)

   เชือกรองเท้าที่ร้อยติดตัวรองเท้ามาจากประเทศเวียดนาม  เป็นเชือกรองเท้าแบบเส้นแบน หน้ากว้าง  เมื่อร้อย
เชือกผ่านรูปครบถ้วนสมบูรณ์  จะสามารถจัดเรียงการวางตัวของเส้นเชือกได้ง่าย  จึงช่วยลดโอกาสการรบกวน
การสัมผัสบอลบริเวณหลังเท้าลงได้เป็นอย่างดี  ในขณะที่เนื้อผ้าของเส้นเชือกมีความนิ่มพอสมควร  เพียงแต่
เมื่อผูกปมเชือกรองเท้าแล้ว ผมยังรู้สึกเหมือนว่าปมเชือกยังจับกันไม่แน่นสนิทมากนัก  เวลาเล่นอาจเกิดการ
คลายตัวได้บ้าง  ต้องคอยดูกันดีๆ

   
   ลิ้นรองเท้าของ Magista Opus เป็นลิ้นแบบสั้น  ทำจากวัสดุหนังสังเคราะห์แคงกาไลท์เหมือนกับตัวรองเท้า
โดยช่วงกลางของลิ้น มีวัสดุบุนุ่มบรรจุเอาไว้  เพื่อให้ผู้เล่นสามารถสัมผัสบอลด้วยหลังเท้าได้อย่างนุ่มนวล
มีรูระบายอากาศเพื่อช่วยให้การยุบตัวรับแรงกระแทกของส่วนที่มีวัสดุบุนุ่ม  มีความยืดหยุ่นมากขึ้น  เพราะอากาศ
จะสามารถเข้าไปแทนที่ได้เมื่อไม่ได้สัมผัสบอล  และเมื่อสัมผัสบอล..อากาศจะมีช่องให้ระบายออกมา นั่นเอง

   รายละเอียดอีกอย่างหนึ่งของลิ้นรองเท้า นอกเหนือจากกราฟฟิกสัญลักษณ์ ACC ด้านบนกับตราไนกี้แบบเอียงๆ
และสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้ว  ยังพบว่าด้านข้างลิ้นรองเท้า เฉพาะฝั่งข้างเท้าด้านใน  มันได้ถูกเย็บติดกับตัวรองเท้า
ด้วยวัสดุผ้ายืด  เพื่อเป็นการยึดตรึ่งไม่ให้ลิ้นรองเท้าขยับเอียงออกไปได้มากนัก  ส่วนฝั่งข้างเท้าด้านนอกจะมี
ป้ายบอกไซด์รองเท้าเย็บเอาไว้  ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาตอนสวมใส่รองเท้าพอสมควร  เราต้องมาคอยจับคอยขยับ
ป้ายบอกไซด์ไม่ให้มันพับหรือย่น  ไม่งั้นมันจะสร้างความสำราญให้กับหลังเท้าเรา  เรื่องนี้ผมไม่เข้าใจว่าทำไม
ไนกี้ไม่แปะป้ายบอกไซด์เอาไว้ที่ใต้ลิ้นรองเท้า หรือติดกับตัวรองเท้าด้านในไปเลย !?

   
   ไนกี้เลือกใช้ เกราะป้องกันกระแทกส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายแบบภายนอก (External Heel Counter) ให้กับ
Magista Opus (ตอน CTR 360 Maestri III เป็นเกราะภายใน) โดยออกแบบให้ส่วนของพื้นรองเท้า ที่เป็นวัสดุ
พลาสติก Pebax ได้ถูกฉีดขึ้นรูปให้โค้งขึ้นมาปกป้องบริเวณส้นเท้าของข้างเท้าทั้งสองฝั่ง ปกปิดขึ้นมาถึงกึ่งหนึ่ง
ของข้อเท้าเลยทีเดียว  ชิ้นพลาสติกมีความหนาและแข็งแรง  จึงน่าจะช่วยลดแรงปะทะที่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ
ได้เป็นอย่างดี  และยังช่วยล็อคข้อเท้าได้อย่างแน่นหนาอีกด้วย

   โดยเกราะป้องกันแรงกระแทนชิ้นนี้จะเว้าตัวลงที่ด้านท้ายของส้นเท้า  เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับความสบายบริเวณ
ส้นเท้าด้านหลังและเอ็นร้อยหวาย  ไม่ให้ชนกับหน้าสัมผัสแข็งๆ ของเกราะส้น  และสามารถใส่วัสดุบุนุ่มที่หุ้มส้น
ด้านในได้นั่นเอง

   
   หุ้มส้นด้านในของ Magista Opus ก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากรองเท้าต้นตำรับสายคอนโทรลรุ่นก่อนอย่างชัดเจน
โดยไนกี้ใช้หันมาใช้วัสดุหนังสังเคราะห์ ที่ผิวหน้าถูกทำลายปุเป็นจุดเล็กๆ ช่วยเสริมให้ดูดีกว่าหน้าสัมผัสแบบ
ผิวเรียบๆ  อย่างไรก็ตาม..พื้นผิวสัมผัสทั้งหมดไม่มีส่วนที่ช่วยสร้างแรงดึงดูดกับส้นเท้ามากนัก  สัมผัสด้วยนิ้วมือ
แล้วไม่ค่อยยึดเกาะ ออกแนวรู้สึกลื่นๆ เรียบๆ เสียด้วยซ้ำ

   ด้านในของหุ้มส้นจะมีวัสดุบุนุ่มบุเอาไว้  ค่อนข้างจะเต็มพื้นที่  ไม่ว่าจะเป็นด้านท้ายส้นเท้า หรือข้างเท้าทั้ง
สองฝั่ง เพื่อเป็นตัวช่วยสร้างความสบาย ลดโอกาสเสียดสีกับเกราะป้องกันแรงกระแทก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ
ของอาการรองเท้ากัด  และยังช่วยสร้างความกระชับกับข้อเท้าของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี อีกด้วย

   นอกจากนั้นจะเห็นลักษณะการออกแบบของปลายหุ้มส้นด้านหลัง  ว่าเป็นเป็นหุ้มส้นแบบเปิดกว้าง  รองรับ
กับแนวเอ็ยร้อยหวายของคนที่ข้อเท้าใหญ่ๆ ได้ดี  คนละเรื่องกับปลายหุ้มส้นของ ไนกี้ Tiempo Legend V
ที่บีบแคบเข้ามากว่านี้ จนสร้างความอึดอัดให้กับแนวเอ็นร้อยหวายเป็นอย่างมาก

   
   แผ่นรองพื้นด้านในของรองเท้าฟุตบอล ไนกี้ Magista Opus ดูไกลๆ จะคล้ายเดียวกับแผ่นรองพื้นของไนกี้
Tiempo Legend V
เลยก็ว่าได้  แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันพอสมควร  เริ่มจากสิ่งที่เหมือนกันก่อนก็คือลักษณะ
แผ่นโฟมที่ถูกเจาะให้มีรูเล็กๆ ตลอดทั่วทั้งแผ่น  โดยใช้โฟม EVA ที่มีเนื้อโฟมแน่น และมีความหนาเท่ากัน
ตลอดทั้งแผ่นมาอัดขึ้นรูป  และยังใช้เนื้อโฟมสีเหลืองสด เหมือนกันอีกต่างหาก  

   อย่างไรก็ตาม..แผ่นรองพื้นของ Magista Opus นั้นดูจะมีทรวดทรงองเอวที่คอดเว้ามากเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะ
ช่วงกลางจะเห็นได้ชัดเจน  แสดงให้เห็นว่าชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้มีลักษณะแคบเข้ามาพอสมควร

   
   หน้าสัมผัสด้านบนของแผ่นรองพื้นชุดนี้  เป็นหน้าผ้าไนล่อน  แม้จะไม่มีการเคลือบผิวให้หนึบเหมือนกับ
แผ่นรองพื้นรองเท้ารุ่นเก่าๆ ของไนกี้  แต่หน้าสัมผัสสีชมพูของ Magista Opus ที่เห็นจากภาพด้านบนนั้น
ก็ให้สัมผัสความฝืดพอสมควร  เนื่องจากหน้าสัมผัสมีชั้นหน้าผ้าที่หนา และเนื้อผ้ามีลักษณะเป็นขุยๆ มาก
กว่าเพื่อน (จะเห็นได้ชัดเจน ถ้าเปรียบเทียบกับแผ่นรองพื้นของ Mercurial Vapor IX)
 
   
   ส่วนด้านใต้ของแผ่นรองพื้น ไม่มีโฟม Poron เสริมมาเพื่อช่วยรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม เหมือนกับ
Tiempo Legend V  โดยเป็นเนื้อโฟม EVA แบบเพียวๆ ที่มีจุดนูนออกมาเพื่อช่วยยึดกับชุดพื้นรองเท้าเอาไว้
ทำให้แผ่นรองพื้นมีความมั่นคง
   
   
   เรามาปิดท้ายกันที่การสำรวจชุดพื้นช่วงล่างและปุ่มรองเท้าแบบ FG ของรองเท้าฟุตบอล ไนกี้ Magista Opus
กันเหมือนเดิม  ซึ่งไนกี้ได้เสริมเทคโนโลยีทางวัสดุมาให้กับรองเท้ารุ่นระดับท็อปคลาสรุ่นนี้อย่างสมศักดิ์ศรี
โดยไนกี้เลือกใช้วัสดุพลาสติก Pebax ซึ่งเป็นพลาสติกทางวิศวกรรม ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว และมี
น้ำหนักเบา  มาฉีดขึ้นรูปเป็นชุดพื้นแบบชิ้นเดียวกันทั้งหมด  โดยผสมผสานการออกแบบให้ชุดพื้นเป็นแบบใส
ซึ่งดูดีกว่าวัสดุสีทึบ

   
   และเมื่อเปรียบเทียบกับซีรี่ย์เก่าอย่าง CTR 360 Maestri III แล้ว จะเห็นได้ว่า Magista Opus ได้ถูกออกแบบ
ชุดปุ่มแบบ FG ใหม่ทั้งหมด จนไม่เหลือเคล้าโครงเดิมแม้แต่นิด  โดยปุ่มของรองเท้าด้านหน้า มีทั้งหมด 11 ปุ่ม
แบ่งออกเป็นปุ่มตามแนวขอบรองเท้า ทั้งขอบด้านในและด้านนอก ด้านละ 4 ปุ่ม วางเรียงตัวกันแบบจับคู่

   ลักษณะปุ่มทั้ง 8 ปุ่ม เป็นปุ่มทรงกรวย มีฐานปุ่มกว้างกว่าปลายปุ่มเล็กน้อย  ซึ่งไนกี้มั่นใจว่าปุ่มลักษณะนี้จะช่วย
ทำให้ Magista Opus สามารถจิกเกาะพื้นสนามได้เป็นอย่างดี  และยังทำให้ผู้เล่นมีอิสระในการเปลี่ยนทิศทาง
ของการเคลื่อนที่แบบรอบตัว 360 องศา  โดยมีฐานปุ่มที่มีขนาดกว้างคอยช่วยสร้างความมั่นคงเวลาที่ต้องลง
น้ำหนักตัวมากๆ ในจังหวะการหมุนตัว นั่นเอง

   นอกเหนือจากการยึดเกาะและการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ที่แสนจะอิสระแล้ว  ไนกี้ยังยังนิยมใช้ปุ่มตรงกลาง
ฝ่าเท้า อีก 3 ปุ่ม  เป็นปุ่มแนวขวาง  วางเรียงตัวกันมาตั้งแต่บริเวณหัวรองเท้า  เพื่อทำหน้าที่เกาะพื้นสนามและ
สร้างแรงสปรินซ์ในการเคลื่อนที่ไปด้านหน้า  ในกรณีที่ผู้เล่นต้องการความเร็วทางตรง  รายละเอียดตรงจุดนี้
แทบจะเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอลจากไนกี้ ยุคปัจจุบัน..ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


   
   โครงสร้างช่วงกลาง ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างชุดพื้นด้านหน้าและด้านหลัง ถูกเชื่อมกันด้วยโครงสร้างแบบใหม่
ที่ไนกี้เอามาใช้กับรองเท้าทุกซีรี่ย์ของตัวเองในปัจจุบัน  โดยข้อดีของการขึ้นโครงสร้างตรงกลางให้มีหน้าตา
แบบนี้มีด้วยกันหลายประการ  ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการส่งแรงดีดกลับเวลาที่ชุดพื้นโค้งงอ  อันเกิดในขณะที่
ผู้เล่นสปรินซ์เคลื่อนที่ด้วยปลายเท้า  เพื่อช่วยเสริมแรงดีดในการเคลื่อนที่ไปด้านหน้า  และโครงสร้างแบบนี้ยัง
ป้องกันการบิดตัวของชุดพื้นเวลาที่ผู้เล่นสไลด์ตัวออกไปด้านข้าง  ลดการเสียจังหวะหรือการพลิกตัวของรองเท้า
ลงได้

   
   ปุ่มด้านหลังมีจำนวน 4 ปุ่ม เป็นปุ่มกลมรูปทรงกรวยเหมือนกัน แต่จะมีลักษณะยาวกว่าปุ่มด้านหน้าเล็กน้อย  
และฐานปุ่มจะใหญ่หว่า  เพื่อทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่เอาไว้  และจะเห็นได้ว่าด้านล่างของ
ฐานปุ่ม จะมีโครงสร้างเชื่อมต่อมาจากปุ่มด้านหน้าและช่วงกลางรองเท้า  เพื่อทำให้ชุดพื้นและปุ่มของรองเท้า
มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากที่สุด  ช่วยสร้างความมั่นคงและประสิทธิภาพของการสปรินซ์ออกตัว ให้ไป
ในทิศทางเดียวกัน

   ผู้ซื้อยังสามารถไว้ใจถึงความแข็งแรงทนทานของปุ่มรองเท้าทั้ง 15 ปุ่ม ของ Magista Opus ได้อย่างแน่นอน
เพราะไนกี้ใช้เทคนิคการฉีดพลาสติก Pebax ฐานปุ่มและชุดพื้นเป็นชิ้นเดียวกัน  ก่อนที่จะฉีดครอบเป็นปลายปุ่ม
รองเท้าอีกหนึ่งชั้น  แม้ว่าพื้นที่หน้าตัดของปุ่มทุกปุ่มจะดูเล็กก็ตาม

   
   ผมเชื่อว่า คุณผู้อ่านสามารถรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่า Magista Opus ยังคงมีเทคโนโลยี วัสดุและลูกเล่น สมกับ
การเป็นรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสในตลาดเหมือนเดิม  แต่ว่าไนกี่้จะเน้นโปรโมทรุ่นโครตท็อปที่มีวัสดุ
ฟลายนิตก็ตาม  แต่ข้อดีก็คือ "ความแตกต่าง" ของรองเท้าทั้งสองรุ่น  ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมี Magista Obra
ในครอบครองแล้ว  แต่ผมก็ยังยืนยันว่า Magista Opus นั้นสามารถให้ประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างออกไป  
มันไม่เหมือนรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่นๆ ที่รองเท้าต่ำกว่าจะถูกตัดลดทอนอ๊อฟชั่น  ลงมาจากที่มีในรองเท้าระดับ
ที่สูงกว่า  เพราะรองเท้าทั้งสองรุ่นในซีรี่ย์ใหม่นี้ ถูกสร้างขึ้นมาบนความแตกต่างกันคนละขั้วเลยก็ว่าได้

   โดยรองเท้ารุ่นนี้ จะให้ประสบการณ์และประสิทธิภาพในด้านการใช้งานเป็นอย่างไร  เราไปทดสอบกันเลย

   Feeling & Sizing

   
   ไนกี้ Magista Opus ที่ผมจะสวมใส่ลงสนามทดสอบการใช้งานในบทความนี้  ยังคงเป็นรองเท้าไซด์มาตรฐาน
ของตัวผมเอง  นั่นคือไซด์ 9.5 US , 8.5 UK , 43 FR หรือ 27.5 cm รองเท้าไซด์นี้ถือเป็นการเลือกที่ ตรงไซด์
กับเท้าของผม  แต่เพื่อลองสวมใส่จริงๆ แล้ว  จะให้ฟีลลิ่งยังไง แล้วควรจะต้องเพิ่มไซด์หรือลดไซด์หรือไม่
ผมมีคำตอบแล้ว

   
   จุดแรกเมื่อสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้  ต้องระมัดระวังและใช้ความปราณีตให้ดี  ก็คือบริเวณลิ้นรองเท้า  เพราะเมื่อเวลา
ที่เราสวมเท้าเข้าไป  ลิ้นรองเท้าทางฝั่งข้างเท้าด้านนอกมันจะพับและลู่ไปกับเท้า  จึงทำให้เกิดช่องว่างมองทะลุ
ไปเห็น(ถุง)เท้าของเรา  และลิ้นที่พับกลับเข้ามาอีกชั้น  จะทำให้หลังเท้าเรารู้สึกรำคาญพอสมควร

   ตรงจุดนี้อยากแนะนำว่าให้คลายเชือกให้หลวม  แล้วค่อยๆ สอดเท้าเข้าไปทีละนิดๆ  ในขณะที่มืออีกข้างก็ต้อง
ช่วยประคองและถ่างลิ้นรองเท้าออกให้ตึง  
สเต็ปนี้เล่นเอาเหนื่อยและเกร็งเท้าพอสมควรเลยทีเดียว  แต่ยังไงผม
ก็ยังแนะนำให้ทุกท่านต้องทำแบบนี้  ไม่งั้นลิ้นรองเท้าจะรบกวนบริเวณหลังเท้าเป็นอย่างมาก
   
   
   เอาล่ะครับ   เมื่อสวมเท้าเข้าไปเรียบร้อย  พร้อมดึงกระชับแนวร้อยเชือกและผูกเชือกแบบแน่นกำลังดีแล้ว  พบว่า
พื้นที่บริเวณหัวรองเท้าเหลือน้อยมา  หัวรองเท้าตรงกลางที่สุด  พอจะวางนิ้วหัวแม่มือตามแนวขวางลงไปได้แบบ
หมิ่นๆ  จริงๆ แล้วน้อยกว่าครึ่งนิ้วด้วยซ้ำ  กะประมาณระยะที่เหลือได้ประมาณ 0.2 -0.3 เซนติเมตร เท่านั้น

   แต่ที่สำคัญคือหัวรองเท้าทางด้านข้างที่ตรงกับนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วก้อย จะชนกับหัวรองเท้าแบบแน่นพอดิบพอดี
ไม่มีพื้นที่ว่างมากพอให้ขยับไปด้านหน้าได้เลย  ถ้าวัดกันเยอะความยาวของตัวรองเท้า  ถือได้ว่า Magista Opus
เป็นรองเท้าที่ตรงไซด์ตามความยาวเป็นอย่างมาก  แทบจะไม่เจอกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ในตลาดปัจจุบันเลย

   
   ส่วนลักษณะรองเท้าตามแนวขวาง  บริเวณตรงกลางของตัวรองเท้า  พบว่าตัวรองเท้ามีลักษณะด้านข้างที่สามารถ
เข้ารูปกับลักษณะเท้ากว้างๆ  ฝ่าเท้าแบน ได้ทุกสัดส่วนจริงๆ  ในขณะที่พื้นที่หลังเท้าก็กดแนบสนิทกับหลังเท้า
ของผมแทบจะ 100%  ฟีลลิ่ง ณ ตรงนี้  ผมบอกเลยว่าเป็นฟีลลิ่งที่พอดีกับรูปเท้าเป็นอย่างมาก  แต่ไม่ได้แน่น
จนปวดหลังเท้าเหมือนกับ Tiempo Legend V (เมื่อใส่แบบตรงไซด์) 

   ประเด็นตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการเลือกไซด์รองเท้า Magista Opus มากๆ  ถ้าใครอยากได้รองเท้า
ที่ใส่แล้วเข้ารูปพอดี  แน่นและกระชับพอสมควร  แต่ไม่ถึงกับอึดอัดมาก  ผมยังขอแนะนำให้ท่านเลือกซื้อแบบตรงไซด์
เหมือนกับความยาวบริเวณหัวรองเท้า

   
   ส่วนบริเวณด้านท้าย  พบว่าปลายของหุ้มส้นและแนวเอ็นร้อยหวาย  สูงขึ้นมาบีบกับส้นเท้าได้แน่นกระชับพอสมควร
ตรงจุดนี้ ถ้าใครที่ไม่ชอบฟีลลิ่งตรงส้นเท้าและแนวเอ็นร้อยหวายที่แน่นมาก  ผมแนะนำว่าอยากให้ลองเพิ่มไซด์ไปอีก
ครึ่งไซด์ดู  อาจจะพบความสบายในการสวมใส่ที่ดีขึ้นกว่านี้

   อย่างไรก็ตาม  ถ้าเป็นผมเอง ผมยังยืนยังว่าจะเลือกไซด์ ไนกี้ Magista Opus แบบ "ตรงไซด์" เพื่อแลกกับ
ฟีลลิ่งและขนาดการสวมใส่ทีพอดีเท้าในทุกๆ สัดส่วน  ไม่ว่าจะเป็นหัวรองเท้า ด้านข้าง หลังเท้า และส้นเท้า
ตรงจุดนี้รองรับคนที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้างแบบคนไทยได้ด้วย   แต่ถ้าใครคิดว่าลักษณะเท้าของคุณมีความกว้าง
กว่าเท้าของคนไทยปกติ  ผมแนะนำว่าให้คุณลองเพิ่มครึ่งไซด์ดู  เพื่อให้ได้การสวมใส่ที่สบายขึ้น

   Testing  

   
   มาเข้าสู่สถานีทดสอบการใช้งานจริงของ Magista Opus รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลซีรี่ย์ใหม่ล่าสุด
จากไนกี้  ซึ่งการทดสอบจะแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ตามมาตรฐานของ SiamBoots  โดยในแต่ละหัวข้อนั้น
จะมีการวิพากษ์วิจารณ์รายละเอียดเชิงลึก เปรียบเทียบกับรองเท้าคู่แข่งในตลาด และแน่นอนว่ารองเท้าคู่แข่ง
สำหรับการเปรียบเทียบในนั้น  จะต้องหนีไม่พ้น อาดิดาส Predator® Instinct ที่เป็นรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรล
คู่แข่งโดยตรง  แถมรีวิวจากรองเท้าก็ทำคะแนนเอาไว้สูงที่สุดอีกด้วย  ส่วนอีกรายคือ พูม่า evoPower 1 ซึ่งถือ
เป็นรองเท้าประเภทกึ่งคอนโทรลกึ่งพาวเว่อร์  ที่ออกตัวแรงตั้งแต่ต้นปี  ส่วนรายสุดท้ายคือ ไนกี้ CTR 360
Maestri III
ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นที่ทุกคนสรุปว่ามันคือเจเนอเรชั่นก่อนหน้าของ Magista Opus นั่นเอง

   สำหรับการรีวิวทดสอบในครั้งนี้  ผมกลับมาใช้สนามฟุตบอลในร่มหญ้าเทียม ย่านปิ่นเกล้า เจ้าประจำ อย่าง
Winning 7 อีกครั้งนึง  เนื่องจากต้องการควบคุมเรื่องคุณภาพของสนาม  ไม่ให้มามีส่วนในการสร้างความแตกต่าง
ของแต่ละการทดสอบ

   ความสบายในการสวมใส่

   
   ความสบายในการสวมใส่ จะเป็นหัวข้อการทดสอบแรก ของไนกี้ Magista Opus เหมือนกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ
มาดูกันมา  รองเท้ารุ่นนี้จะให้ฟีลลิ่งในด้านความสบายเท้า การระบายความร้อย หรือมีจุดไหนที่สร้างความอึดอัด
และกัดส้นเท้าบ้างไหม  โดยจะทดสอบบนพื้นฐานของภาพรวมการใช้งาน  มีทั้งจังหวะการเล่นจริงจัง หรือแม้
แต่ใส่ลงไปวอร์มอัพ

   หลังจากที่ได้ลองสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ดูแล้ว  เรียนตามตรงเลยครับว่า Magista Opus ไม่ใช่รองเท้าฟุตบอล
ประเภทที่มีความสบายในการสวมใส่ เป็นจุดเด่นหลัก
  ตัวรองเท้าถือได้ว่าเน้นการบีบกระชับเข้ารูปเข้ามากๆ
แรกๆ รู้สึกว่ามันอึดอัดพอสมควร  จำเป็นต้องให้ตัวรองเท้าผ่านการใช้งานไปประมาณ 3-4 ครั้ง  ถึงจะเริ่มเข้าที่
เข้าทาง  อย่างไรก็ตาม...พื้นที่บริเวณหัวรองเท้า ที่มีระยะเหลือเล็กน้อย (ในกรณีที่คุณเลือกตรงไซด์) ไม่เป็น
ปัญหาอะไร  เราสามารถใช้งาน เคลื่อนที่ได้ตามปกติ  นิ้วเท้าไม่ถึงกันชนเกิดอาการเกร็งหรือเมื่อยฝ่าเท้า
ซึ่งดีขึ้นกว่าตอนที่เคยใช้ ไนกี้ CTR 360 Maestri III แบบตรงไซด์

   เพียงแต่บริเวณส้นเท้าและปลายหุ้มเอ็นร้อยหวาย  ยังถือเป็นจุดเสี่ยงสำหรับคนที่ส้นเท้าบาง  กล่าวคือ
หุ้มส้นของรองเท้ารุ่นนี้ค่อนข้างแน่น เต็มระยะและอึดอัดพอสมควร  โดยเฉพาะบริเวณปลายหุ้มส้นเอ็นร้อยหวาย
ที่บีบเข้ากับร่องเอ็นร้อยหวายของเราเต็มที่  อาการกัดส้นเท้าพอมีให้ได้พบเจอในระยะแรกๆ  แต่แค่พอคันๆ
ไม่ถึงกับเป็นแผลเหวอะ  หรือน่ากังวลอะไร  

   ส่วนเรื่องการระบายความร้อนก็เช่นกัน  ไนกี้ Magista Opus คู่นี้  มีประสิทธิภาพการระบายอากาศและความร้อน
ในระดับกลางๆ  ตามมาตรฐานของรองเท้าฟุตบอลประเภทหนังสังเคราะห์ทั่วๆ ไป  จริงๆ พอจะถือว่าใกล้เคียงกับ
อาดิดาส Predator® Instinct ก็ว่าได้  แต่ถ้าเทียบกับ พูม่า evoPower 1 แล้ว  ผมว่ารองเท้าจากค่ายเสือกกระโดด
แอบระบายความร้อนได้ดีกว่า นิดนึงนะ

   โดยภาพรวมแล้ว ผมให้ Magista Opus ใส่สบายขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่าอย่าง CTR 360 Maestri III เล็กน้อย
จึงขอเพิ่มให้ 1 คะแนน  แต่ยังเป็นรองสองคู่แข่งจากอาดิดาสและพูม่า อย่างมิอาจปฏิเสธได้
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 7/10

   การรองรับแรงกระแทก

   
   ในเรื่องของประสิทธิภาพการการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  ยังต้องบอกว่าไม่แตกต่างจากเดิมเลย
แม้แต่น้อย  ชุดแผ่นรองพื้นชุดเดิม ที่เหมือนกับ
CTR 360 Maestri III ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้
การรองรับแรงกระแทกทำได้ดีเหมือนเดิม  โดยแผ่นรองพื้นชุดนนี้มีเนื้อโฟมที่หนา  มีระดับความแน่นของเนื้อโฟม
แน่น  แต่ไม่ถึงกับแข็งทื่อ  สามารถถูกแรงกดและให้ตัวเพื่อช่วยผ่อนแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี  คุณสมบัติ
ตรงจุดนี้ ผมถือว่าทำได้ดีกว่าเนื้อโฟมของอาดิดาส
Predator® Instinct จนรู้สึกได้  

   ส่วนประเด็นที่ว่าไนกี้ออกแบบปุ่ม FG ใหม่ให้
Magista Opus เปลี่ยนมาใช้ปุ่มกลมมีฐานกว้างแบบทรงโคน
พบว่ามันไม่ได้สร้างความแตกต่างในแง่ของการลงน้ำหนัก  ปุ่มทุกปุ่มช่วยทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกได้เท่าๆ กัน
ยืมได้เต็มเท้า และไม่พบว่ามีปุ่มใดยาวออกมามากจนทิ่มเท้า  ส่วนวัสดุที่เปลี่ยนมาใช้พลาสติก Pebax แทน TPU
(ของ CTR 360 Maestri III) ก็ไม่มีผลอะไรเช่นกัน

   โดยภาพรวม  ยังยอมรับว่าไนกี้ไม่ได้สร้างความแตกต่างกับให้ช่วงล่าง ของ Magista Opus ให้เหนือกว่าเดิม
เพราะว่าถือเป็นรองเท้าที่สามารถให้ประสิทธิภาพของการรองรับและผ่อนแรงกระแทก ได้ดีมากๆ อยู่แล้วในปัจจุบัน
รองเท้ารุ่นนี้ แม้ปุ่มจะดูแหลม และพื้นที่หน้าตัดแคบ  แต่ก็สามารถสวมใส่ใช้งานได้ทุกสภาพสนาม  ไม่ว่าจะเป็น
สนามหญ้าเทียม หรือสนามดินที่แข็งๆ หน่อย  ผู้ใช้งานที่มีปัญหาในเรื่องของการรับแรงกระแทก  สามารถใช้งานได้
โดยไม่ต้องกังวลอะไรเป็นพิเศษ  

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   

   มาต่อกันที่การทดสอบประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม
 ถึงแม้จะไม่ใช่
คุณสมบัติที่ต้องเน้นของรองเท้าประเภทคอนโทรล  แต่เมื่อผ่านการใช้งานมาแล้ว  ผมรู้สึกชอบประสิทธิภาพ
ตรงจุดนี้ของ
Magista Opus เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

   เริ่มกันที่การสปรินซ์ทำความเร็วในทางตรง  พบว่าการออกแบบช่วงล่างและชุดพื้นใหม่ทั้งหมด  โดยเฉพาะ
ตรงกลางฝ่าเท้าที่ช่วยเชื่อมประสานระหว่างชุดพื้นด้านหน้าและด้านหลัง  ช่วยเปลี่ยนความดุดันในการเคลื่อนที่
ให้รู้สึกถึงแรงสปรินซ์ได้อย่างรวดเร็วและทันความต้องการมากขึ้น  ในขณะที่โครงสร้างฐานแบบตัว X ซึ่งยกเอา
ชุดพื้นของ Hypervenom Plantom มาเป็นแบบแผน  นั้นสามารถสร้างความมั่นคงในการลงน้ำหนัก ในจังหวะ
ที่เราต้องใส่เต็มสปีดได้ดีไม่แพ้กับชุดพื้นแบบฐานกว้าง

   ถ้าพูดเฉพาะเรื่องของความดุดันและการตอบสนองในการออกตัว  ผมยอมรับว่า Magista Opus ทำได้ดีขึ้นกว่า
ไนกี้ CTR 360 Maestri III  และไม่ใช่เพียงแค่นั้น  ยังรวมถึง อาดิดาส Predator® Instinct และ พูม่า
evoPower 1 อีกด้วย  แต่เท่านั้นยังไม่พอ..เพราะยังรู้สึกว่าชุดพื้นสามารถส่งแรงดีดกลับได้รุนแรงกว่า ชุดพื้นของ
ไนกี้ Tiempo Legeng V ซึ่งมีชุดพื้นและแนววางปุ่มที่คล้ายคลึงกันมากที่สุด พอสมควร  เนื่องจากโครงสร้าง
รูปตัว X ของ Magista Opus นั้นมีความหนาและแข็งแรงกว่า จึงสามารถเกิดแรงดีดได้ดีกว่า นั่นเอง

   
   ปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้สามารถจิกลงไปยังพื้นสนามได้ดีมาก  ให้การยึดเกาะที่มั่นคง  แม้เป็นจังหวะการเคลื่อนที่
ด้วยความเร็วก็ทำได้ดี  แต่การจิกพื้นสนามของปุ่ม  จะไม่ได้โดดเด่นไปกว่าปุ่มสามเหลี่ยมของ อาดิดาส
Predator® Instinct
หรือปุ่มแนวครึ่งวงกลมของ CTR 360 Maestri III  ทั้งนี้..ผมมองว่า มันก็เพียงพอที่จะทำ
ให้คุณสามารถสับขาหลอกล่อ หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้ ไม่ต่างกัน

   ส่วนจุดเด่นสำคัญจริงๆ ของ Magista Opus คือ เป็นรองเท้าที่สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่าง
อิสระมากรอบด้านแบบ 360 องศา
  และเป็นปุ่มที่จิกพื้น แล้วสามารถหมุนตัวได้แบบแทบไม่เกิดการสะดุด
หรือเสียจังหวะซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับรองเท้าฟุตบอลที่ออกแบบมาเพื่อผู้เล่นกองกลาง  ให้สามารถ
กลับตัวลงมาเพื่อเล่นเกมส์รับ แล้วกลับตัวขึ้นไปเติมเกมส์รุกได้อย่างรวดเร็ว
   
   ในขณะที่น้ำหนักตัวรองเท้าที่เบาลงกว่าเดิมมากเป็นอย่างมาก  แสดงให้เห็นว่าผู้เล่นจะสามารถใช้งาน
รองเท้ารุ่นนี้เพื่อเน้นความเร็วของการเคลื่อนที่โดยภาพรวมได้อย่างแน่นอน

   ไปๆ มาๆ แล้ว ไนกี้
Magista Opus เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลที่มีประสิทธิภาพด้านการเคลื่อนที่
ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้  จุดเด่นอยู่ที่ชุดพื้นที่มีความแข็ง มีโครงสร้างที่ช่วยทำให้เกิดแรงดีดกลับได้ดีขึ้น
ในขณะที่ปุ่มรองเท้าเอง ก็เอื้อประโยชน์ให้การพลิกตัวหรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ สามารถทำได้อย่าง
ราบลื่น รวดเร็วและไร้การสะดุด  หากมองเปรียบเทียบกับชุดพื้นและปุ่มของ Mercurial SuperFly IV และ
Mercurial Vapor X
(ที่กำลังจะรีวิว) แล้ว  อาจจะด้อยกว่าเล็กน้อย  โดยรองเท้าสายจรวดทางเรียบนั้นจะเน้น
การจิกพื้นสนามที่แม่นยำมาก  พุ่งจิกพื้นสนามและช่วงส่งแรงสปรินซ์ได้ดีกว่า
 ในขณะที่ทางฝั่ง Magista Opus
จะไปในอารมณ์การหมุนตัวเพื่ออเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่  ได้อย่างเป็นอิสระมากกว่า  
ดังนั้น..ในหัวข้อนี้
ผมขอลงคะแนนไว้ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 9/10

    ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   

   ณ ตอนนี้ ผมกล้าพูดเต็มปากว่า ไนกี้
Magista Opus เป็นรองเท้าฟุตบอลที่สามารถสร้างฟีลลิ่ง ความกระชับ
และให้ความมั่นใจเมื่อใช้งาน
 ได้ดีที่สุดแล้วในบรรดารองเท้าฟุตบอลประเภทที่ไม่มีหุ้มข้อ !!  รองเท้ารุ่นนี้
เหมาะสำหรับคนที่อยากได้รองเท้าฟุตบอลที่ใส่เข้ารูปกับเท้าได้ดี ทั้งด้านหน้า ตรงกลาง และส่วนหลัง

   ปกติรองเท้าทรงเรียวยาวหลายๆ ซีรี่ย์ในตลาด  แม้ด้านข้างจะกระชับ  แต่หัวรองเท้ากลับเหลือ  โดยเฉพาะ
หรือถ้าอยากจะใส่ให้หัวรองเท้าพอดี  ก็จะต้องยอมฝืนทนกับการบีบด้านข้าง  
คนที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้าง
จะยิ่งได้พบเจอปัญหานี้บ่อยๆ  
สุดท้ายจึงจำเป็นต้องยอมใส่แบบหัวเหลือ  จนเป็นปัญหาเรื่องความมั่นใจ
ที่หายไป

   แต่กับไนกี้
Magista Opus ไม่ใช่แบบนั้น  ยิ่งถ้าใครเลือกไซด์รองเท้าแบบตรงไซด์ตามที่ผมแนะนำไป
ก่อนหน้านี้  จะพบว่าพื้นที่หัวรองเท้าเหลือกำลังดี  ด้านข้างเท้าทั้งสองข้างบีบกระชับเข้ารูป  เป็นอย่างมาก  
ในขณะที่หลังเท้ารู้สึกกดลงมาพอสมควร  แต่ไม่ถึงกับกดจนปวดหลังเท้าเหมือนกับตอนใส่ Tiempo Legend V
แบบตรงไซด์  ส่วนพื้นที่ด้านหลังที่เป็นหุ้มส้นและแนวเอ็นร้อยหวาย  ตอนใส่แรกๆ อาจจะอึดอัดสักหน่อย
มีอาการกัดพอคันๆ  แต่ถ้าทนไปซัก 2-3 ครั้ง  รับรองเลยว่ามันจะลงตัวเป็นความพอดี  จับกระชับเข้ารูป
และสร้างความมั่นใจได้เป็นเต็มเปี่ยม

   ในขณะที่แผ่นรองพื้นด้านในรองเท้า  ซึ่งเปลี่ยนจากผิวหน้าแบบเคลือบสารกันลื่น  มาเป็นวัสดุหน้าผ้า
ไนล่อน  เป็นรูๆ แบบที่เจอในรองเท้าฟุตบอลของไนกี้ในทุกๆ ซีรี่ย์  ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะเจออาการ
ฝ่าเท้าลื่นไป-มา ระหว่างการใช้งาน  ในเมื่อการออกตัวรูปทรงของรองเท้ามันสามารถสร้างความกระชับ
ได้ทุกๆ ส่วนแบบนั้น  ก็ไม่เหลือพื้นที่ให้เท้าของเราสามารถขยับลื่นไถลไป-มา ได้แล้ว

   อย่างที่เปิดตัวไปตั้งแต่แรกล่ะครับ  ว่าไนกี้
Magista Opus เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทที่ไม่มีหุ้มข้อ
ที่สามารถให้ ฟีลลิ่ง ความกระชับและให้ความมั่นใจเมื่อใช้งาน จริงๆ แอบดีกว่าพวก ไนกี้ Mercurial
Vapor IX
เล็กน้อยด้วยครับ  แต่ถ้ามองถึงตัวเลขการให้คะแนน  คงขอให้ที่ 10 เต็ม 10 เท่ากัน  และ
แน่นอนว่าเป็นรองเท้าที่มีคุณสมบัติในหัวข้อนี้  ดีที่สุดแล้วในคลาสรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรล

 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 10/10


   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   เรามาทดสอบกันต่อเกี่ยวกับประสิทธิภาพ
การจับควบคุมบอลแรก และการรับและแปส่งบอลของรองเท้า
สายพันธุ์คอนโทรลป้ายแดง ไนกี้
Magista Opus  ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญอันดับหนึ่งของรองเท้าประเภทนี้
ไปทดสอบกันว่ารองเท้ารุ่นนี้ จะทำได้ดีแค่ไหน

   ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลแรกของ Magista Opus ไม่ได้เรียกว่าบางติดเท้า  แล้วก็ไม่ถึงกับหนานุ่ม  ถ้าต้องการดูดบอล
ลงพื้นให้นุ่มนวล  ผู้เล่นจำเป็นต้องมีทักษะการผ่อนแรงมาช่วยบ้างเล็กน้อย  แม้ว่าลักษณะของหนังแคงกาไลท์
ค่อนข้างที่จะบาง  แต่บนหน้าสัมผัสของตัวรองเท้าดันมีปั๊มให้เกิด Pattern นูนต่ำเป็นรูปทรงหกเหลี่ยม  เพื่อช่วย
เพิ่มพื้นที่การสัมผัสบอล  มันพอจะมีระยะยืดหยุ่นยุบตัวเพื่อช่วยผ่อนแรงได้  แต่ไม่มาก  ซึ่งมีผลทำให้ตัวรองเท้า
มีความหนาและแข็งขึ้นมาอีกนิด

   โดยฟีลลิ่งตอนจับบอลแรกของรองเท้ารุ่นนี้  จะอยู่กึ่งกลางระหว่าง Predator® Instinct และ evoPower 1
กล่าวคือ เวลาเท้าสัมผัสบอลจะไม่รู้สึกหนาเหมือนกับรองเท้าคู่แข่งจากอาดิดาส  เพราะรายนั้นมีวัสดุจำพวก
แถบยาง ติดบนหน้าสัมผัสของตัวรองเท้าอีกชั้นนึง  และก็ไม่รู้สึกนุ่มนิ่มเท้า เท่ากับรองเท้าคู่แข่งจากพูม่า  
หากเปรียบเทียบกับหน้าสัมผัสของ CTR 360 Maestri III ผมพอจะรู้สึกได้ว่า หนังแคงกาไลท์ของ CTR 360
มีความนุ่มและหนากว่าเล็กน้อย..ด้วยซ้ำ  

   
   ในกรณีที่ลูกบอลถูกส่งมาแบบพุ่งเข้าหาในระดับราบ  จำเป็นต้องใช้ด้านข้างของตัวรองเท้าเป็นพื้นที่จับบอล
จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่า  พื้นผิว 3 มิติ บนตัวรองเท้าสามารถช่วยลดแรงแฉลบของลูกฟุตบอลได้ดีมาก  
ไม่แพ้วัสดุแถบยางบนตัวรองเท้าของ
Predator® Instinct เลย  และไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ข้างเท้าด้านใน  
แต่ยังรวมถึงข้างเท้าด้านนอก  ที่มีคุณสมบัติตรงจุดนี้เหมือนกัน  รายละเอียดดังกล่าวส่งผลให้
Magista Opus
สามารถใช้ทุกส่วนบนตัวรองเท้าเพื่อการจับบอลแรกได้ดี..เหมือนกันทั้งหมด

   ส่วนการผ่อนแรงเพื่อจะจับให้อยู่เท้านั้น  ยังเป็นกรณีเดียวกับการจับบอลด้วยพื้นที่หลังเท้า  คือ..จำเป็นต้อง
พึ่งทักษะการจับบอลแรกและการผ่อนแรงเฉพาะตัวของผู้เล่นบ้าง แต่แค่เล็กน้อยเท่านั้น  เนื่องจากสัมผัสของ
ตัวรองเท้าไม่นุ่มนวล  อย่างไรก็ตาม..สำหรับคนที่ยังไม่ชำนาญการผ่อนแรง  บอกเลยครับว่ารองเท้ารุ่นนี้จะช่วย
ให้ท่านฝึกฝนได้ง่ายขึ้น  เนื่องจากลักษณะของรูปทรงตัวรองเท้าที่สอดรับกับความกลมของลูกฟุตบอลได้เต็มใบ

   
   สำหรับการ
แปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  รองเท้ารุ่นนี้มีดีตรงนี้เราสามารถใช้ข้างเท้าด้านใน เปิดขึ้น
เพื่อเข้าสัมผัสกับลูกฟุตบอลได้เต็มใบ  จึงทำให้การควบคุมทิศทางทำได้ไม่ยากเย็นเลย  ในขณะที่พื้นผิว
สัมผัสแบบ 3 มิติ ที่ลึกเข้ามาจนถึงบริเวณดังกล่าว  ก็พอที่จะช่วยสร้างแรงเฉือน  ทำให้การแปส่งบอลแบบ
ให้ติดไซด์โค้งนั้นสามารถทำได้  ดีกว่าแถบยางชิ้นแบนๆ บริเวณข้างเท้าด้านในของ Predator® Instinct
ด้วยสิเออ

   แต่ถึงกระนั้น..น้ำหนักของลูกฟุตบอลที่ถูกแปออกไปจากเท้า  ยังเป็นรายละเอียดที่ยังไม่สมบูรณ์แบบนัก
แม้ว่าถ้าจะมองผ่านๆ จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  แต่ถ้ามองในฐานะรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรลสำหรับออกกลาง
ที่ต้องเน้นการออกบอลที่แม่นยำแล้ว  ผมยังรู้สึกได้ว่าน้ำหนักของลูกฟุตบอลที่แปออกไปจากเท้านั้น ยังทำได้
ไม่หนักแน่นเหมือนกับ อาดิดาส Predator® Instinct และรองเท้ารุ่นเก่าอย่าง CTR 360 Maestri III 
ซึ่งตรงจุดนี้พอจะทดแทนได้..โดยเน้นการแปบอลแบบกระแทกเข้าไป  ด้วยกำลังขาของเรา

   โดยภาพรวมแล้ว ประสิทธิภาพ
การจับควบคุมบอลแรกและแปส่งบอล ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญ
ที่สุดของรองเท้าประเภทคอนโทรล  ผมยังถือว่าไนกี้
Magista Opus เหมือนจะยังขาดในเรื่องของความหนักแน่น
และฟีลลิ่งทั้งตอนจับบอลและแปบอลแรกไปนิดนึง  ซึ่งยังไม่สมบูรณ์พอที่จะทำให้ผมลงคะแนนให้ในระดับ
10 เต็ม 10 คะแนน

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 9/10

    การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   

   ประสิทธิภาพ
การควบคุมการเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า ของรองเท้าฟุตบอล Magista Opus
คู่นี้  อาจจะไม่ใช่หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลน้องใหม่จากไนกี้  เนื่องจากฟีลลิ่ง
การสัมผัสบอล ระหว่างหนังของตัวรองเท้ากับลูกฟุตบอลนั้น  จะบางติดเท้าก็ไม่ใช่  หรือจะหนาเกินไปก็ไม่เชิง
โดยฟีลลิ่งจะอยู่ก่ำกึ่งระหว่างสองคุณสมบัติดังกล่าว  สามารถตอบโจท์ผู้เล่นที่ไม่ได้ต้องการฟีลลิ่งสัมผัสบอล
ที่บางติดเท้าและ/หรือหนามากเกินไป  การควบคุมน้ำหนักของลูกฟุตบอลที่แตะออกไปแต่ละครั้ง  ทำได้สม่ำเสมอ
ดีเหลือเกิน  เนื่องจากลักษณะพื้นที่สัมผัสบอลโดยส่วนใหญ่บนตัวรองเท้า  มีลักษณะเดียวกันทั้งหมด


   
   ส่วนการควบคุมและเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า  พบว่าพื้นผิวแบบ 3 มิติ รอบตัวรองเท้านั้น
พอจะช่วยควบคุมและสร้างแรงเสียดทาน ให้ลูกฟุตบอลเปลี่ยนทิศทางไปในตำแหน่งที่ต้องการได้ดีพอสมควร
เพียงแต่ผมรู้สึกได้ว่า  มันไม่หนึบ ไม่แม่นยำและไม่ติดหน้าสัมผัสของตัวรองเท้า  เหมือนกับ
Predator® Instinct  
ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะไม่ถูกใจผู้เล่นที่ชอบพาบอลทะลุทะลวงด้วยความเร็ว  และต้องการควบคุมการเปลี่ยนทิศทาง
ที่แม่นยำและมั่นใจ  โดยเฉพาะในพื้นที่แคบที่เวลาเพียงเสี้ยววินาทีมีผลต่อการตัดสิน

   อย่างไรก็ตาม..รองเท้ารุ่นนี้ยังมีดีกว่าชาวบ้าน  ตรงที่มีพื้นที่ใช้สอยสำหรับสัมผัสควบคุมและเปลี่ยนทิศทาง
ของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าได้อย่างรอบตัว  ไม่ว่าจะเป็นข้างเท้าด้านใน ข้างเท้าด้านนอก หรือบริเวณ
หัวรองเท้า  ไม่จำเป็นต้องมาพะวงว่าจะวางเท้าเข้าสัมผัสเลี้ยงบอลด้วยท่าไหนดี

   โดยภาพรวมผมสรุปได้ว่า ไนกี้
Magista Opus พอจะมีประสิทธิภาพการในควบคุมและพาบอลไปกับเท้าได้ดี
พอตัว  เพียงแต่หนังของตัวรองเท้ารุ่นนี้จะให้ฟีลลิ่งการแตะบอลที่ไม่บางเป็นธรรมชาติ  และก็ไม่ได้หนานุ่ม
ส่วนพื้นผิวสัมผัสรอบตัวรองเท้าแบบ 3 มิติ  สามารถช่วยสัมผัสและเปลี่ยนทิศทางได้ดีพอประมาณ  แต่ยังขาด
ในเรื่องของความหนึบ ซึ่งมีผลต่อความรวดเร็วและความแม่นยำของการควบคุมลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า


   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 8/10


   ความสามารถในการยิงประตู

   
    หากยังจำกันได้ อาดิดาส Predator® Instinct เป็นรองเท้ารุ่นที่เน้นการยิงประตูที่หนักหน่วง  ยิงแล้ว
ลูกพุ่งส่ายกันเห็นๆ และควบคุมทิศทางและปั่นไซด์ได้ดีมาก  แต่การสัมผัสบอลจะหนาเท้าที่สุด  ในขณะที่
พูม่า evoPower 1 เป็นรองเท้าที่ให้สัมผัสตอนยิงนุ่มเท้ามาก ยิงเต็มเท้า  เน้นการยิงแบบกระแทกได้สนุก สุดๆ 
ส่วนไนกี้ CTR 360 Maestri III ก็ทำได้ดีในเรื่องของความนุ่ม และพื้นที่สำหรับบอลที่ “เคลียร์” เข้าสัมผัส
โดนลูกฟุตบอลได้เต็มใบที่สุด แต่สำหรับ ไนกี้ Magista Opus จะมีประสิทธิภาพของการยิงประตูวางอยู่
กึ่งกลางระหว่างรองเท้าฟุตบอลคู่เปรียบเทียบทั้งหมดที่กล่าวมา

   
   มาว่ากันที่ตอนวางเท้าหลักเพื่อจะส่งแรงยิงลูกฟุตบอล พบว่าปุ่มของ Magista Opus สามารถจิกลงไป
ยังพื้นสนามได้ลึกกำลังดี  อาจจะรู้สึกว่ายึดเกาะได้ไม่นิ่งสนิทเหมือนกับปุ่มของ Predator® Instinct
แต่ผมถือว่าเพียงพอแล้วที่จะทำให้การวางเท้าหลักทำได้อย่างมั่นคง  ในขณะที่โครงสร้างของชุดพื้นช่วง
กลางที่กว้าง  มีโครงสร้างที่เป็นตัว X สามารถช่วยเสริมความมั่นคงของการวางเท้าได้เต็มฝ่าเท้า  ช่วย
ที่สำคัญคือ..สามารถสร้างแรงสปริง ทำให้การเหวี่ยงเท้าเพื่อถ่ายเทน้ำหนักทำได้ดุดันที่สุดแล้วในกลุ่ม 

   แม้ว่าการถ่ายเทน้ำหนักและแรงเหวี่ยงของช่วงล่างจะทำได้ดีมาก  แต่น้ำหนักของการยิงลูกฟุตบอลนั้น
บอกได้คำเดียวว่าตัวรองเท้าแทบจะไม่มีบทบาทเอาเสียเลย  แน่นอนว่าประเด็นแรกคือตัวรองเท้ามีน้ำหนักเบา
ส่วนประเด็นที่สองก็คือวัสดุหนังหน้าสัมผัสของตัวรองเท้านั้นให้อารมณ์การสัมผัสบอลที่บาง แบนและแอบมี
ความแข็งกว่าคู่แข่งในตลาดทั้งหมด  แม้ว่าหน้าสัมผัสของตัวรองเท้าจะเปิดกว้าง สามารถเข้าถึงลูกฟุตบอล
ได้อย่างไม่มีที่ติ 

   แต่ฟีลลิ่งการยิงจะรู้สึกได้ว่าความหนักแน่นของวินาทีที่หน้าเท้าสัมผัสกับลูกบอลได้หายไปจากเดิม
(เปรียบเทียบกับหนังแคงกาไลท์ของ CTR 360 Maestri III) ทั้งนี้ยังมีเรื่องของแรงปะทะที่สะท้อน
กลับมาให้รู้สึกพอคันเท้าเล่นๆ เล็กน้อย  ดังนั้นไนกี้ Magista Opus จึงอาจไม่ตอบโจทย์กับผู้เล่นที่
กำลังมองหารองเท้าฟุตบอล  ที่ให้ฟีลลิ่งตอนยิงแบบหนักหน่วงและเต็มสัมผัส  สักเท่าไรนัก

   
   ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้โค้ง ของ Magista Opus นั้น  โดยภาพรวม
ถือได้ว่าเป็นรองเท้าที่ควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอลที่ยิงออกไปจากเท้าได้ดี การยิงในทิศทางตรงหน้า
ทำได้ดั่งใจไร้ปัญหา เพราะหน้าสัมผัสส่วนใหญ่ของตัวรองเท้ามีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด  พื้นที่สัมผัสบอล
เปิดกว้าง  เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งโผล่ออกมาชิงสัมผัสบอลก่อน 

   ในขณะที่การปั่นไซด์โค้งนั้นถือได้ว่าทำออกมาได้ดีเกินคาด  แม้จะไม่มีวัสดุชิ้นยาง  แต่เจ้าโครงสร้างรวงผึ้ง
รูปทรงหกเหลี่ยม  สามารถช่วยสร้างแรงเสียดทาน  ซึ่งเกิดจากรอยนูน 3 มิติ และพื้นที่สัมผัสบอลที่เพิ่มขึ้น  ช่วยกันทำให้การปั่นไซร้โค้งทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ตรงจุดนี้ถือว่าทำได้ดีกว่า พูม่า evoPower  1 แต่ยังด้อยว่าแถบยางโซนอันตรายของ อาดิดาส Predator® Instinct อยู่เล็กน้อย


   สรุปประสิทธิภาพโดยภาพรวมในหัวข้อนี้  ของรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Magista Opus นั้น  ยังคงทำได้ตาม
มาตรฐานที่ดี ในเรื่องของการควบคุมทิศทางและการปั่นไซด์ ตามประสารองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรล
นั่นเอง  ส่วนเรื่องการว่างเท้าและการส่งแรง  พบว่าชุดพื้นและปุ่มทำหน้าที่ได้ดี  ในการส่งแรงที่ดุดันไร้ปัญหา
แต่ที่ยังต้องยอมรับกันตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม ก็คือความสนุกหรือฟีลลิ่งในการยิงประตูแบบเต็มแรง
นั้นยังสู้รองเท้าคู่แข่งในตลาดรายอื่นๆ ไม่ได้  หน้าสัมผัสของตัวรองเท้ายังสัมผัสบอลได้ไม่เต็มเท้า
และหนักแน่นแถมยังมีปัจจัยของน้ำหนักตัวที่มาเกี่ยวข้องอีกด้วย


   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   มาปิดท้ายกันที่ประสิทธิภาพในด้านการป้องกันอาการบาดเจ็บให้กับผู้สวมใส่ ของรองเท้าฟุตบอล
ไนกี้ Magista Opus กันครับ  โดยส่วนตัวแล้วผมมีความชื่นชอบเกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวาย
แบบภายนอก  ที่เป็นเกราะพลาสติกสุดหนา โอบรอบนอกของแนวส้นเท้า  เมื่อรวมกับช่วงหุ้มส้น ข้อเท้า
และหุ้มแนวเอ็นร้อยหวาย  มันยิ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการปกป้องส้นเท้าได้อย่างยอดเยี่ยม

   ในตอนรีวิวทดสอบการใช้งาน  ผมมีโอกาสได้เจอเคสที่แปบอลออกไปจากเท้า  แล้วดันไปปะทะกับ
คู่แข่ง  ที่หงายปุ่มรองเท้าสวนเข้าไปใส่ที่ข้อเท้าของผม  แน่นอนว่ามีความเจ็บจากการปะทะให้ได้รู้สึก
แต่ผมกลับรู้สึกว่าจังหวะที่โดนปะทะนั้น  ช่วยหุ้มข้อและส้นเท้า  มันช่วยจับล็อคข้อเท้าของผมให้มั่นคง
ไม่เกิดการพลิกตามแรงปะทะ  ตรงจุดนี้เป็นจุดที่ผมประทับใจมาก  และมั่นใจว่าให้การป้องกันได้ดีกว่า
ส่วนหุ้มส้นของทั้ง อาดิดาส Predator® Instinct และ พูม่า evoPower 1 อย่างแน่นอน

   อย่างไรก็ตาม..อัพเปอร์ของตัวรองเท้า  ยังไม่ช่วยลดแรงปะทะในจังหวะที่ถูกคู่แข่งเข้าปะทะ หรือ
เปิดปุ่มเหยียบเข้าใส่บนหลังเท้า ได้ดีนัก  เนื่องจากวัสดุตัวรองเท้ามีค่อยมีระยะยืดหยุ่น  และไม่มีวัสดุ
อื่นใดมาช่วยดูดซับแรงปะทะ (เช่นแถบยาง หรือโฟม)


   ดังนั้น..ถ้ามองโดยภาพรวมแล้ว ถือได้ว่า ได้อย่างเสียอย่าง  อยู่ที่ว่าคุณผู้อ่านจะเลือกปกป้องส่วนไหน
เป็นสำคัญ  ผมจึงของลงตัวเลขคะแนนในส่วนนี้ ของไนกี้ Magista Opus เอาไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน
แม้จะเท่ากันกับรองเท้าคู่แข่งจากอาดิดาส และพูม่า  แต่เป็นตัวเลขที่สูงกว่า ไนกี้ CTR 360 Maestri III
ถึง 2 คะแนน เลยทีเดียว !!

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 8/10


   Conclusion  

   

   เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับบทวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้งานจริงในสนาม ของรองเท้าฟุตบอล
ประเภทคอนโทรลระดับท็อปคลาสจากไนกี้คู่นี้  ตัวเลขคะแนนในหัวข้อต่างๆ ที่ปรากฏออกมา  คงพอจะบอก
ถึงคุณสมบัติของรองเท้ารุ่นนี้ไดแค่คร่าวๆ เท่านั้น  ซึ่งผมอยากจะเน้นย้ำว่า รองเท้าหลายรุ่นมีคะแนนในหัวข้อ
ทดสอบต่างๆ ที่เท่ากัน  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายะเอียดต่างๆ ที่เหมือนกัน ผมจึงอยากจะขอใช้ส่วน
สุดท้ายของบทความนี้  สรุปถึงประสิทธิภาพและตัวตนของ ไนกี้ Magista Opus เอาไว้ให้สั้นๆ ได้ใจความ
เอาใจคนที่ชอบเอาเปรียบคนเขียน  ด้วยการดูแต่ตัวเลขคะแนน  แล้วเลื่อนข้ามลงมาด้านล่างนี้เลย !!

   ไนกี้ Magista Opus

   
   ยอมรับตามตรงเลยครับ ว่าตอนแรกผมมองว่า ไนกี้ Magista Opus นั้นจะเป็นรองเท้าอารมณ์ "ลูกเมียน้อย"
เนื่องจากไนกี้เองก็ไม่ได้ทำการโปรโมทรองเท้ารุ่นนี้เลย  รวมถึงความซ้ำซากจำเจ  ที่ดูจะไม่ค่อยมีจุดเด่น
หรือไฮไลท์อะไรมากนัก  แถมยังแอบคิดแทนว่า มันคงไม่แตกต่างอะไรจาก CTR 360 Maestri III สักเท่าไหร่
นักหรอก  แต่พอได้ทดลองใช้งานจริงๆ แล้ว  กลับรู้สึกได้ว่า Magista Opus เป็นรองเท้าที่มีประสิทธิภาพ
การใช้งานที่ดีมาก รุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้  แถมยังถูกพัฒนาคุณสมบัติบางจุดให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

   ในเรื่องของคุณสมบัติความสามารถ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท "คอนโทรล" นั้น
โดยภาพรวมถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน  หน้าสัมผัสที่มีพื้นผิวแบบ 3 มิติ รอบตัว ช่วยทำให้การคอนโทรล
ลูกฟุตบอลทำได้อย่างสม่ำเสมอ  ไม่ว่าจะใช้ส่วนใดของรองเท้าในการสัมผัสบอล  ทำให้ผู้เล่นไม่ต้อง
มาคอยเสียเวลาปรับหน้าเท้าให้เข้ากับการสัมผัสของลูกฟุตบอล  ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญไม่น้อย
ของรองเท้าประเภทนี้  ทั้งนี้..ไนกี้ Magista Opus ยังแสดงประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ที่ยอดเยี่ยมขึ้น
เหมือนมาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้รองเท้าประเภทนี้  ให้มีประสิทธิภาพด้านการเคลื่อนที่ที่ดีขึ้น
ดีกว่าบรรดาคู่แข่งในตลาดอีกด้วย

   อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญที่ผมรู้สึกประทับใจ ชอบ และอยากจะแนะนำถึงคุณผู้อ่านให้ข่วยบอกๆ กันต่อ ก็คือ
ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่กระชับเข้ารูปเท้าในทุกๆ จุด  แรกๆ อาจจะอึดอัดเล็กน้อย  แต่ใช้เวลาไม่นานนักหรอก
ตัวรองเท้าก็จะเข้าออกเข้ารูปกับเท้าของเราเป็นอย่างมาก  ฟีลลิ่งแบบนี้ต้องยอมรับว่าแทบจะไม่เจอ
ในรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ เลย  เพราะที่เจอส่วนใหญ่..หัวเหลือ แต่ถ้าข้างกระชับพอดี  แต่ถ้าจะลดไซด์ลง
ให้หัวรองเท้าพอดี  ด้านข้างก็จะบีบจนเกินไป  พูดง่ายๆ คือ Magista Opus เป็นรองเท้าที่มอบสัดส่วน
ระหว่างหัวรองเท้าและด้านข้างเท้า รวมถึงบริเวณส้นเท้า ที่ลงตัวพอดีมากๆ นั่นเอง

   อย่างไรก็ตาม..ในความคิดเห็นของผมนั้น  ไนกี้ Magista Opus เองก็ยังมีบางจุดที่เป็นโจทย์ให้ทีมพัฒนา
รองเท้าฟุตบอลของไนกี้  ต้องไปทำการบ้านเพิ่มเติม  หากต้องการจะสร้างให้รองเท้าตระกูลนี้เป็นเบอร์หนึ่ง
ในประเภทรองเท้าฟุตบอลคอนโทรล  โดยผมได้สรุปสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ และสิ่งที่รู้สึกเฉยๆ เอาไว้ด้าน
ล่างนี้แล้ว  

   สิ่งที่ชื่นชอบ/ประทับใจ
   - เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีความกระชับเข้ารูปในทุกๆ ส่วนที่ลงตัว พอดีเท้า สร้างความกระชับและความมั่นใจ
ได้เป็นอย่างดี
   - ชุดพื้นช่วงล่างและปุ่ม ให้การตอบสนองต่อการสปรินซ์เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว  ปุ่มสามารถจิกพื้นสนาม
ไปพร้อมๆ กับการกลับตัวและเปลี่ยนทิศทางการวิ่งได้อย่างรอบทิศ ไร้การสะดุด สมกับเป็นรองเท้าสำหรับกองกลาง
ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ ตลอดเวลา
   - ผิวสัมผัสแบบ 3 มิติ มีรอบตัว  และมีความสม่ำเสมอเหมือนกันทั้งหมด  ทำให้ไม่ว่าเราจะใช้ส่วนไหน ด้านใด
ก็สามารถสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกันทั้งหมด
   - ผิวสัมผัสแบบ 3 มิติ สามารถช่วยทำให้การจับบอลแรก ในทิศทางที่พุ่งเข้ามาหาตัวได้ดี  เกิดแรงเสียดทาน
ช่วยลดโอกาสการแฉลบในการจับบอลทิศทางของแรงเฉือนได้ อย่างยอดเยี่ยม
   - เกราะป้องกันแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าแบบภายนอก  ช่วยให้การป้องกันและจับล็อคกับข้อเท้าได้ดี

   สิ่งที่เฉยๆ ไม่โดดเด่น
   - ชุดพื้นและระบบรองเท้าแรงกระแทก สามารถช่วยผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนาม ได้ดีตามมาตรฐานของ
ไนกี้
   - ประสิทธิภาพการระบายความร้อน โดยภาพรวมถือว่าพอยอมรับได้  แต่อาจสวมใส่ไม่สบายมากนัก
   - การเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลที่แตะเลี้ยงอยู่ที่เท้า ทำได้ดีพอสมควร  แต่ยังไม่ถึงกับรวดเร็วแม่นยำ
มากนัก  เรียกได้ว่า..พอมีให้ใช้งาน ได้บ้าง ถ้าต้องการ
   - การจับบอลแรกให้นุ่มนวล ติดเท้า ยังจำเป็นต้องพึ่งทักษะการผ่อนแรงของผู้เล่นบ้าง

   สิ่งที่ไม่ชอบ/ไม่ประทับใจ
   - น้ำหนักของการออกบอลที่ขาดหายไป  เนื่องจากตัวรองเท้ามีน้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
   - ฟีลลิ่งการสัมผัสบอล ทั้งการจับบอลแรกและการยิงประตู ยังรู้สึกแปลกๆ จะเรียกว่าบางติดเท้าก็ไม่ใช่
หรือจะเรียกว่าหน้านุ่มหนักแน่น ก็ไม่เชิง  จึงให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่ไม่เต็มสัมผัสมากนัก

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรล 9/10

   แล้วถ้าเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นทีเกี่ยวข้องล่ะ !?

   
   Predator® Instinct จากอาดิดาส ดูจะคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดแล้วในปัจจุบัน  รองเท้ารุ่นนี้มีความโดดเด่น
และพรั่งพร้อมไปด้วยคุณสมบัติของรองเท้าประเภทคอนโทรล  โดยเฉพาะวัสดุแถบยางสัมผัสบอล
อันเป็นเอกลักษณ์  ทั้งหมดสามารถใช้งานได้จริง  ที่สำคัญคือมันสามารถดึงดูด  สร้างแรงเสียดทาน
กับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีกว่า  ให้การควบคุมที่หนึบและติดเท้าเป็นอย่างมาก  และก็มีพื้นที่สัมผัสบอล
รอบตัวรองเท้า เช่นกัน

   ในขณะที่น้ำหนักตัวรองเท้าของ Predator® Instinct ก็ยังส่งผลให้รองเท้าสามารถออกบอล  ได้อย่าง
มีน้ำหนักรุนแรง  ไม่ว่าจะเป็นการส่งบอล หรือการยิงประตู  โดยเฉพาะการยิงประตูที่สามารถเห็นลูกยิง
ฮุบและส่ายได้ง่ายดายกว่า  เหมาะสำหรับผู้เล่นที่อยากได้ทั้งการควบคุมและน้ำหนักของบอลที่ออกจากเท้า
แต่ต้องแลกมาด้วยฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่หนาเท้ากว่า Magista Opus เล็กน้อย

   ส่วนเรื่องของความสบายในการสวมใส่ อาดิดาส Predator® Instinct ดูจะตอบโจทย์ตรงจุดนี้ได้ดี
เพียงแต่ฟีลลิ่งความกระชับ การเข้ารูปเท้า  ยังมีบางจุดที่เป็นรอง Magista Opus  ซึ่งก็รวมถึงหน้าสัมผัส
ของแผ่นรองพื้นที่มีจังหวะลื่นไถลไปมาได้บ้าง  

   นอกจากนั้น ชุดพื้นของอาดิดาส Predator® Instinct จะเหมาะสำหรับการยืนพื้นสนามที่เต็มฝ่าเท้า
กว้าง ทำให้ลงน้ำหนักได้มั่นคงสม่ำเสมอ  แถมยังมีปุ่มหลังที่ใหญ่กว่า  ทำให้ผู้เล่นสามารถลงน้ำหนักตัว
ที่ส้นเท้าได้เต็มที่  ในทางตรงกันข้าม ชุดพื้นของไนกี้ Magista Opus จะสามารถตอบโจทย์ผู้เล่น
ที่ต้องการการเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว  สปรินซ์ออกตัวได้ฉับไวและดุดันกว่า  ส่วนประสิทธิภาพการจิกเกาะ
พื้นสนามของปุ่มแบบ FG นั้น  ทางอาดิดาสจะจิกพื้นได้แน่น มั่นคง วางเท้าและแทบจะไม่ไถลไปมา
จนเสียสมดุล   ส่วนปุ่มกลมของทางไนกี้นั้นจะเอื้อประโยชน์ต่อการหมุนตัว และเปลี่ยนทิศทางของ
การเคลื่อนที่  โดยใช้ปุ่มเป็นจุดหมุนได้ดีกว่า

   
   พูม่า evoPower 1 พอจะมีไม้เด็ดที่สามารถงัดออกมาต่อกรกับรองเท้ารุ่นใหม่จากไนกี้ได้ พอสมควร
โดยเฉพาะเรื่องของฟีลลิ่งความสบายในการสวมใส่  ที่พูม่าให้มาเยอะกว่าอย่างชัดเจน  ไม่ว่าจะเป็น
บริเวณหน้าเท้า ส้นเท้าและหุ้มส้น  

    อีกหนึ่งประเด็นที่แตกต่างกันพอสมควร  ก็คือหนังของ evoPower 1 มีความนิ่มและบาง  ให้การสัมผัส
ที่เต็มเท้ามากๆ   เหมาะสำหรับผู้เล่นที่ต้องการฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางเป็นธรรมชาติ  และแม้ตัวรองเท้า
จะบาง  แต่ก็ให้อารมณ์การยิงประตูที่สนุกเท้ามากกว่า

   ส่วนคุณสมบัติที่รองเท้าทั้งสองรุ่นมีใกล้เคียงกัน  ก็คือน้ำหนักตัวรองเท้าเบา  ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องใช้
กำลังขาของตัวเองเป็นหลัก  หากต้องการที่จะส่งบอลหรือยิงประตูด้วยความรุนแรง  แต่ก็จะได้เรื่องการ
เคลื่อนที่ที่รวดเร็วไม่เปลืองแรง  และยังรวมถึงเรื่องของแผ่นรองพื้น  ที่สามารถช่วยรองรับและผ่อนแรง
กระแทกจากพื้นสนามได้ดีเหมือนกัน

   ถึงแม้ว่ารองเท้าทั้ง 2 รุ่น จะเบาจนวิ่งได้ตัวปลิวเหมือนกัน  แต่ชุดพื้นและปุ่มของ Magista Opus
มีประสิทธิภาพในการจิกและยึดเกาะกับพื้นสนามได้ดีกว่า  ปุ่มกลม มีพิสัยในการหมุนได้รอบตัวและ
ราบลื่นกว่า  ในขณะที่ชุดพื้นสามารถส่งแรงดีดจากการโค้งงอของฝ่าเท้าได้ดุดันกว่า  โดยชุดพื้นของ
ทางฝั่ง evoPower 1 จะให้อารมณ์การยืนพื้นที่สบายเท้า เต็มฝ่าเท้า และนิ่มนวลมากกว่า

   สำหรับคุณสมบัติสำคัญของรองเท้าประเภทคอนโทรล  คือการควบคุมลูกฟุตบอล  ซึ่งยังต้องยอมรับ
กันตามตรงว่า ไนกี้ Magista Opus เป็นรองเท้าที่ตรงสายและมีคุณสมบัติดังกล่าวที่ดีกว่า  ไม่ว่าจะเป็น
พื้นผิวสัมผัสบอลที่สามารถดึงดูดกับลูกฟุตบอลได้ดี  ลดจังหวะการแฉลบ  สร้างแรงเสียดทานได้ดี  
ปั่นไซร้โค้งได้ดีกว่า  และยังสามารถใช้ทุกพื้นที่บนตัวรองเท้าเข้าสัมผัสกับลูกฟุตบอลได้ดีเหมือนกัน
ทั้งหมด  ในขณะที่พูม่า evoPower 1 จะมีเฉพาะส่วนที่เป็น Accu-Foam ซึ่งมีเฉพาะตรงหัวรองเท้าและ
แนวสันเท้าเท่านั้น

   

   ความคุ้มค่าราคา/ความน่าใช้

   เรามาปิดกันที่การลงความเห็นเรื่องความคุ้มค่าราคาและความน่าใช้ ของไนกี้ Magista Opus ที่เพิ่งจะ
รีวิวประสิทธิภาพการใช้งานจบลงกันไป  สำหรับรองเท้ารุ่นนี้ ไนกี้ตั้งป้ายราคาเอาไว้ที่ 6,900 บาท  เป็น
ราคาที่แพงขึ้นกว่า CTR 360 Maestri III รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลรุ่นก่อนหน้า อยู่ 400 บาท

   เรื่องการปรับราคาขึ้นกับเทคโนโลยีของตัวรองเท้าที่มากขึ้น  ทั้งยังรวมถึงวัสดุชุดพื้นที่เปลี่ยนมาใช้
เป็นพลาสติก Pebax นั้น  ผมมองว่าเป็นอะไรที่สมเหตุสมผลและยอมรับได้  แม้ว่าจุดเด่นในเรื่องประสิทธิภาพ
ของรองเท้ารุ่นนี้  อาจจะยังไม่เฉพาะเจาะจงเป็นเอกลักษณ์เหมือนกับรองเท้ารุ่นโครตท็อป อย่าง Magista Obra
ก็ตาม  แต่ไนกี้ Magista Opus ก็ยังถือเป็นรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลรุ่นหนึ่งที่มีความครบเครื่อง
ในราคาที่ถูกกว่าขาวบ้านในตลาดตอนนี้อยู่ดี 

   และแม้ว่าไนกี้จะไม่ได้เน้นทำโปรโมทด้วยรองเท้ารุ่นนี้  แต่ในสนามแข่งขันจริงๆ กลับมีนักฟุตบอลชื่อดัง
ยังรวมถึงพรีเซนเตอร์หลักบางคน  เลือกที่จะใช้งาน Magista Opus ในการลงสนามเสียด้วย  ผมจึงมองว่า
ในแง่ของภาพลักษณ์แล้ว  รองเท้ารุ่นนี้มีติดตัวมาไม่น้อยหน้าคนอื่นเหมือนกัน

   แต่เชื่อว่าคงมีอีกหลายคน  ที่เอาไปเปรียบเทียบกับหน้าตาของรองเท้ารุ่นรองท็อป (Magista Orden)  
ซึ่งหากมองไกลๆ แล้ว แยกแยะความแตกต่างออกจากกันยากพอสมควร   ซึ่งตรงจุดนนี้อาจจะมีผลต่อ
ความน่าใช้ของ Magista Opus บ้าง ไม่มากก็น้อย


   โดยภาพรวมแล้ว ไนกี้  Magista Opus ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสอีกรุ่นหนึ่ง ที่มีความคุ้มค่า
และน่าใช้เป็นอย่างมาก  เหมาะสำหรับผู้เล่นที่กำลังมองหารองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสที่มีคุณสมบัติ
ประสิทธิภาพ  สมเหตุสมผลกับราคาค่าตัว แถมยังดูมีแนวโน้มว่าจะมีอายุการใช้งาน่ทนทานใช้ได้เลยทีเดียว
ส่วนเรื่องภาพลักษณ์เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาภายนอก  ก็คงต้องแล้วแต่แต่ละคนจะมอง..

   - ความคุ้มค่า/ความน่าใช้ 8/10

   
   ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว รองเท้าฟุตบอลไนกี้ Magista Opus จะสามารถตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการ 
และเหมาะสมกับสไตล์การเล่นของคุณผู้อ่านแต่ละคนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด  ทั้งหมดนั้นมีเพียง
คุณผู้อ่านเท่านัน้ที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้  ผมหวังเพียงแค่ว่าบทความรีวิว ที่มีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์
ให้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ และการแสดงความคิดเห็นต่างๆ  จะเป็นประโยชน์ช่วยหาคำตอบดังกล่าว
ให้กับตัวท่านเองได้ไม่มากก็น้อย  

   และหากคุณผู้อ่านสามารถตัดสินใจได้แล้วว่า รองเท้าฟุตบอลไนกี้ Magista Opus นี่แหละที่ใช่เลย
ตรงกับความต้องการของท่าน  วันนี้..ท่านสามารถเป็นเจ้าของรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรล ระดับท็อปคลาส
รุ่นนี้ได้แล้ว  ได้ราคา 6,900 บาท  มีวางจำหน่ายที่ร้านไนกี้ สาขาสยามพารากอน, เทอร์มินอล 21,
ร้านซูเปอร์สปอร์ต สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าและลาดพร้าว, ร้านนกแก้ว, ร้านอาริ ฟุตบอลคอนเซปต์ สโตร์
และ ร้านเอฟบีที โดยท่านยังสามารถตาม ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com\nikefootballTH

... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

ความสบายในการสวมใส่              
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม            
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล          
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า          
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ          
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่            
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคอนโทรล            
ความคุ้มค่า            

   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7
   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 28 สิงหาคม 2014 เวลา 04.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   




ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Magista Opus

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com