"Testing!" ไนกี้ Mercurial Vapor X - บาง เบา คล่องตัว แถมโดดเด่นด้วย
การควบคุมลูกฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุด ในบรรดารองเท้าสายความเร็ว !!







ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Mercurial Vapor X





   
   
ท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของ Mercurial Superfly IV รองเท้าระดับโครตท็อปของรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์ความเร็วแล้ว  ไนกี้ยังมี Mercurial Vapor X ร่วมนำทัพ ทำตลาดควบคู่กันมาในฐานะรองเท้าระดับ
ท็อปคลาส  ถึงแม้จะไม่เน้นการโปรโมทมากมายนัก  แต่รองเท้าระดับท็อปคลาสรุ่นนี้ก็มีดีในตัวของมันเอง  
ถึงขนาดที่นักเตะระดับโลกหลายคน  ยังคงเลือกใช้เป็นอาวุธประจำเท้าในยามลงสนาม  แสดงว่ารองเท้ารุ่นนี้
ยังคงมีดีอย่างแน่นอน  แต่จะมีดีอย่างไรบ้าง..วันนี้ SiamBoots จะมารีวิวทดสอบการใช้งานแบบละเอียดยิบ 
เหมือนเดิม

   Mercurial Vapor X ดูจะไม่ค่อยถูกกล่าวถึงมากนักในตลาดปัจจุบัน  เนื่องจากไนกี้เน้นไปที่การโปรโมท
Mercurial Superfly IV เป็นหลัก  เพราะรายนั้นคือการกลับมาทำตลาดของรองเท้าระดับโครตท็อป  ที่มา
พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย อีกครั้ง   แต่ในความเป็นจริงแล้วไนกี้ได้พัฒนา
Mercurial Vapor X ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม  ในขณะที่คุณสมบัติเด่นหลายๆ อย่างของตัวรองเท้า
ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้รองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้  ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดตลอด 15 ปี ที่ผ่านมา  ก็ยังคงอยู่

   
   เรียกได้ว่า Mercurial Vapor X ยังคงมีกลิ่นอายความเป็นต้นฉบับของรองเท้ารุ่น Mercurial Vapor ติดตัว
มาอย่างเต็มเปี่ยม  จึงน่าสนใจว่านั่นอาจจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราได้เห็นนักฟุตบอลระดับโลกหลายๆ คน
เลือกที่จะใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ลงสนามแข่งขัน  แทนที่รองเท้าระดับโครตท็อปที่เน้นการโปรโมท  แล้วประสิทธิภาพ
การใช้งานจริงๆ ของ Mercurial Vapor X เมื่อเปรียบเทียบกับโฉมที่แล้วอย่าง Mercurial Vapor IX นั้นจะเป็นอย่างไร
ดีขึ้นกว่าเดิม เท่าเดิม หรือมีจุดไหนต้องให้ตำหนิติเตียน หรือไม่  บทความนี้ SiamBoots จะมารีวิวทดสอบการใช้งาน
อย่างละเอียดยิบ  เพื่อให้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้าฟุตบอลคู่ใจ ให้กับคุณผู้อ่าน  ตามเจตนารมณ์
ที่เคยยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด

   ก่อนที่จะเข้าสู่ส่วนหลักของบทความ  ต้องขอขอบพระคุณ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด  ที่สนับสนุน
รองเท้าฟุตบอล Mercurial Vapor X สำหรับการรีวิวทดสอบใช้บทความนี้  ซึ่งผมต้องขออนุญาตให้ข้อมูล
ยืนยันอีกครั้งว่าการสนับสนุนรองเท้านั้นไม่มีผลต่อทุกข้อความ ทุกการรีวิว  ทุกบทวิพากษ์วิจารณ์ อย่างแน่นอน 
เพราะผมจะรีวิวโดยยึดความรู้สึกและประสิทธิภาพของตัวรองเท้า ที่สามารถสัมผัสได้เท่านั้น  ว่ากันตรงๆ ดีก็ว่าดี 
ด้อยก็ว่าด้อย  ตำหนิกันไปเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม้จริง เป็นประโยชน์สำหรับคุณผู้อ่านอย่างแท้จริง  นอกเหนือ
จากผมที่ยึดมาตรฐานดังกล่าวมาแล้ว  ทางไนกี้เองก็เต็มใจที่จะเปิดทางให้ผม “รีวิว” ได้เต็มที่  ไม่มียั้ง...
 
   ถ้าพร้อมแล้ว..ก็ลุยไปพร้อมๆ กัน ได้เลย


   Details

   
   เรามากล่าวถึงข้อมูลและประวัติความเป็นมา คร่าวๆ ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Mercurial ซีรี่ย์แห่งความเร็ว
ยอดนิยมอันดับหนึ่งของโลก กันหน่อยดีกว่า  เพื่อให้บทความรีวิวในครั้งนี้สมบูรณ์แบบ  ให้ได้อรรถรสมากขึ้น
มาดูกันว่าก่อนที่จะมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 10 "Mercurial X" อย่างในทุกวันนี้  ไนกี้ได้สร้างเส้นทางให้กับรองเท้า
ตระกูลนี้ อย่างไรบ้าง

   
   โฉมแรกของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้กำเนิดเกิดขึ้นในปี 1998 โดยมีชื่อรุ่นว่าแบบเพียวๆ ว่า Mercurial
ซึ่งไนกี้ได้สรรค์สร้างรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ออกมาในฐานะรองเท้าฟุตบอลสมัยใหม่ (ณ ตอนนั้น)  สั่นสะเทือน
วงการฟุตบอลด้วยการเป็นรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์แรกที่ผลิตจากหนังสังเคราะห์ทั้งหมด  และยังได้เป็น
รองเท้าฟุตบอลที่นำแฟชั่นเขามาสู่วงการ  ด้วยการเล่นสีสันต์ที่โดดเด่นสะดุดตา  ฉีกออกไปจากรองเท้าฟุตบอล
โทนสีขาวดำที่สมัยนั้นยังมีให้เห็นกันเกลื่อนสนาม  สำหรับพรีเซนเตอร์คนแรกของ Mercurial นั่นก็คือเจ้า
"โล้นทองคำ" หลุยซ์ นาซาริโอ้ เด ลิม่า โรนัลโด้ ซุปเปอร์สตาร์ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก  เพราะเขาคือดาวเตะ
ที่ถือว่าเก่งกาจ รวดเร็ว พริ้วไหล และยิงประตูได้คมที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น


   
   ในปี 2002 ไนกี้ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ให้กับรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้ว่า  Mercurial Vapor I ในช่วงก่อนฟุตบอล
โลกปี 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ  ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเข้าสู่ยุคสมัยของ Mercurial
Vapor
อย่างแท้จริง  ดูเหมือนว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่า "รองเท้าฟุตบอลสายความเร็ว"
ด้วยรูปแบบการวางปุ่ม FG แบบใหม่  ที่ไนกี้แสดงสรรคุณให้เห็นว่ามันจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเคลื่อนที่
ด้วยความเร็ว  การยึดเกาะพื้นสนามที่ยอดเยี่ยม  และน้ำหนักตัวรองเท้าที่เบาที่สุดในขณะนั้น  แถมยังเป็นการ
นำแฟชั่นเข้ามาผสมผสานกับรองเท้าฟุตบองอย่างเข้มข้นมากขึ้น  ด้วยการเล่นเฉดสีรองเท้าที่โดดเด่นสะดุดตา
เช่น สีส้ม สีเงินสะท้อนแสง เป็นต้น  และช็อตที่ทำให้ Mercurial Vapor I โด่งดังที่สุด  ก็คงจะหนีไม่พ้นการ
ยิงประตูของ "เจ้าโล้นทองคำ" มาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ไปครอง

    
    เจเนอเรชั่นต่อมา Mercurial Vapor II ถูกเปิดตัวในช่วงกลางปี 2004 ก่อนศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส
หลังจากที่ทำตลาดในเจเนอเรชั่นก่อนหน้ามาครบ 2 ปี  อย่างไรก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาที่
เกิดขึ้นกับ Mercurial Vapor II นั้นดูจะไม่มีอะไรโดดเด่นมากมายนัก  หลายคนยังสับสนเสียด้วยซ้ำว่า
อันไหนคือ Mercurial Vapor I และอันไหนคือ Mercurial Vapor II  เพราะเมื่อดูจากภายนอกแล้ว  มันมี
แค่ลายเส้นสายของตัวรองเท้าเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม  ตัวรองเท้ายังเป็นการลงสีแบบสีล้วน  รูปแบบ
ปุ่มยังเหมือนเดิม  วัสดุของตัวรองเท้ายังเป็นหนังสังเคราะห์ที่เรียกว่า ไนกี้สกิน (Nike Skin) เช่นเดียวกับ
เจเนอเรชั่นแรกอยู่ดี

   
   Mercurial Vapor III ได้ถูกเปิดตัวออกสู่สาธารณะชนในช่วงระยะเวลาเดียวกับ 2 เจเนอเรชั่นที่ผ่านมา
คือ ก่อนศึกทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลใหญ่ๆ  คราวนี้เป็นคิวของ ฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมันนี  ความ
เปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นในเจเนอเรชั่นนี้  ก็คือการเปิดเผยชื่อ "เทจิน ไมโครไฟเบอร์"
(Tejin microfiber)
ซึ่งเป็นวัสดุหนังสังเคราะห์ที่ใช้ผลิตเป็นตัวรองเท้ารุ่นนี้ (และพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ
จนทุกเจเนอเรชั่นปัจจุบัน) ออกมาให้ทุกคนได้รู้จัก  รวมถึงลักษณะของผิวหน้าสัมผัสที่มีการเคลือบผิวด้วย
สารบางอย่าง  ทำให้หน้าสัมผัสดูเงางาม  และมีความเหนียว  ดึงดูดกับลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น  ดีไซน์การออกแบบ
และการลงเฉดสีก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก  รวมถึงเรื่องของรูปร่างรูปทรงรองเท้าที่ดูจะเรียวยาว  
สง่างาม  ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ เด่นอันหนึ่งของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ไปแล้ว  เชื่อหรือไม่ !? Mercurial Vapor
III
เป็นรองเท้าฟุตบอลเพียงไม่กี่รุ่น  ที่ปัจจุบันมีราคาค่าตัวสูงขึ้นกว่าราคาป้าย  ในขณะที่รองฟุตบอลรุ่นอื่นๆ
ซีรี่ย์อื่นๆ ยิ่งนานไป ราคาก็จะยิ่งตกลง  และ Mercurial Vapor III ก็ถือเป็นเจเนอเรชั่นสุดท้ายที่ "โล้นทองคำ"
หลุยซ์ นาซาริโอ้ เด ลิม่า โรนัลโด้
เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์จรวดซีรี่ย์นี้

   
   หลังจากที่ "โล้นทองคำ" หมดหน้าที่การเป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับรองเท้าสายพันธุ์จรวดทางเรียบจากไนกี้
ลงไปแล้ว  ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องตลกหรือฟ้าลิขิตมาอย่างไร  เพราะผู้ที่จะมารับช่วงต่อในฐานะพรีเซนเตอร์หลัก
ก็มีนามสกุลว่า "โรนัลโด้" เหมือนกัน นั่นก็คือ "คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดอส ซาสโตส อเวโร่" หรือที่รู้จัก
กันในชื่อ "คริสเตียโน่ โรนัลโด้"  นักฟุตบอลซุปเปอร์สตาร์  ผู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์
Mercurial Vapor
ในปัจจุบันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  และดูเหมือนว่านักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกรายนี้  จะต้อง
รับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับรองเท้าฟุตบอลยอดฮิตจากไนกี้  ไปอีกนานแสนนาน

   3 เจเนอเรชั่นถัดมา  ได้แก่ Mercurial Vapor IV, Mercurial Vapor V และ Mercurial Vapor VI ถือได้ว่า
เป็นช่วงที่ไนกี้นั้นได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวตนของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้อย่างชัดเจนและหนักหน่วง  เพราะ
ทั้ง 3 เจเนอเรชั่นซึ่งถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วง เมษายน 2007, กุมภาพันธ์ 2009 และกุมภาพันธ์ 2010
ตามลำดับ  ได้มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมจุดเด่นต่างๆ ในแต่ละเจเนอเรชั่นอย่างไม่มีน้อยหน้ากันเลย  

   
   เริ่มต้นที่เจเนอเรชั่น Mercurial Vapor IV ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลอันดับแรกที่ไนกี้ได้ประยุกต์เอาวัสดุ
คาร์บอนไฟเบอร์
  มาใช้เป็นส่วนของพื้นรองเท้าเป็นครั้งแรก  และได้มีการเพิ่มรุ่นในการทำตลาดในระดับ "โครตท็อป"
ภายใต้ชื่อรุ่นกว่า Mercurial Vapor IV SL และเป็นเจเนอเรชั่นแรกที่มีการปล่อยรองเท้าฟุตบอล
แบบ ลิมิเต็ต อิดิชั่น รันตัวเลขนั่นคือ Mercurial Carbon SL ที่จำนวน 2008 คู่ทั่วโลก  ทำให้เจเนอเรชั่นนี้มี
เฉดสีของรองเท้ามากสีสุด แถมแต่ละเฉดสียังเป็นสีที่โดดเด่นสะดุดตาทั้งสิ้น  และยังได้เพิ่มรองเท้าระดับล่างสุด
เข้ามาทำตลาดอีก 1 รุ่น ในชื่อกว่า Victory

   
   สำหรับ Mercurial Vapor V ก็มีการวิวัฒนาการการเพิ่มเส้นใยเหล็กกล้า  แบบเดียวกับที่ใช้ทำสะพานแขวน  
มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรองเท้า  พร้อมกับทำตลาดในชื่อรุ่นว่า Mercurial Vapor SuperFly ในฐานะ
รองเท้าฟุตบอลระดับ "โครตท็อป" โดยยังคงมีพื้นรองเท้าเป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์  ที่ได้ต่อยอดมาจาก
Mercurial Vapor IV SL 

   
   เจเนอเรชั่นของ Mercurial Vapor VI เองก็มีความเปลี่ยนแปลงจนสร้างเสียงฮือฮาและคำวิพากษ์วิจารณ์
จากบรรดาสาวก  ด้วยการที่ไนกี้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของปุ่ม FG ที่เคยใช้มาทั้ง 5 เจเนอเรชั่นแรก  ไปเป็น
รูปแบบแนววางปุ่มแบบใหม่ทั้งหมด  จุดเด่นอยู่ที่ปุ่มกลมด้านหน้าจำนวน 2 ปุ่ม  ที่ไนกี้เคลมเอาไว้ว่ามัน
จะสามารถยุบตัวลงไปได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร  ทำให้รองเท้าสามารถปรับตัวให้เข้ากับความแข็งของ
พื้นสนามได้หลากหลายมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  เทคโนโลยีดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะรุ่น Mercurial Vapor
SuperFly (II)
ซึ่งเป็นรองเท้าระดับโครตท็อปเท่านั้น  ส่วนเส้นใยเหล็กกล้าฟลายไฟว์และชุดพื้นจากวัสดุ
คาร์บอนไฟเบอร์  ก็ยังคงยกชุดจากเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้มาให้ได้ใช้งานไม่ขาดหาย  ส่วนอีกหนึ่งความ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเจเนอเรชั่นของ Mercurial Vapor VI ก็คือการเปลี่ยนชื่อรุ่นของรองเท้าระดับรองๆ
ลงไปใหม่ทั้งหมด  เท่านั้นยังไม่พอ  เพราะจะเห็นได้ว่าจากเจเนอเรชั่นของ Mercurial Vapor V มาเป็น
Mercurial Vapor VI อายุการตลาดได้ถูกตัดทอนลงเหลือ 1 ปีเท่านั้น  ตามกระแสรองเท้าฟุตบอลสมัยใหม่
ที่เปลี่ยนโฉมกันเร็วกว่าเดิม

   
   Mercurial Vapor VII ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 7 ของรองเท้าฟุตบอลสายจรวดทางเรียบ  ได้ถูกเปิดตัวอย่าง
เป็นทางการในช่วงเดือน เมษายน 2011  โดยเฉพาะเจเนอเรชั่นนี้ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่ใช้รูปแบบการวาง
ปุ่ม FG ในรูปแบบที่ 2 เช่นเดียวกับ Mercurial Vapor VI และก็ถือเป็นเจเนอเรชั่นสุดท้ายที่ใช้รูปแบบปุ่ม
ดังกล่าวต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า สาวกรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ผิดหวังต่อความเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาของ
เจเนอเรชั่นนี้เป็นอย่างมาก  เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงขึ้นมาก็คือลวดลายและการลงสีที่แตกต่างจากเดิมแค่นั้น !!  
โดยไนกี้เล่นเอาลวดลายตรงส้นที่เน้นการลงสีที่โดดเด่นสะดุดตา  มาใช้โฆษณาและโปรโมทรองเท้าว่า  ความ
โดดเด่นดังกล่าวจะทำให้เพื่อนร่วมทีมสามารถเห็นคุณ(ผู้สวมใส่)ก่อนสิ่งอื่นใดในสนามเป็นอันจบ !!  ส่วนรุ่น
และระดับรองเท้ายังคงมีเหมือนกันกับ Mercurial Vapor VI ทุกประการ

   
   ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  กับ
เจเนอเรชั่นของ Mercurial Vapor VIII ซึ่งเปิดตัวและทำตลาดในเดือนเมษายน 2012  ถือได้ว่ารองเท้าโฉมนี้
มีวิวัฒนาการในการพัฒนาที่ชัดเจนหลากหลายด้านมากที่สุดเลยก็ว่าได้  เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ
การวางปุ่ม FG ใหม่ทั้งหมด  เพื่อให้ศักยภาพในการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วขึ้น, ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่มีหนังบาง
ที่สุดเท่าที่ไนกี้เคยผลิตรองเท้าฟุตบอลออกมาสู่ตลาด  ทำให้ Mercurial Vapor VIII เป็นเจเนอเรชั่นแรกที่มี
น้ำหนักตัวรองเท้าต่ำกว่า 200 กรัม (ไม่นับรวม Mercurial Carbon SL)  และไนกี้ยังได้ยกเลิกการผลิต
รองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อป Mercurial Vapor SuperFly ออกไปจากเจเนอเรชั่นนี้  เท่านั้นยังไม่พอ
ยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า All Condition Control (ACC) อีกด้วย  และรู้หรือไม่ว่า
เฉดสีที่แสนจะโดดเด่นของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้   ที่แต่ละเจอนเรชั่นมีเฉดสีต่างๆ ออกมาจำหน่ายมาก
มายนับไม่ถ้วน  แต่กับ Mercurial Vapor VIII ไนกี้ได้ออกเฉดสีมาทำตลาดเพียงแค่ 6 เฉดสีเท่านั้น !! ถือเป็น
เจเนอเรชั่นที่มีเฉดสีของรองเท้าน้อยที่สุดเลยก็ว่าได้  และ Mercurial Vapor VIII ยังเป็นเจเนอเรชั่นที่มีอายุ
การทำตลาดเพียงแค่ 7 เดือน ถือได้ว่าสั้นที่สุดเท่าที่รองเท้าฟุตบอลเคยทำมา  

   
   ไนกี้ทิ้งระยะเพียงไม่ถึง 1 ปีเต็ม (โดย Mercurial Vapor VIII ถูกผลิตออกมาเพียงแค่ 6 สี เท่านั้น) ก็ได้
ทำการเผยโฉมเจเนอเรชั่นที่ 9 ของรองเท้าตระกูล Mercurial ออกมาเมื่อช่วงต้นปี 2013  พร้อมกับการพรีเซนต์
อย่างสุดร้อนแรง  ด้วยการนำรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ อย่าง แลมเบอร์กินี่ กัลลาร์โด้ มาเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว
ภายใต้นิยามคำว่า "Be Fast Be Mercurial"

   ในเจเนอเรชั่นนี้ ยังไร้วี่แววการกลับมาของรองเท้าระดับโครตท็อป Mercurial SuperFly  โดยยังคงมีรองเท้า
รุ่น Mercurial Vapor X เป็นรองเท้ารุ่นท็อปสุดในการทำตลาด  ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเจเนอเรชั่นนี้
ก็คือการจับเอา Mercurial Vapor VIII มาปรับปรุงใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น  โดยเฉพาะเรื่องของการสัมผัส
และควบคุมลูกฟุตบอล  ซึ่งไนกี้ได้ออกแบบให้ผิวสัมผัสของตัวรองเท้ามีลักษณะเป็นผิวขรุขระเหมือนลูกกอล์ฟ
เพื่อประโยชน์ต่อการสัมผัสดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอล  และผิวลักษณะนี้ยังช่วยลดสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานกับ
อากาศ ตามลักษณะอากาศพลศาสตร์  เฉกเช่นเดียวกับหลักการออกแบบของรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ นั่นเอง

   เจเนอร์ชั่นของ Mercurial Vapor X ดูจะเป็นอีกหนึ่งเจเนอเรชั่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จากบรรดา
นักสะสมและนักฟุตบอลทั่วโลก  สามารถยืนยันได้จากอายุการตลาดที่ยาวนานเกิน 1 ปี  มีเฉดสีออกมาทำตลาด
มากมาย  และยังเป็นเจเนอเรชั่นสำคัญที่มีรองเท้าคอลเลคชั่นพิเศษออกมาจำหน่ายอย่างมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น
Mercurial Vapor Move Forward (World Cup 1998, 2002, 2006, 2010), Mercurial Vapor CR7 Limited
Edition ทั้งเวอร์ชั่น 1 และ 2 ที่มีผลิตออกมาเพียงเวอร์ชั่นละ 100 คู่ทั่วโลก, Mercurial Vapor XV Special
Edition, Mercurial Vapor IX Tropical Collection และ Mercurial Vapor IX CR7 เวอร์ชั่นปกติอีก 2 สี


   
   และแล้วการรอคอยของสาวก Mercurial เมื่อเจเนอเรชั่นที่ 10 ถูกเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการ  โดยไฮไลท์
สำคัญของเจเนอเรชั่นนี้ อยู่ที่การกลับมาของรองเท้ารุ่น Mercurial SuperFly ในเจเนอเรชั่นที่ IV ที่มาพร้อม
กับแนวคิด เทคโยโลยีและวัสดุใหม่  ที่แตกต่างจากรองเท้าระดับท็อปอย่าง Mercurial Vapor X เป็นอย่างมาก
ถือเป็นการพลิกโฉมภาพลักษณ์เก่าๆ ของรองเท้ารุ่น Mercurial SuperFly ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

   การนำเสนอของรองเท้าในเจเนอเรชั่นนี้ ไม่มีอะไรมาก  ไม่มีการเอารถยนต์ซุปเปอร์คาร์ ไม่มีการเอาจรวด
หรือกระสวยอวกาศ หรืออะไรก็ตามที่สื่อถึงความเร็วมาเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมท  แต่สิ่งที่ไนกี้เอามา
นำเสนอคือนิยามสั้นๆ ง่ายๆ ตรงๆ ด้วยคำว่า "Revolution of Speed" หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "การ
ปฏิวัติแห่งความเร็ว"
โดยมีรองเท้ารุ่น Mercurial SuperFly IV เป็นตัวไฮไลท์หลักของเจเนอเรชั่นนี้แต่
เพียงผู้เดียว  ในขณะที่รองเท้ารุ่นท็อปปกติอย่าง Mercurial Vapor X นั้นถูกทำตลาดอย่างเงียบๆ โดยไนกี้
ไม่ได้เน้นการโปรโมทมากนัก

   
   ในเรื่องของรายชื่อพรีเซนเตอร์หลัก  แน่นอนว่าซุปเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่ง คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อย่างแน่นอน
แต่ยังมีนักฟุตบอลระดับโลกมากมาย  ที่เซ็นสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์  เพื่อร่วมแสดงประสิทธิภาพของรองเท้า
ซีรี่ย์นี้ให้แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นกับตา  ไม่ว่าจะเป็น ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา, ซลาทัน อิบราฮิโมวิช, ฟร็องซ์ ริเบรี่,
มาติเยอ วัลบูเอน่า, ราฮีม สเตอร์ริ่ง, เอด็อง อาซาร์ และ อเล็กซิส ซานเชส
เป็นต้น

   โดยไลน์การผลิตของเจเนอเรชั่น Mercurial X นั้นมีสมาชิก รุ่น/ระดับ ประกอบไปด้วยรองเท้ารุ่น Mercurial
SuperFly IV
ที่เราจะรีวิวทดสอบกันในบทความนี้ เป็นรองเท้าระดับโครตท็อปหรือระดับฟลายนิต  ตามมาด้วย
Mercurial Vapor X
เป็นรองเท้าระดับท็อปที่หลายคนรู้จักกันดี  ในขณะที่รองเท้ารุ่นรองท็อปมีชื่อว่า Mercurial
Veloce II
 และรองเท้าระดับทั่วไปคือ Mercurial Victory V  โดยรองเท้าแต่ละรุ่นมีความแตกต่างทั้งเรื่องของ
วัสดุ ลูกเล่น เทคโนโลยีและราคา  มีความแตกต่างกันไปตามระดับการทำตลาด
  
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น Mercurial Vapor X

   และตามธรรมเนียมปฏิบัติ ผมจะขอยกเกือบทั้งหมดของบทความ "เปิดฝากล่อง" Hand On! ไนกี้ Mercurial
SuperFly IV
 ที่ได้เผยแพร่ไปเมื่อช่วง 1 เดือนก่อนหน้านี้  เพื่อให้มาช่วยเติมเต็มบทความ "Full Review" ให้
สมบูรณ์แบบมากขึ้น  โดยเนื้อหาส่วนนี้จะเป็นการแนะนำตัว แนะนำเทคโนโลยีและแนะนำลูกเล่นจุดต่างๆ
ที่น่าสนใจของรองเท้ารุ่นนี้  มาดูกันว่าถ้าคุณผู้อ่านเป็นเจ้าของรองเท้ารุ่นนี้  ท่านจะได้อะไรมากับจากราคา
10,100 บาท 

   หากใครเคยอ่านบทความดังกล่าวไปแล้ว  สามารถเลื่อนข้ามไปยังหัวข้อ "Feeling & Sizing"  เพื่อเลือกไซด์
รองเท้าที่เหมาะสม  และเตรียมลงสนามทดสอบได้เลยครับ

   
   ไนกี้ยังคงบรรจุ Mercurial Vapor X มาในกล่องกระดาษสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์  โดยวางรองเท้ามาให้ในแนว
ตะแคงสลับหัวท้าย  พร้อมห่อหุ้มด้วยกระดาษรองพื้นตามปกติ  สำหรับรองเท้ารุ่นนี้/สีนี้  ผลิตมาจากประเทศจีน
(Made in China) ด้านในตัวรองเท้ามีดันทรงกระดาษอัด ใส่มาให้ในตัวรองเท้าด้วย

   
   ถุงเป้สะพายดีไซน์และสีเข้าธีมกับตัวรองเท้า  ยังเป็นของแถมชั้นดีของรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาส ที่ไนกี้
แถมมาให้ควบคู่กับ Mercurial Vapor X สีชมพู Hyper Punch เหมือนเดิม  

   
   หลังจากนั้น ผมได้ถอดดันทรงกระดาษออก  แล้วจับเอารองเท้า Mercurial Vapor X ซึ่งมีขนาดไซด์ 9.5 US ,
8.5 UK , 43 Fr และ 27.5 cm ขึ้นชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งดิจิตอล  ปรากฏตัวเลขน้ำหนักออกมาที่ 180 กรัม/ข้าง
และเมื่อเอาข้อมูลน้ำหนักรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ที่เคยทำรีวิวไปแล้ว มาเปรียบเทียบ ดังนี้

   - ไนกี้ Mercurial Superfly IV 199 กรัม 
   - ไนกี้ Mercurial Vapor IX 192 กรัม 
   - ไนกี้ Magista Opus 204 กรัม
   - ไนกี้ Hypervenom Phantom 200 กรัม 
   - ไนกี้ Tiempo Legend V 245 กรัม 
   - อาดิดาส Predator® Instinct 285 กรัม
   - อาดิดาส adiZero F50 2014 174 กรัม
   - อาดิดาส adiPure 11Pro II 274 กรัม
   - พูม่า evoPower 1 218 กรัม
   - พูม่า King 2013 252 กรัม

   เห็นตัวเลขที่ออกมาไหมครับ !! หลักฐานมันยืนยันได้ว่า Mercurial Vapor X เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบา
ที่สุดของไนกี้ !!
เบากว่า Mercurial Superfly IV เบากว่า Mercurial Vapor IX และเกือบจะเบาเท่ากับรองเท้า
รุ่น adiZero F50 2014 จากอาดิดาส เลยทีเดียว  เห็นแบบนี้แล้ว..สาวก MV คนไหนที่เคยบ่นว่าอยากให้ไนกี้ ลด
น้ำหนักรองเท้าตระกูลนี้ให้เบาลงไปอีกขั้น  ตอนนี้..ไนกี้ จัดมาให้แล้ว

   
   
   ไนกี้พัฒนาหนังสังเคราะห์เทจิน ไมโครไฟเบอร์ (Tejin Microfiber) ที่เอามาตัดเย็บเป็นตัวรองเท้ารุ่นนี้
ให้มีประสิทธิภาพในด้านการสัมผัสควบคุมลูกฟุตบอลมากขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นก่อน  โดยเปลี่ยนจากผิวลูกกอล์ฟ
มาเป็นสิ่งที่เรียกว่า "Micro-Texture" ซึ่งการออกแบบให้หน้าสัมผัสรอบตัวรองเท้า  มีพื้นผิวขรุขระขนาดเล็ก
และมีความฝืด  เพื่อช่วยสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดียิ่งขึ้น  

   เทคโนโลยี All Conditions Control  (ACC) ซึ่งเป็นสารเคลือบผิวชนิดพิเศษ  ที่จะช่วยให้หน้าสัมผัสของ
รองเท้ารุ่นนี้ ยังคงมีประสิทธิภาพในการดึงดูดและควบคุมลูกฟุตบอลได้ดี ทั้งในสภาวะที่เปียกน้ำหรือแห่งสนิท
ถูกเคลือบลงบนผิวหน้าสัมผัสของรองเท้ารุ่นนี้ ในทุกๆ ด้าน ทุกๆ บริเวณ  เพื่อทำให้ผู้เล่นสามารถควบคุม
ลูกฟุตบอลได้ดีในทุกสภาพอากาศ  โดยเทคโนโลยี ACC ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญ  ที่ไนกี้ใส่มาให้
เฉพาะรองเท้าระดับท็อปคลาส ขึ้นไปเท่านั้น

   
   ชั้นหนังรองพื้นด้านในของตัวรองเท้า ถูกตัดบางส่วนออกไปตามที่เห็นดังภาพด้านบน  ไม่เพียงแค่เป็นปัจจัย
ในการลดน้ำหนักตัวของรองเท้าลงไป  แต่ยังเป็นการออกแบบเพื่อสร้างฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บาง ติดเท้า  ทำให้
เท้าของผู้เล่นสามารถตอบสนองต่อการควบคุมลูกฟุตบอลได้รวดเร็ว เป็นธรรมชาติเหมือนใช้เท้าเปล่า  มากขึ้น
กว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว

   
   
   รูปทรงด้านข้างของไนกี้ Mercurial Vapor X ยังคงมาในแบบเรียวเข้ารูป  จากภาพจะเห็นได้ว่าส่วนชั้นหนัง
รองพื้นด้านในตัวรองเท้าที่ถูกตัดออกไป  สามารถมองเห็นได้จากด้านนอกเลยทีเดียว  ซึ่งเป็นการการันตีความบาง
ของหนังสังเคราะห์รองเท้ารุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

   พื้นที่สัมผัสบอลบริเวณข้างเท้าด้านใน ถูกออกแบบให้มีลักษณะโค้งเว้าเข้ารูปกับเท้า  เพื่อช่วยสร้างความกระชับ
และช่วยให้การสัมผัสบอลบริเวณข้างเท้าด้านใน  ทำได้เต็มสัมผัสข้างเท้า  

   
   อีกหนึ่งจุดสังเกตสำคัญของ ไนกี้ Mercurial Vapor X คือรองเท้ารุ่นนี้ "ไม่มีลิ้น" โดยใช้วัสดุหนังสังเคราะห์
ผิวเรียบและบาง  แบบเดียวกับตัวรองเท้าเย็บติดต่อเนื่องขึ้นมา  เมื่อมองจากด้านนอกจะเห็นเป็นชิ้นส่วนเดียวกัน
กับตัวรองเท้าเลย  ลักษณะหนังส่วนดังกล่าวนั้นจะถูกออกแบบให้หย่อน  แต่เมื่อผู้เล่นสวมเท้าเข้าไปแล้ว  หนังจะตึง
เรียบเข้ารูป และพอดีกับหลังเท้าของผู้สวมใส่พอดิบพอดี

   เชือกรองเท้าที่ร้อยติดตัวรองเท้ารุ่นนี้มา เป็นเชือกแบบเส้นแบน  เพื่อให้รบกวนการสัมผัสบอลบริเวณหลังเท้า
ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  ขนาดเส้นเชือกเป็นเชือกหน้าแคบ เส้นเล็ก และเนื้อผ้านิ่มมากที่สุดในบรรดาเชือก
รองเท้าของไนกี้เลยก็ว่าได้  ทำให้การผูกปมเชือกรองเท้า สามารถทำได้อย่างกระชับและแน่นหนา

   
   เกราะหุ้มส้นสำหรับปกป้องส้นเท้าและแนวเอ็นร้อยหวาย ของ Mercurial Vapor X ยังคงเป็นเกราะป้องกันแบบ
ภายใน (Internal Heel Counter) โดยออกแบบให้มีชิ้นพลาสติกแข็ง  รูปทรงโค้งเข้ารูปกับส่วนโค้ง  ฝังเอาไว้
ด้านในของส้นรองเท้า  โดยชิ้นพลาสติกมีความสูงขึ้นมาประมาณ 2 ใน 3 ของความสูงหุ้มส้นทั้งหมด  

   
   พื้นที่สำหรับพิมพ์คำว่า MERCURIAL ถูกดีไซน์ให้พิมพ์บนแถบตามแนวส้นเท้าด้านหลัง  และแถบดังกล่าวจะเป็น
แถบที่ช่วยปกปิดแนวด้ายเย็บเพียงแนวเดียวของรองเท้ารุ่นนี้อีกด้วย  ทำให้รองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าที่ไม่มี (มองไม่
เห็น) แนวด้ายเย็บบนตัวรองเท้าแม้แต่เส้นเดียว

   
   ไนกี้ใช้วัสดุหนังสังเคราะห์ผิวเรียบ มาทำเป็นวัสดุผิวหน้าสัมผัสหุ้มส้นด้านในของ Mercurial Vapor X  ด้านใน
ของหุ้มส้นมีวัสดุบุนุ่มบุเอาไว้รอบด้าน ทั้งด้านข้างและด้านหลัง  บุเอาไว้ตั้งแต่ขอบส้นรองเท้าด้านบน  ลงมาจน
เกือบถึงพื้นรองเท้าด้านล่าง  จะเว้นว่างเอาไว้เพียงแค่ 1 ใน 3 ของความสูงทั้งหมดจากขอบหุ้มส้น  เพื่อให้หุ้มส้น
ของรองเท้ารุ่นนี้ สามารถจับล็อคและกระชับกับข้อเท้าของผู้สวมใส่ได้อย่างมั่นคง  และยังให้การสวมใส่ที่สบายขึ้น
ช่วยลดปัญหาอาการรองเท้ากัดส้น

   
   อย่างไรก็ตาม  ไนกี้ยังคงให้แผ่นรองพื้นด้านใน "ชุดเดิม" มากับรองเท้ารุ่นนี้  ที่ว่าชุดเดิมหมายถึง เป็นแผ่นรองพื้น
แบบเดียวกับ Mercurial Vapor IX (เจเนอเรชั่นที่แล้ว) ทุกประการ  ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่ทำจากโฟม EVA ฉีดขึ้นรูป
ทั้งชิ้น  รวมถึงขนาด มิติ ความหนา และความนุ่มของเนื้อโฟมที่ไม่แตกต่างจากเดิม  และเมื่อเปรียบเทียบกับความนุ่ม
ของแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่น Mercurial Superfly IV  ผมรู้สึกได้ว่าแผ่นรองพื้นชุดนั้นมีเนื้อโฟมที่หนา นุ่ม และเด้ง
รับแรงกดมากกว่านี้..นิดหน่อย

   
   รูขนาดเล็กซึ่งถูกเจาะไปทั่วทั้งแผ่น ถือเป็นเรื่องปกติคุ้นเคยที่เห็นจากแผ่นรองพื้นรองเท้าระดับท็อปคลาส
ของไนกี้และรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้ไปแล้ว  โดยวัสดุผิวหน้าสัมผัสเป็นวัสดุหน้าผ้าไนล่อน ผิวเรียบ  แต่สิ่ง
ที่ไม่รู้ว่าไนกี้ตั้งใจให้เหมือนเดิมหรือไม่นั้น  ก็คือ..สีของแผ่นรองพื้นสีเขียวอ่อน  สีเดิม..เฉดเดียวกันกับสีของ
แผ่นรองพื้น Mercurial Vapor IX ที่ไนกี้ใช้มาโดยตลอด
   
   
   ชุดพื้นและช่วงล่างของรองเท้า Mercurial Vapor X ดูจะเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด  เพราะ
นอกจากไนกี้จะตัดสินใจไม่ใช้วัสดุไฟเบอร์กลาส  ซึ่งเป็นวัสดุที่ดูภายนอกแล้วสวยงามและดูดีมากแล้ว  ยังได้
ทำออกมาให้มันมีรูปร่างหน้าตาและสี ซึ่งดูด้อยลงกว่าชุดพื้นสีเงินจากไฟเบอร์กลาสเป็นอย่างมาก

   แต่ในความเป็นจริงแล้ว วัสดุที่ไนกี้เอามาทำชุดพื้นให้กับรองเท้ารุ่นนี้  เป็นวัสดุไนล่อน (Nylon) กับพีแบค
(Pebax)
อัดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันแบบเต็มแผ่น  โดยคุณสมบัติเด่นของวัสดุชนิดนี้ คือ เป็นวัสดุที่มีความแข็ง
มีน้ำหนักเบา สามารถออกแบบให้บางมากๆ ได้โดยที่ยังคงมีความเหนียวและทนทาน  ซึ่งทางไนกี้ได้ยืนยันว่า
วัสดุชิ้นนี้ การออกแบบมาแบบนี้ เป็นการพัฒนารองเท้ารุ่นนี้ให้มีประสิทธิภาพด้านความเร็วมากขึ้นกว่าเดิม
(แม้จะต้องแลกมาด้วยลุคภายนอกที่ดูดร็อปลง)

   
   ปุ่มรองเท้าด้านหน้า จะเห็นได้ว่าจำนวนและรูปแบบการวางปุ่มแบบ FG  นั้นถูกพัฒนาขึ้นจากเดิม
(เจเนอรเชั่นที่ 8 และ 9) พอสมควร  การเพิ่มปุ่มบริเวณหัวรองเท้าและให้มันวางตัวกันเป็นทรงกลม  ช่วยเพิ่ม
การตอบสนองต่อการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ให้ดีขึ้นกว่าเก่า  โดยภาระการทิ้งน้ำหนักตัวไม่ตกอยู่กับปุ่ม
บริเวณหัวรองเท้า (ที่โฉมเก่ามีเพียงแค่ 2 ปุ่ม) มากเกินไป  ทำให้ผู้เล่นไม่เสียจังหวะ ตอนที่ต้องเปลี่ยนทิศทาง
การเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กับการสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า

   ส่วนปุ่มที่ถัดลงมาในตำแหน่งช่วงกลางฝ่าเท้า ทั้ง 3 ปุ่ม  ยังวางตัวอยู่ในรูปแบบเดิม  ปุ่มใบมีดที่อยู่ด้านในและ
ด้านนอก จะทำหน้าที่จิกลงไปยังพื้นสนามตอนที่ผู้เล่นสเต็ปเท้าออกไปทิศทางด้านข้าง  ส่วนปุ่มตรงกลาง
แนวขวาง จะทำหน้าที่ช่วยสร้างแรงกระทำกับพื้นสนาม  ให้ผู้เล่นสามารถสปรินซ์ออกตัวไปด้านหน้าตรงๆ ได้
อย่างรวดเร็ว  ประสิทธิภาพตรงนี้..สาวก Mercurial Vapor VIII และ Mercurial Vapor IX คงจะรู้ดี

   
   ฟันปลา หรือที่ไนกี้เรียกว่า Toe-off Traction Spikes ซึ่งเคยอยู่ที่ชุดพื้นตรงหัวรองเท้า ได้ถูกยกออกไปจาก
รองเท้าซีรี่ย์นี้เป็นที่เรียบร้อย  แต่ถูกแทนที่ด้วย ปุ่มเตี้ยแนวโค้ง หรือจะเรียกว่า "แง่ง" ก็คงจะไม่ผิดนัก  โดย
แง่งดังกล่าวจะทำหน้าที่จิกลงไปยังพื้นสนาม  ช่วยเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำและความมั่นคง ในจังหวะเคลื่อนที่
ด้วยปลายเท้าไปในทิศทางด้านนอก  ให้ดียิ่งขึ้นกว่าฟันปลา แบบเก่า

   
   ชุดพื้นช่วงกลางของรองเท้ารุ่นนี้แตกต่างจากชุดพื้นของ Mercurial Superfly IV และรองเท้ารุ่นอื่นๆ ของ
ไนกี้ เพราะโครงสร้างช่วงกลางของ Mercurial Vapor X จะเป็นโครงสร้างรูปตัว V แทนโครงสร้างแบบตัว X
โดยมีโครงสร้างขาของตัว V จะลากเชื่อมมาจากฐานปุ่มของปุ่มด้านหนา  ก่อนที่จะลากมาจรดกันระหว่างกึ่งกลาง
ของปุ่มด้านหลัง  โดยการออกแบบดังกล่าว จะช่วยให้ชุดพื้นสามารถตอบสนองและส่งแรงดีดกลับ ในจังหวะการ
สปรินซ์เคลื่อนที่ไปด้านหน้าได้ดีกว่า  แต่ต้องแลกมาด้วยความมั่นคงในการลงน้ำหนักตัวที่ลดน้อยลงไป  เนื่องจาก
ชุดพื้นยังสมารถที่จะบิดซ้าย-ขวา ได้มากกว่าชุดพื้นโครงสร้างแบบตัว X  นั่นเอง

   
   อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือการเพิ่มปุ่มด้านหลัง ให้กลับมามี 4 ปุ่ม เหมือนเดิม  โดยไนกี้
ให้เหตุผลว่า ต้องการเพิ่มความมั่นคงตอนลงน้ำหนักตัว  ขจัดปัญหาอาการส้นเท้าพลิกที่เกิดขึ้นจากการใช้ปุ่มหลัง
2 ปุ่ม ของเจเนอเรชั่นที่แล้ว ให้หมดไป  โดยปุ่มหลังทั้ง 4 ปุ่ม จะเป็นปุ่มใบมีดที่มีฐานปุ่มตัน  ไม่มีช่องว่างตรงกลางปุ่ม
อีกต่อไป  พื้นที่หน้าตัดของปุ่มไม่ได้มากกว่าปุ่มด้านหน้าเลย  ยังคงใช้ปุ่มใบมีดหน้าแคบ  เพื่อให้ปุ่มสามารถจิกลงไป
ยังพื้นสนามได้อย่างแม่นยำ

   ปุ่มรองเท้าทั้งหมด 11 ปุ่ม ของรองเท้ารุ่นนี้  ใช้การฉีดพลาสติก TPU เข้าไปฝังเป็นชิ้นเดียวกันกับชุดพื้นรองเท้า
และไนกี้ยังออกแบบให้ฐานปุ่มมีความหนา  ผู้ใช้จึงมั่นใจได้ถึงความแข็งแรงทนทานของปุ่มรองเท้า
 
   

   Feeling & Sizing

   
   มาเริ่มกันที่คำแนะนำสำหรับเลือกไซด์รองเท้าฟุตบอล Mercurial Vapor X ที่เหมาะสมกันก่อนดีกว่าครับ  โดย
รองเท้าคู่ทดสอบในวันนี้ ยังคงเป็นรองเท้าไซด์ 9.5 US , 8.5 UK , 43 FR หรือ 27.5 cm เหมือนเดิม  เป็นรองเท้า
ไซด์เดียวกันกับตอนที่ผมทดสอบรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ของไนกี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรุ่น Mercurial SuperFly IV
และรุ่น Mercurial Vapor IX (เจเนอเรชั่นที่แล้ว)  ซึ่งผมจะมีวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อดูว่าการเลือกซื้อรองเท้า
Mercurial Vapor X นั้นสามารถยึดถือไซด์เดิมเป็นหลักในการเลือกซื้อได้หรือไม่  และเมื่อสวมใส่แล้ว ตัวรองเท้า
มีรูปทรง ให้ฟีลลิ่ง หรือมีสัดส่วนเป็นอย่างไรบ้าง

   ก่อนอื่นต้องบอกกันตามตรงว่าไนกี้ Mercurial Vapor X คู่นี้  เป็นรองเท้าที่ใส่ลำบากมากที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน
เพราะลิ้นรองเท้าที่ถูกออกแบบให้เสมือนเป็นชิ้นเดียวกับตัวรองเท้า  ทำให้การสวมใส่เท้าเข้าไปค่อนข้างจะทุลักทุเล
และจำเป็นต้องคลายเชือกรองเท้าให้ขยายออก ครึ่งหนึ่งของแนวร้อยเชือกเป็นอย่างน้อย  ถึงจะพอสวมใส่เท้าเข้าไป
ได้แบบสบายๆ ไม่ต้องข่มขืนกันให้เจ็บปวด

   
   เมื่อสวมใส่เท้าเข้าไปพร้อมกับทำการดึงกระชับและผูกปมเชือกรองเท้ากันตามปกติแล้ว  พบว่าพื้นที่หัวรองเท้า
ตรงกลางจะเหลือว่างประมาณ 0.3-0.4 เซนติเมตร  ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการสวมใส่รองเท้าซีรี่ย์ Mercurial Vapor
ของหลายๆ ท่านเลยก็ว่าได้  และถึงแม้ว่าหัวรองเท้าจะเหลือตามภาพด้านบน  แต่บริเวณปลายนิ้วหัวแม่เท้าและ
นิ้วก้อยก็ชนกับหัวรองเท้าพอดี  ไม่มีพื้นที่ว่างมากพอที่จะสามารถลดไซด์รองเท้ารุ่นนี้ลงได้มากกว่านี้แล้ว

   
   ฟีลลิ่งตามแนวกว้างและบริเวณหลังเท้าของ Mercurial Vapor X ก็เช่นกัน  จะเห็นได้ว่าลักษณะหลังเท้านั้น
มีความแน่นหนาที่กำลังดี  สังเกตได้จากความตึงของลิ้นรองเท้าที่ราบเรียบไปตามแนวหลังเท้า  ในขณะที่พื้นที่
ข้างเท้าทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอก  จะรู้สึกบางและกระชับเข้ารูปเท้าได้ดีกว่า
เจเนอเรชั่นที่แล้ว อย่าง Mercurial Vapor IX เสียด้วยซ้ำ  จุดนี้จึงเป็นการยืนยันว่าท่านที่มีรูปเท้ากว้าง หลังเท้า
นูนขึ้นมาพอประมาณ  ตามลักษณะเท้าของคนไทย  จพเป็นต้องให้ความสำคัญกับขนาดและรูปทรงในแนวกว้าง
ของตัวรองเท้ารุ่นนี้เป็นอันดับแรก

   
   ดังนั้น คำแนะนำสำหรับการเลือกไซด์รองเท้าฟุตบอล ไนกี้ Mercurial Vapor X ของผม  คือใครที่เคยใช้
รองเท้าตระกูลนี้มาก่อนหน้านี้  ขอให้เลือกตามไซด์เดิม ไม่ควรเพิ่มหรือลดไซด์ ส่วนใครที่ยังไม่เคยใช้งาน
รองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้มาก่อน  ผมขอแนะนำให้เลือกซื้อแบบตรงไซด์ จะดีที่สุด  แม้ว่าหัวรองเท้าจะเหลือ
เล็กน้อย  แต่ก็ไม่สามารถลดไซด์ลงได้  เนื่องจากความกระชับและความเข้ารูปเท้าทางด้านข้างและหลังเท้า
มันแน่นหนา ลงตัว กำลังดีอยู่แล้ว  ถ้าลดไซด์ลงเกรงว่าจะบีบแน่นเกินไปจนไม่สามารถใส่ลงเล่นได้

   Testing  

   
   แน่นอนว่าคู่ปรับที่ผมจะเอามาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งาน ในหัวข้อต่างๆ ของ Mercurial Vapor X
นั้นจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้  นอกจากอาดิดาส adiZero F50 โฉมปี 2014 และไนกี้ Mercurial Vapor IX ส่วนไนกี้
Mercurial SuperFly IV ซึ่งเป็นรองเท้าระดับโครตท็อปในซีรี่ย์เดียวกันนี้  จะขอยกมาพูดเปรียบเทียบบ้าง
ในบางเรื่อง  เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เห็นภาพความแตกต่างในเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานจริงระหว่างรองเท้า
ฟุตบอลรุ่นต่างๆ ได้ง่ายขึ้น  และเอาไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้าฟุตบอลที่จะตอบโจทย์
ได้ตรงตามความต้องการของตัวท่านเอง

   สำหรับการรีวิวทดสอบในครั้งนี้  เราจะยังอยู่กันที่สนามฟุตบอลหญ้าเทียมในร่ม ย่านปิ่นเกล้า เจ้าประจำ อย่าง
Winning 7 เหมือนเดิม  เนื่องจากต้องการควบคุมเรื่องคุณภาพของสนาม  เพื่อเป็นการควบคุมปัจจัยภายนอก
ที่อาจส่งผลต่อควาคลาดเคลื่อนในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานรองเท้าฟุตบอลแต่ละรุ่น นั่นเอง

   ความสบายในการสวมใส่

   
   
พอเลือกไซด์รองเท้า ไนกี้ Mercurial Vapor X ได้เหมาะสมตามคำแนะนำของผมแล้ว  ก็ได้เวลามาลงสนาน
ทดสอบการใช้งานกันเสียที  มาเริ่มดูกันที่เรื่องของ ความสบายในการสวมใส่ เป็นอันดับแรก  เพราะโดยปกติแล้ว
รองเท้าสายความเร็วยอดฮิตซีรี่ย์นี้  ไม่ค่อยให้ความสบายในการสวมใส่มากนัก   ขึ้นชื่อในเรื่องรูปทรงรองเท้าที่เรียว
บีบและอึดอัด มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  แต่เจเนอเรชั่นนี้จะเป็นอย่างไร  ไปลองกันเลย

   หลังจากที่ได้ทดลองสวมใส่ลงสนามใช้งาน  พบว่า Mercurial Vapor X ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ไม่เน้น
เรื่องความสบายในการสวมใส่ เหมือนเดิม  ตัวรองเท้าบีบกระชับ  โดยเฉพาะช่วงข้างเท้าด้านใน หลังเท้า และ
บริเวณส้นเท้า  ซึ่งให้ฟีลลิ่งที่อึดอัดพอสมควรในช่วงแรกๆ  จำเป็นต้องใช้งานไปสักประมาณ 4-5 ครั้ง  ถึงจะเริ่ม
รู้สึกว่าตัวรองเท้าขยายออกอีกนิด พอจะทำให้รู้สึกเข้าที่เข้าทางกับรูปเท้ามากขึ้น  จะรู้สึกสบายหน่อยก็คือช่วง
ข้อเท้าด้านบน  เนื่องจากตัวรองเท้าเกิดช่องว่างเล็กน้อยในจังหวะงอข้อเท้า

   ส่วนบริเวณส้นเท้าแม้จะบีบแน่นพอสมควร  แต่สามารถสบายใจเรื่องอาการกัดส้นเท้าได้  เพราะตั้งแต่ครั้งแรก
ที่ผมได้ลองใช้งาน ไนกี้ Mercurial Vapor X คู่นี้  พบว่าส้นเท้าของผมไม่ถูกกัด  อาจจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยพอเป็น
ฟีลลิ่ง  ตรงจุดนี้ต้องยกนิ้วให้กับการบุหน้าสัมผัสด้านในที่มีความนุ่มเต็มพื้นที่สัมผัสของส้นเท้า ส่วนเรื่องความ
สามารถในการระบายความร้อน  ยังรู้สึกว่าตัวรองเท้าสามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้นกว่ารุ่นที่แล้วเล็กน้อย
เนื่องจากหนังของตัวรองเท้ามีความบางมากขึ้น  และมีช่องว่างบริเวณข้อเท้าให้เกิดการถ่ายเทอากาศออกมาได้
นั่นเอง   

   โดยภาพรวมแล้ว  ผมขอลงความเห็นว่า ไนกี้ Mercurial Vapor X ให้ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่สบายขึ้นกว่าเดิม
ตรงส่วนของหุ้มส้นและการระบายอากาศ  แต่ในทางตรงกันข้าม  บริเวณข้างเท้าด้านในและหลังเท้า ค่อนข้าง
อึดอัดมากกว่า Mercurial Vapor IX (ในครั้งแรกที่ใช้งาน) ซึ่งเมื่อหักลบข้อดีกลบกับข้อด้อยแล้ว  ผมยังอยาก
ลงคะแนนในหัวข้อนี้เอาไว้ที่ 6 เต็ม 10 เหมือนเดิม  ส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งรายสำคัญอย่าง อาดิดาส
adiZero F50 โฉมปี 2014 ยังคงต้องยอมรับว่ารองเท้าสายสปีดจากค่ายสามขีด เป็นรองเท้าที่ให้ความสบาย
ในการสวมใส่ที่ดีกว่า อย่างมิอาจโต้แย้งได้เลย
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 6/10

   การรองรับแรงกระแทก

   
   
Mercurial Vapor IX เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า เพราะใช้ปุ่มหลังแบบ FG เพียงแค่
2 ปุ่ม  แต่พอมาในเจเนอเรชั่นล่าสุด Mercurial Vapor X คู่นี้  ไนกี้ได้ปรับให้ปุ่มแบบ FG กลับมามีปุ่มหลัง 4 ปุ่ม เหมือนปกติของรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ  ซึ่งมีผลให้ประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทก จากจังหวะการลงน้ำหนักตัว
ที่บริเวณส้นเท้า นั้นทำได้ดีและมั่นคงกว่าเดิม

   ซึ่งประเด็นนี้ สามารถตอบโจทย์ให้กับผู้เล่นที่จำเป็นต้องลงเล่นในสนามที่มีพื้นแข็ง  โดยเฉพาะสนามหญ้าเทียม
ระดับกลางลงไปจนถึงระดับล่าง  และกลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่องการรับแรงกระแทกของข้อส้นเท้าหรือข้อเข่า  ให้สามารถ
ใช้งานรองเท้าสายสปีดระดับท็อปรุ่นนี้ได้เต็มที่มากขึ้นกว่าเดิมพอประมาณ

   
   แต่ถ้ามองเรื่องของการรองรับแรงกระแทกโดยภาพรวมทั้งฝ่าเท้า  โดยส่วนตัวแล้วผมแอบเสียดายเล็กๆ ตรงที่
แผ่นรองพื้นรองเท้าด้านในที่เป็น EVA โฟม ของ Mercurial Vapor X คู่นี้  ยังไม่ใช่สเป็คเดียวกับแผ่นรองพื้น
ด้านในของ Mercurial Superfly IV ซึ่งมีเนื้อโฟมที่หนาและแน่นกว่าเล็กน้อย  ถ้าไนกี้ใจดีให้แผ่นรองพื้นสเป็ค
เดียวกันมา  เชื่อว่าจะทำให้คนใช้งาน Mercurial Vapor X ได้รับประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกที่สมบูรณ์แบบ
มากขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน

   จริงๆ แล้วตัวเลขคะแนนในหัวข้อนี้ ควรจะเป็น 6.5 เสียด้วยซ้ำ  เพราะเหมือนไนกี้ทำให้มันดีขึ้นแค่เรื่องปุ่มหลัง
4 ปุ่มเท่านั้น  แตกต่างจาก Mercurial Superfly IV ที่มีทั้งปุ่มหลัง 4 ปุ่ม และแผ่นรองพื้นโฟม EVA ที่หนาขึ้น
แต่ในเมื่อตัวเลขออกมาแบบนี้  ก็คงต้องปัดขึ้นให้เป็น 7 เต็ม 10 คะแนน กันไปตามระเบียบ  แต่ถ้าเปรียบเทียบกับ
อาดิดาส adiZero F50 แล้ว  เหมือนเดิมคือ...รองเท้ารุ่นดังกล่าว มีดีกว่าตรงที่เพิ่มแผ่นรองพื้นแบบหนา (Comfort)
มาให้เป็นอ็อฟชั่นเสริม  แต่ถ้าจับเอามาใส่แผ่นรองพื้นแบบบาง (Lightweight) เหมือนกัน  ผมยังถือว่าทั้งคู่นี้
กินกันไม่ลงในเรื่องของประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 7/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   
ไนกี้ ได้ออกแบบลักษณะการวางปุ่ม FG ของ Mercurial Vapor X ใหม่  เพื่ออัพเกรดประสิทธิภาพการเคลื่อนที
่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม
ของรองเท้ารุ่นนี้ให้ยอดเยี่ยมขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว   ซึ่งประสิทธิภาพ
จุดนี้ผมเคยได้สัมผัสการใช้งานมาแล้ว ในตอนที่รีวิว Mercurial SuperFly IV เมื่อ 3 บทความที่แล้ว

   เริ่มจากการทำความเร็ว  แน่นอนว่าน้ำหนักตัวของ Mercurial Vapor X ที่เบาลงกว่า Mercurial Vapor IX
พอจะส่งผลให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างเบาสบายและรวดเร็วมากขึ้นได้บ้าง   แต่ฟีลลิ่งที่รู้สึกได้จาก
ชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้ ก็คือ  พื้นรองเท้าบางขึ้น  ฝ่าเท้าติดพื้นสนาม  จึงมีผลต่อการตอบสนองในจังหวะ
การสปรินซ์ได้ดีและเร็วขึ้นกว่าโฉมเก่า   ในขณะที่ช่วงปุ่มด้านหน้าจะให้ความรู้สึกสัมผัสกับพื้นสนามได้เต็ม
ฝ่าเท้ามากกว่า  

   รูปแบบการว่างปุ่มของ Mercurial Vapor X ยังถูกออกแบบให้รองรับทิศทางการสปรินซ์ออกตัวได้รอบตัว
มากขึ้น   โดยเฉพาะปุ่มตรงหัวรองเท้าด้านนอก  ที่มีลักษณะเป็นแง่งโค้งขึ้นมา  นั้นถือว่าเป็นจุดเด่นที่เข้ามา
ทำให้การจิกพื้นสนามและช่วย่งแรงสปรินซ์ตัวออกตอนเคลื่อนที่ออกไปทางด้านนอกได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน 

   ในเรื่องประสิทธิภาพการยึดเกาะกับพื้นสนาม  ยังต้องยอมรับว่าปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้มีจุดเด่นตรงจุดนี้เหมือนเดิม 
เนื่องจากปุ่มทุกปุ่มเป็นปุ่มใบมีด  พื้นที่หน้าตัดแคบ  จึงสามารถจิกลงไปยังพื้นสนามได้ดี  ที่สำคัญกว่านั้น
คือรูปแบบการวางปุ่มของปุ่มทุกปุ่ม  เพราะแต่ละปุ่มมีทิศทางการรับแรงที่แตกต่างกัน   ในจังหวะการลงน้ำหนัก
จึงสามารถประสานการทำงานด้วยกันได้สมบูรณ์แบบ  ขจัดปัญหาการลื่นไถลได้รอบทิศมากขึ้น 

   
   ส่วนแนววางปุ่มบริเวณใต้นิ้วหัวแม่เท้า  ที่วางตัวประสานกันเป็นวงกลม  จะเป็นจุดศูนย์รวมของการลงน้ำหนักตัว  
ตรงจุดนี้จะรู้สึกได้ชัดเจนในจังหวะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง  ปุ่มตรงนี้เหมือนจะเป็นปุ่มแรก
ที่สัมผัสกับพื้นสนาม  และจิกลงไปยังพื้นสนามได้ลึกกว่าปุ่มอื่นๆ แม้อาจจะต้องแลกมาด้วยความรู้สึกปุ่มทิ่มเท้า
อยู่บ้าง  แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความแม่นยำของการยึดเกาะพื้นสนาม

   นอกจากนั้น  โครงสร้างช่วงกลางของชุดพื้นรองเท้าที่มีลักษณะเป็นฐานกว้างรูปตัว V  ไม่เพียงแค่ช่วย
เพิ่มพื้นที่ในการสร้างแรงดีดกลับตอนปรินซ์แล้ว  ยังสามารถรู้สึกได้ถึงความมั่นคงที่เกิดขึ้น  ในจังหวะ
การลงน้ำหนักในทิศทางด้านข้าง  หรือจังหวะการสเต็ปเท้าออกด้านข้าง  เมื่อรวมกับปุ่มด้านหลังที่มีกลับมา
4 ปุ่ม  จึงยิ่งสร้างความมั่นคงในจังหวะการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  ซึ่งอาจมีบางครั้งที่ต้องลงน้ำหนักที่ด้านหลัง

   มาถึงตรงนี้  ผมขอยืนยันว่าชุดพื้นและปุ่มของ Mercurial Vapor X  มีประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว
และการยึดเกาะพื้นสนามที่ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว Mercurial Vapor IX  โดยเฉพาะทิศทางการเคลื่อนที่
สปรินซ์ออกตัวที่แนววางปุ่มสามารถประสานการทำงานได้รอบทิศทาง  โครงสร้างตัว V ที่ชุดพื้นช่วงกลาง
ช่วยสร้างความมั่นคง  และฟีลลิ่งการสัมผัสพื้นสนามที่บาง  จึงช่วยลดเวลาการตอบสนองและรู้สึกเต็มฝ่าเท้า
มากขึ้น  ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะเพิ่มคะแนนในหัวข้อนี้ให้มากขึ้นกว่าทั้ง Mercurial Vapor IX และ adiZero
F50 2014
เสียด้วยซ้ำ  แต่ไม่รู้จะทำยังไง  เพราะตอนที่รีวิวรองเท้าฟุตบอลทั้งสองรายการ  ผมดันไปลงคะแนน
ให้ 10 เต็ม 10 คะแนน ไปแล้ว  ดังนั้นผมจึงขอลงคะแนนให้ที่ 10+ เหมือนกับ Mercurial SuperFly IV ก็แล้วกัน

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 10+/10

    ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   
มาทดสอบกันต่อที่เรื่องฟีลลิ่งความ กระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน ของ ไนกี้ Mercurial Vapor X รองเท้า
ฟุตบอลสายความเร็วระดับท็อปคลาส คู่นี้กันต่อดีกว่า  มาดูกันว่ารองเท้ารุ่นนี้จะให้ฟีลลิ่งความกระชับสมกับที่เป็น
รองเท้าสายสปีดระดับแนวหน้าของโลก ควรจะเป็นหรือไม่

   สิ่งที่ผมพอจะรู้สึกได้ก็คือตัวรองเท้าสามารถให้ความกระชับช่วงกลางเท้า ได้ดีขึ้น  ตัวรองเท้าสามารถบีบเข้ารูป
กับรูปเท้าของผมตามทิศทางในแนวขวาง  และแนวหลังเท้าได้แนบสนิทกว่าเดิม  จังหวะที่เท้าต้องงอในการเคลื่อนที่ 
พอจะรับรู้ได้ว่าตัวรองเท้าสามารถเคลื่อนไหวไปกับเท้าได้แนบสนิท  จนเกือบจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน  รวมถึง
รอยยับและรอยย่นของหนังรองเท้าก็ปรากฏน้อยลงกว่า Mercurial Vapor IX จะว่าไปแล้วจุดเด่นตรงที่เกือบจะทดแทน
วัสดุด้ายถักของ Mercurial SuperFly IV เลยก็ว่าได้

   
   แต่จะมีจุดที่ต้องให้ตำหนิ  ซึ่งมีผลต่อความกระชับและความมั่นใจในการใช้งานของ Mercurial Vapor X โดยตรง  
นั่นคือบริเวณหุ้มข้อเท้าด้านใน (ที่เป็นรูร้อยเชือกรูสุดท้าย)  มันไม่ค่อยจะกระชับกับข้อเท้าสักเท่าไหร่  แถมยังเกิด
ช่องว่างขนาดกว้าง  พอที่จะให้เอานิ้วมือแหย่เข้าไปได้ทั้งนิ้วเลยด้วยซ้ำ  ซึ่งตอนที่เคยใช้งาน Mercurial Vapor IX 
กลับพบปัญหาอาการแบบนี้ น้อยกว่านี้นะ !!  ทางแก้ปัญหามันไม่ยากเลย  เพียงแค่ไนกี้เพิ่มรูร้อยเชือกมาให้อีก 1 ระดับ
เอาไว้เป็นอ็อฟชั่นสำหรับคนที่ต้องการเติมเต็มความกระชับในจุดนี้  แค่นั้นก็พอแล้ว

   ส่วนบริเวณส้นเท้าและหุ้มส้นด้านใน  ที่เหมือนจะยกชุดมาจากรองเท้าเจเนอเรชั่นเดิม  แต่พอใช้งานจริงๆ แล้ว 
พอจะรู้สึกได้ว่าหน้าสัมผัสของส้นเท้าสามารถจับล็อคกับส้นเท้าของผมได้หนึบขึ้นเล็กน้อย  ส่วนความสบายจาก
วัสดุบุนุ่มที่บุอยู่ด้านในก็ทำได้ตามมาตรฐานเดิม  ไม่ได้นุ่มสบายเกินไป  และก็ไม่ได้แข็งจนกัดส้น  เอาจริงๆ แล้ว 
ถือเป็นหุ้มส้นที่ใส่สบายกว่า ไนกี้ Mercurial SuperFly IV และ อาดิดาส adiZero F50 2014 เสียด้วยซ้ำ

   โดยภาพรวมแล้ว การทดสอบในหัวข้อ ฟีลลิ่งความ กระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน ของ Mercurial Vapor X
ต้องยอมรับว่า  ฟีลลิ่งที่ตัวรองเท้าทำได้ดีขึ้น บาง กระชับ และแนบสนิทกับเท้า  แต่ดันมาโดนหักลบตรงช่วง
หุ้มข้อเท้าด้านบนที่มีช่องว่างเกิดขึ้น  คะแนนในส่วนนี้จึงขอลงไว้ที่ 9 คะแนน เท่ากันกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว

   - ฟีลลิ่ง ความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 9/10


   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   
เป็นไปตามคาดเลยก็ว่าได้  สำหรับประสิทธิภาพในด้านการจับควบคุมบอลแรก การจับและแปส่งบอลด้วย
ข้างเท้าด้านใน
  ของรองเท้าฟุตบอลสายความเร็ว Mercurial Vapor X จากไนกี้ คู่นี้  เพราะจากการสัมผัสตัวรองเท้า
แล้ว  จะพบว่าหนังของรองเท้ารุ่นนี้บางขึ้นกว่ารุ่นเก่า  จึงส่งผลให้จังหวะการจับบอลแรกนั้นรู้สึกบางถึงเท้าด้านใน 
ให้ฟีลลิ่งการจับบอลที่เป็นธรรมชาติเหมือนใช้เท้าเปล่า มากขึ้นกว่าเดิม 

   เอาจริงๆ แล้ว แทบจะใกล้เคียงกับวัสดุด้ายถักของรองเท้ารุ่น Mercurial SuperFly IV เสียด้วยซ้ำ  ในทาง
ตรงกันข้าม...ตัวรองเท้าจะไม่สามารถช่วยผ่อนแรงในการดูดบอลลงพื้นสนามให้นุ่มนวลได้มากนัก  ผู้เล่นจำเป็น
ต้องอาศัยทักษะการผ่อนแรงที่ดีในการดูดบอลลงพื้นสนาม  ซึ่งถ้าคุณมีทักษะดังกล่าวพอตัวอยู่แล้ว  ผมว่าคุณ
จะยิ่งชอบการจับบอลด้วยรองเท้ารุ่นนี้อย่างแน่นอน  เพราะหน้าสัมผัสมันทั้งบางและเรียบสม่ำเสมอ แถมยังมี
พื้นที่เปิดกว้างให้ลูกฟุตบอลเข้าสัมผัสได้อย่างเพียงพอ

   
   แต่สิ่งที่ผมชอบมากที่สุด  ก็คือความสามารถในการดึงดูดกับลูกฟุตบอลของหน้าสัมผัสรองเท้า  แม้ว่าลักษณะ
หน้าสัมผัสจะไม่ใช่พื้นผิวแบบลูกกอล์ฟ ที่เคยเป็นจุดขายของเจเนอเรชั่นที่แล้วก็ตาม  แต่พอมาใช้งาน Mercurial
Vapor X
ผมขอยืนยันเลยว่า หน้าสัมผัสของรองเท้าสามารถดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น  แน่นและหนึบ 
ทำให้การควบคุมลูกฟุตบอลในการจับบอลแรก  ทำได้ยอดเยี่ยมขึ้น  ไม่ใช่เฉพาะสภาวะที่ผิวแห้งสนิท  แต่ยังรวมถึง
สภาวะที่เปียกน้ำ  เมื่อรวมกับเทคโนโลยี ACC ด้วยแล้ว  ยิ่งทำให้การควบคุมทิศทางของการจับบอลแรกทำได้ดีขึ้น
ลดโอกาสแฉลบปลิ้นออกจากเท้า  ในกรณีที่ลูกฟุตบอลพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็ว  ช่วยให้เราสามารถกำหนด
ทิศทางที่ลูกฟุตบอลจะไปอยู่ในจังหวะต่อไป   ให้ทำได้ดั่งใจมากขึ้น  ประเด็นนี้ Mercurial Vapor X ทำได้ดีกว่าทั้ง  
Mercurial SuperFly IV,  Mercurial Vapor X และ อาดิดาส adiZero F50 โฉมปี 2014 ทั้งหมด..อย่างแน่นอน


   
   สำหรับการจับบอลแรกและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  พบว่าพื้นที่สัมผัสของบริเวณข้างเท้าด้านใน  ยังคง
มีลักษณะเรียบสนิทติดกับข้างเท้า  และมีความโค้งเว้าสอดรับกับความส่วนโค้งขอลูกฟุตบอลได้ดี  ตามสไตล์
รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้โดยเฉพาะ  จังหวะที่ลูกฟุตบอลเข้าปะทะนั้นเต็มสัมผัสกับข้างเท้าด้านใน  จึงทำให้การแป
ส่งบอลไปในทิศทางตรงๆ นั้นทำได้ดี  ไม่ค่อยเจอจังหวะแปบอลแป้กสักเท่าไหร่   เพียงแต่ฟีลลิ่งที่รู้สึกได้นั้น
จะค่อนข้างบาง  ยิ่งถ้าจำเป็นต้องแปส่งบอลออกไปด้วยความแรง  บอกได้เลยว่าตัวรองเท้าไม่สามารถช่วยอะไร
ได้มากนัก   ต้องใช้การแปกระแทกเพื่อส่งแรงไปยังลูกฟุตบอล   และรู้สึกได้ถึงแรงปะทะที่สะท้อนกลับมาพอสมควร
ไม่แตกต่างจาก Mercurial Vapor IX เลย

   โดยรวมแล้ว จุดเด่นในด้านการจับบอลและควบคุมบอลแรก ของรองเท้าฟุตบอล ไนกี้ Mercurial Vapor X นั้นอยู่ที่ผิวหน้าสัมผัสของตัวรองเท้า ที่รู้สึกว่าสามารถดึงดูดและสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น 
ลดโอกาสการแฉลบหรือลื่นหลุดออกจากการควบคุม ได้ดีทั้งตอนเปียกน้ำหรือแห้งสนิท  ดีกว่ารองเท้าโฉมเก่า
และรองเท้าคู่แข่งจากอาดิดาส  ส่วนประเด็นที่ตัวรองเท้าบางขึ้น  ทำให้ฟีลลิ่งการจับบอลแรกนั้นบางติดเท้า
เป็นธรรมชาติมากขึ้น  จนแทบจะใกล้เคียงกับวัสดุด้ายถักของ Mercurial SuperFly IV  มันขึ้นอยู่ที่มีว่าคุณจะชอบ
ฟีลลิ่งการจับบอลแบบนี้หรือไม่ ? ผมจึงไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อด้อย  เมื่อเปรียบเทียบกับ
รองเท้าฟุตบอลสายความเร็วรุ่นอื่นๆ   สรุปแล้ว..การทดสอบในหัวข้อนี้ ผมของลงตัวเลขคะแนน ให้กับ
Mercurial Vapor X เอาไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 8/10

    การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   

   
มาทดสอบกันต่อที่งานถนัดของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้  นั่นคือประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
ของเจ้า Mercurial Vapor X ซึ่งผมรู้สึกว่าแอบทำได้ดีกว่ารองเท้าระดับโครตท็อปอย่าง Mercurial SuperFly IV
อยู่เล็กๆ เสียด้วยซ้ำ  และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้บรรดานักฟุตบอลระดับโลกบางคน  เลือกที่
จะใช้รองเท้ารุ่นนี้เป็นอาวุธคู่เท้าในยามลงแข่งขัน ก็เป็นได้

   จุดเด่นสำคัญที่สุดของ Mercurial Vapor X คือพื้นผิวหน้าผ้าของตัวรองเท้า เกิดแรงเสียดทาน และสามารถ
ดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีมาก  ทำให้การควบคุมและเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า  ทำได้
อย่างรวดเร็ว หนึบและแม่นยำ  ไม่ว่าจะเป็นสภาวะที่แห้งหรือเปียกก็ตาม  จุดเด่นตรงนี้ แน่นอนว่า ทำได้ดีกว่า
อาดิดาส adiZero F50 รุ่นปี 2014 อย่างแน่นอน  และเหมือนจะดีกว่ารองเท้ารุ่นเก่า Mercurial Vapor IX
พอประมาณ  และตัวรองเท้า Mercurial Vapor X ยังมีพื้นที่สัมผัสบอลโดยรวม  ที่ราบเรียบ สม่ำเสมอเท่ากันทั้งตัว
รองเท้า  จึงเข้าถึงและสัมผัสกับผิวของลูกบอลได้เต็มหน้าสัมผัสรอบด้าน  ซึ่งถือเป็นประสิทธิภาพสำคัญอย่างหนึ่ง
ของรองเท้าสายสปีด  ที่จำเป็นต้องสามารถใช้ทุกส่วนของหน้าสัมผัสในการแตะบอลไปกับเท้าได้แบบนี้

   
   
นอกจากนั้นยังรู้สึกได้ว่าหนังสังเคราะห์ของ Mercurial Vapor X บางขึ้นกว่า Mercurial Vapor IX จนสร้าง
ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางติดเท้า  และนุ่มเท้ามากขึ้นกว่าเก่า  ทำให้จังหวะที่หน้าเท้าแตะสัมผัสกับลูกฟุตบอล 
สามารถควบคุมน้ำหนักของการแตะลูกบอลได้นุ่มนวลและเชื่องเท้า  โดยเมื่อเปรียบเทียบกับ Mercurial SuperFly IV 
ผมกลับรู้สึกชอบฟีลลิ่งการแตะบอลของ Mercurial Vapor X มากกว่า  ตรงจุดนี้พอจะอธิบายได้ว่า  รองเท้า
รุ่นโครตท็อปที่ทำจากวัสดุด้ายถัก นั้นแม้จะมีหน้าสัมผัสที่บางกว่าจริง  แต่ตัววัสดุด้ายถักก็ไม่ได้ช่วยสร้างความนุ่ม
ได้เท่ากับหนังสังเคราะห์ของ Mercurial Vapor X  ซึ่งแม้จะไม่ได้บางขนาดนั้น  แต่ผมก็ว่ามันบางเพียงพอที่จะให้
ฟีลลิ่งการสัมผัสเหมือนใช้เท้าเปล่า  ไปพร้อมๆ กับการช่วยผ่อนแรงในวินาทีที่หน้าเท้าสัมผัสกับลูกบอล นั่นเอง

   ประสิทธิภาพโดยภาพรวมของการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าของ Mercurial Vapor X คู่นี้  ถือเป็นรองเท้าฟุตบอล
ที่เหมาะสมต่อผู้เล่นที่ต้องการพาบอลไปกับเท้าด้วยความเร็ว  สามารถเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า
ได้อย่างแม่นยำมากขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ทำได้ดีทั้งสภาวะที่แห้งหรือเปียก  จุดเด่นสำคัญอยู่ที่หน้าสัมผัส
ที่บางติดเท้า  แต่จะไม่เท่ากับวัสดุด้ายถักของ
Mercurial SuperFly IV  ซึ่งผู้เล่นจะได้ฟีลลิ่งความนุ่มเท้ามาทดแทน
ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเหมือนกันในการควบคุมน้ำหนักของลูกบอลให้เลี้ยงได้เชื่องเท้า  และทั้งหมดนี้...ดีกว่ารองเท้า
คู่แข่งต่างค่ายอย่าง อาดิดาส adiZero F50 รุ่นปี 2014
อยู่พอประมาณ

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 10/10


   ความสามารถในการยิงประตู

   
   ประสิทธิภาพการยิงประตูของรองเท้าฟุตบอล ไนกี้
Mercurial Vapor X นั้น แม้จะไม่ได้เน้นคุณสมบัติในด้านนี้
แต่ก็ถือมีดีในแบบฉบับของรองเท้าประเภทความเร็ว อย่างสมน้ำสมเนื้อ  แม้ว่าโดยภาพรวมจะไม่ได้ถูกพัฒนาให้
โดดเด่นขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่ามากนัก  แต่ก็มีบางจุดที่ให้กล่าวถือเหมือนกัน

   จุดแรกคือชุดพื้นรองเท้าและปุ่มของ
Mercurial Vapor X ที่ทำให้จังหวะการวางเท้าหลัก มีความมั่นคงเพิ่มขึ้น
กว่าเดิมเล็กน้อย  ขณะที่ชุดพื้นรองเท้าที่กว้างขึ้น กับฐานเชื่อมรูปตัว V ส่งผลให้การถ่ายเทน้ำหนักจังหวะส่งแรง
เหวี่ยงเท้า เกิดความมั่นคงและนุ่มนวลยิ่งขึ้นกว่าชุดพื้นช่วงล่างของ
Mercurial Vapor IX  ส่วนปุ่มรองเท้าทั้งหมด
สามารถยึดเกาะและล็อคกับพื้นสนามได้อย่างแน่นหนา ไร้การลื่นไถล ตามแบบฉบับของปุ่ม FG ของรองเท้าซีรี่ย์นี้
เหมือนเดิม

   
   เมื่อการวางเท้าหลักทำได้อย่างมั่นคง  ทีนี้มาดูจังหวะที่หน้าเท้าสัมผัสกับลูกฟุตบอลกันต่อ  ผมรู้สึก
ได้ว่าหน้าสัมผัสตามแนวสันเท้าและหัวรองเท้าข้างเท้าด้านใน  ยังคงสามารถสัมผัสเข้าถึงลูกฟุตบอล
ได้อย่างเต็มใบเหมือนเดิม  แต่ฟีลลิ่งที่ได้รับตอนที่หวดปะทะเข้าไปเต็มแรง  คือแรงปะทะที่สะท้อน
กลับมาถึงเท้าด้านในมากขึ้น  ให้ลองยิงเต็มแรงเข้าใส่ลูกฟุตบอลแข็งๆ สักพัก  ก็มีอาการระบมเท้า
ให้รู้สึกแล้ว  เนื่องจากวัสดุตัวรองเท้าซึ่งมีความบาง  ในขณะที่อาดิดาส
adiZero F50 2014 สามารถ
ให้การปกป้องและลดแรงปะทะที่สะท้อนกลับมาได้ดีที่สุด  รองลงมาคือ Mercurial Vapor IX  แต่
ทั้งหมดยังจำเป็นต้องพึ่งความแรงจากกำลังขาของผู้เล่นเป็นหลัก  

   
   ประสิทธิภาพการควบคุมทิศทางของลูกยิง ดูจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ ไนกี้ Mercurial Vapor X ทำได้ดีกว่ารองเท้า
รุ่นอื่นๆ ในตลาด  ไม่ว่าจะเป็นการยิงไปในทิศทางตรงหน้า สามารถได้ดั่งใจไม่ยาก  เพราะพื้นที่สัมผัสบอลเป็น
พื้นผิวเรียบ เปิดกว้าง แถมยังมีเทคโนโลยีช่วยยึดเกาะกับผิวของลูกฟุตบอลอีกด้วย  ส่วนการปั่นไซด์โค้ง
ดูเช่นกัน  หน้าสัมผัสของตัวรองเท้่าสามารถดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่า จนพอจะ
รู้สึกได้

   แต่ฟีลลิ่งที่พบได้ว่า ไนกี้ Mercurial Vapor X นั้นแตกต่างจากรองเท้าสายสปีดรุ่นอื่นๆ อย่างชัดเจน  ก็คือ
ฟีลลิ่งการยิงที่เต็มหน้าเท้า  ให้สัมผัสที่บางจนรู้สึกถึงเท้าด้านในอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ถือเป็นรองเท้าฟุตบอล
ที่ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการการยิงประตูที่บางเต็มเท้ามากที่สุดรุ่นหนึ่ง  ในตลาดปัจจุบันเลยก็ว่าได้

   จากการทดสอบในหัวข้อนี้ ของ ไนกี้ Mercurial Vapor X พอจะสรุปได้ว่า ตัวรองเท้าให้สัมผัสการยิงที่บาง
เต็มสัมผัสมากขึ้น  ซึ่งจำเป็นต้องแลกกับแรงปะทะที่สะท้อนกับมาถึงเท้าของผู้สวมใส่  ส่วนหนังของตัวรองเท้า
สามารถดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดี  จึงช่วยทำให้การควบคุมทิศทางและการปั่นไซร์โค้ง ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม
จนรู้สึกได้ว่า  รองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าฟุตบอลสายสปีดที่ควบคุมทิศทางการยิงที่แม่นยำได้ดั่งใจมากที่สุดในคลาส
เลยดีเดียว
 โดยส่วนตัวแล้วผมกลับชอบประสิทธิภาพการยิงประตูของรองเท้ารุ่นนี้ มากกว่า Mercurial SuperFly IV
เสียอีกนะ

   คะแนน
   - ประสิทธิภาพในการยิงประตู 9/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   ส่วนประสิทธิภาพด้านเชิงรับ อย่างการป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ ของไนกี้
Mercurial Vapor X นั้นยังคง
ต้องยอมรับว่าเป็นปกติของรองเท้าสายความเร็ว ที่เน้นเรือนร่างบอบบาง น้ำหนักเบาแบบนี้  ไม่ว่าจะเป็น
หนังของตัวรองเท้าที่บาง  ทำให้เวลาที่ถูกคู่แข่งเข้าปะทะ  โดยเฉพาะการเปิดปุ่มเหยียบเข้าใส่  ก็จะไม่มีส่วนใด
เป็นตัวช่วยในการผ่อนแรงปะทะเลย  เรียกได้เท้าของรองเท้าที่อยู่ด้านในแทบจะรับไปเต็ม 100%

   สำหรับเกราะหุ้มส้นเท้าและแนวเอ็นร้อยหวาย ก็ยังคงให้การปกป้องในระดับเดิม  กล่าวคือหากโดยปะทะ
ช่วงครึ่งบนของส้นเท้าขึ้นมา  เกราะป้องกันส้นเท้าจะไม่สามารถช่วยลดแรงปะทะได้เลย  ยังดีที่หุ้มส้นครึ่งบน
ยังมีวัสดุบุนุ่มช่วยบุเอาไว้  เพื่อช่วยจับล็อคข้อเท้าและลดแรงปะทะได้บ้าง พอหอมปากหอมคอ

   อย่างไรก็ตาม..ปุ่มหลังจำนวน 4 ปุ่ม ที่กลับมาเหมือนปกติ  พอจะช่วยให้ประโยชน์ในด้านความมั่นคง  ช่วย
ลดโอกาสข้อเท้าพลิกลงได้พอสมควร  ส่วนชุดพื้นรองเท้าที่กว้างและแบนราบขึ้น  ก็ช่วยเสริมให้รองเท้ารุ่นนี้
ยืนพื้นได้เต็มฝ่าเท้า เกิดความมั่นคง  ช่วยลดโอกาสข้อเท้าพลิกเ เช่นเดียวกับปุ่มหลัง 4 ปุ่ม ตามที่กล่าวไป
ก่อนหน้านี้  แต่โดยภาพรวม ผมยังขอลงคะแนนในหัวข้อนี้ของ Mercurial Vapor X เอาไว้ที่ 6 เต็ม 10 คะแนน
เหมือนเดิมครับ

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10


   Conclusion  

   

   จากการวิพากษ์วิจารณ์ และรีวิวประสิทธิภาพการใช้งานของ Mercurial Vapor X ในหัวข้อต่างๆ ที่ผ่านมา
คงพอจะบอกได้ว่ารองเท้าสายสปีดระดับท็อปคลาสของไนกี้ รุ่นนี้  มีบุคลิกและประสิทธิภาพการใช้งานเป็น
อย่างไร  ถือได้ว่ามีรายละเอียดในหลายๆ จุดที่รองเท้ารุ่นนี้มีความแตกต่างจากทั้ง Mercurial SuperFly IV
ซึ่งเป็นรองเท้าระดับโครตท็อปของเจเนอเรชั่นนี้  และ Mercurial Vapor IX ซึ่งเป็นรองเท้าระดับเดียวกัน
ของเจเนอเรชั่นที่แล้ว

   โดยในหัวข้อสุดท้ายนี้  ผมจะมาสรุปเกี่ยวกับตัวตนของ Mercurial Vapor X อีกครั้งหนึ่ง  แบบสั้นๆ ได้
ใจ้ความ  บอกข้อดีข้อด้อยที่ผมสามารถรู้สึกได้จากการใช้งาน  พร้อมมทั้งแยกเปรียบเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ
ทั้ง ไนกี้ Mercurial Vapor IX, Mercurial SuperFly IV และ อาดิดาส adiZero F50 2014 เพื่อให้คุณผู้อ่าน
เห็นข้อแตกต่างของรองเท้าสายสปีดเหล่านี้ เปรียบเทียบกัน ทั้งหมด

   ก่อนที่ช่วงสุดท้าย ท้ายสุด ผมจะขอพูดแสดงความคิดเห็น ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีความคุ้มค่าสมราคา หรือมีความ
น่าซื้อหามาใช้งานมากน้อยเพียงใด  เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถเอาข้อมูลทั้งหมดไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ
ว่า ไนกี้ Mercurial Vapor X จะเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ถูกใจ ใช่สำหรับท่าน หรือไม่

   ไนกี้ Mercurial Vapor X

   
   ถือได้ว่าไนกี้ได้พัฒนาให้ Mercurial Vapor X มีประสิทธิภาพและบุคลิกการใช้งาน ที่แตกต่างจากเดิม
อย่างชัดเจน  รองเท้ารุ่นนี้ถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วระดับท็อปคลาส  เลยก็ว่าได้
เอาจริงๆ แล้ว ผมกลับรู้สึกชื่นชอบฟีลลิ่งบางประการของรองเท้ารุ่นนี้  มากกว่า Mercurial SuperFly IV
เสียด้วยซ้ำ!  หลายคนคิดว่ารองเท้าระดับโครตท็อปต้องมีข้อดีมากกว่ารองเท้าระดับท็อปปกติ  แต่กับ
Mercurial Vapor X นั้น ผมบอกเลยว่าไม่ใช่  รองเท้ารุ่นนี้มีข้อดีในแบบฉบับของมันเอง  จึงไม่แปลกนัก
ที่เราจะได้เห็นนักฟุตบอลอาชีพหลายคนเลือกใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ในการลงแข่งขัน

   จุดเด่นสำคัญของ Mercurial Vapor X คือน้ำหนักตัวรองเท้าที่เบาขึ้นกว่าเดิม  ตัวรองเท้าให้ฟีลลิ่ง
การสวมใส่ที่บางแนบชิดกับเท้ามากขึ้น  จนแทบรู้สึกว่าหนังรองเท้าเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับเท้าของเรา
เมื่อรวมกับชุดพื้นช่วงล่างและปุ่มรองเท้าแบบใหม่แล้ว  ยิ่งช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ ออกตัว
และการยึดเกาะกับพื้นสนามที่แม่นยำ รวดเร็ว  ที่สำคัญคือมั่นคงมากยิ่งขึ้นกว่าชุดพื้นและปุ่ม FG ของ
เจเนอเรชั่นเก่า

   ส่วนเรื่องของการควบคุมลูกฟุตบอล  ถือได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีประสิทธิภาพที่โดดเด่นมาก  สิ่งงที่ผมชอบ
มากที่สุดคือความหนึบของหน้าสัมผัสหนังรองเท้า  ที่สามารถดึงดูด ควบคุมทิศทาง และปั่นไซร้โค้ง
ให้กับลูกฟุตบอลได้ดีมากที่สุดในคลาสรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วในปัจจุบันนี้  เมื่อรวมกับวัสดุตัวรองเท้า
ที่บาง  จึงทำให้การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  นั้นตบอสนองได้เร็วรวด เปลี่ยนทิศทางได้อย่างแม่นยำ  
แต่การยิงเต็มแรง หรือออกบอลด้วยความแรงนั้น  ผู้เล่นจะรู้สึกถึงแรงปะทะที่สะท้อนกลับมาพอสมควร
ตรงจุดนี้จะเหมาะสำหรับผู้เล่นที่ชอบฟีลลิ่งการยิงบอลที่บางและสัมผัสเต็มเท้า โดยเฉพาะ  ซึ่งเป็น
อะไรที่ผมชื่นชอบมากกว่าที่สามารถสัมผัสได้จากตอนทดสอบใช้งาน Mercurial SuperFly IV เสียอีก !!

   นอกจากประเด็นหลักๆ ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว  ผมจะขออนุญาตสรุปสิ่งที่ผมชื่นชอบ/ประทับใจ หรือสิ่งที่รู้สึก
เฉยๆ และสิ่งที่ไม่ชอบ/ไม่ประทับใจ จากการใช้งานรองเท้าคู่นี้ เอาไว้เป็นข้อๆ เพื่อให้ง่ายต่อการสรุปถึงตัวตน
ของ Mercurial Vapor X รองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็ว ระดับท็อปคลาสจากไนกี้ คู่นี้

   สิ่งที่ชื่นชอบ/ประทับใจ
   - ชุดพื้นและปุ่ม FG ของรองเท้ามีประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับพื้นสนามได้อย่างแม่นยำ  รวมถึงการ
ส่งแรงสปรินซ์ทำได้ดีขึ้น  น้ำหนักรองเท้าที่เบาขึ้น มาพร้อมกับชุดพื้นและปุ่มหลังที่ช่วยสร้างความมั่นคง
ในการลงน้ำหนัก  ได้ดียิ่งขึ้นกว่าเก่า
   - แนววางปุ่มช่วยเพิ่มความหลายหลากของการเปลี่ยนทิศทางได้จนเรียกว่า "รอบตัว" ยิ่งขึ้นกว่าปุ่มแบบเดิม
   - ตัวรองเท้าบาง กระชับและเข้ารูปกับเท้าได้ จนสร้างความรู้สึกเหมือนใช้เท้าเปล่า มากขึ้นกว่าโฉมที่แล้ว
   - ผิวสัมผัสของตัวรองเท้าสามารถดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม  ดีกว่าผิวแบบลูกกอล์ฟ
ของรองเท้าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  และแอบดีกว่าผิวจากวัสดุด้ายถักของรองเท้ารุ่น Mercurial SuperFly IV
เล็กน้อย   ทำให้รองเท้ารุ่นนี้สามารถควบคุมการเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าได้อย่าง
แม่นยำ และรวดเร็ว

   สิ่งที่เฉยๆ ไม่โดดเด่น
   - น้ำหนักการยิงและการส่งบอล ยังจำเป็นต้องพึ่งกำลังเท้าของผู้เล่นเป็นหลัก  หน้าสัมผัสของตัวรองเท้า
บางเกินกว่าที่จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับการยิง
   - หน้าผ้าของรองเท้าที่บางมาก  ทำให้การจับบอลแรกต้องพึ่งทักษะส่วนตัวของผู้เล่นเป็นหลัก
   - ตัวรองเท้าไม่ช่วยลดอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกรณีที่โดนเปิดปุ่มเหยียบเข้าใส่
   - โฟมของแผ่นรองพื้นยังเป็นชุดเดิม จึงช่วยรองรับและผ่อนแรกกระแทกจากพื้นสนามได้เพียงแค่ระดับกลางๆ


   สิ่งที่ไม่ชอบ/ไม่ประทับใจ
   - ตัวรองเท้าบริเวณหุ้มข้อเท้าด้านบน มีลักษณะแบะออกจนมีช่องว่าง  ทำให้ไม่รู้สึกกระชับและมั่นใจ จำเป็น
ต้องเพิ่มรูร้อยเชือกมาให้อีก 1 ระดับ
   - การยิงหรือเตะลูกฟุตบอลเต็มแรง จะรู้สึกถึงแรงปะทะที่สะท้อนกลับมาเต็มๆ

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทความเร็ว 10/10

   แล้วถ้าเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นทีเกี่ยวข้องล่ะ !?

   
   Mercurial SuperFly IV แม้ว่าจะเป็นรองเท้าระดับโครตท็อป ที่มีฐานะการทำตลาดสูงกว่า Mercurial Vapor X
ก็ตาม  แต่จะขอเอามาเปรียบเทียบกับคร่าวๆ เสียหน่อย  สำหรับจุดเด่นของ Mercurial SuperFly IV นั้นอยู่ที่
ส่วนของหุ้มข้อ  ที่ช่วยสร้างฟีลลิ่งให้รู้สึกว่าช่วงข้อเท้าทั้งถูกกลืนหายไป  เหมือนว่ารองเท้ารุ่นนี้เป็นอวัยวะ
ส่วนเดียวกับเท้าของเรา

   แต่ในแง่ของการใช้งานจริงๆ  ยังต้องยอมรับว่า Mercurial SuperFly IV ไม่ได้เหนือว่า Mercurial Vapor X
มากนัก  โดยเฉพาะในเรื่องของการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะกับพื้นสนาม  เนื่องจากลักษณะและ
แนววางปุ่มของปุ่มรองเท้าแบบ FG ของรองเท้าทั้ง 2 รุ่น นั้นไม่แตกต่างกันเลย  จะแตกต่างก็ตรงวัสดุชุดพื้น
ที่รองเท้ารุ่นนี้ได้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ดูดี หรูหรา และมีความแข็ง จึงให้แรงดีดกลับที่ดีกว่า  แต่จุดเด่น
ตรงนี้  ถูกลดทอนด้วยน้ำหนักตัวรองเท้าที่หนักกว่า Mercurial Vapor X  ดังนั้นเมื่อต้องมาวิ่งสปรินซ์ด้วย
ความเร็วจริงๆ  คุณสมบัติดังกล่าวจึงถูกเฉลี่ยออกมาให้รองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้  ทำความเร็วในจังหวะสปรินซ์ได้
ไม่แตกต่างกันเลย  ทั้งคู่ถือเป็นเบอร์ 1 ของรองเท้าที่ตอบโจทย์ผู้เล่นที่ชอบการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว
สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำและอิสระรอบทิศทาง

   ส่วนเรื่องของฟีลลิ่งการเล่นกับลูกฟุตบอล  ทั้งการสัมผัสควบคุม การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า และการยิง
ประตู  พบว่า Mercurial SuperFly IV ใ้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางมาก จนรู้สึกถึงเท้าด้านใน เหมือนใช้
เท้าเปล่ามากกว่า  แต่ผู้เล่นต้องยอมแลกกับแรงปะทะที่สะท้อนเข้าไปถึงเท้าด้านในพอสมควร  ในขณะที่
ประสิทธิภาพการดึงดูดระหว่างผิวของลูกฟุตบอล กับหน้าสัมผัสของตัวรองเท้า  ผมยังแอบรู้สึกว่าเจ้า
Mercurial Vapor X ทำได้ "หนึบกว่า" เล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ

   ประเด็นเกี่ยวกับฟีลลิ่งและความกระชับ สร้างความมั่นใจเมื่อใช้งาน  ตรงจุดนี้ผมขอยกให้กับ ไนกี้
Mercurial SuperFly IV เหนือกว่าเล็กๆ  โดยเฉพาะความกระชับช่วงข้างเท้า ที่ตัวรองเท้ามีโครงสร้าง
ที่บีบกระชับมากกว่า   อ่อ..อีก 1 จุดเด่นสำคัญที่ Mercurial SuperFly IV ทำได้ดีกว่า  ก็คือประสิทธิภาพ
การรองรับและผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนาม  ที่ไนกี้ให้แผ่นรองเท้ารองเท้าด้านในที่รู้สึกได้ว่า โฟม
มีความหนาและนุ่มกว่า

   
   Mercurial Vapor IX มีวัสดุหนังของตัวรองเท้าที่หนากว่า  เมื่อรวมกับน้ำหนักรองเท้าที่หนักกว่าเล็กน้อย
จึงให้อารมณ์การสัมผัสบอลที่มีพละกำลังมากกว่า  เพียงแต่ผู้เล่นจะไม่ได้ฟีลลิ่งที่รู้สึกถึงเท้าด้านใน  และ
ประสิทธิภาพการดึงดูดระหว่างผิวของลูกฟุตบอล หนังหน้าสัมผัสของตัวรองเท้า  ก็สู้ Mercurial Vapor X ไม่ได้ 
ซึ่งเป็นผลโดยตรงของประสิทธิภาพการในควบคุมลูกฟุตบอล ทั้งการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า และการยิงประตู

ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว และการยึดเกาะกับพื้นสนาม  ณ ตอนนี้ต้องยอมรับเลยว่า
ชุดพื้นและปุ่มของ Mercurial Vapor IX นั้นล้าหลังไปเสียแล้ว  ทั้งเรื่องของการจิกเกาะพื้นสนามที่การวางปุ่ม
แบบใหม่  ทำได้รอบทิศและอิสระมากกว่า  ยังรวมถึงชุดพื้นและปุ่มหลัง 4 ปุ่ม ของ Mercurial Vapor X ที่ให้
ความมั่นคงในจังหวะการลงน้ำหนักตัวที่ดีกว่า  อีกด้วย

   ส่วนประเด็นอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฟีลลิ่งการสวมใส่ ความกระชับ  ความมั่นใจ  และการปกป้องเท้าของ
Mercurial Vapor IX ยังถือว่าไม่ได้มีความแตกต่างอะไรจาก Mercurial Vapor X เลย  รองเท้าสายความเร็ว
ระดับท็อปคลาสทั้งสองรุ่น  ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอดเยี่ยมในระดับแถวหน้าของวงการรองเท้าฟุตบอลเหมือนกัน
ทั้งหมด

   
   adiZero F50 2014 ดูจะเป็นรองเท้าที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพการใช้งานที่แตกต่างออกไป พอสมควร
โดยเฉพาะเรื่องของความสบายในการสวมใส่  เพราะตัวรองเท้าเหมาะกับผู้เล่นที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้างมากกว่า 
จึงไม่บีบกระชับกับช่วงกลางและช่วงหลังเท้ามากนัก  แต่ตรงส้นเท้าจะมีอาการกัดส้นเหมือนกัน

   และน้ำหนักตัวของ อาดิดาสadiZero F50 2014 ที่เบากว่าเล็กน้อย  ทำให้ผู้เล่นสามารถประหยัดแรงในการ
เคลื่อนที่ได้มากกว่า  เพียงแต่ปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้  แม้จะตอบสนองต่อการยึดเกาะพื้นสนาม  และเปลี่ยนทิศทาง
การเคลื่อนที่ได้อย่างรอบด้าน  แต่ผู้เล่นจะได้ฟีลลิ่งการจิกพื้นของปุ่มที่ไม่ลึก ไม่คม เท้ากับปุ่มของ Mercurial
Vapor X
  ซึ่งถ้าวัดกันลึกๆ แล้ว ยังถือว่าชุดพื้นและปุ่มของทางไนกี้  ช่วยให้การสปรินซ์ออกตัวทำได้รวดเร็ว ดุดัน
และแม่นยำกว่า

   ส่วนเรื่องการสัมผัสควบคุมลูกฟุตบอล ถือได้ว่า adiZero F50 2014 เป็นรองเท้าที่ตอบโจทย์กับผู้เล่นที่ต้องการ
คุณสมบัติการสัมผัสบอลที่นุ่มเท้ามากกว่า  เพราะหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชของรองเท้ารุ่นนี้  มีความหนาและนุ่ม
จึงให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่หนา และนุ่มเท้ามากกว่าอย่างชัดเจน 

   เพียงแต่ประสิทธิภาพการดึงดูดระหว่างผิวของลูกฟุตบอลกับหน้าสัมผัสของรองเท้านั้น  ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับ
ไนกี้ Mercurial Vapor X ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการควบคุมทิศทาง การปั่นไซร้โค้ง และความรวดเร็ว
ต่อการ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า นั่นเอง

   อีกหนึ่งจุดเด่นของอาดิดาส adiZero F50 2014 คือการแถมชุดแผ่นรองพื้นมาให้ถึง 2 ชุด  ให้ผู้ใช้งานสามารถ
เลือกใช้ได้ตามต้องการ  ได้เปรียบในเรื่องของการรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  และคุณสมบัติด้านการป้องกัน
แรงปะทะ  ที่มีทั้งเกราะส้นเท้าด้านนอกและตัวรองเท้าที่นุ่มช่วยลดความเจ็บปวดของการปะทะได้ดีกว่า Mercurial
Vapor X
แบบที่มิอาจปฏิเสธได้

   

   ความคุ้มค่าราคา/ความน่าใช้

   ราคาค่าตัวของ Mercurial Vapor X ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม จนมาแตะอยู่ที่ 8,200 บาทนั้น  ในความคิดเห็นของผม
ถือว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร  เพราะในแง่ของความคุ้มค่า  เมื่อคิดเปรียบเทียบกับวัสดุและเทคโนโลยีที่ไนกี้
บรรจุมาให้ในรองเท้ารุ่นนี้แล้ว  ยังถือว่าเป็นสิ่งที่น่าพอใจและยอมรับได้

   เรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานจริงในสนามนั้นคงไม่ต้องสงสัย  เพราะข้อความรีวิวที่ผ่านมาสามารถยืนยันได้
แล้วว่าไนกี้ได้พัฒนาให้รองเท้ารุ่นนี้มีความยอดเยี่ยมขึ้นกว่าเดิม  ส่วนเรื่องของความคงทนแข็งแรงก็ดูจะเป็นอะไร
ที่ดีขึ้นกว่าเก่า  โดยเฉพาะชุดพื้นช่วงล่างและปุ่มรองเท้า  ที่แม้จะไม่ได้ดูหรูหรา สวยงาม  แต่ก็มีความแข็งแรง
เหนียว และทนทาน  เนื่องจากเปลี่ยนมาใช้วัสดุพลาสติก Pebax  เช่นเดียวกับปุ่มหลังที่เพิ่มมาเป็น 4 ปุ่ม มีฐานปุ่ม
แบบใหม่ที่แข็งแรง  สามารถรองรับน้ำหนักตัวและแรงกระแทกได้มากขึ้น  จึงน่าจะเป็นการการันตีถึงการลบจุดบอด
ที่บางคนเคยเจอปัญหาปุ่มหักในเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ให้หมดไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

   แต่ประเด็นที่หลายคนบ่นอุบกันอยู่ตั้งแต่ที่รองเท้าเปิดตัวออกมา คือทำไมไนกี้ถึงทำให้ Mercurial Vapor X
มีลักษณะหน้าตาคล้ายคลึงกับรองเท้ารุ่นรองท็อป อย่าง Mercurial Veloce III จนเป็นฝาแฝด แยกกัน
แทบไม่ออก  เพราะในความเป็นจริงแล้ว  คนที่ลงทุนซื้อรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสราคาแพงแบบนี้
ก็ย่อมต้องอยากที่จะใช้รองเท้าที่มีความโดดเด่น  มองผ่านๆ แล้วบอกได้ว่าเป็นรองเท้ารุ่นท็อป  ไม่ใช่มอง
ผ่านๆ แล้ว สับสนว่าเป็นรองเท้ารุ่นไหนกันแน่..แบบนี้

   ถ้ามองในแง่ของประสิทธิภาพ วัสดุ เปรียบเทียบกับราคาค่าตัว  รวมถึงการที่เรายังได้เห็นนักฟุตบอลระดับโลก
หลายคนเลือกสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ลงสนาม แทนที่จะเป็น Mercurial SuperFly IV ก็พอจะช่วยส่งเสริมให้
ความคุ้มค่า/ความน่าใช้งาน ของ Mercurial Vapor X ดูดีไม่น้อย  จะติดก็เพียงแค่หน้าตาที่มันเหมือนกับ
Mercurial Veloce III มากเกินไป  ทีนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณผู้อ่านให้ความสำคัญกับประเด็นไหนมากกว่ากัน
แต่โดยส่วนตัวของผมเอง  ผมขอลงคะแนนเอาไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน เป็นคะแนนอยู่ในระดับเกณฑ์ที่ดี

   - ความคุ้มค่า 8/10

  
   มาถึงช่วงท้ายของบทความรีวิวทดสอบการใช้งาน  รองเท้าฟุตบอลไนกี้ Mercurial Vapor X  ซึ่งผมหวังว่า
ทุกบทวิพากษ์วิจารณ์ในการรีวิวนี้  จะสามารถตอบคำถามหลายๆ ข้อ ที่หลานท่านอยากรู้เกี่ยวกับประสิทธิภาพ
การใช้งานของรองเท้ารุ่นนี้ได้ ไม่มากก็น้อย  เพื่อเอาไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้าฟุตบอล
ที่ตรงตามความต้องการของท่าน ให้ได้มากที่สุด  เพราะอย่างที่เรารู้ๆ กันว่า ทุกวันนี้รองเท้าฟุตบอลต่างมีราคา
แพงขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นมันคงจะดีไม่น้อย  ที่เราจะหาข้อมูลก่อนว่ารองเท้ารุ่นนั้นๆ มีบุคลิกหรือประสิทธิภาพ
เป็นเช่นไร  ตรงตามความต้องการหรือสไตล์การเล่นของเรา มากน้อยแค่ไหน

   สำหรับท่านได้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรองเท้าฟุตบอล Mercurial Vapor X ที่ ณ ตอนนี้ เริ่มมีสีใหม่ๆ
ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง  โดยท่านสามารถไปซื้อหาเป็นเจ้าของรองเท้ารุ่นนี้  ได้ที่ร้านไนกี้ สาขา
สยามพารากอน, เทอร์มินอล  2, ร้านซูเปอร์สปอร์ต สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าและลาดพร้าว, ร้านนกแก้ว,
ร้านอาริ ฟุตบอลคอนเซปต์ สโตร์ และ ร้านเอฟบีที ในราคาค่าตัว 8,200 บาท  โดยท่านยังสามารถตาม
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com\nikefootballTH

... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

ความสบายในการสวมใส่              
การรองรับแรงกระแทก              
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล          
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า          
การยิงประตู            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่            
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าความเร็ว          
ความคุ้มค่า            

   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7
   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 18 ตุลาคม 2014 เวลา 17.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   




ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Mercurial Vapor X

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com