"Hand On!" อาดิดาส X 18.1 - The new generation of "UNLEASH SPEED"

  ได้เวลาที่อาดิดาสแบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรองเท้าฟุตบอล..ได้เผยโฉมรองเท้ารุ่นใหม่ ที่มาพร้อม
กับการพัฒนาทั้งด้านรายละเอียดและเทคโนโลยีต่างๆ  แน่นอนว่า..เรากำลังพูดถึง X 18 รองเท้าซีรี่ย์
ความเร็วเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด  ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระเอก และกำลังได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้
เลยก็ว่าได้

  ก่อนอื่น..อยากจะกล่าวถึงคอลเลคชั่น Energy Mode ซึ่งเป็นคอลเลคชั่นล่าสุดที่อาดิดาสดีไซน์
ออกมาเพื่อลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่กำลังจะระเบิดแข้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเสียก่อน  โดยสมาชิก
ในคอลเลคชั่นนี้ ประกอบไปด้วยรองเท้าฟุตบอลทั้ง 4 ซีรี่ย์หลัก ได้แก่ Predator 18, Copa 18
ซึ่งมาในคอลเลคชั่นสีใหม่  ในขณะที่รองเท้าอีก 2 ซีรี่ย์ ได้แก่ X 18 และ Nemeziz 18 นั้น
ครั้งนี้เรียกว่าเป็นการอัพเกรดโฉมเจเนอเรชั่นใหม่ทั้งหมด



  คงต้องยอมรับกันตรงๆ ว่ารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ X 18 คือไฮไลท์ที่ได้รับการจับตามองมากที่สุด
ของวงการรองเท้าฟุตบอลในตอนนี้  นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปลักษณ์หน้าตา การออกแบบ
ที่เรียกได้ว่าพลิกโฉมจากเจเนอเรชั่น X 17 ไปคนละแนวพอสมควร  ตัวรองเท้ารุ่นหลัก  ยังได้ถูก
อัพเกรดวัสดุและเทคโนโลยีใหม่หลายๆ อย่าง  



  รวมถึงการถ่ายเลือดใหม่ของเหล่าพรีเซนเตอร์หลักที่อาดิดาสยืนยันออกมาแล้วว่า พรีเซนเตอร์ลำดับ
ต้นๆ ของรองเท้าซีรี่ย์ X 18 นั้น เปลี่ยนมารับบทโดย กาเบรียล เชซุส และ โมฮาเหม็ด ซาลาร์  
กับผลงานในสนามที่ร้อนแรงในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วรุ่นใหม่
โฉมนี้  พร้อมเป็นเรือธงนำทัพบรรดานักฟุตบอลในสังกัดอาดิดาส  ลงสนามชิงชัยในฟุตบอลโลก
2018 เต็มที่แล้ว



  ในบทความนี้..เราจะมารีวิวเปิดฝากล่อง "Hand On!" อาดิดาส X 18.1 Energy Mode
รองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาส  แม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะไม่ใช่รุ่นสูงสุดในไลน์การผลิตของอาดิดาส
แต่จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมานั้น  ถือได้ว่าตัวรองเท้ามีรายละเอียดและเทคโนโลยีต่างๆ ที่น่าสนใจ
เป็นอย่างมาก  แถมยังเป็นรองเท้ารุ่นที่ กาแร็ธ เบลล์ เลือกที่จะสวมใส่ลงสนามแข่งขันในนัดชิง
ชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์ เปี้ยนลีกส์ ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยิงประตูสุดสวยระดับโลกมาแล้วอีกด้วย

  หากพร้อมกันแล้ว...เราไปเปิดฝากล่อง ร่วมสัมผัสตัวเป็นๆ ของอาดิดาส X 18.1 Energy
Mode
ไปด้วยกันได้เลยครับ...



  กล่องรองเท้าสีดำที่มีโลโก้อาดิดาสดีไซน์แบบ Adidas Performance แบบที่เราคุ้นหน้าคร่าตา
กันดี  คือดีไซน์ของกล่องแบบปกติทั่วไปที่อาดิดาสเลือกใช้บรรจุรองเท้า X 18.1 Energy Mode



  ด้านในเราจะได้พบกับกระดาษรองซับที่ห่อหุ้มตัวรองเท้าเอาไว้  โดดเด่นด้วยดีไซน์รายละเอียด
จากการนำเอาภาพของซุปเปอร์สตาร์ในวงการฟุตบอล ที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับรองเท้าฟุตบอล
ของอาดิดาส มาพิมพ์เอาไว้บนกระดาษรองซับดั่งที่เห็นตามภาพตามบน  ถือเป็นการออกแบบ
เล็กๆ น้อยๆ แต่กลับช่วยสร้างอารมณ์ร่วมได้ดีพอสมควร   



  ด้านในเราจะได้พบกับ อาดิดาส X 18.1 Energy Mode รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็ว
ในเจเนอเรชั่นแห่งปี 2018 อย่างเป็นทางการ  มาในเรือนร่างสีฟ้า ตัดด้วยโลโก้สีเหลืองสะท้อนแสง
ซึ่งถือได้ว่าเป็นคู่สีที่สะท้อนถึง Energy ได้เป็นอย่างดี  มีรหัสสีอย่างเป็นทางการว่า Blue/
Solar Yellow/Black
(ต่อจากนี้ผมจะขอเรียกชื่อรุ่นสั้นๆ ว่า X 18.1)



  ภายในยังมีของแถมเป็นกระเป๋าผ้าตาข่าย (ผ้าเมซ) แบบโปร่งๆ มีโลโก้อาดิดาส และโลโก้ประจำ
ของรองเท้าซีรี่ย์ X สกรีนเอาไว้บนผ้าตาข่ายสีดำดูเรียบง่ายพอสมควร  ขนาดของกระเป๋าผ้านั้น
ค่อนข้างพอดีกับการใส่รองเท้าเข้าไปด้านใน  เพื่อให้หยิบจับและพกพาไปไหนได้สะดวก  รวมถึง
ยังช่วยเรื่องการถ่ายเทและระบายอากาศได้เป็นอย่างดี



  ลองสำหรับกับ อาดิดาส X 18.1 สามารถรู้สึกได้ว่าน้ำหนักตัวของรองเท้ารุ่นใหม่คู่นี้ เบากว่า
เจเนอเรชั่นที่แล้วอยู่เล็กน้อย  โดยรองเท้าไซส์มาตรฐานมีน้ำหนักอยู่ที่ 192.8 กรัม/ข้าง
โดยจุดศูนย์ถ่วง CG ของน้ำหนัก  จะไปตกที่บริเวณชุดพื้นและปุ่มด้านหน้าเป็นหลัก

ข้อมูลกับรองเท้าฟุตบอลแบรนด์อื่นๆ ที่เราเคยรีวิวไป เป็นดังนี้ :

  - อาดิดาส Messi 15.1 235 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 15.1 หนังสังเคราะห์ 257.1 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 16.1 หนังสังเคราะห์ 196 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 17.1 220 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 17+ Pure Control 245 กรัม 
  - อาดิดาส X 15.1 หนังสังเคราะห์ 215.1 กรัม 
  - อาดิดาส X 15.1 หนังแท้ 230.2 กรัม
  - อาดิดาส X 17.1 215.5 กรัม
  - อาดิดาส adiPure 11Pro II 274 กรัม 
  - อาดิดาส Predator® Instinct 285 กรัม
  - อาดิดาส Predator 18.1 220 กรัม
  - อาดิดาส Nitrocharge II 1.0 233 กรัม
  - มิซูโน่ Rebula V1 Japan 226.8 กรัม
  - มิซูโน่ Ignitus IV 235.3 กรัม
  - ไนกี้ Mercurial Superfly IV 199 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Superfly V 188 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Superfly VI 198.4 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Vapor X 180 กรัม 
  - ไนกี้ Magista Obra 205 กรัม
  - ไนกี้ Magista Obra II 205 กรัม
  - ไนกี้ Magista Opus 204 กรัม
  - ไนกี้ Hypervenom Phantom II 215 กรัม  
  - ไนกี้ Hypervenom Phantom III DF 195 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend V 245 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend VI 250 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend VII 205 กรัม  
  - พูม่า evoSpeed 1.4 205 กรัม 
  - พูม่า evoPower 1 218 กรัม 
  - พูม่า King 2013 252 กรัม
  - แพน Viper King Microfiber Map3D 190 กรัม
  - แพน Viper King Semi Kangaroo 210 กรัม

  หากลองเปรียบเทียบตัวเลขน้ำหนักของอาดิดาส X 18.1 รองเท้ารุ่นนี้เบากว่า X 17.1 ถึง
กว่า 20 กรัม/ข้าง เลยทีเดียว  รวมถึงยังเบากว่า ไนกี้ Mercurial Superfly VI อยู่เล็กน้อย



  รูปทรงภายนอกของ อาดิดาส X 18.1 ที่ถูกมองในมุมมองจากด้านข้าง  ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดเจน
ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีลักษณะช่วงกลางหลังเท้าที่สูงและโปร่ง  เนื่องจากถูกบังคับด้วยลักษณะของ
ลิ้นรองเท้าและหุ้มข้อที่ยกตัวสูงขึ้น  จากรูปทรงของตัวรองเท้าที่เห็น..เบื้องต้นน่าจะสามารถ
รองรับกับรูปเท้าของคนที่มีสรีระหลังเท้านูนได้ดีขึ้น  ส่วนรายละเอียดและข้อมูลทางเทคนิค
ของรองเท้ารุ่นนี้จะเป็นเช่นไร  เราไปทำความรู้จักกับ X 18.1 พร้อมๆ กันได้เลยครับ



  รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส X 18.1 มีวัสดุหน้าผ้าอัพเปอร์และตัวรองเท้าชั้นนอก ทำจากผ้าเมซ
ที่อาดิดาสตั้งชื่อว่า "SpeedMesh" ซึ่งเป็นวัสดุเฉพาะตัวของรองเท้ารุ่นนี้เท่านั้น  โดยวัสดุ
ที่เรียกว่าผ้าเมซนี้  มีลักษณะเป็นผ้าตาข่ายที่มีช่องว่างขนาดใหญ่  มีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยลด
น้ำหนักตัวของรองเท้าให้น้อยที่สุด  ในขณะที่ช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างหน้าผ้า..จะยังช่วยเพิ่ม
พื้นผิวในการสัมผัสบอลให้มากขึ้น  เพิ่มแรงเสียดทาน ช่วยให้ประสิทธิภาพในการสัมผัสและ
ควบคุมกับลูกบอลนั้นทำได้ดีขึ้นอีกด้วย

  นอกจากนั้น..ยังพบว่าวัสดุอัพเปอร์ของ X 18.1 ขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  ไม่มีส่วนของ
แนวตะเข็บด้ายเย็บที่จะมารบกวนพื้นผิวในการสัมผัสบอล  และยังช่วยทำให้ฟีลลิ่งความกระชับ
บริเวณหน้าเท้านั้นเป็นสัมผัสเดียวกันทั้งหมด



  วัสดุอัพเปอร์ชั้นกลางของ X 18.1 (วัสดุผ้าสีเหลืองที่มองเห็นระหว่างรูของอัพเปอร์ชั้นนอก)
ถูกออกแบบมาเพื่อให้ฟีลลิ่งสัมผัสแบบบางๆ  เพื่อให้ผู้สวมใส่ได้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บาง
เป็นธรรมชาติ  และยังมีความยืดหยุ่นจนสามารถสร้างความกระชับกับหน้าเท้าได้ดี

  อีกหน้าที่สำคัญของวัสดุชั้นกลางก็คือ..ช่วยป้องกันไม่ให้ความชื้นหรือน้ำ  สามารถทะลุผ่าน
เข้าไปด้านในได้  นอกจากนั้นยังพบว่า..หน้าสัมผัสด้านในของวัสดุชั้นกลางชิ้นนี้  มีลักษณะ
คล้ายหน้าสัมผัสกำมะหยี่มีผิวสัมผัสฝืดพอสมควร  ทำให้ตัวรองเท้าสามารถยึดจับกับสรีระ
ของรูปเท้าได้ดีขึ้น  ช่วยลดอาการลื่นไถลระหว่างตัวรองเท้ากับหน้าผ้า



  ดีไซน์ของแถบสามขีด ซึ่งเป็นเครื่องหมายทางการค้าของอาดิดาส  ได้ปรากฏอย่างเด่นชัดตรงบริเวณ
หน้าเท้าฝั่งด้านนอก  โดยแถบสามขีดสีเหลือง Solar Yellow ที่ดูมีพลังเช่นนี้  ไม่ได้เอาไว้เพียงแค่
บ่งบอกความเป็นอาดิดาสเท่านั้น  แต่วัสดุดังกล่าว..มีลักษณะของพื้นผิวที่เหนียวและฝืด  สัมผัสแล้ว
รู้สึกถึงแรงเสียดทานค่อนข้างสูง  เชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการสัมผัส
และควบคุมบอลให้กับ X 18.1 คู่นี้ได้ในการใช้งานจริง



  รูปทรงของ X 18.1 ที่ฝั่งข้างเท้าด้านในนั้น  จะมีลักษณะที่เว้าเข้าไปเล็กน้อย  เพื่อให้ตัวรองเท้า
สามารถบีบกระชับกับรูปเท้าของผู้สวมใส่ได้ดีขึ้น  ในขณะที่หน้าผ้าอัพเปอร์บริเวณนี้..ยังคงเป็น
วัสดุ SpeedMesh ซึ่งเป็นชิ้นเดียวต่อเนื่องมาจากอัพเปอร์ด้านหน้า  ผิวสัมผัสโดยรวมมีความเรียบ
เพื่อให้การสัมผัสกับลูกบอลในจังหวะการรับหรือแปส่งบอล  สามารถทำได้อย่างเต็มสัมผัส



  ทีมออกแบบของอาดิดาส ได้ออกแบบพื้นที่บริเวณหลังเท้าและลิ้นรองเท้าของ X 18.1 ใหม่
แตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วเป็นอย่างมาก  โดยพื้นที่บริเวณหลังเท้านั้นจะใช้วัสดุที่แตกต่าง
จากส่วนของตัวรองเท้าและหน้าผ้าอัพเปอร์  

  อาดิดาสเลือกใช้วัสดุผ้าเมซ แต่ขึ้นรูปในอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้มีความยืดหยุ่นและสามารถยืด
ขยายออกในแนวกว้างได้ดีกว่า  เพื่อรองรับกับลักษณะหลังเท้าของผู้สวมใส่ได้หลากหลาย
และเพิ่มความกระชับบริเวณหลังเท้าไปพร้อมๆ กับความสบาย  เนื่องจากลักษณะของวัสดุ
มีความนุ่มและบาง  มีรูที่จะช่วยให้การระบายอากาศทำได้อย่างดีเยี่ยม

  พื้นที่หลังเท้าหรือลิ้นรองเท้าดังกล่าว  ถูกออกแบบให้มีลักษณะเฉียงออกเล็กน้อย (Off-Center)
มาพร้อมกับคู่ของรูร้อยเชือกที่มีระยะห่างกันไปในแต่ละระดับ  โดยทีมออกแบบของอาดิดาส
ได้ให้ข้อมูลว่า ความกระชับที่เกิดขึ้นจากการดึงแนวร้อยเชือก..จะมีผลต่อความกระชับ
มากกว่าลักษณะแนวร้อยเชือกแบบกึ่งกลางเดิมๆ  เป็นอ็อพชั่นให้ผู้เล่นที่ต้องการความกระชับ
ในระดับสูงตามแบบที่รองเท้าสายความเร็วควรจะเป็น



  อีกหนึ่งไฮไลท์ของอาดิดาส X 18.1 ก็คือการออกแบบส่วนของหุ้มข้อใหม่ มีชื่อเรียกว่า
"Claw Collar"
 ภายใต้แนวคิดที่จะช่วยเพิ่มความกระชับให้กับข้อเท้าได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
ใช้วัสดุส่วนเดียวกับบริเวณหลังเท้า  แต่บริเวณแนวขอบของหุ้มข้อนั้นได้ถูกออกแบบให้
มีลักษณะตึงแน่นได้มากกว่า ด้วยการเสริมแนวขอบโดยรอบ ความยึดหยุ่นจะลดลง  แต่จะได้
เรื่องของการซัพพอร์ตที่แน่นหนาขึ้น

  จากดีไซน์ของหุ้มข้อ Claw Collar ที่เห็นนั้น..ส่วนหุ้มข้อด้านหน้าและด้านหลัง จะยกตัวสูง
ขึ้นมามากเป็นพิเศษ  เพื่อซัพพอร์ตความกระชับให้กับข้อเท้าในจังหวะการสปรินซ์ทำความเร็ว
เนื่องจากลักษณะสรีระศาสตร์การงอของข้อเท้าจะงอพับไปด้านหน้าตรงๆ

  ส่วนหุ้มข้อในบริเวณข้างเท้าทั้ง 2 ข้างนั้น จะเว้าลงมาค่อนข้างลึก  เพื่อเปิดพื้นที่และให้อิสระ
สำหรับการเคลื่อนที่ของข้อเท้า (และตาตุ่ม) ส่งผลให้การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของข้อเท้า
สามารถทำได้อย่างอิสระ ไม่เสียจังหวะหรือติดขัดจากการใช้งานหุ้มข้อแบบสูงเช่นนี้



  หน้าสัมผัสหุ้มส้นด้านในของ X 18.1 ก็ถูกเสริมแนวซัพพอร์ต ที่เรียกว่า 3D MOULDED HEEL
ด้วยการเสริมวัสดุบุนุ่มที่มีความหนา  การออกแบบส่วนสัมผัสให้มีลักษณะนูนขึ้นมาอย่างชัดเจน  
สอดรับเข้ากับร่องของแนวเอ็นร้อยหวายได้ค่อนข้างลึก  เพื่อมาเสริมความกระชับให้กับส่วนของ
ข้อเท้า  ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  

  ส่วนวัสดุหน้าสัมผัสของหุ้มส้นด้านใน ก็ใช้เป็นวัสดุหน้าผ้ากำมะหยี่เป็นพื้นที่หลัก  เพื่อลด
อาการลื่นระหว่างแนวส้นเท้าในระหว่างการใช้งาน



  อาดิดาสยังคงยืนหยัดในการเลือกใช้เกราะหุ้มส้นแบบภาพนอก (External Heel Counter)
ให้กับ X 18.1  โดยการใช้วัสดุพลาสติก TPU มีความหนาและแข็ง  ขึ้นรูปต่อเนื่องมาจากชุดพื้น
รองเท้า  มาทำหน้าที่เป็นเกราะหุ้มส้นที่มีความแข็งแรง และช่วยจับล็อคกระชับบริเวณส้นเท้าได้ดี
เพียงแต่ลักษณะการออกแบบจะดูเบาบางลง เทอะทะน้อยลงกว่าเกราะหุ้มส้นของ X 17.1 ซึ่งมี
ลักษณะโค้งและบวมออกมากกว่านี้

  ในขณะที่ดีไซน์การออกแบบที่บริเวณส่วนหุ้มส้นด้านบนนั้น  ยังมีการเสริมแนวเส้นสายให้ส้นเท้า
ดูมีมิติมากขึ้น  รวมถึงใช้วัสดุที่ดูมีความยืดหยุ่นกว่าเดิม  เพื่อให้หุ้มส้นของรองเท้าสามารถบีบรับ
กับแนวส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายของผู้สวมใส่ได้กระชับยิ่งขึ้น




  แผ่นรองพื้นด้านในของอาดิดาส X 18.1 นั้นผลิตจากวัสดุโฟม EVA ทั้งชิ้น ค่อนข้างมีความหนา
ลองออกแรงกระทำลงไปแล้วรู้สึกถึงฟีลลิ่งที่ค่อนข้างหนานุ่ม  ช่วยรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี
ผิวสัมผัสด้านบนที่จะสัมผัสกับฝ่าเท้าของผู้สวมใส่นั้น  ทำจากวัสดุแบบกำมะหยี่  ลองสัมผัสดูแล้ว
รู้สึกได้ถึงแรงเสียดทานและความฝืดได้ดีพอสมควร 



  หากสังเกตกันดีๆ จะเห็นได้ว่าแผ่นรองพื้นชุดนี้..ถูกออกแบบให้มีการเจาะรูที่บริเวณปลายเท้า
และส้นเท้า เป็นจำนวนมาก  เนื่องจากอาดิดาสต้องการลดน้ำหนักโดยรวมของ X 18.1 ลงไป
ไม่มากก็น้อย



  นอกเหนือจากช่วงครึ่งบนของตัวรองเท้า ที่อาดิดาสพัฒนาและเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้กับ
X 18.1 แทบจะทุกจุดแล้ว  ยังต้องบอกว่า..ชุดพื้น ช่วงล่าง และปุ่มแบบ FG ของรองเท้ารุ่นนี้
ก็ยังถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมด

  อาดิดาสตั้งชื่อเทคโนโลยีและชุดพื้นแบบใหม่ชุดนี้ของ X 18.1 ในชื่อว่า "SpeedFrame"
โดยผลิตขึ้นภายใต้การออกแบบที่เรียกว่า เทคโนโลยี Drillium Engineered ทำให้ชุดพื้น
รองเท้าดูเรียบง่ายและคงเหลือเอาไว้  แค่ชิ้นส่วนที่จำเป็น  มีการปรับโครงสร้างเพื่อเสริมความ
สามารถในการยึดเกาะ และการกระจายแรงไปยังพื้นสนามได้อย่างมั่นคงในทุกจังหวะของ
การเคลื่อนที่



  โครงสร้างช่วงกลางของชุดพื้น..คือจุดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก  เพราะอาดิดาสได้เปลี่ยนจาก
แนวเส้นสายที่มีลักษณะนูนในแนวยาวเป็นริ้วๆ เคยทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการสร้างแรงดีด
และช่วยส่งแรงสปรินซ์  มาเป็นชุดพื้นที่มีความหนาแบบราบๆ เท่ากันทั้งช่วง  ซึ่งผมได้ลอง
ออกแรงกระทำเพื่อลองงอชุดพื้นบริเวณนี้  พบว่ายังคงมีความแข็ง เกิดแรงต้านและสามารถ
สปริงดีดกลับได้ดีไม่แตกต่างจากชุดพื้นแบบเก่า  ในขณะที่ลักษณะของฐานพื้นที่กว้างขึ้น
น่าจะมาช่วยเพิ่มความสบายในการลงน้ำหนักและความมั่นคงให้มากขึ้น


  
  โครงสร้างของปุ่ม FG ด้านหน้านั้นยังคงใช้ปุ่มจำนวน 7 ปุ่มเท่าเดิม  แบ่งออกเป็นปุ่มแนวข้าง
ฝั่งละ 3 ปุ่ม และปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า 1 ปุ่ม  แต่ลักษณะของปุ่มนั้นเปลี่ยนจากปุ่มรูปทรงหยดน้ำ
มาเป็นปุ่มลักษณะสามเหลี่ยมที่มีความหนา  หน้าตัวและมุมที่คมอย่างชัดเจน  

  ปุ่มคู่หน้ามีลักษณะเป็นปุ่มสามเหลี่ยมทิศทางไปด้านหน้า  มีหน้าที่หลักในการจิกพื้นสนามเพื่อที่
จะควบคุมการเคลื่อนที่ไปด้านหน้าได้อย่างมั่นคง  ในขณะที่ปุ่มช่วงกลางนั้นจะมีลักษณะเป็น
สามเหลี่ยมชี้เท้าหากันและกัน  ลักษณะปุ่มเช่นนี้จะมีหน้าที่สำคัญในจังหวะการสเต็ปตัวออก
ในทิศทางด้านข้าง  ในขณะที่ปุ่มตรงกลางฝ่าเท้านั้นจะเป็นจุดศูนย์กลางในการลงน้ำหนัก  
และช่วยควบคุมให้จังหวะการเคลื่อนที่ในรูปแบบต่างๆ สามารถทำได้อย่างมั่นคง  ส่วนปุ่มคู่หลัง
มีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า  จะช่วยเสริมให้จังหวะการเบรด หรือเปลี่ยนทิศทาง
การเคลื่อนที่นั้นทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ



  ปุ่มด้านหลังของ X 18.1 มีปุ่มทั้งสิ้นจำนวน 4 ปุ่ม  เป็นจำนวนปกติทั่วไปของรองเท้าฟุตบอล
ปุ่มแบบ FG เช่นนี้  โดยปุ่มทั้งหมดออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายหยดน้ำ  เรียงตัวให้ปลายแหลม
ชี้ไปยังด้านหน้า  ที่น่าแปลกคือ..ปกติเราจะเจอว่าปุ่มด้านหลังนั้นจะมีขนาดใหญ่และดูหนา
กว่าปุ่มด้านหน้า แต่สำหรับรองเท้ารุ่นนี้..กลับพบว่าปุ่มด้านหลังทั้ง 4 ปุ่ม  มีขนาดเล็กกว่า
ปุ่มด้านหน้าเล็กน้อย พอที่จะสังเกตความแตกต่างได้

  การออกแบบเช่นนี้..จะทำให้ผู้สวมใส่สามารถเรียกหาประสิทธิภาพในยึดเกาะจากจังหวะ
การลงน้ำหนักที่ส้นเท้าได้ดีกว่า ด้วยลักษณะปุ่มที่เอื้อประโยชน์ให้การยึดเกาะพื้นสนาม
สามารถทำได้ลึกและแม่นยำกว่าปุ่มแบบทรงหนา  ในขณะที่พื้นที่หน้าตัดของปุ่มน้อยลง
(เมื่อเปรียบเทียบกับปุ่มด้านหลังขนาดใหญ่ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่นๆ) จะช่วยให้
จังหวะการยกถอนส้นเท้าขึ้นเพื่อที่จะเคลื่อนที่ในจังหวะต่อได้  สามารถทำได้อย่างรวดเร็วขึ้น
นั่นเอง



  แม้ว่า ณ ตอนนี้..เราจะได้สัมผัสและทำความรู้จักกับรายละเอียดของ อาดิดาส X 18.1 แค่เพียง
จากภายนอก  แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้ "มีของ" มากกว่าที่คิด  ด้วยเทคโนโลยีและไฮไลท์
ในจุดต่างๆ ที่อาดิดาสอัพเกรดมาให้นั้นมีความแตกต่างจากรองเท้ารุ่นเก่าอย่าง X 17.1 ในหลายๆ
ประเด็น  จึงน่าสนใจไม่น้อยเลยว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นจะแสดงประสิทธิภาพในการใช้งานจริง
ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน

  หลังจากนี้ ผมจะเริ่มสวมใส่และทดสอบการใช้งานจริงของ X 18.1 คู่นี้  ค่อยๆ เก็บรายละเอียด
ก่อนที่จะมารีวิวและวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถใช้งานจริงได้ดีแค่ไหน   แล้ว
รองเท้ารุ่นนี้มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรบ้าง  เพื่อเป็นข้อมูลให้คุณผู้อ่านที่กำลังสนใจในตัวของรองเท้า
รุ่นนี้ได้ใช้เป็นข้อมูลเพื่อตัดสินใจต่อไป

  แต่ถ้าหากท่านใดที่สนใจในตัวของอาดิดาส X 18.1 เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์
กับกระแสฟุตบอลโลก 2018 ที่กำลังจะฟาดแข้ง   โดยมีคอลเลคชั่น Energy Mode สีนี้ กับ
X 18.1
รองเท้าระดับท็อปคลาสสายพันธุ์ความเร็วเป็นหนึ่งในรองเท้ารุ่นนำทัพ  ท่านสามารถ
เป็นเจ้าของรองเท้ารุ่นนี้ได้ทันที ในราคาเพียง 7,800 บาท ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์
เซ็นทรัลเวิลด์ และอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ ทุกสาขา และอาดิดาส ออนไลน์ สโตร์
http://shop.adidas.co.th/men/shoes/football.html

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 7 มิถุนายน 2018 เวลา 22.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com




"Hand On!" เดียดอร์ร่า RB10


"Hand On!" ไนกี้ Mercurial SuperFly VI


"Hand On!" แพน Viper King Semi K