"Hand On!" อาดิดาส X 19.1 - Leave them for dust

  ถ้าจะนึกถึงรองเท้าฟุตบอลที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อประสิทธิภาพทางด้านความเร็วและ
การเคลื่อนที่  แน่นอนว่าจะต้องมีชื่อของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ X ปรากฏออกมาเป็นอันดับต้นๆ
ของวงการฟุตบอลอย่างแน่นอน  ล่าสุดอาดิดาสเปิดตัว X 19 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดออกมา
สำหรับทำตลาดสำหรับช่วงปี 2019 เป็นที่เรียบร้อย  พร้อมเป็นอาวุธรุ่นใหม่ให้นักเตะ
สายความเร็วเอาไว้ใช้เล่นงานปั่นป่วนแนวรับของฝ่ายตรงข้ามแล้ว



  อยากจะขอกล่าวถึงอดีตความเป็นมาของรองเท้าซีรี่ย์นี้สักหน่อย  ช่วงกลางปี 2015 อาดิดาส
ได้พลิกโฉมไลน์การตลาดรองเท้าฟุตบอลของตัวเองใหม่  โดยเปิดตัวรองเท้าซีรี่ย์ X ในเจเนอ-
เรชั่นที่มีชื่อว่า X 15 ออกมาในฐานะอาวุธแห่งความเร็ว  เพื่อกระตุ้นตลาดและต่อยอดความสำเร็จ
มาจากซีรี่ย์ adiZero ที่ยุติไปด้วย adiZero 2015 ไปในช่วงกลางปี

  อย่างไรก็ตาม...ในช่วงอายุการทำตลาดของ X 15 นั้นต้องยอมรับว่ารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้
ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก  นอกจากจะเป็นช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อของการนำเสนอนวัตกรรม
แนวคิดและวัสดุแบบใหม่ๆ ที่อาดิดาสพยายามคิดค้นขึ้นมา  ก็ยังเป็นช่วงของการผลักเปลี่ยน
พรีเซนเตอร์หลัก  เพราะ ณ ตอนนั้น..อาดิดาสได้โยกย้าย ลีโอเนล เมสซี่ ไปโปรโมทรองเท้าซีรี่ย์
Messi 15 แน่นอนว่ามีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ X 15 ไม่มากก็น้อย

  ถัดมาในปี 2016 และปี 2017 การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้ง  ด้วยการเปิดตัว X 16
และ X 17 ตามลำดับ  ซึ่งเป็นช่วงที่อาดิดาสนำเสนอรองเท้ารุ่นสูงสุดที่เป็นรองเท้ารุ่น “ไร้เชือก”
ในชื่อว่า X+ เป็นครั้งแรก  จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้รองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้ได้รับความนิยมมากกว่า
ตอนโฉม X 15 พอสมควร


  ความเคลื่อนไหวของรองเท้าซีรี่ย์นี้เริ่มดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง  จนกระทั่งปี 2018 ช่วงฟุตบอลโลก
นั่นเอง  อาดิดาสได้เปิดตัวเจเนอเรชั่น X 18 ซึ่งดีไซน์การออกแบบรูปร่างหน้าตากลับมาโฉบเฉี่ยว
มากกว่า X 17 เป็นอย่างมาก  วัสดุและเทคโนโลยีใหม่มากมายได้ถูกนำเสนอ เอามาบรรจุลงในตัว
ของรองเท้าระดับท็อปคลาส  ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่บรรดาเหล่าพรีเซนเตอร์หลักอย่าง กาเบรียล
เชซุส
 และ โมฮาเหม็ด ซาลาร์ เพิ่งผ่านช่วงฤดูกาลที่ท็อปฟอร์มอย่างต่อเนื่อง  จึงไม่แปลกใจเลย
ที่อาดิดาส X 18 จะได้รับกระแสตอบรับจากบรรดานักเตะและแฟนบอลทั่วโลก  



  และแล้วก็ถึงกำหนดการอัพเกรดเจเนอรชั่น จาก X 18 มาเป็น X 19 ที่ครั้งนี้แม้จะไม่ใช่
การอัพเกรดโฉมหน้าคร่าตาแบบใหม่แบบจัดเต็ม  แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่การ Minor Change
ที่เอารองเท้ามาแต่งหน้าทาปากใหม่แบบที่หลายคนคิด  เพราะอาดิดาสเองได้ปรับปรุงวัสดุ
และรายละเอียดบางส่วน  เพื่อพัฒนาให้รองเท้าฟุตบอลสายสปีดของตัวเองมีประสิทธิสูงสุด
ตามแบบฉบับที่นักเตะประเภทความเร็วปรารถนา  มาพร้อมกับสโลแกนกวนๆ ว่า "Leave
them for dust"

  ในบทความนี้ SiamBoots จะมารีวิวเปิดฝากล่อง “Hand On!” อาดิดาส X 19.1
เพื่อพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปร่วมสัมผัสทุกรายละเอียด วัสดุและเทคโนโลยี ของรองเท้าฟุตบอล
ประเภทความเร็วระดับท็อปคลาสคู่นี้กัน  หากพร้อมกันแล้ว..เราไปเปิดฝากล่อง อาดิดาส
X 19.1
ไปด้วยกันได้เลย



  อาดิดาส X 19.1 จะถูกบรรจุมาในกล่องกระดาษสีดำ  และมีโลโก้อาดิดาสสีขาว ขนาดใหญ่
สกรีนเอาไว้บนฝาหน้า  เป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีสำหรับสาวกของอาดิดาส



  เปิดฝากล่องขึ้นมาเราก็จะได้พบกับรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสซีรี่ย์ความเร็ว X 19.1 ทันที
เป็นรองเท้าสีใหม่ล่าสุดในคอลเลคชั่น "Hard Wired Pack" ที่อาดิดาสเปิดตัวพร้อมให้นักเตะ
ทั่วโลก  ใช้งานในช่วงฟุตบอลลีกส์ยุโรปเปิดฤดูกาล 2019/20  มีรหัสเฉดสีที่ระบุตามข้างกล่อง
เอาไว้ว่า "Cyan/Black/Pink"  โดยพื้นที่หลักบนตัวรองเท้านั้นจะใช้สีฟ้า จับคู่ทูโทนกับสีขาว
ช่วยกันเสริมให้เป็นสีโทนสว่าง  ตัดด้วยแถบสามขีดโลโก้อาดิดาสสีดำ  ที่ปลายปุ่มด้านหน้าและ
ตัวอักษรข้อความบนตัวรองเท้า เป็นสีชมพูเข้ม

  ดูเหมือนว่าอาดิดาสจะตัดของแถมอย่างถุงผ้าตาข่าย ที่ปกติเคยแถมมาให้ตอนเจเนอเรชั่น X 18.1
ออกไปแล้ว  ไม่มีแถมมาในกล่องแต่อย่างใด  เช่นเดียวกันกับ Nemeziz 19.1 และ Copa 19.1
ที่เราได้เคยรีวิวกันไปก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีถุงผ้าตาข่ายแถมมาให้เหมือนกัน



  อาดิดาส X 19.1 จะมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 192.8 กรัม/ข้าง (ไซส์มาตรฐาน) ซึ่งเป็นตัวเลขเดียว
กันกับ X 18.1 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวแต่อย่างใด  แต่พอจะรู้สึกได้ว่าจุดศูนย์ถ่วง
น้ำหนักของ X 19.1 นั้นจะหนักมาทางส้นเท้ามากกว่าเล็กน้อย

  ทีนี้ลองมาดูข้อมูลน้ำหนักรองเท้าไซส์มาตรฐานที่เราเคยทำรีวิวเอาไว้  แต่จะขอตัดมาเปรียบเทียบ
เฉพาะรองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็ว และรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ที่ยังมีวางขายกันในตลาดอยู่  เพื่อให้
เห็นภาพการเปรียบเทียบกันได้ง่ายขึ้น ดังนี้ :

  - อาดิดาส Copa 19.1 238 กรัม 
  - อาดิดาส Messi 15.1 235 กรัม 
  - อาดิดาส X 15.1 หนังสังเคราะห์ 215.1 กรัม 
  - อาดิดาส X 15.1 หนังแท้ 230.2 กรัม
  - อาดิดาส X 17.1 215.5 กรัม
  - อาดิดาส X 18.1 192.8 กรัม
  - อาดิดาส Nemeziz 18.1 210 กรัม
  - อาดิดาส Nemeziz 19.1 221 กรัม
  - คิปสตา CLR 900 180 กรัม
  - มิซูโน่ Rebula 3 Japan 215 กรัม
  - ไนกี้ Mercurial Superfly IV 199 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Superfly V 188 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Superfly VI 198.4 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Vapor X 180 กรัม 
  - ไนกี้ Phantom Venom Elite DF 193 กรัม
  - ไนกี้ Phantom Vision Elite DF 215.5 กรัม
  - แพน Viper King II Semi Kangaroo 210 กรัม
  - แพน Balancer Touch X 199 กรัม
  - อัมโบร UX Accuro III Pro 205 กรัม
  - อัมโบร Velocita IV Pro 220 กรัม



  คู่เปรียบเทียบโดยตรงของอาดิดาส X 19.1 ก็คือไนกี้ Mercurial SuperFly VI  พบว่า
น้ำหนักตัวนั้นไม่ได้แตกต่างกันจนเป็นนัยสำคัญมากกว่า  ทั้งคู่ยังเป็นรองเท้าสายสปีดน้ำหนัก
เบากว่า 200 กรัม/ข้าง เหมือนกัน  แต่ที่เตะตาขึ้นมาหน่อยก็คือ ไนกี้ Phantom Venom
Elite
รองเท้าประเภทจู่โจมที่มีพิกัดน้ำหนักใกล้เคียงกับ X 19.1 มากที่สุด  ส่วนตำแหน่ง
ความเบา ณ ตอนนี้คงต้องยกให้ คิปสตา CLR 900 ที่มีน้ำหนักเพียงแค่ 180 กรัม เท่านั้น



  วัสดุและอัพเปอร์ตัวรองเท้าของ X 19.1 ยังมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า “Speedmesh” ผลิตจาก
วัสดุสังเคราะห์ที่มีความบาง  ทำให้ตัวรองเท้ามีน้ำหนักเบา  ทำให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลจะรู้สึกถึง
หน้าเท้าด้านในได้ทันที  ตอบสนองต่อการสัมผัสบอลได้อย่างรวดเร็ว  ตามแบบฉบับของรองเท้า
ฟุตบอลที่เน้นการใช้งานเกี่ยวกับความเร็วเช่นนี้



  วัสดุอัพเปอร์ Speedmesh ของอาดิดาส X 19.1 นั้นจะถูกผลิตขึ้นมาเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด
ทำให้ไม่มีตะเข็บแนวเย็บหรือรอยต่อที่บริเวณหน้าสัมผัสบอล  นอกจากจะทำให้ผู้เล่นสัมผัสบอล
ได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว  ยังมีผลในเรื่องของความทนทานอีกด้วย  โดยชั้นวัสดุอัพเปอร์จะมี
จำนวน 2 ชั้น
  ได้แก่ วัสดุชั้นนอกที่ทำหน้าที่สัมผัสควบคุมบอล  และวัสดุชั้นในจะช่วยสร้าง
ฟีลลิ่งความกระชับกับสรีระรูปเท้าของผู้เล่น

  ผิวหน้าสัมผัสชั้นนอกคือสิ่งที่ X 19.1 ได้รับการพัฒนาดีกว่า X 18.1   ด้วยการออกแบบ
ให้มีลักษณะเป็นลอนหรือลูกคลื่น  จึงเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างอัพเปอร์กับลูกฟุตบอล  ทำให้
ประสิทธิภาพการควบคุมบอลของรองเท้ารุ่นนี้ดีขึ้นกว่าเดิม  ผมได้ลองสัมผัสเปรียบเทียบความ
แตกต่างระหว่างรองเท้าทั้งสองรุ่น  พบว่าหน้าสัมผัสของ X 19.1 นั้นรู้สึกถึงแรงเสียดทาน
มีความฝืดและมีประสิทธิภาพในการควบคุมลูกฟุตบอลที่ดีกว่า 



  ในรายละเอียดยังพบว่าผิวสัมผัสที่เป็นลูกคลื่นนั้น  วางตัวต่อเนื่องกันในแนวเอียงประมาณ
45 องศา 
ซึ่งเป็นมุมที่เหมาะสมต่อการสัมผัสกับผิวของลูกฟุตบอล  เพื่อเปลี่ยนทิศทางการ
เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

  อีกหนึ่งการออกแบบที่ชาญฉลาดก็คือแถบสามขีดขนาดใหญ่  โลโก้ของอาดิดาส  ที่ปรากฏ
อยู่ที่บริเวณข้างเท้าด้านนอก  จะมีลักษณะเป็นวัสดุอีกหนึ่งชิ้นที่เคลือบทับอัพเปอร์เอาไว้  จุดเด่น
คือพื้นผิวที่มีความฝืดมากเป็นพิเศษ  ผู้เล่นจึงสามารถใช้ประโยชน์สำหรับการควบคุมลูกบอล
ในจังหวะการเลี้ยงบอลหรือเปลี่ยนทิศทางบอลได้อย่างแม่นยำอีกด้วย

  ทั้งนี้..หากเปรียบเทียบกับ X 19+  ซึ่งเป็นรองเท้าระดับสูงสุดแล้ว  จะพบว่าลักษณะผิวสัมผัส
ระหว่าง X 19.1 และ X 19+ นั้นจะมีรายละเอียดที่เหมือนกัน (แม้จะเป็นวัสดุคนละชนิด) 
แตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วที่ลักษณะผิวสัมผัสของรองเท้ารุ่น X 18+ และ X 18.1 นั้น
มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน  ก็พอจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รู้สึกว่า X 19.1 นั้นถูก
อัพเกรดให้มีความใกล้เคียงกับรุ่นสูงสุดมากยิ่งขึ้นนั่นเอง 



  ด้านในของตัวรองเท้าจะมีวัสดุผ้าสังเคราะห์บุเอาไว้  เป็นวัสดุชั้นในที่จะสัมผัสกับหลังเท้า
ของผู้เล่น  ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มความกระชับ  ทำให้อัพเปอร์สามารถกระชับเข้ารูปและซัพพอร์ต
กับสรีระเท้าของผู้เล่นได้เป็นอย่างดี  มีลักษณะผิวสัมผัสที่ค่อนข้างฝืด  ยิ่งช่วยทำให้ตัวรองเท้า
กับเท้าของผู้เล่นนั้นยึดติดไปด้วยกันในทุกจังหวะการเคลื่อนที่



  อัพเปอร์บริเวณข้างเท้าด้านในก็เป็นชิ้นเดียวกันกับส่วนด้านหน้า  มีลักษณะเป็นผิวสัมผัส
ที่เป็นลูกคลื่นต่อเนื่องยาวมา  ทำมุม 45 องศาเช่นกัน  ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าผู้เล่นจะสามารถ
ใช้ประโยชน์จากพื้นที่บริเวณนี้  เพื่อควบคุมจังหวะการรับหรือแปส่งบอลได้มีประสิทธิภาพ
และแม่นยำมากขึ้น

  ลักษณะรูปทรงบริเวณนี้จะเว้าเข้าไปเล็กน้อย  เพื่อเติมเต็มความกระชับเข้ารูปกับข้างเท้า
ด้านในของผู้เล่น  ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพที่สำคัญของรองเท้าที่เน้นความกระชับ
เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้อย่างมั่นใจ  เฉกเช่น X 19.1 คู่นี้



  วัสดุบริเวณหลังเท้าของอาดิดาส X 19.1 ยังคงเป็นวัสดุผ้ายืด  ออกแบบให้มีความต่อเนื่อง
มาจากอัพเปอร์หลักของตัวรองเท้า  เก็บแนวตะเข็บด้ายเย็บได้อย่างเรียบเนียน  ไม่รู้สึกถึง
ความนูนที่เกิดจากรอยต่อ  ส่งผลให้การใช้งานพื้นที่หลังเท้าของ X 19.1 นั้นเปิดกว้าง 
ได้ฟีลลิ่งการสัมผัสที่เต็มหลังเท้า  ซึ่งโดยรวมแล้วจะคล้ายๆ กับหลังเท้าของ X 18.1 

  แต่หลังจากที่ได้ลองสำรวจดู  จะพบว่าชิ้นส่วนผ้ายืดหลังเท้าของ X 19.1 นั้นได้ถูกออกแบบ
ให้มีรูปแบบการทักทอใหม่  สามารถยืดขยายในแนวกว้างได้ง่ายขึ้น  ข้อดีอย่างแรกเลยจะทำให้
รองเท้ารุ่นใหม่คู่นี้สามารถสวมใส่ได้อย่างขึ้นกว่าเดิม

  สำหรับเชือกรองเท้าที่ติดตัว X 19.1 มานั้น เป็นเชือกรองเท้าขนาดปกติ  ที่พบเจอกัน
ในรองเท้าฟุตบอลงของอาดิดาสทุกรุ่น  เส้นเชือกมีหน้ากว้างปานกลาง  เนื้อผ้าช่วงกลางเส้น
นั้นจะแข็งเล็กน้อย  ก่อนที่ตรงปลายเชือกจะขยายออกและมีความนิ่มมากขึ้น  ทำให้การผูก
ปมเชือกสามารถทำได้อย่างแน่นอน  ลดอาการคลายตัวออกตอนใช้งาน 

  นอกจากนั้น..เส้นเชือกของ X 19.1 สี Hard Wired Pack คู่นี้  ยังมีการตกแต่งเป็น
ประกายเพชร  ตลอดช่วงตามความยาวของเส้นเชือกอีกด้วย



  หุ้มข้อที่มีชื่อเรียก Claw Collar เป็นหุ้มข้อแบบเฉพาะตัวของรองเท้าตระกูลนี้  ถูกออกแบบ
มาเพื่อการซัพพอร์ตบริเวณส้นเท้าและหลังเท้าเป็นหลัก  จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่าลักษณะ
หุ้มข้อนั้นจะเว้าและเว้นบริเวณตาตุ่มเอาไว้  ทำให้การเคลื่อนที่ของข้อเท้าในแนวตั้งฉากกับ
พื้นสนามสามารถทำได้อย่างอิสระ  ซึ่งสอดคล้องกับท่าทางการเคลื่อนที่ของการสปรินซ์ด้วย
ปลายเท้านั่นเอง



  ยังมีอีกหนึ่งจุดที่รู้สึกว่าอาดิดาสเพิ่มเติมมาให้กับ X 19.1 มากกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ก็คือวัสดุ
ฟองน้ำบุนุ่มที่บรรจุเอาไว้ตรงบริเวณหุ้มส้นด้านใน  เห็นได้ชัดเจนถึงความหนาและนุ่มกว่าเดิม
และกล้าพูดว่า X 19.1 เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีบุนุ่มบริเวณส้นเท้าที่มีความหนามากที่สุดเท่าที่
ผมได้เคยรีวิวมาเลย

  ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าหุ้มส้นของ X 19.1 จะจับล็อคกับสรีระส้นเท้าและร่องเอ็นร้อยหวายได้
กระชับมากขึ้นกว่าเดิม  รวมถึงความหนานุ่มจะลดปัญหาอาการรองเท้ากัดส้นให้หมดไปได้
อย่างแน่นอน



  อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ยังคงอยู่ใน X 19.1 ก็คือการใช้เกราะป้องกันส้นเท้าแแบบภายนอก
(External Heel Counter) มีลักษณะเป็นชิ้นพลาสติก TPU ซึ่งถูกฉีดขึ้นรูปมาเป็น
ชิ้นเดียวกันกับชุดพื้น  ออกแบบให้มีลักษณะเป็นปีกขึ้นมาโอบรับกับบริเวณส้นเท้าทั้งด้านใน
และด้านนอก  แม้จะต้องแลกมาด้วยความเทอะทะและน้ำหนักที่มากกว่าการใช้เกราะแบบภาย
ในอยู่บ้าง  แต่ก็คุ้มค่าที่จะได้ประสิทธิภาพการซัพพอร์ตและการปกป้องแรงปะทะที่ดีกว่า 



  แผ่นรองพื้นด้านใน (Insole) ผลิตจากโฟม EVA ทั้งชิ้น สามารถถอดแยกออกมาได้
ลักษณะทางกายภาพของแผ่นรองพื้นชิ้นนี้  ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ความหนาและความนุ่ม 
ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  ไม่แตกต่างจากแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นเก่าอย่าง X 18.1 

  ยกเว้นแค่การย้ายป้ายบอกไซส์รองเท้าที่ปกติจะแปะติดเอาไว้ที่ด้านในของตัวรองเท้า  เอามา
ติดเอาไว้ที่แผ่นรองพื้น  อย่างไรก็ตาม..ใครที่เคยใช้งานรองเท้าฟุตบอลของอาดิดาสมาก่อน
จะรู้ดีว่าแผ่นรองพื้นลักษณะนี้ของอาดิดาส  เพียงพอที่จะให้ประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทก
ที่นุ่มสบายฝ่าเท้า  การใช้งานรองเท้าแบบปุ่ม FG บนพื้นสนามหญ้าเทียมนั้นแทบจะไม่รู้สึกถึง
ปัญหาจากแรงกระแทกแต่อย่างใด



  ผิวด้านบนเป็นวัสดุผ้ากำมะหยี่  จึงให้สัมผัสที่มีความฝืดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  มั่นใจได้ว่า
ฝ่าเท้าของผู้เล่นจะไม่เกิดอาการลื่นไป-มา จนเสียจังหวะในระหว่างการใช้งาน  ตรงส้นเท้ามี
โลโก้ X พร้อมระบุชื่อรุ่น 19.1 สกรีนเอาไว้เป็นวัสดุเฟล็ก  และสำหรับ X 19.1 "Hard Wired
Pack" คู่นี้  ก็โดดเด่นด้วยพื้นสีชมพูเข้มดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน



  พลิกมาปิดท้ายกันที่รายละเอียดชุดพื้นและปุ่มแบบ FG ของอาดิดาส X 19.1 กันครับ  ชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้ยังคงเป็นชุดพื้นที่มีชื่อเรียกว่า Speedframe ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่
เจเนอเรชั่นที่แล้ว  เป็นชุดพื้นที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพด้านความเร็ว  การ
ตอบสนองและความสมดุลในจังหวะการเปลี่ยนทิศทางที่ยอดเยี่ยม

  ชุดพื้นชุดนี้ผลิตจากวัสดุพลาสติก TPU ฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งชิ้น  โดยผลิตออกมา
ภายใต้การออกแบบที่อาดิดาสเรียกว่า “Drillium Engineered” เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย 
คงเหลือเอาไว้เฉพาะชิ้นส่วนที่จำเป็นเท่านั้น  เพื่อควบคุมน้ำหนักและให้ความคล่องตัวได้มากที่สุด



  จุดเด่นแรกที่สังเกตได้ง่ายที่สุด  ก็คือโครงสร้างฐานพื้นช่วงกลางของ X 19.1  ทีถูกออกแบบ
ให้ฐานพื้นมีความกว้างเต็มระยะ  เท่ากันกับความกว้างของตัวรองเท้า  วัสดุฐานพื้นมีความหนา
เท่ากันทั้งแผง  ซึ่งแตกต่างจากลักษณะฐานพื้น Sprintframe ยุคเก่าๆ ที่จะมีลักษณะเป็นแนว
สันนูนขนานกัน 3 แนว  หรือแม้แต่ฐานพื้นรูปทรง V-Shape ที่เคยใช้กับ X 16.1 และ X 17.1 

  ผมได้ทดสอบออกแรงงอตามลักษณะการสปรินซ์ด้วยปลายเท้า  พบว่าชุดพื้นมีความแข็งและต้าน
แรงกระทำได้อย่างชัดเจน  จนสามารถเกิดแรงสปริงตอบสนองกลับมาได้อย่างหนักแน่นและรุนแรง 
ส่งสัญญาณถึงประสิทธิภาพที่จะสามารถช่วยให้ผู้เล่นสปรินซ์เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว 


  รูปร่างหน้าตาปุ่มแบบ FG ยังคงเหมือนเดิม  โดยปุ่มด้านหน้าจะเป็นปุ่มสามเหลี่ยมรูปทรงลูกศร 
ที่ตรงฐานปุ่มจะถูกบากร่องเข้าไปเล็กน้อย  มีจำนวนปุ่มทั้งสิ้น 7 ปุ่ม  วางที่แนวขอบฝั่งละ 3 ปุ่ม 
และตรงกลางฝ่าเท้าอีก 1 ปุ่ม  ตามแพ็ตเทิร์นการวางปุ่มในแบบที่อาดิดาสนิยมใช้มาโดยตลอด 
โดยทิศทางการหันหัวของปุ่มแต่ละตำแหน่งนั้นจะหันออกไปในองศาที่แตกต่างกันตามหน้าที่การ
ทำงาน

  เริ่มจากปุ่มคู่หน้าและปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า  จะมีทิศทางชี้ตรงออกไปทางด้านหน้า  มุมด้านหน้า
ของปุ่มจะทำหน้าที่จิกลงไปยังพื้นสนามเพื่อสร้างประสิทธิภาพการยึดเกาะได้อย่างยอดเยี่ยม 
ส่วนปุ่มคู่กลางทั้งฝั่งข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอกนั้นจะหันหน้าเข้าหากัน  เพื่อเปิดองศา
ให้กับด้านที่มีการบากร่องเอาไว้หันออกด้านนอก  จะทำหน้าที่ป้องกันอาการสไลด์ออกไปด้านข้าง 
ผู้เล่นจะได้ประสิทธิภาพและแรงยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมในจังหวะการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่
แบบหักมุม  ส่วนคู่ปุ่มคู่หลังซึ่งมีรูปทรงแบบไดมอลต์  จะเป็นตัวช่วยสร้างความมั่นคงในการ
ทรงตัวและกระจายแรงกดให้ทั่วเต็มฝ่าเท้ามากยิ่งขึ้น


  ปุ่มด้านหลังจำนวน 4 ปุ่มตามปกติ  ใช้เป็นปุ่มกลมรูปทรงหยดน้ำ  พื้นที่หน้าตัดมีขนาดไม่เล็ก
และไม่ใหญ่จนเกินไป  จึงยังได้ฟีลลิ่งในการลงน้ำหนักตรงส้นเท้าได้อย่างเต็มพื้นที่  และการ
ยึดเกาะที่ดีไปพร้อมๆ กัน  แต่ที่สำคัญคือการใช้ส้นเท้าเป็นจุดหมุนเพื่อหมุนตัวหรือเปลี่ยนทิศทาง
นั้นสามารถทำได้อย่างราบลื่น



  โดยส่วนตัวแล้ว..ผมรู้สึกว่าอาดิดาส X 19.1 มีรายละเอียดการออกแบบที่น่าใช้งานมากขึ้น
กว่า X 18.1  โดยเฉพาะลักษณะผิวหน้าสัมผัสของวัสดุอัพเปอร์  วัสดุบริเวณหลังเท้าที่ยืดหยุ่น
กว่าเดิม  น่าจะช่วยให้การสวมใส่ทำได้ง่ายขึ้นและได้ฟีลลิ่งที่กระชับเป็นธรรมชาติกำลังดี 
รวมถึงบริเวณส่วนหุ้มส้นด้านในที่มีวัสดุฟองน้ำบุนุ่มเอาไว้อย่างหนานุ่มมาก 



  สำหรับการรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส X 19.1 คู่นี้  จะมีมาให้คุณผู้อ่าน
ได้ติดตามกันในภายหลังอย่างแน่นอน

  อาดิดาส X 19.1 ในคอลเลคชั่นสีใหม่ “Hard Wired Pack” แบบเดียวกับที่เราเพิ่งจะรีวิว
กันไปในบทความนี้  จะเป็นคอลเลคชั่นสีประจำช่วงเปิดฤดูกาล 2019/20 ของเวทีลีกส์ชั้นนำ
ของยุโรป  ดังนั้นถ้าใครไม่อยากตกเทรนด์  ก็สามารถไปสัมผัสและเป็นเจ้าของรองเท้ารุ่นนี้ได้แล้ว 
ที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, ร้านอาริ ฟุตบอล
คอนเซ็ปต์ สโตร์, ร้านซูเปอร์สปอร์ตสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และร้านขายอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วไทย
โดยรองเท้ารุ่น X 19.1 ถูกวางจำหน่ายในราคา 7,800 บาท เท่าเดิม

  ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidas.com/football หรือติดตามผ่านทางอินสตาแกรมและทวิตเตอร์
ได้ที่ @adidasfootball

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 12 สิงหาคม 2019 เวลา 20.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com

 




"Hand On!" ไนกี้ Phantom Venom Elite
"Under the Radar"



"Hand On!" อัมโบร UX Accuro III Pro


"Hand On!" คิปสตา CLR 900