"Hand On!" มิซูโน่ Morelia Zero - Back to the original of Morelia

  ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ "มิซูโน่" แบรนด์รองเท้าฟุตบอลอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น  ได้นำรองเท้าระดับตำนาน
ที่มีจุดกำเนิดในปี 1985 จนสานต่อมาเป็นซีรี่ย์รองเท้าฟุตบอลคลาสสิค  ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่าง
ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และนี่คือ "Morelia Zero"

  แต่เริ่มเดิมทีในปี 1985 รองเท้าฟุตบอลคลาสสิคที่มีอายุกว่า 35 ปี มีจุดเริ่มต้นในชื่อว่า "Runbird"
ซึ่งใช้ชื่อตรงๆ ของโลโก้แบรนด์มิซูโน่ที่เป็นสัญลักษณ์ "นกรันเบิร์ด" นั่นเอง  และถัดจากนั้นเพียงแค่ 1 ปี  
ในฟุตบอลโลกปี 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก ก็เป็นเวทีแรกที่รองเท้าระดับตำนานรุ่นดังกล่าว  เริ่มลงวาด
ลวดลายบนผืนหญ้าให้แฟนบอลทั่วโลกได้รู้จัก  รองเท้ารุ่นนี้ถูกสวมใส่ร่ายมนต์ด้วยฝีเท้าของศูนย์หน้า
ฟอร์มร้อนแรงที่มีนามว่า กาเรก้า (Careca) หนึ่งในสามประสานยุคเรเนซองแห่งทีมนาโปลี



  หลังจากนั้น..การเดินทางของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์คลาสสิคอันแสนยาวนานก็เริ่มต้นขึ้น  Morelia
คือรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์หลักของมิซูโน่  โดยเฉพาะช่วงปี 1990 เป็นต้นมา ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2000
ที่ทางค่ายเริ่มขยับตัวเซ็นสัญญาคว้าพรีเซนเตอร์ระดับโลกเข้ามาร่วมสังกัดเรื่อยๆ  ในขณะที่ตัวรองเท้า
ก็ยังคงดีไซน์ความคลาสสิคอันเป็นเอกลักษณ์มาโดยตลอด  ถ้าหากจะนึกถึงรองเท้าฟุตบอลฟุตบอล
ที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ หรือออกใหม่บ่อยๆ ตามกระแสนิยม  แต่กลับยังสามารถทำตลาดได้
อย่างคงเส้นคงวา  หนึ่งในชื่อของผู้เข้าชิงตำแหน่งดังกล่าว...ก็คือจะมีชื่อ Morelia ปรากฏอยู่ด้วย

  เข้าสู่ช่วงยุคที่รองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ออกไวยิ่งกว่าใบไม้ร่วง  แต่มิซูโน่เลือกที่จะทำสิ่งที่ตรงกันข้าม
ด้วยการนำเอา Morelia รุ่นดั้งเดิม  กลับมาทำใหม่อีกครั้งในชื่อว่า Morelia Zero เพื่อเสมือน
เป็นการพาแฟนๆ ทุกคน กลับไปสัมผัสต้นกำเนิดของรองเท้าสุดคลาสสิค  ภายใต้คอนเซ็ปที่เรียกว่า
"Project Reach Beyond" และถือเป็นการฉลองอายุครบ 35 ปี อีกด้วย

  ในบทความนี้ SiamBoots จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับรองเท้าฟุตบอล มิซูโน่ Morelia Zero
ไปสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของความคลาสสิคจากจุดเริ่มต้น  ไปสำรวจและทำความรู้จักกับทุกรายละเอียดของ
ตัวรองเท้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุ การดีไซน์ออกแบบ เทคโนโลยีหรือแม้แต่การตัดเย็บที่สุดแสนจะปราณีต
จากมาตรฐานงาน Made in Japan ของรองเท้าระดับสูงสุดจากมิซูโน่

  หากพร้อมกันแล้วเราไปรีวิว "Hand On!" รองเท้าฟุตบอลมิซูโน่ Morelia Zero เวอร์ชั่น Made
in Japan ไปด้วยกันได้เลย



  ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า Morelia Zero นั้นถูกบรรจุมาในกล่องสีดำที่มีกระดาษแข็งและหนา
อย่างดี  ด้านในมีของแถมเป็นถุงรองเท้าสีดำ ที่มาพร้อมกับโลโก้ Runbird เฉพาะตัวของรองเท้ารุ่นนี้
บรรจุมาให้ด้วย

  เอกลักษณ์ภายนอกของมิซูโน่ Morelia ยุคดั้งเดิม  ก็คือโลโก้มิซูโน่ด้านข้างตัวรองเท้าขนาดใหญ่
ที่ลากยาวตั้งแต่ช่วงจุดเริ่มต้นของรูร้อยเชือก  ต่อเนื่องไปจนถึงส่วนหุ้มส้นด้านหลัง  มีลิ้นรองเท้าที่ยาว
และใหญ่ตามแบบฉบับของรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคในยุคสมัยนั้น  เอกลักษณ์เหล่านั้นถูกยก
มาไว้บนตัวของ Morelia Zero แบบสำเนาถูกต้อง ไม่มีผิดเพี้ยนไปแม้แต่นิดเดียว



  มิซูโน่ Morelia Zero ผลิตจากหนังจิงโจ้ (Kangaroo Leather) เกรดที่ดีที่สุด มาผลิต
เป็นวัสดุของตัวรองเท้าทั้งคู่ ไม่ใช่แค่ครึ่งหน้าเหมือนกับ Morelia Neo และเชื่อว่าสาวกมิซูโน่
หรือใครก็ตามที่เคยสัมผัสหนังจิงโจ้ของรองเท้าเวอร์ชั่น Made in Japan จะรู้ดีว่าหนังจิงโจ้เกรดนี้
มันสุดยอดแค่ไหน

  หนังจิงโจ้ที่มีผิวสัมผัสละเอียด  ชั้นผิวมีความหนา  แถมยังผ่านการตัดเย็บที่ประณีตของตะเข็บเย็บ
แบบเส้นคู่สุดคลาสสิค  แค่เพียงสัมผัสก็รู้สึกได้ถึงความนุ่มของอัพเปอร์ของ Morelia Zero ในทันที
เป็นฟีลลิ่งความนุ่มที่หาไม่ได้จากรองเท้าฟุตบอลสมัยนี้  ถึงแม้ว่ารองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคยุคนี้
จะมีการเสริมชั้นผิวด้านให้เพื่อเพิ่มความนุ่ม  แต่เชื่อเถอะว่าฟีลลิ่งความนุ่มจากหนังจิงโจ้เพียวๆ แบบ
ที่รองเท้ารุ่นนี้มี  เป็นฟีลลิ่งความนุ่มที่ดีกว่าและยากที่รองเท้าคลาสสิคยุคใหม่จะเลียนแบบได้



  อย่างที่บอกไปว่ารองเท้ารุ่นนี้ผลิตจากวัสดุหนังจิงโจ้แท้ทั้งหมด  จากภาพด้านบนจะเห็นได้ถึงรอยย่น
ที่สามารถบ่งบอกความนิ่มของชิ้นหนัง  ที่บริเวณครึ่งหลังของตัวรองเท้าและส่วนรอยๆ ข้อเท้า ได้อย่าง
ชัดเจนมาก

  หลายคนอาจจะคิดว่ารองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคที่ดีไซน์แบบยุคเก่าๆ  จะต้องมีรูปร่างรูปทรง
ที่อวบอ้วนและเทอะทะ  แต่บอกเลยว่าไม่ใช่กับ Morelia Zero คู่นี้แน่นอน  จากภาพด้านบนที่เห็น
ได้ถึงมุมมองฝั่งข้างเท้าด้านนอก  จะเห็นได้ว่าตัวรองเท้ามีรูปทรงที่ไม่เทอะทะ  และก็ไม่ได้เรียวดูกระชับ
จนเกินไป  เพื่อให้ฟีลลิ่งการสวมใส่ของรองเท้ารุ่นนี้มีความสมดุล ได้ทั้งความสบาย และความกระชับ
ที่กำลังดี



  พื้นที่ข้างเท้าด้านในน่าจะเป็นอีกจุดที่ถูกใจนักเตะสไตล์ทักษะสูง หรือคนที่นิยมเล่นด้านการแปบอล
เพราะพื้นที่บริเวณนี้ที่มีวัสดุหนังจิงโจ้เกรดพรีเมี่ยมสุดนุ่มแล้ว  ยังถูกออกแบบให้มีลักษณะหน้าสัมผัส
โดยรวมที่เป็นพื้นที่กว้าง  มีหน้าสัมผัสที่ตั้งฉากกับแนวพื้นพอสมควร  มั่นใจได้ว่าการรับหรือแปส่งบอล
ด้วยข้างเท้าด้านใน  Morelia Zero พร้อมตอบโจทย์การใช้งานดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  สำหรับสัญลักษณ์โลโก้นกรันเบิร์ด (Runbird) ชิ้นสีขาวขนาดใหญ่  เป็นดีไซน์ที่ยังคงถอดแบบ
มาจากรุ่นดั้งเดิม  ใช้การตัดเย็บติดลงที่ด้านข้างของตัวรองเท้าทั้งสองฝั่ง  โดยชิ้นส่วนดังกล่าวนั้น
ตัดเย็บมาจากชิ้นส่วนของหนังแท้ด้วยเช่นกัน  ที่บริเวณด้านท้ายที่เปรียบเสมือนหางของนกรันเบิร์ด
ได้ถูกเสริมแถบสีแดงลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงส้นเท้า  นอกจากเพิ่มความโดดเด่นแล้ว  ยังเป็นการ
เติมเต็มสี "ออริจินัล" ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Morelia ที่ใช้สี ดำ-ขาว-แดง อย่างครบถ้วนอีกด้วย



  นอกจากความพรีเมี่ยมของหนังจิงโจ้ที่มีอยู่ในทั้งคู่แล้ว  ลิ้นรองเท้าขนาดใหญ่และยาวของ Morelia Zero
นั้นเป็นผลิตจากวัสดุหนังจิงโจ้ทั้งชิ้น  กล้าพูดว่านี่คือรองเท้าฟุตบอลที่มีลิ้นรองเท้านิ่มที่สุดในตอนนีั
ก็ว่าได้  โลโก้เฉพาะตัว "Runbird" ที่ปรากฏอยู่ปลายด้านบนของลิ้นรองเท้า  นั้นได้ถูกออกแบบ
ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ดีไซน์ส่วนนี้ดูมีความทันสมัยกว่าเดิม



  แม้ว่ามิซูโน่ Morelia Zero จะมีลิ้นรองเท้าขนาดใหญ่มาก  แต่ชิ้นส่วนของลิ้นรองเท้าก็มีความนิ่ม
และสามารถพับได้อย่างง่ายดาย  ดังนั้นผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะสวมใส่รองเท้าคู่นี้แบบปกติ  คือปล่อย
ปลายลิ้นรองเท้าให้ยาวขึ้นมาตามสรีระของข้อเท้าเลย  หรือเลือกที่จะพับลิ้นรองเท้าแบบสไตล์ของนักเตะ
ยุค 90 ก็ได้  และที่ใต้ลิ้นรองเท้ายังมีป้ายที่ระบุข้อความเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมาของรองเท้ารุ่นนี้
เอาไว้ด้วย



  มาถึงตรงนี้แล้วพอขอบอกนิดนึงว่ามิซูโน่ไม่ได้ร้อยเชือกรองเท้ามาให้ครบทุกรูเหมือนกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ
จะเหลือรูร้อยเชือกเอาไว้อีก 2 คู่ระดับ  พร้อมกับห่วงร้อยเชือกตรงกลางลิ้นรองเท้า  เรียกได้ว่า Morelia
Zero
ที่ปรากฏในภาพนี้..เปิดฝากล่อง รับมายังไง ผมก็นำมาถ่ายภาพแบบนั้นเลย

  โดยภาพที่ปรากฏด้านบนเป็นเหตุผลว่ามิซูโน่ นอกจากจะอยากโชว์ลิ้นรองเท้ายาวๆ แบบออริจินัลของ
รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้แล้ว  ยังต้องการให้เห็นถึงรูปร้อยเชือกที่เพิ่มขึ้นมาอีก 1 รู ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง
รูร้อยเชือกหลัก  และดูถัดลงมาเล็กน้อย  หากผู้เล่นร้อยเชือกผ่านรูดังกล่าวด้วย  จะเป็นการเพิ่มฟีลลิ่ง
ความกระชับให้กับส่วนหลังเท้ามากกว่าปกติ



  เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายเป็นแบบภายใน (Internal Heel Counter) นั้นมาพร้อม
กับดีไซน์การออกแบบสุดหรูและคลาสสิค ด้วยการเสริมแนวตะเข็บเย็บต่อเนื่องถึง 3 ระดับ  มารับกับ
ส่วนหางของโลโก้นกรันเบิร์ดที่เป็นสีแดงเลือดนก  เป็นดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย  แต่ลงตัว  และมันก็ให้ความ
หรูหราคลาสสิคอย่างบอกไม่ถูก  โดยที่ปลายหุ้มส้นด้านหลังยังมีการพิมพ์ชื่อรุ่น "Runbird" เอาไว้
ด้วย

  ชิ้นส่วนของเกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายนั้น จะมีวัสดุพลาสติกที่มีความแข็งพอประมาณ
ฝังเอาไว้ด้านในของโครงสร้างส้นเท้า  ชิ้นส่วนมีขนาดค่อนข้างใหญ่และโอบรับกับส้นเท้าได้ครอบคลุม
ทั้งฝั่งส้นเท้าด้านใน ด้านนอก และส่วนเอ็นร้อยหวายก็ให้การป้องกันได้สูงถึงระดับ 2 ใน 3 จาก
ความสูงทั้งหมด  ถือได้ว่าเป็นเกราะป้องกันส้นเท้าแบบภายในที่ให้การปกป้องเป็นวงกว้าง



  อีกจุดหนึ่งที่ผมสัมผัสแล้วรู้สึกชื่นชอบมากเป็นพิเศษ  ก็คือส่วนของหุ้มส้นด้านใน  ที่แม้ว่าทางมิซูโน่
จะเลือกใช้วัสดุหนังสังเคราะห์เรียบๆ มาผลิตเป็นวัสดุหน้าผ้าสัมผัสส้นเท้า  ไม่ใช่วัสดุประเภทกำมะหยี่
แบบที่รองเท้าหลายๆ รุ่นนิยมใช้กันเพื่อให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะก็ตาม  แต่กลับพบว่าผิวสัมผัสของ
ส่วนส้นเท้า Morelia Zero มีแรงเสียดทานที่ดีเกินคาด  สัมผัสแล้วรับรู้ถึงความฝืดและการยึดเกาะ
ที่ดีมาก  หลายหุ้มส้นด้านบนก็มีความนิ่ม  ยิ่งตอบโจทย์คนที่อยากได้การสวมใส่ที่นุ่มสบาย แต่ก็มีความ
กระชับและการยึดเกาะส้นเท้าที่แน่นสนิทไปพร้อมๆ กัน      



  อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของความเป็น Made in Japan ก็คือการมีข้อความดังกล่าวสกรีนเอาไว้ที่บริเวณ
ส้นเท้าในส่วนแผ่นรองพื้นด้านในดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน  ในการสกรีนแบบเฟล็กด้วยตัวอักษรและโลโก้
สีทอง  บ่งบอกถึงความพรีเมี่ยมมีระดับอย่างเต็มที่

  โดยแผ่นรองพื้นชิ้นนี้ผลิตจากโฟม EVA ฉีดขึ้นรูปทั้งชิ้น ชิ้นโฟมมีความหนาปานกลาง  แต่เนื้อโฟมนั้น
ค่อนข้างแน่น  ผมได้ลองออกแรงกดลงบนเนื้อโฟมแล้วรู้สึกถึงการซัพพอร์ตแบบแน่นๆ เด้งๆ พอสมควร
เลยทีเดียว  โดยแผ่นรองพื้นชิ้นนี้สามารถถอดแยกออกมาจากตัวรองเท้าได้ตามมาตรฐานของรองเท้า
ฟุตบอลรุ่นท็อปเช่นนี้  ผิวหน้าสัมผัสด้านบนที่จะสัมผัสกับฝ่าเท้าของผู้เล่นนั้นเป็นวัสดุกึ่งกำมะหยี่ เรียบๆ
มีผิวสัมผัสฝืดในระดับปานกลาง ถ้าเปรียบเทียบกับหน้าสัมผัสแผ่นรองพื้นของ Rebula 3 Japan
หรือ Morelia Neo 2  ผมว่าผิวหน้าสัมผัสแผ่นรองพื้นของรองเท้าทั้ง 2 รุ่นนั้นมีความฝืดและดีกว่า
ของ Morelia Zero คู่นี้



  พลิกมาสำรวจกันที่ชุดพื้นและปุ่มแบบ FG ของมิซูโน่ Morelia Zero ยังคงมาได้แบบคลาสสิค
ด้วยการใช้ชุดพื้นที่มีฐานพื้นขนาดใหญ่และกว้าง  พูดกันตรงๆ แล้วก็คือมิซูโน่ ยังยกชุดพื้นและปุ่ม
แบบเดียวกับที่ใช้ใน Morelia II มาแบบยกแผง  

  อย่างไรก็ตาม...แม้ว่า Morelia Zero จะเป็นรองเท้าที่อ้างอิงดีไซน์การออกแบบมาจากรุ่นแรก
ของตระกูล  แต่ด้วยวัสดุและเทคโนโลยีการออกแบบแลในปัจจุบัน  ทำให้ชุดพื้นที่เห็นอยู่นี้คือความ
เป็นปัจจุบันที่มิซูโน่ใส่เข้าไป  และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ Morelia Zero มีน้ำหนักเบาลงกว่า
Morelia รุ่นแรกพอสมควร  

  รายละเอียดของชุดพื้นชุดนี้คือผลิตจากวัสดุพลาสติก TPU ฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด
เนื้อพลาสติกมีลักษณะบาง ทำให้ชิ้นส่วนมีน้ำหนักเบา  โดยเฉพาะส่วนฐานพื้นช่วงกลางที่โครงสร้าง
ราบเรียบ  ฐานพื้นหน้ากว้างเพื่อความสบายในการลงน้ำหนักที่เต็มฝ่าเท้า  จุดนี้ถือได้ว่าแตกต่างจาก
การออกแบบฐานพื้นของรองเท้าฟุตบอลสมัยใหม่อย่างชัดเจน  ที่หลายๆ รุ่นจะเน้นการออกแบบให้มี
ลักษณะเป็นสันนูนขึ้นมา เพื่อการตอบสนองและการส่งแรงที่ดุดัน



  ปุ่มด้านหน้าเป็นปุ่มกลมมากถึง 9 ปุ่ม แบ่งออกเป็นปุ่มตามแนวขอบทั้ง 2 ด้าน ฝั่งละ 4 ปุ่ม และมี
ปุ่มกลางฝ่าเท้าอีก 1 ปุ่ม  กระจายตัวอยู่ครอบคลุมเต็มพื้นที่สัมผัส  ลักษณะปุ่มทั้งหมดมีขนาดเท่าๆ กัน
และมีฐานพื้นที่ค่อนข้างหนา  จึงพอจะคาดการณ์ได้ว่าฟีลลิ่งการลงน้ำหนักของมิซูโน่ Morelia Zero
นั้นจะเป็นการลงน้ำหนักที่เต็มฝ่าเท้า และมีสมดุลเป็นอย่างมาก  ปุ่มกลมเช่นนี้จะช่วยทำให้ผู้เล่นสามารถ
ใช้เป็นจุดหมุนในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างราบลื่น ไร้อาการสะดุด

  ที่บริเวณหัวของชุดพื้นยังมีการเสริมหมุด ถึง 3 จุด  เพื่อยึดชุดพื้นให้เข้ากับโครงสร้างของตัวรองเท้า  
ไม่ใช่แค่การใช้กาวยึดในการประกอบเพียงอย่างเดียว  จึงมั่นใจได้ถึงความคงทน ทนทานแข็งแรงได้อย่าง
เต็ม 100%



  ปุ่มด้านหลังก็เช่นกัน  เป็นปุ่มกลมขนาดใหญ่จำนวน 4 ปุ่ม แบบดั้งเดิมแท้ๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง
แต่อย่างใด  มาพร้อมกับการเสริมหมุดยึดถึง 3 จุดเช่นกัน



  มิซูโน่ Morelia Zero พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ร้านตัวแทนจำหน่ายของมิซูโน่ทั่วประเทศ
โดยเฉพาะช็อปสาขาหลักของมิซูโน่ ที่สาขา Stadium One คุณผู้อ่านสามารถไปลองสวมใส่
ด้วยตัวเองได้แล้ว  ในราคาเพียง 8,900 บาท เท่านั้น

  สำหรับบทความรีวิว "Hand On!" ขอจบลงเพียงเท่านั้น  แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิว
ทดสอบการใช้งานภาคสนามของ มิซูโน่ Morelia Zero ที่จะมาพร้อมกับคำตอบว่ารองเท้า
รุ่นนี้มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรบ้าง  อดใจรออีกหน่อย...แล้วเราไปสัมผัสตัวตนความคลาสสิค
ของตำนานจากแดนปลาดิบไปด้วยกัน เร็วๆ นี้

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 17 มิถุนายน 2020 เวลา 22.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท มิซูโน่ (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com

 




"Hand On!" คิปสตา Agility 700 MG


"Hand On!" อาดิดาส Predator 20.1


"Hand On!"แพน Bravo Agilis