"Hand On!" ไนกี้ Magista Obra 2 "Play Fast, Think Fast"

  ตั้งแต่วันแรกที่ไนกี้เผยภาพหน้าตาของ Magista Obra 2 รองเท้ารุ่นโครตท็อปสายพันธุ์
คอนโทรลเจเนอเรชั่นล่าสุดออกมาอย่างเป็นทางการ  ก็ได้รับการพูดถึงจากบรรดานักฟุตบอล
ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว  จนกระทั่งถึงวันที่ตัวรองเท้าถูกเปิดผ้าคลุมพร้อมวางจำหน่ายอย่าง
เป็นทางใน  วันนี้ SiamBoots จะนำรองเท้ารุ่นดังกล่าวมีรีวิวเปิดฝากล่องให้ทุกท่านได้สัมผัส
และรู้จักกันว่า  รองเท้ารุ่นนี้มีรายละเอียดเบื้องลึกเป็นเช่นไร

  Magista Obra 2 ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญแห่งปี 2016 จากไนกี้  เพราะนับตั้งแต่
รองเท้าซีรี่ย์นี้..ที่ชื่อมีความหมายว่า “นักมายากลแห่งวงการฟุตบอล” ถูกเปิดครั้งแรกเมื่อ
กลางปี 2014 ในฐานะรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์แรกที่ใช้หุ้มข้อสูง  ก็ได้รับความนิยมและมีบทบาท
ในวงการฟุตบอลมาอย่างต่อเนื่อง

  จนกระทั่งถึงกำหนดการที่ต้องผลัดปลี่ยนเจเนอเรชั่นที่สองเมื่อกลางเดือนกรกฏาคม 2016
ที่ผ่านมา  จึงไม่แปลกเลย..ที่การเปลี่ยนแปลงในครั้งที่จะต้องได้รับการจับตามองจากบรรดา
นักฟุตบอลทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  การเปลี่ยนแปลงในเรื่องหน้าตา  และการพัฒนา
รายละเอียดทางเทคโนโลยีหรือจุดเด่น  นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อยสำหรับทีมงานของไนกี้



  ฟิล วู้ดแมน นักออกแบบผลิตภัณฑ์ของไนกี้ ฟุตบอล ได้อธิบายว่า “หลังจากที่เราได้ศึกษางานวิจัย
ด้านวิวัฒนาการและรูปร่างลักษณะต่างๆ ทำให้ผมเกิดสมมุติฐานว่าลักษณะความสากของบริเวณฝ่ามือ 
เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทางวิวัฒนาการที่ทำให้การจับวัตถุบนพื้นผิวที่เปียกลื่นสามารถจับกระชับ
ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ทำให้ผมมาคิดต่อยอดว่า ดังนั้นถ้าหากเราต้องการให้เท้าของมนุษย์
เอื้ออำนวยต่อการเล่นฟุตบอลให้ดีมากยิ่งขึ้น เราจะมีวิธีการอย่างไรบ้าง”
 



  หลังจากนั้นวู้ดแมนได้ทำงานร่วมกับทีมวิจัยผลิตภัณฑ์กีฬาของไนกี้ เพื่อค้นหาว่าส่วนไหนของ
บริเวณเท้า  ที่มีการตอบสนองในขณะที่เท้าสัมผัสลูกฟุตบอลได้ดีที่สุด โดยเขาได้นำข้อมูลจากลักษณะ
โครงสร้างของเท้ามนุษย์มาศึกษาร่วมกับแผ่นภาพแสดงความร้อนหรือ Heat map เพื่อวิเคราะห์ว่า มี
จุดใดของเท้าบ้างที่ไวต่อการตอบสนอง และสามารถเตะลูกบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนควบคุม
ลูกฟุตบอลได้เป็นอย่างดี ซึ่งวู้ดแมนยังได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาโครงสร้างรองเท้าเข้ากับเครื่องพิมพ์ 
3 มิติ เพื่อให้ได้รองเท้าที่มีรูปทรงที่ดีที่สุด โดยรูปทรงของรองเท้ามาจิสต้า 2 จะมีความแตกต่างจาก
มาจิสต้ารุ่นแรกในส่วนของพื้นผิวรองเท้า ซึ่ง วู้ดแมน ก็ได้อธิบายไว้เพิ่มเติมว่า “เราทำการออกแบบ
ตัวรองเท้าของมาจิสต้า 2 ให้มีความคล้ายคลึงกับรูปเท้าของมนุษย์มากที่สุด สำหรับพื้นผิวนั้นจะมีการ
ทำรอยบากและมีความนุ่มเสมือนผิวหนังที่จะทำให้ผู้สวมใส่สัมผัสถึงลูกบอลได้ดียิ่งขึ้น”




  พรีเซนเตอร์หลักที่ไนกี้ใช้สำหรับการโปรโมท Magista Obra 2 ในครั้งนี้  ไม่ใช่ อันเดรียส
อินิเอสต้า เหมือนเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แต่เปลี่ยนมาใช้ มาริโอ เกิทเซ่ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเยอรมันนี
มารับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งแทนที่  ส่วนบรรดานักเตะคนอื่นที่เคยโผล่หน้าโผล่ตามาโปรโมท
Magista Obra เจเนอเรชั่นแรก  ณ ตอนนี้ยังแทบไม่เห็นถูกนำเสนอออกสื่อฯ แต่อย่างใด  เพียงแต่
บรรดานักเตะทั้งหมดก็ยังคงสวมใส่ Magista Obra 2 ลงสนามแข่งขันเช่นเคย

  ในบทความนี้  SiamBoots จะนำเอารองเท้าฟุตบอลรุ่นสูงสุดในตระกูลอย่าง Magista Obra 2
มารีวิวแบบ Hand On! เปิดฝากล่องและทำความรู้จักกับตัวรองเท้ารุ่นนี้กันให้ลึกซึ้ง  ไปดูกันว่ารองเท้า
รุ่นนี้มีรายละเอียด ทั้งเรื่องของวัสดุ เทคโนโลยี แนวคิดการออกแบบ  รวมถึงความเปลี่ยนแปลงอะไร
ที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง 

  โดยรองเท้ารุ่นนี้เราได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการมาจาก บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา..และเป็นสื่อฯ เดี่ยวในประเทศไทยที่ได้รับสนับสนุนมาเพื่อการรีวิวแบบ
Full Review เช่นนี้   เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา..เราไปเปิดฝากล่องสีส้มของไนกี้  เพื่อยลโฉมกับเจ้า
Magista Obra 2 กันได้เลยครับ



  ทันทีที่เปิดฝากล่องรองเท้าขึ้น  ก็จะได้พบกับรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Magista Obra 2 ในสีเปิดตัว
ซึ่งมีรหัสสีสุดยาวว่า Volt/Black-Hyper Turq-Total Orange-Pink Blast ซึ่งเป็นสีในเฉด
เขียวมะนาว ตัดด้วยสีส้ม-แดง ตามแนวทางการออกแบบธีม Heat Mapping หรือแผนที่ความร้อน

  ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกนี้เลือกใช้เฉดสีแบบนี้ในการเปิดตัว Magista Obra 2 เนื่องจากไนกี้
ต้องการให้ทุกคน "ติดตา" ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีไฮไลท์ส่วนต่างๆ ของตัวรองเท้าตรงจุดไหนบ้าง  โดย
อ้างอิงว่าจะเป็นจุดที่เหมาะต่อการใช้งานหรือสัมผัสกับลูกบอลมากที่สุด  ตามรูปแบบการเล่นของ
นักเตะจอมเทคนิคหรือเพลย์เมกเกอร์นั่นเอง  ส่วนสีอื่นๆ หลังจากนี้ คงต้องติดตามกันต่อไป



  ภายในกล่องยังมีถุงใส่รองเท้าดีไซน์ในคอลเลคชั่นของ Magista โดยเฉพาะแถมมาให้ด้วย  
ถุงใส่รองเท้ามาในสีหลักเป็นสีเขียวสุดแสบตาแบบเดียวกับสีของตัวรองเท้าเลย  ตรงกลางถุงมีโลโก้
ชื่อซีรี่ย์สกรีนเอาไว้ในแนวนอน  สำหรับใครที่คุ้นเคยกันการใช้รองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาส
ของไนกี้อยู่แล้ว  ก็จะรู้ว่าถุงใส่รองเท้าแบบนี้นั้น ด้านในจะมีช่องซิปเล็กๆ  สำหรับใส่ลองจุกจิก
เพื่ออำนวยความสะดวกเวลาเราจะไปเตะฟุตบอล

  สำหรับ Magista Obra 2 สีเปิดตัวคู่นี้เป็น "Made in Vietnam" นะครับ  ซึ่งที่ผมได้รับ
สนับสนุนมานั้น  เป็นไซด์ 9.0 US, 8.0 UK, 42.5 EU และ 27.0 cm เล็กกว่ารองเท้าไซด์
ปกติที่ผมได้รับมารีวิวอยู่ครึ่งไซด์  ดั้งนั้นข้อมูลของน้ำหนักตัวรองเท้าที่จะเอาขึ้นเครื่องชั่งน้ำหนัก  
คงจะไม่สามารถนำไปเปลี่ยนเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่ผมรีวิวมาก่อนน่านี้ได้  เนื่องจากไซด์ไม่ตรงกัน  
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น..ผมจะลงข้อมูลเอาไวให้เห็นก็แล้วกันนะครับ

  เมื่อเอา Magista Obra 2 ขึ้นเครื่องชั่งน้ำหนัก  ปรากฏตัวเลขออกมาที่  202 กรัม/ข้าง หาก
ลองเปรียบเทียบน้ำหนักตัวกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่ผมเคยรีวิวมาก่อน (ไซด์ 27.5 cm) จะเป็นดังนี้...

   - อาดิดาส Messi 15.1 235 กรัม 
   - อาดิดาส ACE 15.1 หนังสังเคราะห์ 257.1 กรัม 
   - อาดิดาส X 15.1 หนังสังเคราะห์ 215.1 กรัม 
   - อาดิดาส X 15.1 หนังแท้ 230.2 กรัม
   - อาดิดาส adiPure 11Pro II 274 กรัม 
   - อาดิดาส Predator® Instinct 285 กรัม
   - อาดิดาส Nitrocharge II 1.0 233 กรัม
   - ไนกี้ Mercurial Superfly IV 199 กรัม  
   - ไนกี้ Mercurial Superfly V 188 กรัม  
   - ไนกี้ Mercurial Vapor X 180 กรัม 
   - ไนกี้ Magista Obra 205 กรัม
   - ไนกี้ Magista Opus 204 กรัม
   - ไนกี้ Hypervenom Phantom II 215 กรัม  
   - ไนกี้ Tiempo Legend V 245 กรัม  
   - ไนกี้ Tiempo Legend VI 250 กรัม  
   - พูม่า evoSpeed 1.4 205 กรัม 
   - พูม่า evoPower 1 218 กรัม 
   - พูม่า King 2013 252 กรัม

  จากข้อมูลจะเห็นว่า Magista Obra ไซด์ 27.5 cm นั้นมีน้ำหนักอยู่ที่ 205 กรัม/ข้าง  ทีนี้ผม
ได้ลองไปหาข้อมูลเปรียบเทียบไซด์มาตรฐานของ Magista Obra (27.0 cm) ก็ปรากฏตัวเลข
น้ำหนักออกมาราวๆ 204 กรัม/ข้าง  ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกันมากๆ จนแทบจะไม่รู้สึก  ดังนั้นถ้าจะให้
สรุปเรื่องน้ำหนักตัวรองเท้าระหว่างเจเนอเรชั่นใหม่นี้ กับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  คงต้องบอกว่าไม่มีความ
แตกต่างกันเป็นนัยสำคัญแต่อย่างใด



  ไนกี้ Magista Obra 2 เป็นรองเท้าเพียงรุ่นเดียวในซีรี่ย์นี้  ที่ใช้วัสดุด้ายถักฟลายนิต (Flyknit)
มาผลิตเป็นวัสดุหน้าผ้าและตัวรองเท้าทั้งหมด  ใช้เทคนิคการถักทอจากเส้นด้ายเพียงเส้นเดียว  เพื่อ
ให้ตัวรองเท้าไร้รอยต่อ  ส่งผลให้ตัวรองเท้าสามารถเข้ารูปและกระชับตามลักษณะรูปเท้าของผู้เล่น
ได้อย่างหลากหลาย

  เพียงแต่วัสดุด้ายถักฟลายนิตที่กล่าวถึงนั้น..จะเป็นวัสดุหลักชั้นกลางของตัวรองเท้า  เพราะชั้นในสุด
ที่สัมผัสกับเท้าของผู้เล่น  พบว่าไนกี้ได้บุวัสดุคล้ายนวมนุ่มๆ ชิ้นบางๆ เอาไว้ด้วย  เพื่อช่วยเพิ่มความ
กระชับเท้าและให้สัมผัสที่นุ่มนวนขึ้นมาอีกนิด



  ก่อนที่ผิวสัมผัสด้านนอกสุด..จะมีการเสริมวัสดุไนกี้สกิน (Nike Skin) เอาไว้ด้วย  เพียงแต่วัสดุ
ไนกี้สกินนั้นจะมีลักษณะบางมากๆ  มีหน้าที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการสัมผัสกับผิวลูกฟุตบอล  รวมถึง
สร้างความยืดหยุ่นกระชับเท้าให้กับตัวรองเท้าในภาพรวม  รวมถึงยังช่วยปกป้องเส้นด้ายฟลายนิต
ให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น  และป้องกันการซึมผ่านของน้ำเข้าไปด้านในตัวรองเท้า  ดังนั้น..จึง
หมายความว่าผู้เล่นสามารถใช้งาน Magista Obra 2 ลงเล่นได้ทุกสภาวะอากาศนั่นเอง   



  แต่ไฮไลท์อย่างนึงที่เกิดขึ้นกับ Magista Obra 2 นั่นก็คือการดีไซน์สีแบบ Heat Mapping
ดั่งที่เห็น  จากข้อมูลและแนวคิดที่ไนกี้ได้นำเสนอออกมานั้น..บอกว่าพวกเขาต้องการจะไฮไลท์ให้
เห็นว่าพื้นที่บริเวณใดที่ถูกออกแบบมาเพื่อการสัมผัสบอลเป็นพิเศษ



  ซึ่งตรงนี้จะสอดคล้องกับการออกแบบรายละเอียดของผิวสัมผัสแบบ 3 มิติ  ที่เห็นเป็นพื้นผิวขรุขระ
และไม่เรียบ  เพื่อให้หน้าสัมผัสของตัวรองเท้าสามารถสร้างแรงเสียดทาน  ช่วยดึงดูดและควบคุม
ลูกฟุตบอลได้อย่างติดเท้า  โดยส่วนที่เป็น Heat Mapping สีแดงเข้มที่สุด  จะมีความแตกต่างระหว่าง
ผิวสัมผัสลึกถึง 4.5 มิลลิเมตร ไม่เพียงแค่ให้เกิดแรงเสียดทานในจังหวะการสัมผัสบอลมากที่สุด
เท่านั้น  แต่โครงสร้างดังกล่าวจะทำหน้าที่ที่เรียกว่า Damping Area หรือส่วนที่จะยุบตัวเพื่อช่วย
ผ่อนแรงปะทะ  ทำให้การคอนโทรลบอลนั้นทำได้นุ่มเท้ายิ่งขึ้นไปอีก





  ลักษณะรูปทรงตัวรองเท้าของ Magista Obra 2 นั้น  ค่อนข้างจะมีทรงหลังเท้าที่สูงและโปร่งขึ้น
กว่ารุ่นเก่าเล็กน้อย  น่าจะรองรับกับผู้เล่นที่มีลักษณะหลังเท้านูนขึ้นมาได้ง่ายขึ้น  ส่วนดีไซน์ของฝั่ง
ข้างเท้าด้านนอก  จะมีโลโก้ไนกี้แบบสกรีนด้วยวัสดุพอลีเฟล็กซ์ไว้ที่บริเวณครึ่งหลัง  โดยครึ่งหน้านั้น
จะเป็นการลงสีแบบ Heat Mapping ที่เน้นให้เห็นบริเวณที่ถูกออกแบบมาเพื่อการสัมผัสบอลโดยเฉพาะ

  ฝั่งข้างเท้าด้านใน..โลโก้ไนกี้ขนาดเล็กจะถูกขยับไปไว้ที่ด้านท้ายสุด  เนื่องจากพื้นที่ข้างเท้าด้านใน
ตลอดแนวถูกไฮไลท์ให้เป็นพื้นที่สีแดงเข้มดั่งที่เห็น  เอาไว้ใช้สำหรับการสัมผัสจับบอลและแปส่งบอล
เต็มพื้นที่ตลอดแนวไปเลย   

  จากมุมมองของภาพด้านบน  จะเห็นว่าตัวรองเท้ามีโครงสร้างของเส้นใยเหล็กกล้า หรือบริโอ้ เคเบิ้ล
(Brio cable)
ที่เห็นลักษณะเป็นเส้นแนวตั้ง ตลอดแนวข้างเท้า  มีหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักให้กับ
ตัวรองเท้ามีรูปทรง   และเพื่อผู้เล่นดึงกระชับแนวร้อยเชือกให้แน่น  แรงดึงกระชับจะถูกส่งผ่านมาตาม
เส้นใยพวกนี้  ทำให้ข้างเท้าสามารถกระชับกับเท้าของผู้เล่นได้อย่างแน่นหนา



  สำหรับรองเท้าระดับโครตท็อปรุ่นนี้..แน่นอนว่าไนกี้ไม่พลาดที่จะให้เทคโนโลยี All Conditions
Control
หรือ ACC ติดมาบนผิวสัมผัสรอบตัวรองเท้าของ Magista Obra 2 ด้วย  เพื่อทำให้
ผิวสัมผัสของรองเท้ารุ่นนี้มีประสิทธิภาพในการดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น  แม้ในยามฝนตก
หรือผิวสัมผัสเปียกน้ำ  โดยมีโลโก้ประทับเอาไว้ที่บริเวณข้อเท้าฝั่งด้านในอย่างชัดเจน

  ในเรื่องประสิทธิภาพของ ACC นั้น  ได้เป็นที่ยอมรับในปัจจุบันและผ่านการพิสูจน์การใช้งานมาหลาย
เจเนอเรชั่นของรองเท้าฟุตบอลแต่ละซีรี่ย์  เพียงแต่จะถูกจำกัดเอาไว้เฉพาะรองเท้าระดับท็อปคลาสขึ้นไป
เท่านั้น  นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประสิทธิภาพที่จะช่วยทำให้ผู้เล่นที่เลือกใช้งาน Magista Obra 2 สามารถ
กุมความได้เปลี่ยนคู่แข่งได้ทุกสภาวะอากาศ  โดยเฉพาะเมื่อสนามเปียกหรือฝนตก  คุณจะเป็นคนที่ยัง
สามารถควบคุมทุกอย่างได้ด้วยรองเท้ารุ่นนี้เหมือนเดิม



  มุมมองด้านหน้าของไนกี้ Magista Obra 2 จะสังเกตได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีแนวร้อยเชือกเอียงเข้า
หาข้างเท้าด้านในเล็กน้อย  กลายเป็นการเปิดพื้นที่สัมผัสบริเวณฝั่งข้างเท้าด้านนอกให้มากขึ้นอีกหน่อย  
สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบ Heat Mapping ดั่งที่ได้กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น



  เชือกรองเท้าที่ไนกี้ให้มากับ Magista Obra 2 นั้นจะเป็นเชือกรองเท้าแบบเส้นหนา  มีความกว้าง
เท่ากันตลอดเส้น  เนื้อผ้าของเส้นเชือกไม่นิ่มหรือไม่แข็งจนเกินไป  เรียกได้ว่าเชือกรองเท้าเป็นสเป็ค
เดียวกันกับของ Magista Obra ทุกประการ  ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยใช้..พบว่าเชือกรองเท้า
แบบนี้  สามารถผูกปมเชือกให้แน่นหนาได้ในระดับนึง  แต่ถ้าจะไม่ให้หลุดหรือคลายตัวง่ายๆ เลย
จำเป็นต้องดึงกระชับและมัดปมเชือกให้แน่นเป็นพิเศษ

  บริเวณพื้นที่หลังเท้าของรองเท้ารุ่นนี้  เป็นวัสดุด้ายถักฟลายนิตที่มีความยืดหยุ่น  สามารถยืดขยาย
ออกได้ตามลักษณะหลังเท้าของผู้เล่น  ชิ้นส่วนตรงนี้จะมีความหนาพอสมควร  มีผลให้การสัมผัสบอล
บริเวณหลังเท้ารู้สึกหนาและนุ่มมากกว่าการสัมผัสบอลบริเวณอื่นๆ ที่เป็นหน้าสัมผัส เล็กน้อย  



  เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายของ Magista Obra 2 ก็ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นแบบภายใน
(Internal Heel Counter) โดยใช้วัสดุพลาสติกแข็งฝังเอาไว้ในแนวของส้นรองเท้า  ในระดับ
ความสูงประมาณ 1 ใน 3 ของความสูงทั้งหมด  ความแข็งของเกราะส้นเท้าชุดนี้จัดอยู่ในระดับ
ปานกลาง  อาจจะปกป้องได้ไม่แข็งแรงเท่ากับหุ้มส้นด้ายนอกเหมือน Magista Obra แต่สิ่งที่เห็น
ได้ชัดก็คือความเทอะทะที่ลดลงไป  ทำให้ส้นเท้าของรองเท้ารุ่นนี้ดูเพรียวบางยิ่งขึ้น



  ดีไซน์ของบริเวณแนวเกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวาย  ยังมีการสกรีนโลโก้ชื่อ Magista
ในแนวตะแคง   ประทับเอาไว้ที่บริเวณส้นเท้าดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน  เหมือนกันกับเจเนอเรชั่นเก่า
ทุกประการ



  ไดนามิค ฟิต คอลลาร์ (Dynamic Fit Collar) หรือ "หุ้มข้อสูง" ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง
ของรองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อปจากค่ายไนกี้ในปัจจุบัน  โดยหุ้มข้อสูงนั้นผลิตจากวัสดุด้ายถัก
ฟลายนิต   มีความหนา ทนทานและยืดหยุ่นได้อย่างยอดเยี่ยม  มันถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความกระชับ
บริเวณข้อเท้าให้กับผู้เล่น  ทำให้ผู้เล่นได้ฟีลลิ่งเสมือนว่าข้อเท้าของตัวเองถูกกลืนรวมเข้าไปกันรองเท้า
เพื่อให้การเคลื่อนไหวระหว่างข้อเท้ากับตัวรองเท้านั้นเป็นไปได้ทิศทางเดียวกันได้รวดเร็วขึ้น

  แม้ว่า "หุ้มข้อสูง" จะไม่ใช่อะไรใหม่ในรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Magista Obra แต่อย่างใด  แต่ใน
เจเนอเรชั่นนี้..ไนกี้ได้ออกแบบ "หุ้มข้อ" ให้แตกต่างไปจากโฉมเก่าอย่างชัดเจน  ซึ่งถือเป็นไฮไลท์
อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับ Magista Obra 2



  โดยไนกี้ต้องการที่จะเพิ่มความยืดหยุ่น  รวมถึงความอิสระในการเคลื่อนที่ของข้อเท้าให้มากขึ้น 
เพื่อเพิ่มความสบายและเติมเต็มรูปแบบการเคลื่อนที่ของผู้เล่นสไตล์เพลย์เมกเกอร์ที่มักจะต้องเคลื่อนที่
ไปทั่วทั้งสนาม  หมุนตัวหรือเปลี่ยนทิศทางการวิ่งแบบ 360 องศาอยู่บ่อยครั้ง 



  ด้วยการออกแบบหุ้มข้อให้ลักษณะโค้ง  เพื่อเปิดองศาการเคลื่อนที่บริเวณข้อพับด้านในของข้อเท้า
และบริเวณแนวเอ็นร้อยหวายให้มากขึ้น  รวมถึงการออกแบบให้มีส่วนเว้าด้านในเพื่อรองรับกับ
“ตาตุ่ม” ดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน  ทำให้ข้อเท้าของผู้เล่นมีอิสระในการเคลื่อนที่มากขึ้น  และยังเป็น
การเพิ่มความสบายในการสวมใส่  ออกมาเพื่อตอบโจทย์กับผู้ที่เคยใช้งานหุ้มข้อแบบเก่าและรู้สึกอึดอัด
ไม่สบายข้อเท้า  ให้กลับมาลองใช้งานหุ้มข้อของ Magista Obra 2 อีกครั้ง



  หุ้มส้นด้านในของ Magista Obra 2 ยังได้เปลี่ยนจากวัสดุหน้าสัมผัสยาง  มาเป็นวัสดุหน้าสัมผัส
แบบกำมะหยี่ที่มีความฝืดมากขึ้นกว่ากันอย่างชัดเจน  เพื่อให้หุ้มส้นสามารถจับกับส้นเท้าของผู้เล่น
ได้แน่นสนิทมากขึ้น  แต่วัสดุบุนุ่มด้านในยังคงมีมาให้ในระดับปานกลางเหมือนเคย  สัมผัสอาจจะไม่ได้
หนานุ่มมากนัก  คงต้องลองใช้งานกันดูก่อนว่าจะมีปัญหาเรื่องกัดส้นเท้ามากน้อยแค่ไหน



  แผ่นรองพื้นด้านในสามารถถอดแยกออกมาได้ตามปกติเช่นเคย  แต่แน่นอนว่าด้วยรูปทรงและลักษณะ
ของตัวรองเท้าที่เป็นแบบหุ้มข้อสูง  ทำให้การใส่หรือการถอดแผ่นรองพื้นอาจจะลำบากนิดหน่อย

  ผิวหน้าสัมผัสด้านบนเป็นหน้าผ้าไนล่อนตามปกติที่ไนกี้ใช้ประจำ  ลองสัมผัสดูแล้วไม่ได้รู้สึกฝืดมาก
หรือลื่นจนเกินไป  ที่ส้นเท้าสกรีนโลโก้เอาไว้ดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน



  เมื่อลองสำรวจดู..พบว่าไนกี้ได้นำเอาวัสดุ Poron ซึ่งเป็นวัสดุที่สามารถช่วยรองรับและผ่อนแรง
กระแทกได้เป็นอย่างดี  กลับมาใช้ที่บริเวณส่วนส้นเท้าและฝ่าเท้าด้านหน้าของแผ่นรองพื้นรองเท้ารุ่นนี้
อีกครั้ง  (แผ่นรองพื้นของ Magista Obra เจเนอเรชั่นที่แล้ว  ไม่มีส่วน Poron)  ซึ่งเป็นการการันตี
ได้ระดับหนึ่งแล้วว่ารองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดคู่นี้..จะมีประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม
ได้ดีกว่ารุ่นเก่า

ทั้งนี้ทั้งนั้น..ยังพบว่าโครงสร้างหลักของแผ่นรองพื้นนั้นทำจากวัสดุโฟม EVA ฉีดขึ้นรูปมีความหนา
พอสมควร  เมื่อได้ลองออกแรงกดกระทำดู  ปรากฏว่าเนื้อโฟมสามารถตอบสนองต่อแรงกดได้ทันที 
และคืนตัวกลับได้ดีมาก  ไม่ใช่อารมณ์นุ่มนิ่มแบบแผ่นรองพื้นของ Mercurial SuperFly V แต่เป็น
อารมณ์ที่เด้งและนุ่มมากกว่าค่อนข้างชัดเจน



  สุดท้ายนี้เราพลิกมาสำรวจรายละเอียดกันที่ชุดพื้นช่วงล่างและปุ่มแบบ FG ของ Magista Obra 2 กันดีกว่าครับ

  เรื่องแรกที่จะพูดถึงก็คือเรื่องของวัสดุและการออกแบบ  จากข้อมูลระบุว่าไนกี้เลือกใช้วัสดุพลาสติก
ชนิดคอมโพสิท โดยมีวัสดุหลักเป็นพลาสติก Pebax ที่ถูกเสริมแรงด้วยเส้นใยไนล่อน (Nylon)
แบบเดียวกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แต่เริ่มมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นตอนที่เปิดตัว Mercurial SuperFly V
โดยวัสดุคอมโพสิทชนิดนี้มีคุณสมบัติหลักๆ เลยคือ "เบา" และมีความทนทาน มีความยืดหยุ่นและยัง
สามารถให้แรงดีดกลับได้ดีเมื่อมันงอตัว  

  เพียงแต่ตอนที่ไนกี้เปิดตัว Mercurial SuperFly V แล้วให้ข้อมูลว่าชุดพื้นแบบใหม่ช่วยให้
น้ำหนักของชุดพื้นลดลงประมาณ 40-60 กรัม  แต่สำหรับรองเท้ารุ่น Magista Obra 2 นั้นจะ
ไม่มีผลอะไรเมื่อเปรียบเทียบกับโฉมเก่า เพราะตอนโฉมเก่า..ก็ได้ใช้วัสดุชนิดนี้มาทำชุดพื้นแล้วนั่นเอง



  ในเรื่องของดีไซน์..พบว่าไนกี้ออกแบบให้ชุดพื้นของ Magista Obra 2 มีกราฟฟิกแบบ 3 มิติ
โดยสังเกตได้จากภาพด้านบนว่าชุดพื้นบริเวณช่วงกลาง  ถัดไปจนถึงช่วงส้นรองเท้านั้น  จะมีลวดลาย
ฝังตัวอยู่ด้านใน   เรียกว่าเป็นการออกแบบที่ช่วยให้ชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้ "ดูแพง" ขึ้นมาได้อีก

  ส่วนลักษณะชุดพื้นและฐานปุ่มนั้น  มีจุดเด่นด้วยการออกแบบให้ชุดพื้นช่วงกลางนั้นมีลักษณะกว้าง
เพื่อให้รองรับการลงน้ำหนักของผู้เล่นได้เต็มฝ่าเท้ามากขึ้นเล็กน้อย  โครงสร้างการส่งแรงระหว่าง
ชุดพื้นหน้า-หลัง  ถูกออกแบบให้มีสันนูนขึ้นมาทางฝั่งข้างเท้าด้านนอก  มีลักษณะหนาและแข็ง
น่าสนใจไม่น้อยว่าจะช่วยให้บุคลิกการเคลื่อนที่หรือการสปรินซ์ของชุดพื้น  แตกต่างไปจากรุ่นเก่า
มากน้อยแค่ไหน  อันนี้คงต้องไว้ตอนรีวิวทดสอบการใช้งานกันอีกที  

สำหรับรูปแบบปุ่มของ Magista Obra 2 ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด  ภายใต้เทคโนโลยีการออกแบบ
ที่เรียกว่า FEA (Finite Element Analysis)  ซึ่งเป็นการวิเคราะห์รูปแบบการลงน้ำหนักและ
การยึดเกาะในเชิงวิทยาศาสตร์  ก่อนที่จะนำเอาข้อมูลมาออกแบบรูปแบบแนววางปุ่มใหม่ให้กับรองเท้า
รุ่นนี้  โดยตามแนวคิดของไนกี้นั้น..ต้องการให้รองเท้ารุ่นนี้มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นสนาม
ที่ยอดเยี่ยม  และยังต้องตอบโจทย์นการเปลี่ยนทิศทางแบบรอบทิศ  เพื่ออิสระในการเคลื่อนที่ตามรูปแบบ
การเล่นของนักเตะกองกลางจอมเทคนิคหรือเพลย์เมกเกอร์  ที่ต้องเคลื่อนที่ขึ้นลงและมีส่วนร่วมกับ
เพื่อนร่วมทีมตลอดเวลา

ผลลัพธ์ที่ออกมา..คือการออกแบบปุ่มแนววงกลมที่บริเวณอุ้งเท้าใกล้กับโคนนิ้วโป้ง  ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เล่น
ต้องลงน้ำหนักมากที่สุดในจังหวะการเคลื่อนที่  การกลับตัวหรือการเปลี่ยนทิศทาง  รายละเอียดตรงนี้
หากมองเผินๆ จะคล้ายกับรูปแบบปุ่มของ CTR 360  แต่ถ้ามองในรายละเอียดที่ลึกลงไปกว่านั้น  จะ
พบว่าไนกี้เลือกใช้ทรงปุ่มแบบเชฟรอน  ซึ่งปลายปุ่มมีความคม  เพื่อช่วยให้การยึดเกาะพื้นสนามทำได้ดี
กว่าปุ่มทรงเหลี่ยมหนาๆ แบบที่เคยใช้กับ CTR 360 


  โดยปุ่มทรงเชฟรอนจำนวน 4 ปุ่มจะวางตัวรวมกันเป็นรูปวงกลม  หากอ้างอิงจากภาพด้านบนนั้น
คือปุ่มที่มีปลายปุ่มสีส้มจำนวน 3 ปุ่ม  และปุ่มตรงกลางอีก 1 ปุ่มที่เป็นวัสดุใส  แต่ปุ่มจะสั้นมากที่สุด
สาเหตุที่ไนกี้เลือกใช้ปุ่มตรงกลางฝ่าเท้าให้สั้นมากๆ จนอาจจะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการลงน้ำหนัก
เลย  ก็เพื่อไม่ให้ปุ่มตำแหน่งนี้มาแย่งการลงน้ำหนักของปุ่มทรงครึ่งวงกลมที่อยู่บริเวณขอบรองเท้า
ด้านนอก

  นั่นหมายความว่า..ในจังหวะที่ผู้เล่นต้องการจะสปรินซ์ หรือสับขาหรอก หรือต้องการใช้งานปุ่ม
ตรงบริเวณข้างเท้าด้านนอกเพื่อการเคลื่อนที่ฉีกออกไปทางซ้ายหรือทางขวา ผู้เล่นจะสามารถลง
น้ำหนักที่ปุ่มตามแนวขอบรองเท้าด้านนอกได้อย่างเต็มที่  ไม่ต้องรู้สึกว่าถูกปุ่มตรงกลางฝ่าเท้ามา
คอยค้ำ  ซึ่งอาจจะลดประสิทธิภาพการยึดเกาะหรือให้พูดง่ายๆ ก็คือเกะกะในการยึดเกาะนั่นเอง

  โดยปุ่มตามแนวขอบนอกนั้น ได้ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมนั้น  ไนกี้ได้ให้
ข้อมูลว่าปุ่มดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ในการยึดเกาะพื้นสนามได้ลึกขึ้นและให้การสปรินซ์ออกตัวทำได้
อย่างรวดเร็วและแม่นยำ



  ส่วนปุ่มด้านหลังของไนกี้เป็นปุ่มทรงครึ่งวงกลมเช่นเดียว  มีทั้งหมด 4 ปุ่มตามมาตรฐาน  ซึ่งปุ่ม
ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมากไปกว่าปุ่มที่อยู่ด้านหน้าเลย  การลงน้ำหนักแบบเต็มๆ ส้นเท้า
อาจจะไม่ได้เหมาะกับปุ่มลักษณะเช่นนี้  แต่ในทางตรงกันข้าม..ปุ่มขนาดเล็กที่ส้นเท้าจะช่วยทำให้
ผู้เล่นออกตัวเคลื่อนที่ต่อเนื่องจากการลงน้ำหนักส้นเท้าได้เร็วขึ้น  ยึดเกาะได้ดี  แต่ไม่เน้นการทิ้ง
น้ำหนักที่ส้นเท้าเหมือนกับรองเท้ารุ่นที่มีปุ่มด้านหลังขนาดใหญ่



  หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับรองเท้าฟุตบอลไนกี้ รุ่น Magista Obra 2 กันไปเรียบร้อยแล้ว  
เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  รวมถึงข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ  น่าจะทำให้คุณผู้อ่านหลายๆ ท่าน  
มีความสนใจในตัวรองเท้ารุ่นนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน  แต่ในแง่ของการใช้งานจริง..รองเท้ารุ่นนี้จะ
แสดงประสิทธิภาพ หรือจุดเด่นออกมาได้ดีสมกับที่ไนกี้นำเสนอออกมาได้มากน้อยแค่ไหน  อีกไม่นาน
ผมจะทำรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ออกมาให้ทุกท่านได้ติดตามกันอย่างแน่นอน

  แต่สำหรับใครที่อยากจะเป็นเจ้าของ Magista Obra 2 และสัมผัสกับประสบการณ์ที่รองเท้ารุ่นนี้
จะมอบให้กับคุณในตอนนี้  วันนี้ท่านสามารถไปลองสัมผัสหรือจับจองเป็นเจ้าของ Magista Obra 2
ได้แล้วที่ร้าน อาริ ฟุตบอล คอนเซ็ป สโตร์ หรือถ้าจะสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ง่าย สะดวกและรวดเร็ว  
คุณผู้อ่านสามารถเข้าไปเลือกซื้อที่เว็บไซด์ Messisport.com (คลิก) โดยราคาจำหน่ายอย่างเป็น
ทางการที่ไนกี้ตั้งเอาไว้ที่ 10,000 บาท เท่ากันกับ Mercurial SuperFly V นั่นเอง

ขอขอบพระคุณ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Magista Obra 2


   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 3 สิงหาคม 2016 เวลา 23.00 น. ***

   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"


   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com

 



"Testing!" ไนกี้ Mercurial SuperFly V


"Hand On!" ไนกี้ Hypervenom Phinish
"SPARK BRILLIANCE"


"Hand On!" ไนกี้ Mercurial SuperFly V