"Hand On!" ไนกี้ Mercurial SuperFly VI - "Engineered for Speed"

  ไนกี้เปิดตัวเจเนอเรชั่นล่าสุดของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็ว “Mercurial” ออกมาอย่างยิ่งใหญ่ 
เรียกได้ว่าเป็นการหยุดวงการรองเท้าฟุตบอลทั่วโลกให้หยุดนิ่ง แล้วหันมาสนใจที่ Mercurial XII
อย่างไม่อาจปฏิเสธได้  แถมยังกินเวลานานร่วมเดือน  และดูเหมือนว่าความร้อนแรงในรองเท้ารุ่นนี้
จะยังมีทีท่ากินเวลาล่วงเลยต่อไปอย่างไม่มีใครบอกได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่



  Mercurial คือซีรี่ย์รองเท้าฟุตบอลที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการเปลี่ยนหน้าตา
และอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่ๆ มาอย่างยาวนานถึง 20 ปี  จนเข้าสู่เจเนอเรชั่นที่ 12 อย่างเป็นทางการ
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  แม้ว่าในทุกๆ การเปลี่ยนโฉมของ Mercurial นั้น  ตัวรองเท้าจะมี
อะไรใหม่ๆ ออกมาเรียกกระแสตอบรับจากแฟนๆ อยู่เสมอ  แต่ครั้งนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Mercurial
XII
ซึ่งมีรองเท้ารุ่นโปรโมทคือ Mercurial SuperFly VI Elite และ Mercurial Vapor XII
Elite
นั้นถูกพัฒนาให้เป็นอาวุธด้านความเร็วที่เหนือชั้นกว่าเดิม  จนสร้างกระแส Mercurial ฟีเว่อร์
ให้กลับมาได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้



  ภาพโปรโมทที่เห็นกันนับครั้งไม่ถ้วน  ในช่วงที่ไนกี้ปล่อยภาพเปิดตัวรองเท้าสายพันธุ์ความเร็วรุ่นใหม่
ก็คือการนำภาพบรรดาพรีเซนต์เตอร์หลักแต่ละคน  มาคาดตาด้วยสัญลักษณ์ Mercurial ที่เห็นเป็นหน้า
ของเสื้อชีตาร์ปรากฏอยู่  ซึ่งเป็นที่มาที่ไปและแรงบันดาลใจในการออกแบบรองเท้าโฉมใหม่ในครั้งนี้

  โดยทีมพัฒนารองเท้าฟุตบอลของไนกี้ ได้ให้ข้อมูลว่า เสื้อชีตาร์ คือสัตว์บกที่มีความเร็วที่สุดในโลก
เป็นสัตว์ที่มีขาที่แข็งแรง และมีเขี้ยวเล็บที่ธรรมชาติสร้างมาให้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วว่องไว
ซึ่งเป็นจุดสำคัญต่อการออกแบบโครงสร้างชุดพื้นแบบใหม่ให้กับ Mercurial SuperFly VI Elite
และ Mercurial Vapor XII Elite รองเท้าระดับสูงสุดในซีรี่ย์ 

  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา  ในบทความนี้.. SiamBoots จะมารีวิวเปิดฝากล่อง “Hand On!”
พร้อมพาทุกท่านมาร่วมสัมผัสกับ ไนกี้ Mercurial SuperFly VI Elite รองเท้ารุ่นสูงสุด
ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี  ทั้งการออกแบบและวิวัฒนาการแบบจัดเต็ม  ไปดูกันว่ามีความเปลี่ยนแปลง
อะไรเกิดขึ้นบ้าง  หรือมีรายละเอียดตรงไหนที่ไนกี้เน้นโปรโมทออกมาเพื่อบรรยายถึงสรรพคุณในตัว
ของรองเท้ารุ่นที่ตอนนี้กลายเป็นที่หมายปองต้องตาของบรรดานักฟุตบอลทั่วโลก

  หากพร้อมกันแล้ว..เราไปลุยกันได้เลยครับ..



  แม้ว่าจะเป็นรองเท้ารุ่นสูงสุดค่าตัว 5 หลัก  แต่ Mercurial SuperFly VI Elite ยังคงถูกบรรจุมา
ในกล่องรองเท้าสีส้มแบบปกติของไนกี้  เนื่องจากรองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าเวอร์ชั่นที่ผลิตออกมาวางจำหน่าย
แบบปกติทั่วไป  ไม่ใช่รองเท้าเว่อร์ชั่นพิเศษที่เป็นลิมิเต็ด อิดิชั่น ไนกี้จึงยังเลือกใช้กล่องรองเท้าสีส้มแบบที่
เราคุ้นเคยกันดี..บรรจุรองเท้ารุ่นนี้มา


  
  ด้านในกล่องเราจะได้พบกับ Mercurial SuperFly VI Elite สีส้มที่ใช้เปิดตัวในเจเนอเรชั่นนี้ 
มีรหัสสีตามที่ไนกี้ระบุเอาไว้ว่า Total Orange/Black เป็นเฉดสีคล้ายคลึงกับสีเปิดตัว Mercurial
Vapor IV
 แตกต่างจากเฉดสีส้มมะม่วง (Mango Orange) อยู่เล็กน้อย



  ถุงใส่รองเท้าดีไซน์เฉพาะตัวเข้าคู่กับ Mercurial SuperFly VI Elite ด้วยสีส้มในเฉดเดียวกัน
มีโลโก้ตัว "M" ของ Mercurial ขนาดใหญ่พิมพ์เอาไว้ด้านหน้า  นอกจากนั้นยังมีข้อความสโลแกน
ที่ไนกี้พิมพ์เอาไว้ว่า "Mercurial - Engineered for Speed" อยู่อีกด้วย



  อย่างไรก็ตาม..งานนี้อาจจะขัดใจบรรดาคนนิยมรองเท้าพิมพ์ยุโรปอยู่บ้าง เพราะ Mercurial
SuperFly VI Elite
คู่นี้ที่ผมได้รับการสนับสนุนมา และเป็นล็อตเดียวกันกับที่วางจำหน่ายที่ร้าน
ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเรา นั้นเป็น Made in China

  น้ำหนักตัวของรองเท้ารุ่นนี้ตามไซส์มาตรฐาน อยู่ที่ 198.4 กรัม/ข้าง  หากลองเปรียบเทียบ
ข้อมูลกับรองเท้าฟุตบอลแบรนด์อื่นๆ ที่เราเคยรีวิวไป เป็นดังนี้ :

  - อาดิดาส Messi 15.1 235 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 15.1 หนังสังเคราะห์ 257.1 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 16.1 หนังสังเคราะห์ 196 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 17.1 220 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 17+ Pure Control 245 กรัม 
  - อาดิดาส X 15.1 หนังสังเคราะห์ 215.1 กรัม 
  - อาดิดาส X 15.1 หนังแท้ 230.2 กรัม
  - อาดิดาส adiPure 11Pro II 274 กรัม 
  - อาดิดาส Predator® Instinct 285 กรัม
  - อาดิดาส Predator 18.1 220 กรัม
  - อาดิดาส Nitrocharge II 1.0 233 กรัม
  - มิซูโน่ Rebula V1 Japan 226.8 กรัม
  - มิซูโน่ Ignitus IV 235.3 กรัม
  - ไนกี้ Mercurial Superfly IV 199 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Superfly V 188 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Vapor X 180 กรัม 
  - ไนกี้ Magista Obra 205 กรัม
  - ไนกี้ Magista Obra II 205 กรัม
  - ไนกี้ Magista Opus 204 กรัม
  - ไนกี้ Hypervenom Phantom II 215 กรัม  
  - ไนกี้ Hypervenom Phantom III DF 195 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend V 245 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend VI 250 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend VII 205 กรัม  
  - พูม่า evoSpeed 1.4 205 กรัม 
  - พูม่า evoPower 1 218 กรัม 
  - พูม่า King 2013 252 กรัม
  - แพน Viper King Microfiber Map3D 190 กรัม
  - แพน Viper King Semi Kangaroo 210 กรัม



  ซึ่งไปๆ มาๆ แล้วดูเหมือนว่า Mercurial SuperFly VI Elite จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจาก
เจเนอเรชั่นที่แล้วอยู่เล็กน้อย  แต่โดยรวมแล้วยังอยู่ในพิกัดที่ต่ำกว่า 200 กรัม/ข้าง  ซึ่งเป็นเกณฑ์
ที่ไนกี้ควบคุมมาตั้งแต่ Mercurial SuperFly IV แล้ว  ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นน้ำหนักรองเท้าที่มี
ความเบา กำลังดี ไม่เบาจนเกินไป  ส่งผลให้การเล่นฟุตบอล ทั้งการควบคุม การยิง หรือการส่งบอล
นั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กันด้วย



  วัสดุด้ายถักฟลายนิต (Flyknit) ยังคงถูกนำมาใช้ผลิตเป็นวัสดุหน้าผ้าและตัวรองเท้าให้กับ
Mercurial SuperFly VI Elite ผ่านการขึ้นรูปและถูกทอแบบไร้รอยต่อ  เพื่อให้ตัวรองเท้า
สามารถกระชับเข้ากับรูปเท้าของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดีที่สุด  ตัวรองเท้าทุกจุดมาพร้อมกับเทคโนโลยี
เคลือบผิว All Condition Control หรือ ACC  ทำให้ผิวหน้าสัมผัสยังสามารถควบคุมลูกฟุตบอล
ได้ดีแม้ในสภาวะที่เปียกน้ำ  ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ได้รับการยอมรับมายาวนานกว่า 5 ปี 
และที่สำคัญคือ..ไนกี้ยังคงให้ ACC เฉพาะรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสเท่านั้น



  ถ้าแค่นั้น..คงจะเป็นเหมือนกับ Mercurial SuperFly  เจเนอเรชั่นที่ผ่านๆ มา  เพราะสิ่งที่ไนกี้พัฒนา
ให้กับ Mercurial SuperFly VI Elite ก็คือการเปลี่ยนจากการเคลือบผิว ACC บนชั้นบนของผิว
อัพเปอร์หลังจากขึ้นรูปเป็นตัวรองเท้าเสร็จ  มาเป็นการเคลือบ ACC ลงไปตั้งแต่กระบวนการผลิต
เส้นด้ายฟลายนิต
  จากนั้นค่อนนำเอาฟลายนิตที่ถูกเคลือบผิวด้วย ACC มาถักทอขึ้นรูปเป็นอัพเปอร์ 

  ส่งผลให้ลดความหนาของหน้าสัมผัสอัพเปอร์ที่เคยมีชั้นผิวของ ACC ลงไปได้  ส่งผลให้ผู้สวมใส่
ได้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางขึ้น  เป็นธรรมชาติมากขึ้นและสามารถขับเคลื่อนบอลได้เร็วขึ้นกว่าเดิม  รวมถึงความนุ่มของหน้าสัมผัสก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย (แม้จะไม่มากก็ตาม)



  ในเจเนอเรชั่นนี้..จะไม่มีเทคโนโลยีเส้นใยเหล็กกล้าฟลายไวร์ (Flywire) เสริมเป็นโครงสร้าง
ชั้นกลางของอัพเปอร์เหมือนเจเนอเรชั่นก่อนๆ ที่ผ่านมา  สิ่งที่พบและรู้สึกได้ที่บริเวณโครงสร้างชั้นใน
ของ Mercurial SuperFly VI Elite ก็คือการเสริมวัสดุหนังสังเคราะห์  บุไว้ที่หน้าสัมผัสตัวรองเท้า
ด้านใน (ที่สัมผัสกับเท้าของผู้สวมใส่) ในบริเวณที่ค่อนข้างหนา  มีคุณสมบัติที่ค่อนข้างตึง  ซึ่งจะมา
ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักให้กับตัวรองเท้า  ให้ตัวรองเท้าสามารถสร้างความกระชับและขยายได้
ตามรูปเท้าของผู้สวมใส่ได้ยิ่งขึ้น  จุดนี้เองที่อาจจะเป็นปัจจัย..ทำให้น้ำหนักโดยรวมของรองเท้ารุ่นนี้
เพิ่มขึ้นอยู่บ้าง

  การที่ไม่มีเทคโนโลยีฟลายไวร์ฝังเอาไว้  พอที่จะรู้สึกได้ว่าอัพเปอร์นั้นมีความนุ่มมากขึ้นกว่า
Mercurial SuperFly V อยู่บ้างเล็กน้อย  ในขณะที่บนหน้าสัมผัสรอบๆ ตัว ยังได้ถูกออกแบบ
เส้นสาย 3 มิติที่มีลักษณะนูนขึ้นมาเป็นริ้วๆ  ไม่ว่าจะเป็นส่วนหัวรองเท้า หรือข้างเท้าด้านใน  ที่จะ
คอยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสัมผัสและควบคุมทิศทางของลูกบอล



  มารับชมมุมมองบริเวณหลังเท้าของ Mercurial SuperFly VI Elite กันบ้าง  จะเห็นได้ว่า
เส้นเชือกรองเท้าที่ไนกี้ให้มานั้น  เป็นเส้นเชือกแบบแบน หน้าแคบ แต่เนื้อผ้ามีความนิ่มพอสมควร
จึงทำให้การจัดระเบียบให้หน้าของเส้นเชือกนั้นเรียบไปกับแนวระนาบนั้นสามารถทำได้ง่ายดาย
เส้นเชือกจึงจะไม่มีรบกวนการสัมผัสบอลบริเวณหลังเท้า    แต่ดีไซน์ที่เสริมเติมเข้ามา..ก็คือตกแต่ง
เส้นเชือกให้มีสะเก็ดสะท้อนแสงระยิบระยับเป็นสีทองยิ่งเสริมให้ลุคของรองเท้าคู่นี้ดูดีมีระดับยิ่งขึ้น  

  และหากสังเกตกันให้ดี จะเห็นว่าลักษณะอัพเปอร์บริเวณรอบๆ หลังเท้านั้น  มีแตกต่างจากอัพเปอร์
บริเวณหัวรองเท้า หรือข้างเท้า ซึ่งจะมีลักษณะเป็นผิวทึบๆ มีความแข็งกว่า  ในขณะที่อัพเปอร์บริเวณนี้
จะเห็นเป็นเส้นด้ายที่ถักทอกันอยู่  เหมือนว่าไม่ได้ถูกเคลือบผิวเพื่อเน้นการสัมผัสบอลมากนัก  ดังนั้น
จึงมีความยืดหยุ่น และนุ่มนวลกว่าอย่างชัดเจน  จึงน่าจะช่วยเพิ่มความสบายในการสวมใส่  และ
ความยืดหยุ่นในการเข้ารูปกับลักษณะหลังเท้าของผู้สวมใส่แต่ละคนได้เป็นอย่างดี



  เกราะป้องกันส้นเท้าของ Mercurial SuperFly VI Elite ยังคงเป็นเพราะแบบภายใน (Internal
Heel Counter)
โดยมีชิ้นวัสดุพลาสติกฝังเอาไว้ที่ส่วนด้านในของส้นรองเท้า  ไม่เพียงแค่ช่วยปกป้อง
แรงปะทะ  แต่ยังเป็นลักษณะเกราะหุ้มส้นที่ไม่เทอะทะ สามารถสร้างความกระชับหรือจับล็อคส้นเท้า
ของผู้สวมใส่ได้อย่างลงตัว

  อีกหนึ่งการดีไซน์ในเจเนอเรชั่นนี้ ก็คือโลโก้ตัว M ขนาดใหญ่จนแทบจะเต็มพื้นที่ของส้นรองเท้า
ดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน  ได้ไอเดียการออกแบบมาจากตัวตนของรองเท้าประเภทความเร็ว  ที่มักจะ
ทิ้งคู่แข่งเอาไว้ด้านหลัง  ทำให้คู่แข่งจะมองเห็นได้เพียงแค่ส้นเท้าเท่านั้น  ดังนั้นการออกแบบโลโก้
M ตัวใหญ่ๆ เหมือนจะเป็นการบอกเป็นนัยๆ ถึงความเร็วของรองเท้า Mercurial SuperFly VI
Elite
(แนวคิดนี้..รองเท้าประเภทความเร็วหลายๆ รุ่น นิยมเอามาใช้)


  และแน่นอนว่าสิ่งที่อยู่คู่กับรองเท้ารุ่นนี้มาตั้งแต่ Mercurial SuperFly IV ก็คือหุ้มข้อสูงไดนามิก
ฟิต คอลลาร์ (Dynamic Fit Collar)
ก็ถูกถ่ายทอดต่อมายังในเจเนอเรชั่นของ Mercurial
SuperFly VI Elite
รุ่นนี้ด้วย  โดยหุ้มข้อแบบนี้จะช่วยทำให้การเคลื่อนไหวบริเวณข้อเท้า
ของผู้เล่นทำได้อย่างรวดเร็วฉับไว ไร้ฟีลลิ่งรอยต่อระหว่างขอบรองเท้ากับข้อเท้าของผู้สวมใส่
ส่งผลให้ความกระชับบริเวณข้อเท้านั้นดีขึ้น

  แต่ครั้งนี้ไนกี้ได้ออกแบบหุ้มข้อของ Mercurial SuperFly VI Elite ให้มีลักษณะสั้นลง
กว่าทั้ง 2 เจเนอเรชั่นก่อนหน้า  ซึ่งหุ้มข้อที่สั้นลงเช่นนี้  ได้แรงบันดาลใจมาจากลักษณะหุ้มข้อ
เฉพาะตัวที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เลือกใช้สวมใส่ลงสนาม  ดั่งที่แฟนๆ หลายคนเคยติดตามภาพกันมา 
จากข้อมูลระบุว่า..หุ้มข้อแบบใหม่ที่สั้นลง  จะช่วยทำให้มิติการเคลื่อนที่ของผู้เล่นนั้นมีมากขึ้น 
โดยเฉพาะการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่แบบรอบตัว 360 องศา รวมถึงความสบายในจังหวะ
การเคลื่อนที่ของข้อเท้าก็มีมากกว่าหุ้มข้อแบบเดิมอีกด้วย



  หุ้มส้นด้านในของ Mercurial SuperFly VI Elite ดูดีขึ้นกว่าเดิม  ด้วยวัสดุบุหน้าสัมผัสด้านใน
ที่มีลักษณะคล้ายหน้าผ้ากำมะหยี่  เกิดแรงเสียดทานและมีความฝืดเป็นอย่างดี  มาพร้อมกับรูเล็กๆ เพื่อ
ช่วยระบายอากาศให้ผ่านออกไปได้ดีขึ้น  

  อย่างไรก็ตาม..การบุนุ่มของส่วนหุ้มส้นด้านในนั้นดูจะมีเฉพาะบริเวณช่วงกลาง  ซึ่งจะสอดรับเข้ากับ
ส่วนของเอ็นร้อยหวายพอดี  เพื่อให้ส้นเท้าได้ฟีลลิ่งความกระชับในทุกจังหวะการเคลื่อนที่  แต่บริเวณ
หุ้มส้นด้านล่างนั้นแทบจะไม่มีส่วนของวัสดุบุนุ่มบุเอาไว้ด้านในเลย  ผิวสัมผัสค่อนข้างแข็งจากความแข็ง
ของชุกเกราะป้องกันส้นเท้าที่ฝังตัวอยู่ด้านในนั่นเอง



  แผ่นรองพื้นด้านในของรองเท้ารุ่นนี้  สามารถถอดแยกออกมาได้ตามปกติของรองเท้าระดับท็อปๆ 
สำหรับวัสดุที่ไนกี้เลือกเอามาผลิตเป็นแผ่นรองพื้นชุดนี้ คือโฟม EVA ฉีดขึ้นรูปทั้งแผ่น  ลักษณะ
ของชั้นเนื้อโฟมนั้นค่อนข้างแน่น  ความหนาอยู่ในระดับปานกลาง  เพื่อให้มีประสิทธิภาพทั้งการ
ช่วยผ่อนแรงกระแทก  และการตอบสนองในจังหวะการส่งแรงจากฝ่าเท้าไปยังพื้นสนาม  เพื่อให้
การเคลื่อนที่สามารถได้อย่างว่องไวตามแบบฉบับของรองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็ว

  ส่วนผิวสัมผัสด้านบนที่จะสัมผัสกับฝ่าเท้าของผู้เล่นนั้น  ยังเป็นหน้าสัมผัสจากวัสดุหน้าผ้าไนล่อน
เหมือนปกติที่พบเจอในเจเนอเรชั่นก่อนๆ



  สิ่งที่สร้างความสะดุดตาให้กับผมมากที่สุด  ก็คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Nike Grip ที่ตอนนี้ทุกคน
น่าจะคุ้นเคยกับชื่อนี้กันแล้ว  เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อให้แผ่นรองพื้นนั้นถูกยึดติดตรึง
เอาไว้กับพื้นรองเท้า  เพื่อให้ทุกการเคลื่อนที่นั้นทำได้อย่างมั่นใจและเต็มประสิทธิภาพ  ไนกี้เริ่มใช้
มาตั้งแต่เจเนอเรชั่นของ Hypervenom III และ Tiempo VII 



  แต่เทคโนโลยี Nike Grip ของ Mercurial SuperFly VI Elite นั้นถูกออกแบบให้เหนือกว่า
เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีกขั้น  ด้วยการเพิ่มส่วนวัสดุบริเวณใต้แผ่นรองพื้น  ออกแบบดายคัต
ให้มีร่องมีมิติที่ค่อนข้างลึกตามที่เห็นดั่งภาพด้านบน  ในขณะที่โครงสร้างชุดพื้นด้านในตัวรองเท้า 
ก็ถูกออกแบบให้มีลักษณะของร่องที่สอดรับกันพอดี  จึงมั่นใจได้ว่าแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นนี้จะถูก
จับล็อคอยู่กับชุดพื้นรองเท้าอย่างแน่นหนา  ไม่มีการเคลื่อนขยับไปมาได้อย่างแน่นอน  ถือเป็นอีกหนึ่ง
“ของใหม่” ที่ไนกี้ทำออกมาให้กับรองเท้ารุ่นนี้โดยเฉพาะ



  มาปิดท้ายกันที่ส่วนของชุดพื้นด้านนอกและปุ่มรองเท้าแบบ FG ของไนกี้ Mercurial SuperFly VI
Elite
เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา  แต่สำหรับชุดพื้นในเจเนอเรชั่นใหม่ของรองเท้าสายความเร็วซีรี่ย์นี้
ไม่เหมือนเดิม  ที่เห็นได้ชัดเลย..ก็คือการกลับมาใช้ชุดพื้นแบบ “แยกส่วน” อีกครั้ง

  ชุดพื้นแบบแยกส่วนเช่นนี้  เคยเป็นจุดขายของไนกี้ Mercurial มาในช่วงเจเนอเรชั่นแรกๆ ก่อนที่
ไนกี้จะเปลี่ยนมาใช้ชุดพื้นแบบเต็มชิ้นในเจเนอเรชั่น Mercurial VI  การเปลี่ยนกลับมาใช้ชุดพื้น
แบบแยกชิ้นในครั้งนี้..ไนกี้ให้เหตุผลว่า ชุดพื้นแบบนี้จะช่วยผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่ได้คล่องตัวมากขึ้น 
โดยเฉพาะในจังหวะการเปลี่ยนองศาของทิศทางการเคลื่อนที่ที่อิสระมากกว่า  ในขณะที่การลดปริมาณ
ของวัสดุช่วงกลางออกไป  ก็ส่งผลโดยตรงต่อการลดน้ำหนักตัวของรองเท้าลงได้อีกด้วย



  สิ่งที่น่าสนใจคือโครงสร้างช่วงกลางที่เคยใช้สร้างแรงสปริงฝ่าเท้าซึ่งหายไปนั้น  จะส่งผลให้ชุดพื้น
ของ Mercurial SuperFly VI Elite นั้นลดดีกรีความดุดันใจการสปรินซ์ออกตัวมากน้อยเพียงใด 
ผมได้ลองจับชุดพื้นของรองเท้ามาหักมางอ  เพื่อให้ได้รู้สึกถึงแรงดีดกลับที่เกิดขึ้น  พบว่าชุดพื้นยังมี
ความแข็งแรงเพียงพอจะสร้างแรงดีดกลับในจังหวะการสปรินซ์ด้วยปลายเท้า  เพียงแต่จะรู้สึกถึง
ความแข็งกระด้างของชุดพื้นลดลงไปบ้างเล็กน้อย 

  ถ้าวัดกันในแบบเสี้ยววินาที คงต้องยอมรับว่าแรงดีดนั้นลดลง  แต่ถ้ามองในภาพรวมแล้ว..ยังถือว่า
ปฏิกิริยาในการตอบสนองของชุดพื้นชุดนี้ยังทำได้ดีตามมาตรฐานของรองเท้าตระกูลนี้  ที่จะทำให้
ผู้เล่นสามารถเร่งสปีดต้นในจังหวะการออกตัวได้ดั่งใจ



  ปุ่มส่วนหน้าทั้งหมดของ Mercurial SuperFly VI Elite ใช้เป็นปุ่มใบมีดรูปทรงเชฟรอน
(Chevron)
จำนวน 7 ปุ่ม  ซึ่งหากนับเฉพาะจำนวนปุ่มนั้นถือว่าปริมาณปุ่มค่อนข้างน้อย  แต่ที่
เห็นกันนั้น..พบแต่ละปุ่มมีขนาดใหญ่และกินพื้นที่ค่อนข้างมาก  โดยเฉพาะปุ่มหลักบริเวณหัวรองเท้า
และฝ่าเท้า ที่มีทิศทางชี้ไปด้านหน้านั้นหมดนั้น  ปีกแต่ข้างของแต่ละปุ่มจะทำหน้าที่ส่งแรงกระทำ
ไปยังพื้นสนาม  เพื่อให้ผู้เล่นสามารถสปรินซ์ออกตัวไปด้านหน้าได้อย่างรวดเร็ว  ในขณะที่มุมของปุ่ม
จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการยึดเกาะได้อย่างมั่นคง

  ในขณะที่ปุ่มอีก 3 ปุ่ม ซึ่งวางตัวในทิศทางที่แตกต่างออกมา  1 ปุ่มตรงกลางฝ่าเท้ามีลักษณะที่คล้ายกัน
แต่จะเพิ่มบริเวณฐานปุ่มเป็นลักษณะ 3 แฉก และปุ่มสั้นกว่าปุ่มอื่นๆ  จะช่วยทำหน้าที่เสริมการลงน้ำหนัก 
ในจังหวะการกลับตัวหรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ทำได้อย่างมั่นคง

  ส่วนปุ่มบริเวณด้านล่างที่เหลืออีก 2 ปุ่มนั้น  จะเปิดองศาออกจากทิศทางตรง ประมาณ 45 องศา
วางตัวอยู่บนฐานโครงสร้างของชุดพื้นที่เหมือนยื่นออกมาจากชุดพื้นบริเวณหลัก  เพื่อในการส่งแรง
จากฝ่าเท้ายังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยปุ่มทั้ง 2 ปุ่มนี้จะมีหน้าที่สำคัญในเวลาที่ผู้เล่นต้องการ
ฉีกการเคลื่อนที่ออกไปด้านข้าง เช่นจังหวะการโยกหลอกหรือสับขาหลอกล่อคู่แข่ง  จะเห็นได้ว่ามุม
ของปุมนั้นพร้อมที่จะจิกพื้นสนามในทิศทางที่แตกต่างออกไปจากการสปรินซ์เคลื่อนที่ในทางตรง



  ปุ่มส่วนหลังจำนวน 4 ปุ่ม ของ Mercurial SuperFly VI Elite  ถูกออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพ
การยึดเกาะและล็อคกับพื้นสนามอย่างสูงสุด  ด้วยการใช้ปุ่มใบมีดทรงเชฟรอน วางตัวเข้าหากันในแบบ
360 องศา จึงมั่นใจได้ว่าในทุกจังหวะการลงน้่ำหนักที่ส้นเท้านั้น  ปุ่มทั้งหมดจะช่วยยึดเกาะพื้นสนาม
ได้อย่างยอดเยี่ยม แตกต่างจากรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่นๆ ที่จะต้องมีปุ่มกลมเป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้
ในจังหวะการหมุนตัวบ้าง



  ลำพังแค่ลักษณะหน้าตาโฉมใหม่ รวมถึงเฉดสีที่ใช้เปิดตัว  ก็มากพอที่จะทำให้ทุกสายตาหันมา
สนใจรองเท้ารุ่นใหม่คู่นี้แล้ว  แต่นี่ยังมีทั้งการออกแบบ รายละเอียดและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไนกี้
นำมาอัดแน่นไว้ใน Mercurial SuperFly VI Elite พร้อมทำการโหมโปรโมทแบบหยุดโลก
วงการรองเท้าฟุตบอลเอาไว้ได้เป็นเดือนแบบนี้  จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมการเปิดตัวเจเนอเรชั่นล่าสุด
ของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วในครั้งนี้  ถึงได้รับความสนใจจากบรรดานักฟุตบอลทั่วโลก
ได้มากกว่าหลายๆ เจเนอเรชั่นก่อนหน้าที่ผ่านมาถึงเพียงนี้ 

  อย่างไรก็ตาม..การรีวิวเปิดฝากล่อง Hand On! ไนกี้ Mercurial SuperFly VI Elite เป็นเพียง
แค่การนำเอาข้อมูลทางเทคนิค และการสัมผัสจากภายนอกที่ผมสามารถสัมผัสได้  หยิบจับเอามาเล่าเรื่อง
ให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้ร่วมสัมผัสรองเท้ารุ่นนี้ไปด้วยกัน  แต่หลังจากนี้จะยังมีรีวิวทดสอบการใช้งาน
เพื่อมาตอบโจทย์ต่อเนื่องว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ไนกี้โปรโมทสรรพคุณมานั้น  สามารถใช้งานจริงได้มากน้อย
เพียงไหน  รองเท้ารุ่นนี้จะเหมาะสมต่อการเป็นสุดยอดรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วต่อไปหรือไม่ 
ผมจะหาคำตอบมาให้อีกครั้ง

  แต่เอาจริงๆ ...ผมเชื่อว่าคงมีผู้อ่านหลายท่านที่ไม่อยากเสียเวลารอ และไม่อยากที่จะช้ากว่าคนอื่น
ไปมากกว่านี้  หากท่านมีความคิดเช่นนี้..วันนี้ ท่านสามารถไปสัมผัสและเป็นเจ้าของ ไนกี้ Mercurial
SuperFly VI Elite
ได้แล้วในราคา 10,000 บาท ที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ป สโตร์, ร้าน
ซุปเปอร์ สปอร์ต และสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซด์ nike.com ก็สะดวกเป็นอย่างมาก

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 16 มีนาคม 2018 เวลา 20.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com



"Hand On!" แพน Viper King Semi K


"Hand On!" อัมโบร UX Accuro II Pro


"Hand On!" แพน Viper King Microfibe