"Hand On!" ไนกี้ Phantom Vision Elite - What's Unseen is a Game Changer

  ณ ตอนนี้คงเริ่มจะคุ้นหูกับชื่อของ Phantom Vision กันบ้างแล้ว  นี่คือรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่
ประเภทโมเดิร์นคอนโทรลที่ได้ออกมาเพื่อต่อยอดความสำเร็จ ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพ การใช้งาน
รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว  รองเท้าฟุตบอลที่ถูกออกแบบมาเพื่อ
เพลย์เมกเกอร์ ผู้เล่นคีย์แมนที่จะควบคุมทุกอย่างในสนาม



  ยุคใหม่ของรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง  หลังจากที่ไนกี้ได้เปิดตัว
รองเท้าที่มีชื่อชีรี่ย์ว่า Phantom Vision ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อนักฟุตบอลที่สามารถมองเห็น
ทุกสถานการณ์ในสนาม  เห็นการเคลื่อนที่ของเพื่อนร่วมทีม  และพร้อมที่จะจ่ายบอลสวยๆ
ช่วยสร้างสรรค์โอกาสสำคัญ  หรือแม้แต่การเคลื่อนที่ไปทั่วทั้งสนาม  เพื่อมีส่วนร่วมกับเกมส์
ตลอด 90 นาที  ดั่งเช่นที่เพลย์เมกเกอร์ระดับโลกอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่
แสดงให้เห็นมาโดยตลอด

  ในทุกครั้งที่รองเท้าฟุตบอลชื่อใหม่ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาด  แน่นอนว่าจะได้รับความสนใจมาก
เป็นพิเศษ  รวมถึงกับรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรลตระกูลนี้ด้วย  คนที่ติดตาม
และเป็นแฟนพันธุ์ของไนกี้มาโดยตลอด  จะทราบดีว่า Phantom Vision คือรุ่นที่สาม
หากนับรวมมาตั้งแต่ซีรี่ย์ CTR 360 ที่มี 3 เจเนอเรชั่น และ Magista ที่มี 2 เจเนอเรชั่น
ด้วยประสบการณ์และความสำเร็จในการทำรองเท้าฟุตบอลประเภทนี้ตลอดระยะเวลามากกว่า
8 ปี  จึงน่าสนใจไม่น้อยว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ Phantom Vision นั้นจะเป็นอย่างไร



  วันนี้เราจะมาเปิดฝากล่องรีวิว "Hand On!" ไนกี้ Phantom Vision Elite DF รองเท้า
รุ่นท็อปสุดในไลน์การผลิต  และเป็นรุ่นโปรโมทหลักที่ให้บรรดานักฟุตบอลระดับโลกสวมใส่
ลงสนามแข่งขัน  ไปสำรวจและทำความรู้จักข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมด  ไปดูรายละเอียดต่างๆ
ทั้งเรื่องของวัสดุ เทคโนโลยีและไฮไลท์เกี่ยวกับการออกแบบของรองเท้ารุ่นนี้ไปด้วยกัน
จะได้รู้กันว่า Phantom Vision Elite DF นั้นมีความน่าสนใจได้สมกับที่ไนกี้ทำการโปรโมท
มาก่อนหน้านี้หรือไม่  ต้องไม่พลาดบทความนี้โดยเด็ดขาด !!



  เพียงแค่แรกเริ่มก็เห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว..กล่องรองเท้าสีเงินซิลเวอร์  ที่ไม่คุ้นตาเอาเสียเลย
คือบรรจุภัณฑ์อันใหม่ที่ไนกี้ใช้บรรจุ Phantom Vision Elite DF  มาพร้อมกับข้อความใหม่
ที่เขียนเอาไว้ว่า "Delivered from the Future in a Cardbox Box" ซึ่งมีความหมาย
ว่า "ผลิตภัณฑ์จากอนาคตถูกส่งผ่านกล่องใบนี้"
  
  วิธีการเปิดกล่องสีใหม่ยังคงใช้การยกฝากล่องขึ้นแบบปกติ  เมื่อเปิดฝากล่องขึ้นเราจะได้พบกับ
Phantom Vision Elite DF ที่ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษรองหนึ่งชั้น  และเนื่องด้วยตัวรองเท้า
มีลักษณะเป็นหุ้มข้อสูง เมื่อวางนอนเข้าหากันแล้ว  ทำให้จำเป็นต้องใช้กล่องรองเท้าที่มีลักษณะ
กว้างมากกว่าปกติ



  ถุงใส่รองเท้าดีไซน์เฉพาะธีมของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  ยังเป็นของแถมตามมาตรฐานของรองเท้า
ฟุตบอลระดับท็อปคลาสของไนกี้  ลักษณะดีไซน์ของถุงนั้นเน้นไปที่รูปทรงสามเหลี่ยม  ซึ่งเป็น
เสมือนโลโก้เฉพาะตัวที่สื่อถึงพื้นที่สัมผัสบอลข้างเท้าด้านใน

  ลักษณะของถุงใส่รองเท้าชิ้นนี้  ยังทำจากผ้าใบตามปกติ  แต่ตรงส่วนที่เป็นพื้นที่สามเหลี่ยมสีแดง
นั้นจะเป็นการสกรีนลงไปอีกชั้นหนึ่ง  จึงมีลักษณะหนาขึ้นมา ในขณะที่ด้านในก็มีช่องซิปเล็กๆ
สำหรับให้ใส่ของได้



  โดยไนกี้ Phantom Vision Elite DF สีเปิดตัวสีนี้..อยู่ภายใต้คอลเลคชั่นที่มีชื่อว่า "Raised
on Concrete Pack"
โดยมีรหัสสีว่า Pure Platinum/Black/Light Crimson/Dark Grey 
ข่าวดีสำหรับแฟนๆ ไนกี้ก็คือรองเท้ารุ่นนี้แปะตรา "Made in Bosnia" ซะด้วย

  น้ำหนักตัวโดยประมาณของรองเท้ารุ่นนี้ที่ไซส์มาตรฐาน อยู่ที่ 215.5 กรัม/ข้าง ซึ่งถือเป็น
ระดับน้ำหนักที่ไม่หนักและไม่เบาจนเกินไป  มีความเหมาะสมสำหรับรองเท้าฟุตบอลประเภท
คอนโทรล  ที่สามารถรองรับทั้งการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ความมั่นคง และน้ำหนักการออกบอล
ได้อย่างครอบคลุม
 
  ข้อมูลกับรองเท้าฟุตบอลแบรนด์อื่นๆ ที่เราเคยรีวิวไป เป็นดังนี้ :

  - อาดิดาส Messi 15.1 235 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 15.1 หนังสังเคราะห์ 257.1 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 16.1 หนังสังเคราะห์ 196 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 17.1 220 กรัม 
  - อาดิดาส ACE 17+ Pure Control 245 กรัม 
  - อาดิดาส X 15.1 หนังสังเคราะห์ 215.1 กรัม 
  - อาดิดาส X 15.1 หนังแท้ 230.2 กรัม
  - อาดิดาส X 17.1 215.5 กรัม
  - อาดิดาส X 18.1 192.8 กรัม
  - อาดิดาส adiPure 11Pro II 274 กรัม 
  - อาดิดาส Predator® Instinct 285 กรัม
  - อาดิดาส Predator 18.1 220 กรัม
  - อาดิดาส Nitrocharge II 1.0 233 กรัม
  - มิซูโน่ Rebula V1 Japan 226.8 กรัม
  - มิซูโน่ Ignitus IV 235.3 กรัม
  - ไนกี้ Mercurial Superfly IV 199 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Superfly V 188 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Superfly VI 198.4 กรัม  
  - ไนกี้ Mercurial Vapor X 180 กรัม 
  - ไนกี้ Magista Obra 205 กรัม
  - ไนกี้ Magista Obra II 205 กรัม
  - ไนกี้ Magista Opus 204 กรัม
  - ไนกี้ Hypervenom Phantom II 215 กรัม  
  - ไนกี้ Hypervenom Phantom III DF 195 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend V 245 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend VI 250 กรัม  
  - ไนกี้ Tiempo Legend VII 205 กรัม  
  - พูม่า evoSpeed 1.4 205 กรัม 
  - พูม่า evoPower 1 218 กรัม 
  - พูม่า King 2013 252 กรัม
  - แพน Viper King Microfiber Map3D 190 กรัม
  - แพน Viper King Semi Kangaroo 210 กรัม
  - แพน Balancer Touch X 199 กรัม

  จากข้อมูลน้ำหนักรองเท้าที่เราเคยรีวิวกันมา  คู่เปรียบเทียบที่น่าสนใจก็คือ Magista Obra II
รองเท้ารุ่นพี่ของ Phantom Vision Elite DF ที่มีน้ำหนักเบากว่าประมาณ 10 กรัม  ในขณะ
ที่รองเท้าสายคอนโทรลอย่าง Predator 18.1 จากอาดิดาสนั้น  ก็มีน้ำหนักอยู่ที่ 220 กรัม
เรียกได้ว่าเป็นคู่มวยพิกัดเดียวกันเลย



  เรามาเริ่มสำรวจกันที่วัสดุอัพเปอร์ของ Phantom Vision Elite DF กันก่อน  ซึ่งในส่วนนี้
ผมอยากให้คุณผู้อ่านค่อยๆ อ่านและทำความเข้าใจ  เนื่องจากลักษณะอัพเปอร์ของรองเท้ารุ่นนี้
ถูกออกแบบให้เป็น "อัพเปอร์ 2 ชั้น" ประกอบไปด้วยชั้นนอก ที่เห็นเป็นส่วนสัมผัสบอลทั้งหมด
และชั้นใน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อห่อหุ้มและสร้างความกระชับกับรูปเท้า สามารถมองเห็นได้เฉพาะ
ส่วนหุ้มข้อ ที่ต่อเนื่องขึ้นมาจากอัพเปอร์ชั้นใน



  อัพเปอร์ชั้นนอกที่เห็นได้ทั้งหมดจากภายนอก  ผลิตจากวัสดุด้ายถักฟลายนิต (Flyknit)
แบบไร้รอยต่อและเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  มีคุณสมบัติเด่นที่จะช่วยสร้างความกระชับให้รูปเท้า
ของผู้สวมใส่  ให้ความเบาและสบายตลอดการใช้งาน  และที่บริเวณผิวหน้าสัมผัสในแต่ละส่วน
ยังถูกออกแบบให้สามารถคอนโทรลบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  พื้นผิวสัมผัสบอลทั้งหมดถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นพื้นผิวขรุขระ ค่อนข้างหยาบ  ลองสัมผัส
แล้วมีความฝืดคล้ายกับผิวของกระดาษทราย  ที่เห็นและสัมผัสจนรู้สึกได้ชัดเจนที่สุดจะเป็นพื้นที่
บริเวณสีเทาเข้ม แนวเดียวกับตราไนกี้ (ตามภาพด้านบน)  ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการสัมผัสบอล
เวลาที่ต้องการยิงประตูหรือเปิดบอล  



  พื้นที่สัมผัสบอลทางฝั่งข้างเท้าด้านนอกที่มีโลโก้ชื่อ PhantomVSN ก็มีลักษณะเป็นพื้นผิว
แบบขรุขระเช่นกัน  พื้นที่สัมผัสบอลค่อนข้างเปิดกว้างและราบเรียบสม่ำเสมอ  ถือได้ว่าสามารถ
ใช้เป็นพื้นที่ในการสัมผัสและควบคุมบอลได้ดีไม่แพ้ฝั่งข้างเท้าด้านใน  นอกจากนั้นยังรู้สึกได้
ว่าหน้าผ้ามีความบางกว่าเล็กน้อยด้วย  ซึ่งน่าจะถูกออกแบบมาเพื่อให้ตัวรองเท้าสามารถ
สร้างความกระชับกับข้างเท้าด้านนอกได้ดีขึ้น



  กลับมาดูฝั่งข้างเท้าด้านในที่จัดได้ว่าเป็นไฮไลท์หลักของ Phantom Vision อย่างแท้จริง
ด้วยการออกแบบให้เป็นพื้นที่สัมผัสบอลขนาดใหญ่  ใช้วัสดุคล้ายยาง เพื่อให้สัมผัสที่หนักแน่น
ในการส่งแรงกับลูกบอล  พื้นหน้าสัมผัสด้านบนถูกออกแบบให้มีมิติด้วยสัญลักษณ 3 แฉก แบบ
2 ชั้น เป็นขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เรียกว่าผิวสัมผัส Micro-texture  ลองสัมผัสดูแล้วรู้สึก
ได้ถึงแรงเสียดทานที่สูงมากๆ 



  นอกจากลักษณะวัสดุและพื้นผิวที่ออกแบบเพื่อการส่งแรงกับลูกบอลได้อย่างหนักแน่น  ในเรื่อง
ของการออกแบบพื้นที่บริเวณนี้  จากภาพด้านบนจะเห็นได้ชัดเจนถึงลักษณะข้างเท้าที่ตั้งสูงขึ้นมา
ไม่เหมือนลักษณะของรูปทรงข้างเท้าด้านในปกติของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่นๆ  แถมยังมีลักษณะ
ช่วยตรงกลางที่คอตเว้าเข้าไปค่อนข้างลึก

  ดีไซน์ที่สอดรับกับความกลมของลูกบอลเช่นนี้   ทำให้ข้างเท้าด้านในของ Phantom Vision
Elite DF
คู่นี้ สามารถสัมผัสเข้ากับผิวของลูกบอลได้อย่างเต็มที่  ทำให้ทุกการออกบอลด้วย
ข้างเท้าด้านในสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งเรื่องของน้ำหนักและทิศทาง ความแม่นยำ



  อีกหนึ่งจุดเด่นของ Phantom Vision Elite DF ก็คือการออกแบบพื้นที่สัมผัสบอล
แบบซ่อนเชือก
  เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถใช้พื้นที่ทุกมิติของหน้าสัมผัส  ในการควบคุมบอล
ได้อย่างเป็นธรรมชาติ  ไร้การรบกวนจากแนวเส้นเชือกที่เคยมีใช้ซีรี่ย์ Magista  ซึ่งต้อง
ให้ข้อมูลก่อนว่ารองเท้ารุ่นนี้ ไม่ใช่รองเท้าแบบไร้เชือกแต่อย่างใด  โดยจะมีการออกแบบ
ซ่อนแนวเส้นเชือกเอาไว้  ซึ่งจะแสดงให้เห็นอีกทีในช่วงต่อไป



  อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่ลืมไม่ได้  ก็คือเทคโนโลยี All Conditions Control หรือ ACC
ที่จะช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะ สัมผัสและควบคุมลูกบอลในเวลาที่หน้าผ้าสัมผัส
มีการเปียกน้ำ  ไม่ว่าจะจากสภาพอากาศ ฟ้าฝน หรือความชื้นจากปัจจัยอื่นๆ   ACC ซึ่งเป็น
การเคลือบผิวด้วยสารเคมีชนิดพิเศษ  จะช่วยทำให้ผิมหน้าสัมผัสยังมีแรงเสียดทานในการ
สัมผัสกับผิวของลูกบอลได้ดีเหมือนในสภาวะที่แห้งสนิท  แน่นอนว่าคุณจะมีความได้เปรียบ
มากกว่าคู่แข่ง  โดยเทคโนโลยีชิ้นนี้ยังคงสงวนสิทธิ์ให้กับรองเท้าระดับท็อปคลาส เช่น
Phantom Vision Elite DF รุ่นนี้เท่านั้น
  


  เทคโนโลยี QuadFit คือชิ้นส่วนของวัสดุอัพเปอร์ชั้นใน  นับตั้งแต่ส่วนที่เป็นหุ้มข้อสูง
(Dynamic Fit Collar)
เข้าไป  โดยก่อนอื่นจะขอพูดถึงหุ้มข้อของรองเท้ารุ่นนี้ก่อน  
จากที่เห็นนั้นเป็นหุ้มข้อแบบทรงกลม ปกปิดได้เต็มข้อเท้า  แต่ไนกี้เปลี่ยนมาใช้วัสดุผ้า
ที่มีความนิ่มกว่าหุ้มข้อของรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ เป็นอย่างมาก  จึงให้การสวมใส่ที่นุ่มกระชับ
และยังมีความสบายไปในตัว   



  เมื่อลองแหวกชิ้นส่วนของหุ้มข้อออก  เพื่อดูโครงสร้างด้านในของ Phantom Vision Elite DF
จะพบว่าอัพเปอร์ด้านในตัวรองเท้านี่แหละที่เรียกว่า QuadFit  โดยเฉพาะบริเวณด้านข้าง
เป็นโครงสร้างหน้าผ้าที่เรียกว่า Quadfit Mesh Bootie (บางแหล่งข้อมูลเปรียบเทียบว่าเป็น
Chinese Finger Trap) ซึ่งมีความเหนียวและแข็งแรงมากเป็นพิเศษ  ทำให้อัพเปอร์ชั้นนี้
สามารถสร้างความกระชับและล็อคดาวน์กับรูปเท้าของผู้สวมใส่ได้อย่างยอดเยี่ยม  ดีกว่า
อัพเปอร์ของรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ ในตลาดตอนนี้

  รูปแบบการซ่อนเชือกแบบ Ghost lace นั้นเผยให้เห็นชัดเจนจากภาพด้านบนเช่นกัน  
โดยเส้นเชือกจะถูกร้อยเข้ากับส่วนของอัพเปอร์ชั้นใน  แต่ตำแหน่งของรูร้อยเชือกได้ถูกออกแบบ
มาเพียงแค่ 3 ระดับเท่านั้น  แต่ละระดับมีระยะห่างกันพอสมควร  ซึ่งข้อมูลจะไนกี้ระบุว่า
จะช่วยทำให้ผู้สวมใส่  สามารถคลายเชือกเบาๆ ก็จะทำให้รองเท้าหลวมได้ง่าย (ในการถอด)
หรือดึงกระชับเพียงนิดเดียว ก็จะทำให้ตัวรองเท้ากระชับแน่นกับเท้าได้อย่างเต็มที่แล้ว
ส่วนเส้นเชือกที่ให้มานั้นก็เป็นเส้นเชือกแบบปกติ



  ดีไซน์บริเวนส้นเท้าของ Phantom Vision Elite DF เป็นไปอย่างราบเรียบ  ไม่มีลวดลาย
หรือโลโก้อะไรเป็นพิเศษ  โครงสร้างของเกราะป้องกันส้นเท้าเป็นแบบภายใน (Internal Heel
Counter)
 ด้วยการฝังชิ้นพลาสติกแข็งเอาไว้ด้านในของส่วนส้นเท้า  มีความสูงประมาณครึ่งนึง
ของส่วนส้นเท้า  ที่ด้านบนของปลายหุม้ส้นจะทำเป็นปลายลิ้นสั้นๆ เอาไว้ในอำนวยความสะดวก
ให้การสวมใส่ทำได้ง่ายขึ้น



  แผ่นรองพื้นด้านในของ Phantom Vision Elite DF สามารถถอดออกมาจากพื้นด้านในได้
ตามปกติ  แผ่นรองพื้นชุดนี้มีเทคโนโลยี Nike Grip ทำงานร่วมกับผิวหน้าสัมผัสแบบหน้าผ้า
กำมะหยี่  เพื่อประสิทธิภาพของการยึดเกาะ  ลดอาการลื่นไถลของฝ่าเท้าได้ดีในทุกทิศทาง  ทำให้
ผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่ด้วยความมั่นใจตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม



  วัสดุหลักของแผ่นรองพื้นนั้นยังทำจากโฟม EVA ฉีดขึ้นรูป ลักษณะชิ้นส่วนที่มีความหนา
พอสมควร  ลองทดสอบออกแรงกดตรงส่วนที่เป็นโฟม EVA จะรู้สึกได้ถึงความนุ่มได้อย่างชัดเจน  
ทั้งนี้ยังเห็นได้ว่าไนกี้นำเอาวัสดุโฟม Poron มาประกบไว้ที่บริเวณส้นเท้า และฝ่าเท้า  ซึ่งโฟม
ชนิดนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการรองรับแรงกระแทกที่ยอดเยี่ยมมาอย่างช้านาน  แน่นอนว่าแฟนๆ
ไนกี้รู้ดีถึงประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกจากชุดแผ่นรองพื้นลักษณะแบบนี้



  ปิดท้ายกันที่ไฮไลท์ของชุดพื้นและปุ่มแบบ FG ของ Phantom Vision Elite DF  ที่ถูก
ออกแบบใหม่แบบยกแผง (เมื่อเปรียบเทียบกับ Magista Obra II) ถูกออกแบบภายใต้เทคโนโลยี
การออกแบบพิเศษที่เรียกว่า FEA (Finite Element Analysis) โดยการวิเคราะห์รูปแบบ
การลงน้ำหนักและการยึดเกาะในเชิงวิทยาศาสตร์  เพื่อให้ได้ชุดพื้นและปุ่มที่เน้นประสิทธิภาพ
การเคลื่อนที่แบบรอบด้านในทุกๆ ทิศทาง ได้ทั้งความมั่นคง การกระจายแรงที่ดี และการซัพพอร์ต
ช่วงฝ่าเท้าที่รอบลื่น  พร้อมกันตั้งชื่อชุดพื้นชิ้นใหม่นี้ว่า Hyper Precision



  ชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้ผลิตจากวัสดุพลาสติก Pebax ซึ่งถูกออกแบบให้มีความบาง  ทำให้
ตัวรองเท้ามีน้ำหนักเบา  ผู้สวมใส่สามารถสัมผัสได้ถึงการตอบสนองต่อการเคลื่อนที่ได้อย่าง
รวดเร็ว  โครงสร้างของชุดพื้นช่วงกลางถูกออกแบบให้แตกต่างไปจากรุ่นอื่นๆ อย่างชัดเจน
ด้วยการทำฐานพื้นมีขนาดที่แคบลง  และเสริมแนวแกนกลางให้มีลักษณะเป็นสันนูนขึ้นมา
เล็กน้อย  เพื่อทำให้ชุดพื้นมีสมดุลระหว่างความมั่นคงและความแข็งในการช่วยส่งแรงสปรินซ์
ได้พร้อมๆ กัน



  ปุ่มด้านหน้าถูกออกแบบใหม่เช่นกัน แต่ยังมีเค้าโครงเดิมให้ได้เห็นอยู่บ้าง  เริ่มจากปุ่มบริเวณ
หัวรองเท้าด้านใน  เป็นแนววางปุ่มรูปทรงใบมีดจำนวน 3 ปุ่ม  ซึ่งวางตัวประกบกันจนมีลักษณะ
เป็นทรงวงกลม  ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยทำให้ผู้สวมใส่สามารถใช้เป็นจุดหยั่งตัว และหมุนตัว
เพื่อเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้แบบ 360 องศา แต่เนื่องจากลักษณะของปุ่มที่แคบลง  ก็เพื่อ
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะได้ดีขึ้นกว่าเดิม



  ปุ่มตรงกลางฝ่าเท้าถูกออกแบบใหม่ให้มีลักษณะรูปทรงสามเปลี่ยมแบบแฉกๆ  ทำหน้าที่เป็น
จุดศูนย์กลางของการลงน้ำหนักบริเวณฝ่าเท้า  โดยมุมแต่ละมุมของปุ่มชิ้นนี้จะทำให้การยึดเกาะ
กับพื้นสนามทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ



  นอกจากนั้นยังพบว่าปุ่มหลักโดยรอบของ Phantom Vision Elite DF ซึ่งวางตัว
อยู่ในแนวขอบข้างเท้าด้านนอกทั้งหมด 4 ปุ่ม และข้างเท้าด้านใน 2 ปุ่ม  ได้ถูกออกแบบใหม่
ได้อย่างน่าสนใจ  จากลักษณะปุ่มทรงครึ่งวงกลมหรือเสี้ยวพระจันทร์แบบที่เคยใช้ใน Magista
Obra II สามารถใช้เป็นจุดลงน้ำหนักแล้วหมุนตัวเพื่อเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ
แต่ที่ปลายปุ่มอีกด้าน  ได้ถูกดัดแปลงให้มีลักษณะเป็นยาวออกมาเป็นเหลี่ยม  เพื่อช่วยทำให้
การยึดเกาะกับพื้นสนามทำได้อย่างแม่นยำ  ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นจะเน้นประสิทธิภาพการยึดเกาะ
แบบไหน  รองเท้ารุ่นนี้พร้อมตอบสนองได้ทุกรูปแบบ



  ปุ่มด้านหลังของเจ้า Phantom Vision Elite DF ก็ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นปุ่มใบมีดทั้ง 4 ปุ่ม
โดยปุ่มคู่หลังสุดจะมีลักษณะโค้งเข้าหากันดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน  ส่วนคู่ปุ่มด้านในจะเป็นปุ่มยาว
ที่วางตัวเอียงเข้าหากัน  ซึ่งถือเป็นรูปแบบและลักษณะการวางปุ่มหลังที่แปลกใหม่เป็นอย่างมาก
จากข้อมูลระบุว่าปุ่มแนวโค้งคู่หลังสุดนั้น  จะทำหน้าที่ได้ดีทั้งในการใช้ส้นเท้าเป็นจุดหมุนเพื่อ
กลับตัว หรือจะใช้เบรคเพื่อหยุดการเคลื่อนที่  ในขณะที่ปุ่มคู่ในนั้นจะช่วยประคองส้นเท้าและเพิ่ม
ความมั่นคงให้สามารถลงน้ำหนักได้อย่างเต็มส้นเท้า



  แทบจะไม่หลงเหลือความเป็น Magista Obra ที่ถูกถ่ายทอดหลงเหลือมายังรุ่นของ Phantom
Vision
สักเท่าไหร่เลย อย่างที่เราได้เห็นกันทั้งหมดว่ารองเท้ารุ่นใหม่รุ่นนี้มีอะไรใหม่ๆ เข้ามา
ทั้งการเปลี่ยนแปลงและการเพิ่มเติม  รวมถึงไฮไลท์ในการออกแบบที่แตกต่างจากรองเท้าประเภท
คอนโทรลรุ่นเดิมไปพอสมควร

  ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย..เพราะ Phantom Vision ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อเพียงเท่านั้น
ด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบต่างๆ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานจริงของ Phantom
Vision
Elite DF มากน้อยเพียงใด  เดี๋ยวผมจะหาคำตอบทั้งหมดให้จากบทความรีวิวทดสอบ
การใช้งานจริงอีกครั้ง  แล้วจะมาบอกว่ารองเท้าสายพันธุ์คอนโทรลรุ่นใหม่คู่นี้..ยอดเยี่ยมดั่งที่
หลายๆ คนคาดหวังเอาไว้หรือไม่

  แต่ถ้าใครอยากที่จะลองทดสอบ Phantom Vision Elite DF ไปพร้อมๆ กัน ไม่อยาก "ช้า"
ไปกว่าคนอื่นๆ  วันนี้ ไนกี้ พร้อมวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นนี้แล้ว ในราคา 9,400 บาท  โดยท่าน
สามารถไปลองสัมผัสและเป็นเจ้าของได้ที่ ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ป สโตร์, ร้าน ซุปเปอร์
สปอร์ต
และสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซด์ nike.com ก็สะดวกเป็นอย่างมาก  แล้วเรามารีวิวรองเท้า
รุ่นนี้ไปพร้อมๆ กัน

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 6 สิงหาคม 2018 เวลา 12.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com




"Hand On!" แพน Balancer Touch X


"Hand On!" อาดิดาส X 18.1


"Hand On!" เดียดอร์ร่า RB10