"Testing!" อาดิดาส Predator 20.1 - จากอาวุธหนัก..กลายมาเป็นรองเท้าประเภท
คอนโทรลที่ครบเครื่องมากที่สุดในเวลานี้
  
  การเปิดตัว Predator 20 คืองานใหญ่แห่งของอาดิดาสอย่างแท้จริง  เพราะนี่คือการกลับมา
ของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ดุ ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นราชานักล่าแห่งผืนหญ้า  ในแบบที่หลายคน
รอคอย  ด้วยวัสดุสัมผัสบอลหรือที่มักเรียกกันว่า "วัสดุแถบยางปั่น" ครั้งแรกในรอบกว่า 6 ปี
และจากที่ SiamBoots ได้เคยพรีวิวเปิดฝากล่อง แนะนำทุกรายละเอียดของรองเท้ารุ่นท็อป
อย่าง Predator Mutator 20.1 ไปแล้ว  ในบทความนี้..เราจะมีรีวิวภาคสนาม "Testing!"
จากการใช้งานจริงของรองเท้ารุ่นนี้กัน



  นับตั้งแต่วันที่อาดิดาสเปิดตัวเจเนอเรชั่นล่าสุดในปี 2020 ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Predator
ไปเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา  ราชานักล่าโฉมนี้ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง  
จนเรียกได้ว่าติดลมบน เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีที่สุดในตอนนี้  โดยปกติแล้ว
รองเท้าฟุตบอลที่เปิดตัวใหม่  มักจะอยู่ในกระแสได้ราวๆ 1 เดือนเท่านั้น  แล้วก็จะค่อยๆ เงียบหาย
ไปจากการโปรโมท หรือการพูดถึงของหน้าสื่อฯ  อาจจะด้วยเหตุผลของการถูกรองเท้าซีรี่ย์อื่น
หรือยี่อห้ออื่น  เปิดตัวรองเท้าที่ใหม่กว่าออกมา  หรือแม้แต่ความไม่นิยมของคนใช้เองก็ตาม

  แต่สำหรับอาดิดาส Predator 20 ไม่ได้เป็นเช่นนั้น  โดยรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปอย่าง
Predator 20.1 ยังคงเดินหน้าสร้างผลงาน  สะท้อนถึงความนิยมในหมู่นักฟุตบอลทั่วโลก
ได้อย่างต่อเนื่อง  ยิ่งเป็นคำถามส่งต่อไปยังคนที่จดๆ จ้องๆ ยังไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของรองเท้า
ซีรี่ย์นี้  ว่าทำไมการกลับมาครั้งนี้ของรองเท้าฟุตบอลที่ได้ฉายาว่าเป็นปีศาจจอมดุร้าย  ถึงฮิต
ได้มากที่สุดในรอบหลายปี



  ในบทความนี้... SiamBoots จะนำเอารองเท้ารุ่นท็อป Predator 20.1 ที่เราเคยพรีวิว
เปิดฝากล่อง "Hand On!" กันไป  มาทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานจริงแบบจัดเต็ม  พร้อมทั้ง
วิพากษ์วิจารณ์จุดเด่น จุดด้อย ข้อดีและข้อเสีย ตามมาตรฐานของเราเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ทุกคำตอบพร้อมรอให้ทุกท่านได้อ่านกันแล้ว  ว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้มีดีแค่ไหน  ทำไมถึงได้รับ
ความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง  และทำไมถึงเป็นอาวุธที่นักเตะหลายคนเลือกใช้ 

  หากพร้อมแล้ว  เราไปทดสอบ "Boots Testing!" อาดิดาส Predator 20.1 ด้วยกัน
ได้เลย

  ข้อมูลรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส Predator 20.1


  
  สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดที่ยังรู้จักกับอาดิดาส Predator 20.1 ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีจุดเด่น
ตรงไหนมีการเปลี่ยนแปลงทางรูปร่างหน้าตา วัสดุ เทคโนโลยีและการออกแบบตรงไหนบ้าง  
ข้อมูลทั้งหมดผมได้ทำการพรีวิวแบบละเอียดยิบเอาไว้แล้วในบทความเปิดฝากล่องรองเท้ารุ่นนี้  

  เจเนอเรชั่นนี้ของ Predator ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้
อย่างที่ผมได้เกริ่นไปเบื้องต้นแล้วว่านี่คือการกลับมาของแถบยางปั่นในรอบ 6 ปี  นอกจากนั้น
ตัวรองเท้ารุ่นท็อปอย่าง Predator 20.1 ก็ยังมีรายละเอียดและเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย
หลายจุด  ที่ถูกบรรจุเข้ามาเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพการใช้งานจริง



  เพื่อให้ท่านได้รู้จักกับเทคโนโลยีสำคัญต่างๆ ที่อาดิดาสพัฒนาและโปรโมทให้เป็นจุดขายของ
รองเท้ารุ่นนี้  ผมอยากจะขออนุญาตแปะลิงค์เอาไว้ด้านล่าง  เพราะในการทดสอบจริงๆ ต่อจากนี้  
เราจะมาโฟกัสกันที่ประเด็นของจุดเด่นต่างๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นใช้งานได้จริงตาม
การโปรโมทหรือไม่  ซึ่งก็อาจจะรวมถึงการใช้ศัพท์เทคนิคบางอย่างที่มีเฉพาะตัว Predator
20.1
ในการเขียนบทความนี้ด้วย  ดังนั้นผมจึงอยากให้คุณผู้อ่านได้รู้จักกับข้อมูลทางเทคนิค
ของรองเท้ารุ่นนี้กันก่อน  เพื่อที่จะได้เข้าใจในเนื้อหาการรีวิว หรือสิ่งที่ผมพูดถึง  และท่านจะได้
อรรถรสในการอ่านบทความนี้อย่างเต็มที่

  ลิงค์บทความ Hand On! อาดิดาส Predator 20.1 >>> www.siamboots.com/
handon-Adidas-Predator-Mutator-20-1


  การเลือกไซส์



  ก่อนที่จะไปลงสนามทดสอบการใช้งาน  ผมจะขอเริ่มต้นกันที่หัวข้อคำแนะนำในการเลือก
ไซส์อาดิดาส Predator 20.1 คู่นี้กันก่อน  ไซส์รองเท้าฟุตบอลปกติของเท้าผมนั้น  คือไซส์
27.5 เซนติเมตร หรือตามหน่วยมาตรฐานสากลของอาดิดาสก็จะเป็น 9.5 US, 9.0 UK,
43 1/3 EU
นั่นเอง  และก็เป็นไซส์ที่ผมเลือกให้กับ Predator 20.1 ที่กำลังจะสวมใส่
รีวิวในบทความนี้  ไปลองพร้อมกันเลยว่าไซส์จริงของรองเท้านั้นจะมีความโอเวอร์ไซส์หรือ
อันเดอร์ไซส์หรือไม่ อย่างไร

  รู้สึกได้ตั้งแต่การสวมใส่ว่าบริเวณหุ้มข้อของรองเท้ารุ่นนี้ ค่อนข้างที่จะสวมใส่ได้ง่ายขึ้น
เพียงแค่การคลายแนวร้อยเชือกคู่บนออกสัก 2 ระดับ ก็จะขยายช่วงหุ้มข้อออกให้กว้างได้
แล้ว จากนั้นก็แหย่ปลายเท้าเข้าไป แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงตามแนวส้นเท้าได้เลย



  พบว่าระยะหัวรองเท้าตามความยาว จะเหลือประมาณ 0.4 เซนติเมตร  ยาวกว่ารองเท้าของ
อาดิดาสรุ่นอื่นๆ ที่ใส่ไซส์เดียวกันนี้อยู่เล็กน้อย (ปกติจะเหลือประมาณ 0.3 เซ็นติเมตร)  แต่ก็
ถือว่าเป็นระยะเหลือที่สวมใส่ใช้งานได้อยู่นะ  ไม่ได้เหลือยากจนเกินไป  ถ้าหาก ถ้าจะให้ลดไซส์
ตามความยาวลงครึ่งไซส์ก็คงจะไม่ไหว  เพราะปลายเท้าน่าจะชนเข้ากับหัวรองเท้ามากจนเกินไป
นั่นเอง



  ฟีลลิ่งทางด้านกว้าง  รู้สึกได้ว่าอัพเปอร์จะบีบลงตรงบริเวณหน้าเท้าตามแนวโคนนิ้วเท้า
แต่ช่วงกลางเท้าจะกระชับกำลังดี  อย่างไรก็ตาม..พอสวมใส่ใช้งานจนรองเท้า Break-in
ขยายออกเข้ารูปกับสรีระเท้าของเราแล้ว  ฟีลลิ่งบีบแน่นๆ ช่วงหน้าเท้าจะหายไปเอง

  ผมกล้าพูดว่าอาดิดาส Predator 20.1 จะเป็นรองเท้าที่ถูกใจคนที่ชอบรองเท้าที่สวมใส่
แล้วมีทรงสวยๆ  ดูปราดเปรียว เข้ารูป  นี่ขนาดรูปเท้าของผมนั้นค่อนข้างกว้างและบาน
ตามลักษณะเท้าของคนไทยทั่วไป  พอมาใส่รองเท้ารุ่นนี้แล้วเห็นได้เลยว่าตัวรองเท้านั้น
เก็บทรงได้สวยมาก  โดยเฉพาะบริเวณช่วงกลางลำตัวของเท้าที่ดูมีความเว้า ไม่ได้บานออก  
แม้ว่ารองเท้าจะสามารถขยายตัวได้บ้างก็ตาม

  สรุปคำแนะนำได้ว่าการสวมใส่ อาดิดาส Predator 20.1 สามารถ “เลือกตรงไซส์”
ได้เลย  ไม่ต้องกังวลว่าท่านจะมีสรีระเท้าเรียวยาว หรือหน้าเท้ากว้างแบบคนเอเชีย เพราะ
ตัวรองเท้าสามารถยืดขยายในแนวกว้างได้ดีกว่า Predator 18.1 หรือ Predator 19.1
อยู่เล็กน้อย  ทั้งนี้หากใครที่เคยใช้ทั้ง X 19.1 , X 18.1, Nemeziz 19.1, Copa 19.1
มาก่อน ให้เลือกรองเท้าไซส์เดียวกันทั้งหมดได้เลยครับ

  ทดสอบการใช้งาน



  เมื่อเลือกไซส์รองเท้าที่เหมาะสมได้แล้ว  ก็ได้เวลาลงสนามทดสอบการใช้งาน Predator 20.1
กันเสียที  โดยรองเท้าคู่นี้จะต้องผ่านบททดสอบต่างๆ ตามมาตรฐานของเราเช่นเคย  โดยผมจะรีวิว
วิพากษ์วิจารณ์ในแต่ละประเด็นแยกย่อยออกไป  เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจถึงประสิทธิภาพ จุดเด่น
หรือจุดด้อยในแต่ละด้าน  เพื่อตอบโจทย์ว่ารองเท้ารุ่นนี้เหมาะกับการใช้งานรูปแบบใดบ้าง

  สำหรับคู่เปรียบเทียบจริงๆ แล้วควรจะเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นเก่าอย่าง Predator 19.1 
ซึ่งผมยอมรับตามตรงว่ายังไม่เคยใช้งานมาก่อน  ดังนั้นจึงจะขอย้อนกลับเปรียบเทียบกับ Predator
18.1
แทน  น่าจะทดแทนกันได้  เพราะจากการที่เคยได้สัมผัสมานั้น  ถือว่า Predator 18.1
และ Predator 19.1 มีความเหมือนกันเป็นอย่างมาก  รวมถึงรีวิวจากสื่อฯ ต่างๆ ก็ลงความเห็น
ว่ารองเท้าทั้ง 2 เจเนอเรชั่นนั้น  ไม่ได้มีความแตกต่างกันในการใช้งานจริงมากนัก  จึงขอเหมารวม
เอาเวอร์ชั่นของปี 2018 มารีวิวเปรียบเทียบแทน

  ส่วนคู่เปรียบเทียบต่างแบรด์  ก็คงจะหนีไม่พ้น Phantom Venom Elite รองเท้าฟุตบอล
ประเภทจู่โจมของไนกี้  ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งในตลาดปัจจุบันโดยตรงกับ Predator 20.1 นั่นเอง
นอกจากนั้นอาจจะมีกล่าวถึงมิซูโน่ Rebula 3 Japan บ้าง  ในบางประเด็นเท่านั้น  ถึงแม้ว่า
รองเท้าประเภทโมเดิร์นคอนโทรลจากแดนซามูไร จะอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน  แต่ด้วยเรื่องของ
วัสดุที่เป็นรองเท้าหนังแท้  ก็ทำให้ยากที่จะมาเปรียบเทียบกับ Predator 20.1 โดยตรง

   ***หมายเหตุ*** เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ที่ไม่ปกติ  ทำให้สนามฟุตบอล
ที่ทีมงานใช้ถ่ายภาพประกอบนั้นถูกปิดการใช้งาน  ก่อนที่ทางทีมงานจะทำการถ่ายภาพประกอบ
เพื่อมาใช้ในบทความ Full Review  จะมีเพียงภาพถ่ายบางส่วนที่ถ่ายเอาไว้ประกอบในบทความ
รีวิวลูกฟุตบอล Finale Istanbul 20 ก่อนหน้านี้  จึงจำเป็นต้องขอนำภาพชุดดังกล่าวมาร่วมใช้
ประกอบในบทความนี้ก่อน  ดังนั้นภาพประกอบจะไม่ได้สวยงามเหมือนเดิม แต่ปริมาณภาพก็น้อย
ลงกว่าปกติ  ทางทีมงานต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

  ความสบายในการสวมใส่



  หัวข้อการทดสอบแรกเราจะมาพูดถึง “ความสบายในการสวมใส่” ของ Predator 20.1
กันก่อน  หากย้อนกลับไปเจเนอเรชั่นเก่าอย่าง Predator 18.1 ทั้งแบบเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
และแบบเวอร์ชั่นหนังแท้  ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าหัวข้อนี้คือปัญหาหลักของรองเท้าโฉมเก่าเลยล่ะ
ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในรองเท้าฟุตบอลรุ่นท็อปที่ต้องใช้ความอดทนในการ Break-in ที่นานพอสมควร
จนหลายคนถอดใจใส่ได้ไม่นานก็ทนความอึดอัดไม่ไหวก็มี

  แต่สำหรับรองเท้ารุ่นใหม่ อย่าง Predator 20.1 คู่นี้  ต้องบอกว่าเป็นหนังคนละม้วนก็คงจะ
ไม่ผิดนัก  ตั้งแต่การสวมใส่ที่ง่ายขึ้น  พอลงสนามครั้งแรกก็รู้สึกทันทีว่าอัพเปอร์ของรองเท้านั้น
ให้ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่สบายเท้าและเข้ารูปเท้าได้ดีในทุกสัดส่วน

  อัพเปอร์จะให้ฟีลลิ่งการบีบกระชับบริเวณข้างเท้าด้านในและข้างเท้าอยู่บ้างพอสมควร  ในตอนที่
ใช้งานครั้งแรก  แต่เชื่อเถอะว่าพอผ่านการใช้งานไปได้ไม่นาน ราวๆ 20 - 30 นาที  อัพเปอร์จะ
ขยายออก จนสามารถ Break-in เข้ารูปเท้าได้ทันทีตั้งแต่การใช้งานครั้งแรกเลยก็ว่าได้  จุดนี้
ผมฟันธงว่า Predator 20.1 ทำได้ดีกว่าเดิมเยอะ  ใครที่เคยมีประสบการณ์จากเจเนอเรชั่นเก่า
ว่าทั้ง Predator 18.1 และ Predator 19.1 เป็นรองเท้าที่บีบแน่น อึดอัดจนปวดหลังเท้า
ขอให้ลืมความทรงจำนั้นไปได้เลย

  ประสิทธิภาพการระบายความร้อนของ Predator 20.1 ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำได้ดีกว่า
Predator 18.1 อย่างชัดเจน  ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไร  เพราะวัสดุอัพเปอร์ของรองเท้ารุ่นนี้
ไม่ได้มีอัพเปอร์ชั้นนอกที่มีลักษณะหนาและทึบ หรือเรียกว่าเป็นเกราะชั้นนอกแบบโฉมเก่า
ทำให้การระบายอากาศของตัวรองเท้า Predator 20.1 ทำได้ดีขึ้น  และดีกว่าคู่ปรับอย่าง
ไนกี้ Phantom Venom Elite อยู่เล็กน้อย  เพราะในรายของไนกี้เอง..วัสดุอัพเปอร์
ชั้นนอกก็ถูกเคลือบให้มีลักษณะทึบเช่นกัน

  ฟีลลิ่งบริเวณหุ้มส้นและข้อเท้าของอาดิดาส Predator 20.1 รู้สึกว่าใส่สบายและเข้ารูป
มากขึ้น  วัสดุบุนุ่มด้านในของหุ้มส้นก็หนากำลังดี  ใช้ครั้งแรกแล้วไม่มีอาการกัดส้นเท้า
เหมือนกับ Phantom Venom Elite  ตรงจุดนี้ถือได้ว่าเป็นคะแนนที่มาเติมเต็มความสบาย
ในการสวมใส่ของราชานักล่ารุ่นใหม่คู่นี้ได้ดี

  คะแนนในหัวข้อการทดสอบแรกของ อาดิดาส Predator 20.1 คู่นี้  ขอลงให้ที่ 9 เต็ม 10
อาจจะดูเยอะไปหน่อย  เพราะตัวรองเท้าเองก็มีฟีลลิ่งความบีบกระชับอยู่บ้าง  แต่ถ้ารองเท้าที่ให้
ฟีลลิ่งบีบกระชับได้เข้ากับสรีระเท้าขนาดนี้  แล้วสามารถ Break-in ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่สวมใส่
หรืออย่างมาก ให้เต็มที่ไม่เกิน 2 ครั้ง  ผมถือว่าเป็นรองเท้าที่ใส่สบายมากนะ  และเมื่อรวมกับ
จุดเด่นของการระบายความร้อน กับหุ้มส้นที่ไร้อาการกัดส้น  ตัวเลขนี้ผมคิดว่าสมเหตุสมผลแล้ว

  คะแนน : 9 / 10

  การรองรับแรงกระแทก

  เรามาต่อกันที่การรีวิวเกี่ยวกับประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม
ของอาดิดาส Predator 20.1 ซึ่งก็ต้องยอมรับความจริงว่าไม่ใช่จุดเด่นของรองเท้า
รุ่นนี้สักเท่าไหร่  เพราะจากการใช้งานรองเท้ารุ่นนี้  โดยเน้นจังหวะการลงน้ำหนัก
ทุกรูปแบบบนฝ่าเท้า  ค่อนข้างน่าแปลกใจที่รองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลอย่าง
Predator 20.1  มีฟีลลิ่งการลงน้ำหนัก และการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม
ที่แข็งกว่า X 19.1 หรือ Nemeziz 19.1 ซึ่งเป็นรองเท้าประเภทความเร็ว

  เหตุผลหลักๆ มาจากวัสดุแผ่นรองพื้นด้านในของ Predator 20.1 แม้จะผลิตจาก
โฟม EVA เหมือนกันกับ X 19.1 หรือ Nemeziz 19.1  แต่ลักษณะของแผ่นโฟม
จะมีความบางกว่า  ทำให้มีความนุ่มในการช่วงซัพพอร์ตแรงกระแทกได้น้อยกว่านั่นเอง
รวมถึงแผ่นรองพื้นของไนกี้ Phantom Venom Elite และ มิซูโน่ Rebula 3
Japan
 ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีแผ่นรองพื้นที่ซัพพอร์ตแรงกระแทกได้นุ่มเท้ากว่า
Predator 20.1 ทั้งหมด

  หากวิเคราะห์โดยภาพรวมในการใช้งานจริงๆ แล้ว  ยังพอที่จะบอกได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้
สามารถใช้งานบนพื้นสนามหญ้าเทียมได้อยู่  รวมถึงคนที่มีปัญหาเรื่องแรงกระแทกและ
ข้อเท้า  ก็ยังใช้ได้ตามปกติ  ส่วนหนึ่งก็ได้เรื่องปุ่ม FG ที่วางตำแหน่งได้สมมาตร  มา
เป็นตัวช่วยกระจายน้ำหนักและแรงกดได้ทั่วทั้งฝ่าเท้า  ไม่รู้สึกถึงอาการปุ่มทิ่มเท้าตรง
จุดใดจุดหนึ่งมากเป็นพิเศษ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากจะแนะนำให้เลือกใช้งานกับสนาม
หญ้าเทียมที่มีมาตรฐานดีๆ  สนามที่ปูพื้นด้านล่างหลายชั้นจนมีความนุ่มพอสมควร

  ในหัวข้อนี้ขอลงคะแนนให้อาดิดาส Predator 20.1 ที่ 7 เต็ม 10 คะแนน  จัดว่า
อยู่ในเกณฑ์ปานกลางค่อนมาทางดีหน่อย  แต่คะแนนจะน้อยกว่ารองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่เอามา
เปรียบเทียบกัน

  คะแนน : 7 / 10


  ฟีลลิ่งความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน


  ในเจเนอเรชั่นก่อน  Predator คือรองเท้าที่ขึ้นชื่อเรื่องการบีบแน่นมากเกินไปจนเกิด
ความอึดอัด  จากที่ควรจะให้ฟีลลิ่งกระชับที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้งาน  กลายมา
เป็นดาบสองคม..ทำให้ความมั่นใจในการใช้งานนั้นหายไปเยอะ  เพราะผู้เล่นต้องมาฝืนใส่
อดทนกับความอึดอัดจนมีอาการปวดเท้า

  แต่สำหรับ Predator 20.1 คู่ที่เรากำลังทดสอบกันในบทความนี้  เป็นอะไรที่แตกต่าง
ออกไปจากเดิม  ไม่ใช่เพียงแค่ความสบายที่ดีขึ้น  ตามที่เรารีวิวกันไปแล้วในหัวข้อทดสอบ
แรก  แต่ยังรวมถึงฟีลลิ่งความกระชับที่แน่นกระชับ “กำลังดี”  วัสดุอัพเปอร์มีคุณลักษณะ
ที่เข้ารูปกับสรีระของรูปเท้าได้แบบไร้ช่องว่างด้านใน  ผมได้ลองเคลื่อนที่กลับตัวกระทันหัน
แบบ 360 องศา  พบว่าเท้าไม่มีอาการลื่นไถลให้รู้สึกเสียจังหวะ  วัสดุอัพเปอร์ที่ชั้นในผลิต
จากด้ายถัก  สามารถล็อคดาวน์เท้าให้ไปด้วยกันกับรองเท้าได้ตลอดเวลา  ประเด็นนี้นอกจาก
จะทำได้ดีกว่า Predator 18.1 แล้ว  ยังทำได้ดีกว่า Phantom Venom Elite ด้วย
เช่นกัน



  ความดีอีกอย่างของ Predator 20.1 เป็นผลมาจากการสามารถเลือกไซส์รองเท้าตรงไซส์
แล้วสวมใส่ใช้งานได้เลย ระยะหัวรองเท้าที่เหลือเล็กน้อย  มันไม่มากพอที่จะเป็นพื้นที่ว่างให้เท้า
สามรถลื่นไถลไปมาในแนวหน้า-หลังได้ ประกอบกับผิวสัมผัสของแผ่นรองพื้นด้านในที่มีความฝืด
ก็เป็นตัวช่วยให้ฝ่าเท้ายึดเกาะไปกับพื้นรองเท้าได้อย่างมั่นใจ

  การซัพพอร์ตบริเวณข้อเท้าจากหุ้มข้อแบบใหม่ที่ออกแบบให้ต่ำลง ของ Predator 20.1 นั้น
จะเน้นความสบายในการสวมใส่มากกว่า  ทำให้ความกระชับจะสู้หุ้มข้อแบบเดิมของ Predator
18.1
ไม่ได้  ส่วนกับซัพพอร์ตด้านข้างของส้นเท้าก็ยังคงให้ฟีลลิ่งที่มั่นคงจากชิ้นส่วนของ
เกราะหุ้มส้นด้านนอก  ช่วยจับล็อคให้ส้นเท้าเคลื่อนที่ไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ  เมื่อรวมกับบุนุ่ม
ด้านในส้นเท้าที่หนาและนุ่มกำลังดี  ไม่มีอาการกัดส้น  ทำให้ฟีลลิ่งบริเวณข้อเท้าของรองเท้ารุ่นนี้
ตอบโจทย์ทั้งคนที่มองหาความสมดุล ระหว่างความกระชับที่กำลังดีและการซัพพอร์ตที่มั่นคงตลอด
การใช้งาน

  ผมมีความประทับใจฟีลลิ่งการสวมใส่ของ อาดิดาส Predator 20.1 เป็นอย่างมาก  จึงขอ
ลงคะแนนให้ในระดับ 10 เต็ม 10 คะแนน  ดีกว่าทั้ง Predator 18.1 (ได้ 9 คะแนน) และ
Phantom Venom Elite (ได้ 9 คะแนน)

  คะแนน : 10 / 10


  การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม



  เรามาทดสอบประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม  อย่างที่
ทราบกันแล้วว่า Predator 20.1 ใช้ปุ่ม FG แบบใหม่ที่มีความแตกต่างจากเดิมพอสมควร
น่าสนใจว่าจะปุ่มแบบใหม่ที่ว่านี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพด้านนี้ยังไงบ้าง

  สิ่งแรกที่สัมผัสได้ทันที..ก็คือฟีลลิ่งของปุ่ม  ที่สามารถจิกลงไปในพื้นสนามหญ้าเทียมได้ลึก
กว่าปุ่มแบบเดิมของ Predator 18.1 เป็นผลมาจากพื้นที่หน้าตัดปุ่มที่เล็กลง  เลยทำให้ปุ่ม
ดูยาวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  ในขณะที่รูปทรงปุ่มของ Predator 20.1 ที่มีส่วนโค้งมากขึ้น
ก็ช่วยทำให้รู้สึกว่าอาการล็อคพื้นสนามลดลง  ช่วยเปิดองศาให้ผู้เล่นสามารถหมุนตัวและเปลี่ยน
ทิศทางการเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่วกว่าเดิมเล็กน้อย  แตกต่างจากปุ่มของ Predator 18.1
ซึ่งเป็นรูปทรงเหลี่ยม และ Phantom Venom Elite  ที่ใช้ปุ่มใบมีดแบบเชฟรอน  ทำให้
ปุ่มของรองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้ ล็อคกับพื้นสนามได้แบบจิกเกาะแน่นไปได้ดีกว่  แต่ในการกลับตัว
แบบกระทันหัน  จะรู้สึกถึงแรกบิดที่ส่งต่อมายังข้อเข่าของผู้เล่นได้มากกว่าเช่นกัน

  การสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า..พบว่าโครงสร้างฐานพื้นช่วงกลางของ Predator 20.1
ก็มีอาการส่งแรงดีดที่รุนแรงอยู่บ้าง  เรียกได้ว่าถ้าต้องการสปรินซ์ด้วยความเร็ว  ชุดพื้นที่เป็น
แบบแยกชิ้นเช่นนี้ก็ยังตอบสนองและส่งแรงสปรินซ์ได้ดี  เพียงแต่ความดุดันจะน้อยกว่าชุดพื้น
ของ Predator 18.1 อยู่บ้าง  ซึ่งต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าเป็นชุดพื้นที่มี "โครตแข็ง" ที่สุด
ดังนั้นถ้าวัดความเร็วกันตรงๆ ยังต้องบอกว่าชุดพื้นแบบเก่านั้นให้แรงดีดได้ดุดันกว่า

  ค่อนข้างจะตอบยาก..ว่าการเคลื่อนที่รูปแบบไหนที่รองเท้ารุ่นนี้จะสามารถดึงเอาศักยภาพ
ของผู้เล่นออกมาได้มากที่สุด  เพราะถือได้ว่า Predator 20.1 มีสมดุลในการเคลื่อนที่
ได้หลายๆ รูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นการยึดเกาะพื้นสนามของปุ่มที่ลึก แต่ไม่ล็อคกับพื้นแน่น
ยังมีองศาให้การหมุนตัวหรือเปลี่ยนทิศทางทำได้ง่าย  การสปรินซ์ทางตรงก็หวังพึ่งได้
อาจจะไม่ได้มีชุดพื้นที่แข็ง ดุดันเหมือนกับโฉมเก่า  ตัวเลขคะแนนจะขอให้ที่ 9 คะแนนครับ

  คะแนน : 9 / 10

  การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

  เชื่อเหลือเกินว่าการรีวิวเกี่ยวกับการสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล  คือหนึ่งในหัวข้อสำคัญ
ของอาดิดาส Predator 20.1 อย่างแน่นอน  โดยเฉพาะประสิทธิภาพการใช้งานจริงของวัสดุ
แถบยาง “หนาม” ที่เป็นจุดขายของรองเท้าราชานักล่าโฉมนี้  ว่าจะดีแค่คำโปรโมทหรือไม่ 
เราไปทดสอบกันต่อได้เลย



  ขอเริ่มต้นด้วยการเดาะบอลแบบง่ายๆ  เพื่อจับถึงฟิ่งลิ่งสัมผัสบอลและการส่งแรงกระทำระหว่าง
อัพเปอร์  พบว่า Predator 20.1 มีฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่นุ่มเท้ากว่า  ฟีลลิ่งอัพเปอร์มันไม่ได้
แข็งหรือหนักแน่นเท่ากับตอนที่เดาะบอลด้วย Predator 18.1 จุดนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจนมาก 
พอสมควร  หรือพูดง่ายๆ ว่าการสัมผัสบอลของ Predator 20.1 รู้สึกหน่วงและช้ากว่าเดิม
ก็น่าจะได้  เป็นผลดีต่อการควบคุมน้ำหนักในการสัมผัสบอลแต่ละครั้งได้อย่างสม่ำเสมอ  แต่ก็ต้อง
แลกมาด้วยการใช้แรงในการสัมผัสบอลให้มากขึ้น  เพื่อให้ลูกฟุตบอลมีแรงตอบสนองต่อการสัมผัส
ได้ดีเท่าเดิม

  และเมื่อเปรียบเทียบกับไนกี้ Phantom Venom Elite  จะพบความแตกต่างในเรื่องฟีลลิ่ง
การสัมผัสบอลด้วยเหมือนกัน  ซึ่งอาดิดาส Predator 20.1 จะควบคุมน้ำหนักบอลได้ง่าย
และติดเท้ากว่า  โดยมีหนามยางเป็นตัวช่วยเพิ่มระยะและหน่วงแรงกระแทก  แต่ทางฝั่งไนกี้
จะมีฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางเป็นธรรมชาติ  ให้ Sensitive ที่ชัดเจนและรวดเร็ว  สามารถเล่น
ในจังหวะต่อเนื่องได้เร็วกว่า  จุดแตกต่างข้อนี้ผมถือว่าสำคัญเหมือนกันนะ  จัดว่ารองเท้าคู่แข่งคู่นี้
ให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่ตรงกันข้ามกันอย่างชัดเจนเลยล่ะ

  สำหรับประสิทธิภาพวัสดุหนามยางของ Predator 20.1 พิสูจน์ได้จากการจับบอลแรก
ในแนวราบหรือการจับบอลแรกให้เคลื่อนไปด้านหน้า  พบว่า “หนาม” บน Demon Skin
ของรองเท้าคู่นี้  มีส่วนช่วยทำให้ลูกฟุตบอลหยุดอยู่ในการควบคุมได้ดั่งต้องการ  การจับบอล
ในทิศทางของแรงเฉือนที่ลูกฟุตบอลจะต้องสัมผัสเข้ากับปลายแหลมของหนามยางนั้น  ใช้งาน
ได้จริง  ยิ่งไปว่านั้น...ผมได้จำลองการสัมผัสบอลในสภาวะที่เปียกน้ำ โดยเอาน้ำมาราดทั้งที่
ลูกฟุตบอลและอัพเปอร์ของรองเท้าเอง  พบว่าเมื่อผิวสัมผัสเปียกน้ำ  วัสดุหนามยางจะยิ่งทวีคูณ
ความหนึบมาเข้าไปอีกขั้น !!!

  นอกจากนั้น..ประสิทธิภาพในการดึงดูดที่หนึบ  ยังช่วยทำให้การเล่นในจัวหวะต่อเนื่อง  โดย
เฉพาะจังหวะการจับบอลแรกเพื่อพลิกบอลไปในอีกทิศทาง  สามารถควบคุมลูกฟุตบอลได้อย่าง
แม่นยำกว่า Predator 18.1 และ Phantom Venom Elite อีกด้วย



  การรับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในของรองเท้ารุ่นนี้  จะให้การควบคุมทิศทางที่แม่นยำ
มากกว่ารุ่นเก่า  ด้วยลักษณะของพื้นที่ข้างเท้าด้านในที่มี "หนาม" เกือบจะเต็มหน้าสัมผัส  พอใช้
งานจริง  มันก็กินพื้นที่มากเพียงพอที่จะสัมผัสเข้ากับลูกฟุตบอลได้อย่างเต็มไป  การแปส่งบอล
ในทิศทางตรงๆ แบบตั้งฉากนั้นทำได้อย่างไม่มีปัญหา  แต่ที่ดูจะโดดเด่นกว่าคู่แข่งรุ่นอื่นๆ ก็คือ
การแปบอลแบบเล่นทิศทาง ให้ติดไซร้นิดๆ  พบว่าการควบคุมทิศทางทำได้แม่นยำดั่งใจมาก

  แต่ถ้าใครชอบสไตล์การแปบอลหนักๆ  ให้ลูกฟุตบอลมีน้ำหนักความแรงและความเร็ว คงต้องบอก
กันตามตรงว่า Predator 18.1 หรือ Predator 19.1 จะตอบโจทย์กับสไตล์ดังกล่าวได้ดีกว่า
เหตุผลเดียวกันกับเรื่องของฟีลลิ่งการสัมผัสบอลในช่วงต้นหัวข้อ  ดังนั้นหากต้องการแปบอลด้วย
Predator 20.1 ให้ยังคงมีน้ำหนักเต็มที่พอๆ กัน  จำเป็นต้องออกแรงและเน้นการแปบอลแบบ
กระแทกข้างเท้าด้านในมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า

  สรุปโดยภาพรวมได้ว่า วัสดุแถบยาง “หนาม” ของ Predator 20.1 นั้นมีส่วนทำให้ฟีลลิ่ง
การสัมผัสบอลนั้นติดเท้าดีมาก  วัสดุหนามช่วยควบคุมบอลได้ง่ายขึ้น  ช่วยลดอาการแฉล็บใน
จังหวะการจับบอลแนวราบ  แต่ระยะและความหนามของวัสดุทำให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลลดลง
หรือ “หน่วง” กว่าเดิม  ในหัวข้อนี้ผมลงคะแนนให้ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน  สำหรับ 1 คะแนน
ที่หายไป  ขอตัดคะแนนจากพื้นที่ข้างเท้าด้านใน  ซึ่งผมอยากฟีลลิ่งการแปส่งบอลที่หนักแน่น
กว่านี้  ตามสไตล์คนชอบแปส่งบอลให้มีน้ำหนัก  ซึ่งเป็นประสิทธิภาพที่ควรจะมีในรองเท้าฟุตบอล
ประเภทคอนโทรลเช่นนี้       

  คะแนน : 9 / 10

  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า

   ประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยความเร็ว กลายมาเป็นจุดเด่นของราชานักล่า
ในเจเนอเรชั่นนี้ได้อย่างน่าตกใจ  เพราะจากการทดสอบใช้ Predator 20.1 เลี้ยงพาบอล
ไปกับเท้าในรูปแบบต่างๆ  สิ่งแรกที่พบก็คือการส่งแรงแตะลูกฟุตบอล ให้เคลื่อนที่ไปบนพื้นสนาม
นั้นทำได้อย่างเชื่องเท้า  การควบคุมน้ำหนักบอลให้อยู่ในระยะการครอบครองสามารถได้ง่ายกว่า
Predator 18.1 อย่างชัดเจน 

  หากย้อนไปเปรียบเทียบกับ Predator 18.1 แล้วล่ะก็  จะพบว่าวัสดุอัพเปอร์แบบเก่านั้น
มีบุคลิกการแตะบอลที่หนักแน่นและแข็งกว่า  ทำให้การเพิ่มความเร็วในการแตะบอลมากขึ้น
เพียงเล็กน้อย  จะทำให้ลูกฟุตบอลถูกแตะแรงออกไปจากการควบคุมได้ง่าย  แต่สำหรับ
Predator 20.1
ที่มีวัสดุหนามยางมาเป็นตัวช่วยทำให้การสัมผัสบอลเลี้ยงบอลไปแต่ละครั้ง
นั้นรู้สึกได้ถึงน้ำหนักการแตะเลี้ยงบอลที่คงที่  ไม่แข็งจนหรือไม่นิ่มจนเกินไป  แต่ความเร็ว
ในการขับเคลื่อนบอลแต่ละจังหวะ หรือที่เราเรียกว่า Sensitive นั้นยังไม่ใช่สิ่งที่รองเท้ารุ่นนี้
ให้การตอบสนองได้ดีนัก

  ถ้าคุณเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับฟีลลิ่งการสัมผัสเลี้ยงบอลแบบบางๆ  ซึ่งมักเป็นธรรมชาติ
ของผู้เล่นที่ชอบการเลี้ยงบอล  เพื่อชิงความได้เปรียบจากการเคลื่อนบอลได้อย่างรวดเร็ว  
บอกเลยว่า Predator 20.1 จะไม่ตอบโจทย์นี้ได้ดีเท่ากับ Phantom Venom Elite
หรือรองเท้าสายความเร็วร่วมค่ายอย่าง X 19.1 หรือ Nemeziz 19.1  เพราะรองเท้า
เหล่านี้จะมีวัสดุอัพเปอร์ที่บางๆ ทำให้ได้ฟีลลิ่งการเลี้ยงบอลที่ดีกว่า

  แต่ในด้านการควบคุมทิศทางหรือการเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลที่เลี้ยงด้วยความเร็ว
นั้น  เป็นอีกครั้งที่วัสดุหนามยางเข้ามามีบทบาทให้กับ Predator 20.1 อย่างมิอาจปฏิเสธ
ได้  โดยเฉพาะการเปลี่ยนทิศทางลูกฟุตบอลแบบทันทีทันได้  เพื่อหลอกคู่แข่งให้หลงทาง
รวมถึงการเลี้ยงบอลตะลุยเข้าไปในพื้นที่แคบๆ เปลี่ยนทิศทางแบบซ้ายทีขวาที  สามารถ
ทำได้อย่างแม่นยำ  และดีกว่าอัพเปอร์เรียบๆ ของทั้ง X 19.1 และ Nemeziz 19.1 
ด้วยซ้ำ  ในการทดสอบนี้ผมลงคะแนนให้ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน  ตัวเลขจะเป็นรองเท้า
ให้กับ Phantom Venom Elite เนื่องจากฟีลลิ่งการเลี้ยงบอลที่เป็นธรรมชาติของ
ไนกี้นั้นคือสิ่งที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงบอลมากกว่านั่นเอง

  คะแนน : 9 / 10

  ประสิทธิภาพการยิงประตู



  มาถึงบททดสอบการยิงประตูของอาดิดาส Predator 20.1 กันบ้าง  หัวข้อนี้ก็ถือเป็น
คีย์ฟีเจอร์สำคัญของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้มาโดยตลอด  และขอบอกเลยว่าประสิทธิภาพ
รวมถึงบุคลิกในการยิงประตูของราชานักล่าโฉมนี้ก็แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

  Predator 20.1 นั้นไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลที่เน้นการยิงประตูที่หนักหน่วง  เหมือนกับ
Predator 18.1
(รวมถึง Predator 19.1) อีกต่อไป  ถ้าใครที่อยากได้อาวุธหนัก 
การยิงประตูที่รุนแรง  เน้นการยิงเอามันส์ล่ะก็  คงต้องบอกว่า Predator โฉมเก่าตอบโจทย์
นี้ได้ดีกว่า  แต่ถ้าใครที่อยากได้ความสมดุลในการยิงประตู  โดยมีความแม่นยำเป็นจุดเด่น
อาดิดาส Predator 20.1 คือคำตอบและเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบมากกว่า

  เริ่มจากจังหวะการวางเท้าหลักก่อนยิงลูกฟุตบอลแบบเต็มแรก  เหมือนจะรู้สึกว่าปุ่ม FG
นั้นสามารถจิกเข้ากับพื้นสนามได้ลึกและดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  เนื่องจากปุ่มที่มีพื้นที่หน้าตัด
น้อยลง  ทำให้ปุ่มมีความเรียวและยาวขึ้น  ทำให้การวางเท้าหลักลงบนพื้นสนามสามารถ
ทำได้อย่างมั่นคง  ไม่มีอาการลื่นไถล  แม้ว่าในตอนทดสอบจะมีบางจังหวะที่เผลอวางเท้าหลัก
ได้ไม่เต็มฝ่าเท้า ก็ยังไม่เจอปัญหาการลื่นไถลจนเสียจังหวะของเท้าหลักเลย  ถือได้ว่าปุ่ม FG
ของ Predator 20.1 ทำหน้าที่ยึดเกาะได้ดีมาก



  ในวินาทีที่หน้าสัมผัสของ Predator 20.1 ปะทะเข้ากับลูกฟุตบอลอย่างเต็มแรง  ฟีลลิ่ง
ระหว่างหน้าสัมผัสไม่ได้รู้สึกหนักแน่นเท่ากับอาดิดาส Predator 18.1  เนื่องจากวัสดุ
หนามยางเป็นตัวคั่นในการส่งแรงปะทะ  ทำให้ลูกฟุตบอลพุ่งออกไปจากเท้าไม่หนักหน่วง
รุนแรง  ก็ยอมรับตามตรงกับว่ารองเท้ารุ่นนี้ไม่ได้มีคาแรคเตอร์การยิงลูกฟุตบอลที่หนักหน่วง
หรือเอายิงมันส์ได้เหมือนเดิม

  ลองเปรียบเทียบน้ำหนักการยิงระหว่างคู่เปรียบเทียบทั้ง 3 รุ่น  ขอยกให้ Predator 18.1
ยิงลูกฟุตบอลได้รุนแรงมากที่สุด  ส่วน Predator 20.1 และ Phantom Venom Elite
ดูจะไม่แตกต่างกันนัก   รวมถึงรองเท้าหนังจิงโจ้แท้อย่าง มิซูโน่ Rebula 3 Japan ด้วย
เช่นกัน  น้ำหนักของลูกฟุตบอลที่ถูกยิงออกไปจากรองเท้าทั้ง 3 รุ่นนี้  ถ้าอยากยิงให้หนักหน่วง
จำเป็นต้องอาศัยกำลังขาของผู้เล่นมาช่วยหนุน  

   โดยรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรลทั้ง 3 แบรนด์นี้  ก็มีบุคลิกฟีลลิ่งการยิงประตูที่แตกต่างกัน
ออกไป  อาดิดาส Predator 20.1 จะมีฟีลลิ่งหน่วงจากระยะสัมผัสบอลที่ถูกคั่นด้วยวัสดุยาง
ในขณะที่ Phantom Venom Elite จะมีฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางกว่า รู้สึกสัมผัสถึงเท้า
และพร้อมให้ลูกฟุตบอลพุ่งออกไปได้ทันที  ส่วนทาง Rebula 3 Japan จะได้ฟีลลิ่งหนานุ่ม
จากวัสดุหนังจิงโจ้แท้นั่นเอง


  สำหรับจุดเด่นในการยิงประตูด้วย Predator 20.1  อยู่ที่การปั่นไซร้โค้งลูกฟุตบอลที่ถูกยิง
ออกไปเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ควบคุมทิศทางได้แม่นยำดั่งใจ  ทำได้ดีกว่ารองเท้ารุ่นอื่นๆ
อย่างชัดเจน  ด้วยประสิทธิภาพและลักษณะของวัสดุหนามยางสัมผัสบอล  จึงสามารถส่งแรง
เสียดทานระหว่างผิวของลูกฟุตบอล และเนื้อยางที่ไม่แข็งหรือไม่นิ่มจนเกินไป  ทำให้หน้าสัมผัส
ระหว่างวัสดุนั้นมีเวลามากขึ้นที่จะส่งแรงเฉือนทำให้ลูกฟุตบอลปั่นไซร้ได้ตามที่ต้องการ 

  ยอมรับเลยครับว่าผลลัพธ์ของการปั่นไซร้ที่ Predator 20.1 แสดงออกมา  ทำให้ผมนึกถึง
ความเป็น Predator ในยุคเก่าๆ อาทิ เจเนอเรชั่น Power Swerve ขึ้นมาในหัวทันที

  นอกจากประสิทธิภาพในการปั่นไซร้โค้งแล้ว  การยิงลูกฟุตบอลในลักษณะเปิดหน้าเท้า หรือ
เปิดสันเท้า  เพื่อให้ลูกยิงพุ่งไปในทิศทางตรงหน้า  ก็เป็นจุดเด่นของ Predator 20.1 ด้วย
เช่นกัน  จากการทดสอบยิงประตูในลักษณะดังกล่าว  ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่าการควบคุมทิศทาง
ทำได้ดีและง่ายดายมาก  ประเด็นนี้ถ้าเปรียบเทียบกับ Phantom Venom Elite ซึ่งก็มี
พื้นที่สัมผัสบอลบริเวณสันเท้าที่ออกแบบมาเพื่อการปั่นไซร้โค้งเช่นกัน  ยังรู้สึกว่าวัสดุหนาม
ของ Predator 20.1 นั้นช่วยควบคุมทิศทางลูกยิงได้ง่ายและสม่ำเสมอกว่า

  อย่างไรก็ตาม...หากเราวิจารณ์ในแง่ประสิทธิภาพการยิงประตูของ Predator 20.1
ผมขอลงคะแนนให้ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน  เหตุผลที่ไม่ได้คะแนนเต็ม  เพราะบคุลิกการยิง
ที่หนักหน่วง น้ำหนักรุนแรง ที่เคยเป็น DNA ของรองเท้าซีรี่ย์นี้นั้นมาไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก
คะแนนบวกส่วนใหญ่ไปอยู่กับการควบคุมทิศทางที่แม่นยำ แม้จะลองยิงแบบใส่เต็มข้อ
ล่อเต็มแข้งก็ยังควบคุมทิศทางได้ง่ายนั่นเอง

  คะแนน : 9 / 10

  การปกป้องเท้า

  ฐานทดสอบสุดท้ายจะมาว่ากันที่คุณสมบัติเชิงรับและการปกป้องเท้าของ Predator 20.1
กันครับ  จากการใช้งานที่ผ่านมา  ก็มีโอกาสที่โดนคู่แข่งเข้าปะทะอยู่บ้างตามปกติ  พบว่าวัสดุ
หนามยางบนอัพเปอร์นั้นจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน  ช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการปะทะ
เข้าใส่บริเวณหลังเท้าได้ดีพอสมควร  แม้จะเป็นรองการปกป้องจากอัพเปอร์หนังสังเคราะห์ของ
Predator 18.1 อยู่บ้าง เพราะในรายนั้น..ความหนา และความแน่นของเนื้อวัสดุ  ช่วยลด
อาการบาดเจ็บได้ดีกว่านี้  แต่หากเปรียบเทียบกับไนกี้ Phantom Venom Elite แล้ว 
จะเป็นทางฝั่ง Predator 20.1 ช่วยลดความเจ็บปวดจากการถูกย่ำใส่ได้ดีกว่า

  การซัพพอร์ตบริเวณข้อเท้าและหุ้มส้น  รวมถึงเกราะป้องกันส้นเท้าแบบภายนอกของรองเท้า
รุ่นนี้  ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มาเติมเต็มประสิทธิภาพการป้องกัน  หุ้มข้อและบุนุ่มด้านในให้การ
ซัพพอร์ตและล็อคกระชับเข้ากับส่วนเอ็นร้อยหวายได้กำลังดี  แม้จะไม่ได้แน่นกระชับสุดๆ
เหมือนกับรุ่นเดิม  แต่ก็เพียงพอที่จะช่วยซัพพอร์ตและลดโอกาสข้อเท้าพลิกในจังหวะการเคลื่อนที่  
หรือการล็อคส้นเท้าในจังหวะต่อเนื่องของการยิงประตู ให้มีความมั่นคง

  เกราะป้องกันส้นเท้าแบบภายนอกก็มีความหนาและแข็ง  ยังเป็นสิ่งที่พึ่งพาได้ในการปกป้อง
บริเวณส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายจากการถูกเข้าปะทะที่บริเวณนี้ 

  ในหัวข้อนี้ผมลงคะแนนให้ Predator 20.1 มีประสิทธิภาพเชิงรับอยู่ที 9 เต็ม 10 คะแนน
แม้จะเป็นตัวเลขที่ลดลงจากเจเนอเรชั่นเก่า  แต่ก็ถือว่าเป็นรองเท้ารุ่นนึงที่มีมาตรฐานในการปกป้อง


  คะแนน : 9 / 10

  บทสรุปการทดสอบ

  ในส่วนสุดท้ายนี้ผมจะมาสรุปเนื้อหาสาระสำคัญของการรีวิวทดสอบการใช้งานจริงภาคสนาม
ของ Predator 20.1 อีกครั้ง  ให้มีความกระชับได้ใจความ  เน้นประเด็นสำคัญ  จุดเด่นและ
จุดด้อย  รวมถึงสิ่งที่รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ดี  เพื่อตอบคำถาม
ว่าทำไมคุณควรเลือกอาวุธรุ่นนี้เป็นอาวุธคู่กาย

  ก่อนที่ในช่วงท้ายๆ จะสรุปเปรียบเทียบกับทั้ง อาดิดาส Predator 18.1 และไนกี้ Phantom
Venom Elite
ว่ารองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้ มีประสิทธิภาพหรือจุดเด่นอย่างไรบ้าง  ที่ยังเป็นปัจจัย
สำคัญจะมาเป็นก้างชิ้นใหญ่ในการต่อกรกับ Predator 20.1  และจะปิดท้ายด้วยการวิจารณ์
เกี่ยวกับความคุ้มค่า น่าใช้ และภาพลักษณ์โดยรวมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

  อาดิดาส Predator 20.1



  อาดิดาส Predator 20.1 จัดได้ว่าเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีความครบเครื่อง  พร้อมตอบโจทย์
กับทุกสไตล์การเล่นได้อย่างครบครัน  ประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ของรองเท้ารุ่นนี้มีความสมดุล
มาก  ทั้งเรื่องของฟีลลิ่งการสวมใส่ การสัมผัสควบคุมลูกฟุตบอล  รวมถึงการเคลื่อนที่ในรูปแบบ
ต่างๆ  ทำให้ราชานักล่าโฉมใหม่ในรุ่นท็อปคู่นี้  เป็นเบอร์หนึ่งของรองเท้าประเภทโมเดิร์น
คอนโทรล ณ เวลานี้เลยก็ว่าได้

  สิ่งที่ทุกคนโฟกัส..ก็คือประสิทธิภาพการควบคุมบอลของวัสดุหนามยางบนพื้นที่หน้าสัมผัส 
ซึ่งเป็นคีย์ฟีเจอร์ของ Predator 20.1  ที่ต้องบอกว่าสามารถใช้งานได้จริงและใช้งานได้ดี
มากด้วย  เป็นผลให้ทุกการควบคุมทิศทาง  โดยเฉพาะการปั่นไซร้โค้งนั้นสามารถทำได้อย่าง
ยอดเยี่ยม  และกล้ายืนยันว่าเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นท็อปที่ปั่นไซร้โค้งได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่งเท่าที่ผมเคย
ใช้งานมา 

  อย่างไรก็ตาม..ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลของ Predator 20.1 นั้นจะช้าลงจากเดิมพอสมควร
กล่าวคือ..การสัมผัสบอลแต่ละครั้งนั้นจะไม่รู้สึกถึงการสัมผัสระหว่างหน้าเท้ากับผิวของลูกฟุตบอล
ได้ทันที  มีอาการหน่วงๆ อันเกิดจากระยะของวัสดุหนามยางที่มาเป็นตัวคั่นบนอัพเปอร์หน้าสัมผัส
ในแง่ของการควบคุมลูกฟุตบอลอาจจะเป็นผลดี  เพราะพื้นผิวสัมผัสมีเวลามากขึ้นในการส่งแรง
ที่กระทำต่อกันละกัน  ทั้งการผ่อนแรงในการจับบอลแรกที่ง่ายขึ้น  แต่ในแง่ของฟีลลิ่งและการ
ตอบสนอง (Sensitive) จะลดลงไป  จึงอาจจะไม่ถูกใจผู้เล่นที่มีทักษะการควบคุมบอลส่วนตัว
ได้ดีอยู่แล้ว  พอมาเจอฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่หน่วงแล้วจะทำให้สปีดการเล่นลดลงไปบ้างไม่มาก
ก็น้อย

  สำหรับการยิงประตูก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ Predator 20.1 มีความโดดเด่นและแตกต่างจาก
ชาวบ้าน  ซึ่งต้องเปิดอกวิจารณ์กันแบบตรงไปตรงมา  ว่ารองเท้ารุ่นนี้ไม่ใช่อาวุธหนักในแบบที่
หลายคนเคยนิยามว่าเป็น “พาวเว่อร์คอนโทรล” อีกต่อไป  ปัจจัยต่างๆ มาจากลักษณะของวัสดุ
อัพเปอร์หน้าสัมผัสที่มีหนามยางมาคั่น  รวมถึงน้ำหนักของตัวรองเท้าที่ค่อนข้างเบา  ส่งผลทำให้
โมเมนตัมในการส่งแรงปะทะระหว่างลูกฟุตบอลก็ลดลง  ถ้าใครที่คนที่อยากได้ฟีลลิ่งการยิงประตู
แบบเต็มแรง  อาจจะไม่ถูกใจในตัวตนของรองเท้ารุ่นนี้สักเท่าไหร่นัก

  แต่ถ้าต้องการความสมดุลในการยิงประตู  ผมมองว่า Predator 20.1 สอบผ่านในประเด็นนี้
ได้แบบเต็มๆ เพราะมีปัจจัยทั้งเรื่องประสิทธิภาพการวางเท้าหลักที่มั่นคง  การควบคุมทิศทาง
ได้อย่างแม่นยำ ทั้งการปั่นไซร้โค้งหรือการยิงให้บอลพุ่งแบบตรงๆ  ฟีลลิ่งอัพเปอร์ที่ไม่ได้บาง
ติดเท้าจนเกินไป  ยังเป็นตัวช่วยให้ลดแรงปะทะที่สะท้อนกลับมาได้ดีพอสมควร  ดังนั้น..ถ้าคุณ
เป็นคนที่มีกำลังขาเยอะๆ  ก็สามารถที่จะยิงประตูด้วยรองเท้ารุ่นนี้ได้หนักหน่วง  โดยไม่รู้สึก
ระคายเคืองหรือระบมหน้าเท้ามากนัก

  อีกหนึ่งรายละเอียดที่พบว่า Predator 20.1 นั้นแสดงประสิทธิภาพออกมาได้ดี ก็คือการ
เคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนามของปุ่มแบบ FG ที่จิกพื้นสนามได้ลึกกว่าเดิม  สร้างการยึดเกาะ
ที่มั่นคง  และด้วยลักษณะของปุ่มที่มีส่วนโค้งมากขึ้น  จึงเป็นตัวช่วยเปิดองศาในการหมุนตัว
หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างสมูท ปุ่มไม่ล็อคกับพื้นสนามแน่นจนเกินไป

  นอกจากนั้น...ฟีลลิ่งการสวมใส่ ทั้งเรื่องความสบายและความกระชับ  ก็เป็นสิ่งที่ Predator
20.1
ทำออกมาได้ดีมาก  เรามักไม่ค่อยเจอกับรองเท้าฟุตบอลที่มีคุณสมบัติ 2 ข้อข้างต้น
พร้อมกันปกติถ้ารองเท้าที่ใส่สบาย  มักจะไม่ค่อยกระชับ  หรือถ้ารองเท้าที่กระชับมากๆ ก็จะ
ใส่ไม่ค่อยสบาย  แต่สำหรับ Predator 20.1 นั้นมีความสมดุลของคุณสมบัติดังกล่าว 
ตัวรองเท้าบีบกระชับกำลังดี  ซัพพอร์ตบริเวณข้อเท้าและความกระชับของส่วนหุ้มส้นก็เช่นกัน 

  แล้วอาดิดาส Predator 20.1 มีจุดอ่อนหรือไม่ ? ยอมรับว่าเป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกัน 
ถ้าจะมีก็คงเป็นเรื่องของประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนามที่น้อยไปหน่อย  เนื่อง
จากแผ่นรองพื้นนั้นค่อนข้างบาง  ที่น่าแปลกใจคือบางกว่าแผ่นรองพื้นของ X 19.1 ซึ่งเป็น
รองเท้าประเภทความเร็วเสียอีก  เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องเดียวที่ผมอยากให้อาดิดาสปรับปรุง  ถึงแม้ว่า
ตัวรองเท้าจะสามารถใช้งานบนพื้นสนามหญ้าเทียมได้ปกติก็ตาม

  องค์ประกอบและประสิทธิภาพทั้งหมดที่ผมสามารถสัมผัสได้จากการทดสอบ อาดิดาส Predator
20.1
ในครั้งนี้  ประเมินในฐานะการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรลแล้ว  ผมให้
คะแนน 10 เต็ม 10 กับรองเท้ารุ่นนี้เลย  ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาวุธคู่เท้า  ที่มีความสมบูรณ์แบบ
และตอบโจทย์การใช้งานตามสไตล์รองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลได้อย่างแท้จริง

  คะแนน คุณสมบัติความเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรล : 10 / 10


  เปรียบเทียบกับอาดิดาส Predator 18.1



  เอกลักษณ์ที่เป็นตัวตนและเป็นจุดขายของ Predator 18.1 ที่เหนือกว่า Predator 20.1
ก็คือฟีลลิ่งการสัมผัสบอล และการส่งแรงปะทะที่หนักหน่วง  รองเท้ารุ่นนี้ตอบโจทย์การยิงประตู
ที่รุนแรง  สามารถเห็นลูกฟุตบอลพุ่งทะยานราวกับจรวดได้ไม่ยากจากการยิงด้วยรองเท้ารุ่นนี้
นอกจากการยิงประตูแล้ว  การแปส่งบอลแบบ Killer Pass ที่เน้นความแรงเป็นหลัก ก็เป็นอีก
จุดขายของรองเท้าโฉมนี้

  ในขณะที่การควบคุมทิศทาง  แม้จะเป็นรองให้กับ Predator 20.1 อยู่บ้าง  แต่เอาจริงๆ
ก็พอที่จะหวั่งพึ่งได้อยู่นะ  ทั้งการปั่นไซร้โค้งหรือการยิงตรงๆ ด้วยสันเท้า  แต่มีเงื่อนไขว่าต้อง
ใช้กับสภาวะที่ผิวสัมผัสแห้งสนิท  ถ้าหน้าสัมผัสเปียกน้ำขึ้นมาล่ะก็..ต้องบอกว่าประสิทธิภาพ
ในการดึงดูดหรือควบคุมทิศทางลูกยิงนั้นจะลดลงไปเยอะมาก  ตรงกันข้ามกับ Predator
20.1
ที่ยิ่งเปียกน้ำ วัสดุหนามยางยิงดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น

  แต่ด้วยฟีลลิ่งการสัมผัสบอลของอัพเปอร์ที่หนาแบบแน่นๆ  ฟีลลิ่งสัมผัสบอลที่ดุดัน  ทำให้
การเลี้ยงบอลไปกับเท้าแต่ละจังหวะนั้นควบคุมน้ำหนักบอลได้ยาก  การแตะบอลผิดน้ำหนัก
เพียงเล็กน้อย  อาจทำให้ลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่นั้นห่างออกไปจากการควบคุมได้ไม่ยาก

  ประสิทธิภาพด้านการเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม  ปุ่มแบบ FG ที่มีขนาดใหญ่กว่า
ทำให้ปุ่มดูสั้นกว่า  จึงรู้สึกว่าปุ่มจิกลงไปในพื้นสนามได้ไม่ลึกมากนัก  แต่ด้วยลักษณะของปุ่ม
ที่มีรูปทรงเหลี่ยม  ทำให้ฟีลลิ่งการล็อคพื้นสนามนั้นมีความแน่นหนาและแม่นยำไม่แพ้กับ
และที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือโครงสร้างของชุดพื้นช่วงกลางที่หนา จน "โครตแข็ง" สามารถสร้าง
แรงดีดกลับให้จังหวะการสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้าได้อย่างดุดันเป็นอย่างมาก

  อย่างไรก็ตาม..จุดอ่อนสำคัญของ Predator 18.1 ก็คือฟีลลิ่งการสวมใส่ที่ไม่สบายเท้า
เอาเสียเลย  เป็นรองเท้ารุ่นนึงที่ต้องใช้ระยะเวลาในการ Break-in นานมาก  และยากที่จะบอก
ว่าต้องอดทนสวมใส่กันนานเพียงใด...ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะว่าจะอดทนไหวหรือไม่


  เปรียบเทียบกับไนกี้ Phantom Venom Elite



  วัสดุอัพเปอร์ของคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Phantom Venom Elite นั้นจะให้ฟีลลิ่งสัมผัสบอล
ที่บางเป็นธรรมชาติ  การสัมผัสแต่ละครั้งจะได้ความรู้สึกระหว่างเท้าด้านในและลูกฟุตบอลได้
ในทันทีทันใด  ตอบโจทย์ต่อผู้เล่นที่ต้องการความเร็วในจังหวะการสัมผัสบอล  เพื่อให้เล่นบอล
ในจังหวะต่อเนื่องได้รวดเร็ว

  อีกหนึ่งจุดเด่นของ Phantom Venom Elite ก็คือประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ และการ
ยึดเกาะพื้นสนามของชุดปุ่ม FG  ที่จิกพื้นสนามได้เหนี่ยวแน่นมั่นคง  โดยเฉพาะจังหวะกระชาก
หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง  พบว่าปุ่มนั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนที่
ด้วยรองเท้ารุ่นนี้ทำได้อย่างแม่นยำ  ช่วงล่างของรองเท้ารุ่นนี้ดีที่สุดในกลุ่ม  จนสามารถเทียบ
ได้กับรองเท้าประเภทความเร็วในตลาดได้อย่างสบายๆ

  ประสิทธิภาพการยิงประตูของรองเท้ารุ่นนี้ก็มีทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่างกับอาดิดาส
Predator 20.1 เรื่องแรกคือรองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้ไม่ใช่ปืนใหญ่ที่จะยิงลูกฟุตบอลได้หนักหน่วง
และไม่ได้ยิงเอาสนุกได้มากนักเหมือนกันทั้งคู่  สำหรับสิ่งที่แตกต่างกันก็คือฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่
Phantom Venom Elite บางกว่า  ทำให้การยิงลูกฟุตบอลแบบเร็วๆ เช่นการฉวยโอกาสยิง
ทำได้ดีกว่า  แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงปะทะที่สะท้อนกลับมาจนรู้สึกยังเท้าด้านในได้มากกว่าเช่นกัน

  พื้นที่สัมผัสบอลบริเวณสันเท้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อการยิงประตูและปั่นไซร้ของ Phantom
Venom Elite
 นั้นก็มีประสิทธิภาพในการปั่นไซร้บอลได้ดีเหมือนกัน  ถ้าสัมผัสเข้าตามแนว
การสัมผัสบอลจริงๆ  จะพบว่ารองเท้ารุ่นนี้สามารถให้ผลลัพธ์ในการปั่นไซร้โค้งได้ดีไม่แพ้กัน
เพียงแต่ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลจะแข็งๆ และรู้สึกว่าลูกฟุตบอลออกจากเท้าได้ไวกว่าวัสดุหนามยาง
ของ Predator 20.1

  อย่างไรก็ตาม...Phantom Venom Elite เป็นรองเท้าที่มีพื้นที่ข้างเท้าด้านในน้อยที่สุด
ในกลุ่มที่แข่งตอนนี้  ทำให้การแปส่งบอลนั้นทำได้ไม่เต็มสัมผัส ประกอบกับน้ำหนักของรองเท้า
เองก็ไม่ได้มากมายอยู่แล้ว  จึงไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลที่เกิดมาเพื่อนักเตะประเภทเพลย์เมกเกอร์
ที่ชื่นชอบการส่งบอลสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมมากนัก

  จุดอ่อนเล็กๆ ของไนกี้ Phantom Venom Elite ดันมาอยู่ที่ความสบายในการสวมใส่ 
เพราะหุ้มส้นของรองเท้ารุ่นนี้ใส่ไม่สบายนัก  โดยเฉพาะปลายหุ้มส้นที่งุ้งเข้ามาจนกดทับเข้ากับ
เอ็นร้อยหวาย  จึงรู้สึกติดๆ ขัดๆ และมีอาการกัดส้นอยู่บ้าง  รวมถึงความกระชับ หรือ Fitting
เข้ารูปกับสรีระเท้าของวัสดุอัพเปอร์ที่แม้จะทำได้ดี  แต่ผมว่าอัพเปอร์ของ Predator 20.1
ยังทำได้ดี กระชับและแนบสนิทกับรูปเท้าได้มากกว่า

  ความคุ้มค่าและความน่าใช้
     
  

  แน่นอนว่าตอนนี้ Predator 20 คือเบอร์หนึ่งในการทำตลาดของอาดิดาส  การกลับมา
ในแบบที่แตกต่างจากเจเนอเรชั่นก่อนแบบชัดเจนแทบทุกจุด  ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราชานักล่า
เจเนอเรชั่นนี้ได้รับความสนใจ  และถูกโปรโมทแบบจัดเต็มต่อเนื่องจากทางแบรนด์เอง  จนเป็น
รองเท้าฟุตบอลที่หลายคนจับตามองและอยากมีโอกาสได้ลองสัมผัสใช้งานด้วยตัวเองให้ได้

  เราจะพูดถึงเรื่องของภาพลักษณ์กันก่อน...อาดิดาส Predator 20 เป็นรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์
ที่มีนักฟุตบอลระดับโลกหลายคนเลือกใช้ (ทั้งนักเตะที่ติดสัญญากับอาดิดาส และนักเตะที่ไม่ติด
สัญญา) หากใครสังเกตกันดีๆ จะเห็นได้ว่า  นักฟุตบอลที่เคยสวมใส่รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่น
ของอาดิดาส  เปลี่ยนมาเลือกใช้บริการ Predator 20 ลงสนามมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นทีมไหน
ย่อมต้องมีนักเตะที่เลือกรองเท้ารุ่นนี้เป็นอาวุธเวลาลงสนาม ไม่น้อยกว่า 2 – 3 คนเลยทีเดียว  
แสดงถึงความฮิตในหมู่นักเตะอาชีพเป็นอย่างมาก

  

  ในขณะที่รายชื่อพรีเซนเตอร์หลักที่ผูกมัดสัญญาอย่างเป็นทางการกับอาดิดาส  ยังคงนำทัพ
มาโดย พอล ป็อกบา ในฐานะพรีเซนเตอร์หลัก  นอกจากนี้ยังมีชื่อของ มาร์ค-อันเดร แทร์
สเตเกิน
ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติเยอรมันนี  ที่รับบทบาทในการโปรโมทถุงมือประจำซีรี่ย์
Predator 20
ด้วยเช่นกัน  

  

  เท่านั้นยังไม่พอ...เพราะในการโปรโมท Predator 20 ครั้งนี้ อาดิดาสยังได้นำเอา
เดวิด เบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้
มาร่วมในงานโปรโมทอีกด้วย  เล่นทำเอาเหล่าสาวกทั่วโลกดีใจกันเป็นอย่างมาก

  ทีนี้มาโฟกัสกันที่ตัวรองเท้ารุ่น Predator 20.1 ในประเด็นของประสิทธิภาพการ
ใช้งานที่ได้รับ  เมื่อเปรียบเทียบกับราคาค่าตัว 7,900 บาท กันบ้าง  ว่ามีความคุ้มค่า
หรือไม่  ประเด็นนี้ผมเชื่อว่า Predator 20.1 สอบผ่านในแบบไร้ข้อกังขา  ฟีเจอร์ต่างๆ
ที่อาดิดาสโปรโมทออกมานั้นไม่เกินความจริง  ทุกอย่างใช้งานได้จริง  และสามารถมอบ
ประสบการณ์การใช้งานในแบบที่แตกต่างจากเติมจนเรียกได้เต็มปากว่านี่คือ "ของใหม่"
หรือ "Model Change" ครั้งสำคัญอย่างแท้จริง

  ส่วนประเด็นที่หลายคนสงสัยก็คือความทนทานของวัสดุ “หนาม” แถบยางสัมผัสบอล 
เรื่องนี้มีคำถามออกมาให้เห็นในโลกโซเชี่ยลตั้งแต่รองเท้ายังไม่ออกวางจำหน่ายด้วยซ้ำ 
ว่ามันจะมีความทนทานเพียงใด  ใช้ไปนานๆ แล้วหนาวจะหลุดออกจากอัพเปอร์รึเปล่า
สำหรับผมเองที่ใช้งาน Predator 20.1 มากว่า 2 เดือน  ด้วยระยะเวลาที่นานพอสมควร
แล้ว  พบว่าวัสดุ “หนาม” บนอัพเปอร์ของรองเท้าคู่นี้  ยังคงอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์  ไม่มีหลุด
หายออกไปไหน  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น...ก็มีข้อมูลจากเพื่อนๆ ที่ใช้งานรองเท้ารุ่นนี้เหมือนกัน 
ว่า “หนาม” มีการสึกหรอออกไปบ้าง  ถลอกไปบ้าง  คาดว่าน่าจะมาจากการถูกปุ่มสตั๊ด
หรือการเข้าปะทะของคู่แข่ง  ซึ่งประเด็นนี้ก็ยอมรับกันตามตรงว่ามันเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยง
ได้ยาก

  จากเหตุผลข้างต้น..ผมมองว่าอาดิดาส Predator 20.1 เป็นหนึ่งในรองเท้าฟุตบอล
ที่น่าใช้ที่สุดในตอนนี้  และอาจจะหมายถึงในปี ค.ศ. นี้เลยก็ว่าได้  ชื่อเสียงและตัวตนของ
ความเป็น Predator นั้นกลับมาแบบจัดเต็ม ยิ่งกว่าตอนเจเนอเรชั่น Predator 18 หรือ
Predator 19 อย่างที่บอกไปว่านี่คือการกลับมาของ Predator ที่มีวัสดุแถบยางปั่นไซร้
บนตัวรองเท้า ครั้งแรกที่รอบเกือบ 6 ปี  ทำให้ ในหัวข้อนี้...ผมขอให้คะแนนความน่าใช้
และความคุ้มค่าของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน

  คะแนน : 9 / 10



  ผมหวังว่าทุกการรีวิว การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในบทความนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่าน
ทุกท่าน  ได้นำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจว่าอาดิดาส Predator 20.1 คืออาวุธที่ท่าน
กำลังมองหาอยู่หรือไม่  ถ้าหากเป็นเช่นนั้น...ผมก็เชียร์ให้ลองคว้าเอารองเท้ารุ่นนี้มาใช้งาน
ให้ได้  รองเท้าที่เหมาะกับสไตล์การเล่นของเราเอง  จะช่วยให้เราสนุกไปกับการใช้งาน  และจะ
เค้นฟอร์มเก่งของเราออกมาได้อย่างแน่นอน

  ยิ่ง ณ ตอนนี้อาดิดาส Predator 20.1 กำลังทะยอยเปิดตัวสีใหม่ๆ ออกมาทำตลาดเรื่อยๆ
ก็ลองเข้าไปสัมผัส ลองจับ ลองสวมใส่รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้กันได้แล้ว ที่ร้าน อาดิดาส แบรนด์
เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามพารากอน, อาดิดาส สปอร์ต
เพอร์ฟอร์แมนซ์  หรือถ้าจะเอาสะดวกและให้เหมาะกับสถานการณ์ในขณะนี้...ก็สั่งซื้อออนไลน์
ผ่านทาง อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th ได้เช่นกัน  

  ...แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปครับ... 

  SiamBoots Rating  

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก              
การเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนาม            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ        
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล            
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
ประสิทธิภาพการยิงประตู            
การปกป้องเท้า            
ภาพรวมรองเท้า "คอนโทรล"          
ความคุ้มค่าและน่าใช้งาน            

   

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 25 มีนาคม 2020 เวลา 23.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com

 



"Hand On!" อาดิดาส Predator 20.1


"Hand On!"แพน Bravo Agilis


"Hand On!" คิปสตา Agility 900