"Impression" มิซูโน่ Morelia Zero - รองเท้าคลาสสิค "เรโทร" ที่ดีที่สุดตอนนี้
  
  บทความนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปทดสอบการใช้งาน รองเท้าฟุตบอล Morelia Zero
ตำนานย้อนยุคที่มิซูโน่นำกลับมาทำอีกครั้ง  เพื่อพาสาวกเหล่านกรันเบิร์ดกลับไปสัมผัสกับประสบการณ์
ความคลาสสิคที่นับเป็นจุดกำเนิดแรกของรองเท้าฟุตบอลจากค่ายนี้

  โดยในบทความนี้จะเป็นการรีวิวแบบ "Impression" ซึ่งจะสรุปประสิทธิภาพทั้งหมด  ที่ผมสัมผัส
ได้จากการใช้งานจริง  ขอย้ำว่าผ่านการใช้งานจริงเหมือนกับการรีวิวในบทความ Boots Testing!
เหมือนที่ผ่านมานะครับ แต่จะขอนำมาเขียนสรุปแบบเนื้อๆ  แล้วจะตัดเกณฑ์คะแนนตามแต่ละหัวข้อ
ในส่วนตารางด้านท้ายสุดของบทความเช่นเคย



  ก่อนที่จะไปเข้าสู่ส่วนทดสอบการใช้งานจริง มิซูโน่ Morelia Zero นั้น  ผมจะขอขยายความของ
คำว่ารองเท้าคลาสสิค "เรโทร" ที่ขึ้นหัวเอาไว้หน่อย  คำจำกัดความของรองเท้ากลุ่มนี้คือรองเท้า
ที่ทางค่ายตั้งใจนำเอารองเท้าฟุตบอลยุคเก่าของตัวเอง กลับมาผลิตจำหน่ายอีกครั้ง  โดยมักจะอ้างอิง
กับตำนานความเป็นมา หรือจุดกำเนิดที่แต่ละค่าย แต่ละแบรนด์เริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการฟุตบอล
โดยรองเท้าฟุตบอลกลุ่มคลาสสิคเรโทร หรือฝรั่งนิยมเรียกว่า "Old School" นั้น  ส่วนใหญ่จะไม่ค่อย
นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ใส่เข้าไปมากนัก อาจจะมีบ้าง..แต่ไม่ใช่จุดขายหลัก  เพราะตัวรองเท้าจะเน้น
ขายความเป็นตำนาน ความคลาสสิค และเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากการโปรโมท



  Morelia Zero ที่เราจะรีวิวการใช้งานในบทความนี้ คือความเป็นตำนานของมิซูโน่ ตามที่ผมได้
เคยให้ข้อมูลไปแล้วในบทความ Hand On! แล้วค่ายอื่นๆ แบรนด์อื่นๆ ล่ะ ? มีรองเท้ารุ่นไหนบ้างที่นับ
ว่าเป็นคลาสสิคเรโทร  อย่างอาดิดาสก็มี Copa Mundial ที่ยังทำตลาดอยู่เช่นกัน  และถือว่าเป็น
คู่แข่งโดยตรงกับ Morelia Zero ในตอนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ส่วนทางไนกี้ก็มี Tiempo 1994
ที่ก็เคยรีเมคออกมาวางจำหน่ายเหมือนกัน  รวมถึง Tiempo Premier ที่ยังทยอยผลิตออกมา
วางจำหน่ายในตลาดยุโรปอยู่  และอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยันทำรองเท้ากลุ่มนี้ออกมาขายเรื่อยๆ ก็คือ
เดียดอร์รา ที่มีรองเท้าซีรี่ย์ Brasil 1984 และทางพูม่า ก็มีรองเท้าคลาสสิคตำนานอย่าง King
Top Di
นั่นเอง




  แนะนำการเลือกไซส์ Morelia Zero



  คำแนะนำในการเลือกไซส์ Morelia Zero คู่นี้ ยอมรับว่าให้ข้อมูลยากอยู่เหมือนกัน  เพราะรองเท้า
ที่ผมได้รับการสวมใส่นั้นเป็นไซส์ 28.0 cm แล้วพบว่าระยะหัวเหลือพอสมควร  แต่เหลือน้อยกว่าตอนที่ใส่
Rebula 3 Japan และเหลือมากกว่าตอนที่ใส่ Morelia Neo II Japan อยู่เล็กน้อย  ถึงแม้ว่า
หัวรองเท้าจะเหลือ  แต่ก็ถือว่าเป็นระยะที่พอจะสวมใส่ลงเล่นได้อยู่  เอาจริงๆ ก็อยากลองไซส์ 27.5 cm
เพื่อลองแบบตรงไซส์เหมือนกันนะ  เพราะคิดว่าระยะหัวรองเท้าน่าจะพอดีขึ้นจนเกือบชน

  อย่างไรก็ตาม..ฟีลลิ่งด้านข้างตอนที่ใส่รองเท้ารุ่นนี้ ไซส์ 28.0 cm ก็แน่นกระชับอยู่ ไม่ได้หลวมจน
เกินไป  สามารถสวมใส่ใช้งานลงเล่นได้เต็มที่เหมือนปกติ  แถมยังเป็นฟีลลิ่งที่สบายๆ ตามสไตล์รองเท้า
ฟุตบอลกลุ่มเรโทรแบบนี้อีกด้วย

  ดังนั้นต้องบอกว่า มิซูโน่ Morelia Zero เป็นรองเท้าอีกหนึ่งรุ่นที่ควรจะไปหาลองไซส์จริงด้วยตัวเอง
น่าจะปลอดภัยที่สุด  แต่ถ้าจะให้แนะนำจริงๆ ก็ต้องบอกว่าคนที่มีรูปเท้าเรียว ให้เลือกตรงไซส์ได้เลยครับ
ส่วนคนที่มีรูปเท้าอวบอ้วน ฝ่าเท้าแบน  ถ้าอยากใส่สบายหน่อย  ก็พอที่จะเพิ่มครึ่งไซส์ได้อยู่ หัวเหลือ
นิดหน่อย  แต่ก็ไม่มากจนเกินไป  ยังพอจะสวมใส่ลงเล่นได้แบบสบายๆ



  ทดสอบการใช้งาน มิซูโน่ Morelia Zero

  เอาล่ะครับ..มาเข้าสู่การทดสอบการใช้งานจริงของรองเท้ารุ่นนี้กัน  โดยบอกกันตรงๆ เลยว่าผมจะ
เปรียบเทียบ Morelia Zero กับ Copa Mundial ในหลายเรื่องๆ  เพราะเป็นรองเท้าคลาสสิค
เรโทรอีกหนึ่งรุ่นที่ผมกำลังได้ใช้งานอยู่ตอนนี้  ถือเป็นจังหวะที่ลงตัวอย่างเป็น  แม้ว่าผมจะยังไม่ได้เขียน
บทความรีวิวรองเท้าฟุตบอลโคตรคลาสสิคจากอาดิดาสอย่างเป็นทางการก็ตาม  แต่ขอยืนยันว่าสามารถ
นำเอามารีวิว วิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อยระหว่างรองเท้าทั้งสองรุ่นนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา
แน่นอน



  มิซูโน่ Morelia Zero สร้างความประทับใจในเรื่องของวัสดุหนังจิงโจ้เกรดพรีเมี่ยม ที่สามารถ
ให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่หนา และนุ่มเท้าเป็นอย่างมาก  ข้อได้เปรียบของ Morelia Zero ก็คือ
ชิ้นส่วนที่เป็นหนังจิงโจ้แท้บริเวณหัวรองเท้านั้นมีพื้นที่มากกว่าและกว้างกว่า Copa Mundial
อย่างชัดเจน  เป็นผลทำให้ Morelia Zero มีพื้นที่สัมผัสบอลเยอะกว่า  ใช้งานง่าย  เข้าถึง
การสัมผัสบอลได้อย่างหลากหลายรูปแบบ  ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลทำให้รู้สึกว่าการสัมผัสบอล
แต่ละจังหวะของรองเท้ารุ่นนี้มีความเต็มสัมผัสทุกครั้ง

  อย่างไรก็ตาม..คุณลักษณะความนุ่มของหนังจิงโจ้ที่รู้สึกได้จากการสัมผัสบอลระหว่าง Morelia
Zero
กับ Copa Mundial จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย  นับเฉพาะการสัมผัสบอลที่โดน
เข้ากับหนังจิงโจ้แบบเต็มๆ ใบเหมือนกันนั้น  พบว่าหนังจิงโจ้ของ Morelia Zero จะให้ฟีลลิ่ง
หนาๆ นุ่มๆ  สัมผัสบอลระหว่างลูกฟุตบอลกับผิวของหน้าเท้านั้นจะห่างกันนิดหน่อย  ในขณะที่
หนังจิงโจ้ของ Copa Mundial นั้นจะบางกว่า ทำให้ได้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่เป็นธรรมชาติ
ในขณะที่ความนุ่มอาจจะลดหลั่นลงไปเล็กน้อยเท่านั้น

  ความแตกต่างข้างต้นในการใช้งานจริงอาจจะไม่ได้มีผลอะไรมากนักสำหรับนักเตะยุคใหม่ที่คุ้นเคย
กับรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ๆ  แต่สำหรับคนที่นิยมเล่นรองเท้าฟุตบอลคลาสสิคเรโทรมาก่อน  เชื่อว่า
ท่านจะรู้สึกถึงความแตกต่างได้ทันทีที่ลองใช้งาน  และมีผลแน่นอนต่อความชอบของแต่ละบุคคล  
ถ้าเลือกจากปัจจุยข้างต้น  พอจะบอกได้ว่าถ้าชอบหนังจิงโจ้ที่มีความหนาและนุ่มมากๆ ให้ไปทาง
Morelia Zero  แต่ถ้าเป็นคนที่อยากได้ฟีลลิ่งบางๆ สัมผัสเป็นธรรมชาติ  และความนุ่มก็ไม่ได้
ขี้เหร่อะไรเลย  ดูแล้วทางอาดิดาส Copa Mundial จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า



  การสัมผัสบอลและการควบคุมบอลของมิซูโน่ Morelia Zero  โดยรวมแล้วก็อาศัยจุดเด่น
ของวัสดุหนังจิงโจ้  ที่ช่วยทำให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลนั้นนุ่มนวล ควบคุมบอลได้ง่าย  เริ่มจากจังหวะ
การจับบอลแรก  ถือได้ว่าความหนานุ่มของอัพเปอร์มีส่วนช่วยทำให้การจับบอลแรกนั้นอยู่เท้าได้ดี 
คอนโทรลบอลได้ง่ายและนุ่มนวลอย่างชัดเจน  ส่วนพื้นที่ข้างเท้าด้านในค่อนข้างกว้าง เข้าถึงการ
สัมผัสบอลได้ง่ายและเต็มใบ ก็เป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้การรับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในของ
Morelia Zero นั้นตอบโจทย์คนชอบฟีลลิ่งการสัมผัสบอลแบบนุ่มเท้าและควบคุมทิศทางได้ง่าย

  คำถามที่น่าสนใจคือการสัมผัสบอลด้วยรองเท้าประเภทนี้  แตกต่างจากรองเท้าคลาสสิคยุคใหม่
อย่างไร ? คำตอบก็คือฟีลลิ่งการสัมผัสบอลของรองเท้าคลาสสิคเรโทร  นั้นจะได้ฟีลลิ่งความนุ่ม
จากวัสดุหนังจิงโจ้แท้ๆ โดยไม่ได้มีเทคโนโลยีใดเข้ามาเติมแต่ง  ฟีลลิ่งอาจจะหนากว่ารองเท้ายุคใหม่
แต่มันเป็นฟีลลิ่งความนุ่มที่หาไม่ได้จากรองเท้าคลาสสิคยุคใหม่เช่นกัน

  อย่างไรก็ตาม..ต้องยอมรับว่ารองเท้าฟุตบอลประเภทนี้จะไม่มีเทคโนโลยีพิเศษที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการควบคุมบอลมาช่วยอำนวยความสะดวกมากนัก  ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศทางบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า
ด้วยความเร็ว หรือการปั่นไซร้โค้งในจังหวะยิงประตู  ทั้งหมดนี้ยังต้องอาศัยทักษะการคอนโทรลบอล
เฉพาะตัวของผู้เล่นเป็นหลัก  

  สิ่งที่มิซูโน่ Morelia Zero มีให้นั้นคือพื้นที่สัมผัสบอลที่เต็มใบกับความนุ่มที่ช่วยให้รู้สึกถึงฟีลลิ่ง
การส่งแรงระหว่างหน้าเท้ากับลูกฟุตบอลที่หนักแน่น  ดังนั้นรองเท้ารุ่นนี้จึงเหมาะกับการแตะเลี้ยงบอล
หรือการยิงประตูในทิศทางตั้งฉากกับหน้าสัมผัส  เพื่อให้ลูกฟุตบอลเคลื่อนที่หรือพุ่งออกไปตรงๆ มากกว่า
การส่งแรงเฉือนระหว่างผิวสัมผัส  ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนที่มีสไตล์การออกบอลตรงๆ ง่ายๆ  รองเท้ารุ่นนี้
จะตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี




  อีกหนึ่งจุดเด่นที่ต้องบอกว่า Morelia Zero ทำได้ดีกว่า Copa Mundial อย่างชัดเจนก็คือ
ฟีลลิ่งความกระชับและซัพพอร์ตของหุ้มส้นเท้า  ที่หุ้มส้นของรองเท้ารุ่นนี้โอบกระชับเข้ากับรอบข้อเท้า
ได้อย่างแน่นสนิท  แต่ยังคงได้ความสบายมาพร้อมๆ กัน  ในขณะที่หุ้มส้นของ Copa Mundial
นั้นจะมีอาการหลวมๆ ให้ได้รู้สึกมากกว่า  และสัมผัสของเกราะหุ้มส้นที่แข็งกว่า  จากที่เคยใช้งานรองเท้า
ทั้งสองรุ่นมา  ผมประทับใจฟีลลิ่งหุ้มส้นของทางมิซูโน่มากกว่าอย่างชัดเจน  ในทางตรงกันข้าม..ผมจัด
ให้การซัพพอร์ตหรือหุ้มกระชับบริเวณส้นเท้าเป็นจุดอ่อนหลักๆ ของ Copa Mundial เลยล่ะ

  เช่นเดียวกับความสบายในการสวมใส่บริเวณอัพเปอร์ของตัวรองเท้าด้านหน้า  ที่ต้องบอกว่ารองเท้า
รุ่นนี้ตอบโจทย์ความสบายได้ในระดับสูงสุด  ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิค
เรโทรกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ผมสามารถสวมใส่ Morelia Zero ลงเล่นครั้งแรกได้ทันที  เรียกได้ว่า
ตัวรองเท้า Break-in ตั้งแต่แรกใส่เลย

  ในทางกลับกัน..ผมยังรู้สึกว่าอัพเปอร์ของ Morelia Zero ก็สามารถให้ความกระชับได้ดีพอควร
โดยเฉพาะการดึงกระชับแนวร้อยเชือกที่พบว่ามีผลทำให้อัพเปอร์ของตัวรองเท้านั้นสามารถ  สร้างความ
กระชับกับบริเวณหลังเท้าได้ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้งานจริง  ไม่หลวม  รวมถึงลิ้นรองเท้าที่หลายคน
อาจจะกังวลว่าจะมาเกะกะบริเวณหลังเท้า จนทำให้สูญเสียความมั่นใจในการใช้งานจริงหรือไม่นั้น  ต้องบอก
ว่าลิ้นของ Morelia Zero นั้นมีความนิ่มมาก  ไม่ใช่ลิ้นแข็งแบบ Morelia II  ดังนั้นเมื่อใช้งานจริง
แทบจะไม่รู้สึกว่ารองเท้ารุ่นนี้มีลิ้นเลยล่ะ



  และตามสไตล์รองเท้าคลาสสิคเรโทร  เราก็จะคุ้นเคยกับปุ่มรองเท้า FG แบบปุ่มกลม ขนาดใหญ่
กันเป็นอย่างดี  ส่งผลให้ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของ มิซูโน่ Morelia Zero นั้นค่อนข้างสมดุล
ทั้งการลงน้ำหนักที่เต็มฝ่าเท้า  รู้สึกถึงการกระจายน้ำหนักตัวและแรงกดบนพื้นสนามที่คงที่สม่ำเสมอ

  โครงสร้างฐานพื้นของ Morelia Zero ที่มีลักษณะหน้ากว้างและราบเรียบ  ไม่ได้มีโครงสร้าง
ช่วงกลางฝ่าเท้าที่มีลักษณะนูนแข็งขึ้นมาเป็นพิเศษเหมือนกับฐานพื้นของรองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ๆ
ส่งผลให้ฐานพื้นชุดนี้ไม่ได้ช่วยสร้างแรงดีดในจังหวะการสปรินซ์ด้วยปลายเท้าได้มากนัก  ในทาง
ตรงกันข้าม..ฐานพื้นชุดนี้จะเน้นการลงน้ำหนักที่สมดุลเต็มฝ่าเท้า  ให้ความสบายในการยืนพื้นสนาม
มากกว่า  เช่นเดียวกับปุ่มรองเท้าแบบกลม..ที่จะตอบโจทย์กับรูปแบบการเคลื่อนที่แบบสบายๆ เช่น
รวมถึงการหมุนตัวหรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่รอบตัว 360 องศา แบบนิ่มๆ  การเรียกหา
ประสิทธิภาพการยึดเกาะหรือจิกพื้นสนามแบบลึกๆ แม่นยำ จึงไม่ใช่จุดเด่นของปุ่มลักษณะนี้นั่นเอง

  ประสิทธิภาพการลงน้ำหนักหรือผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามของแผ่นรองพื้นด้านในนั้นไม่ใช่
จุดเด่นของ Morelia Zero ด้วยเช่นกัน  ปัจจัยนั้นอยู่ที่แผ่นรองพื้นที่ไม่ได้หนามากนัก
แต่ด้วยลักษณะการกระจายน้ำหนักของปุ่มทั้งหมด รวมถึงฐานพื้นที่กว้าง  ทำให้การใช้งานจริง
ก็ไม่ได้รู้สึกถึงอาการปุ่มตำเท้า หรือมีจุดใดจุดหนึ่งต้องรับแรงกระแทกมากเป็นพิเศษ  ทำให้การ
ใช้งานรองเท้ารุ่นนี้บนพื้นสนามหญ้าเที่ยมทั่วๆ ไป สามารถใช้งานได้อย่างไม่ต้องกังวลมากนัก



  ประเด็นสุดท้ายที่จะให้ความคิดเห็นก็คือเรื่องของความคุ้มค่าน่าใช้งาน  โดยส่วนตัวผมบอกว่า
มิซูโน่ตั้งราคาจำหน่าย Morelia Zero ค่อนข้างแพง  จริงอยู่ว่ารองเท้ารุ่นนี้คือตำนานที่ถูกนำมา
ทำใหม่  ตัวรองเท้ามีเรื่องราว มีสตอรี่และมีความพิเศษ  แถมยังการันตีด้วยคุณภาพระดับ Made in
Japan
ซึ่งหลายคนทราบกันดีว่าเป็นที่สุดของรองเท้าฟุตบอลจากมิซูโน่แล้ว

  โอเคว่าถ้ามองในกลุ่มของรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ จากมิซูโน่ ที่เป็น Made in Japan เอง  ไม่ว่าจะเป็น
Morelia Neo III, Rebula III หรือ Rebula Cup ทั้งหมดจะวางจำหน่ายในระดับราคา
8,000 - 9,000 บาท ทั้งหมด  รวมถึง Morelia Zero คู่นี้ที่มีราคาป้ายอยู่ที่ 8,900 บาท ด้วย
ถ้ามองจากกลุ่มราคาข้างต้นก็ถือว่ามิซูโน่ตั้งราคาตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

  แต่ถ้าลองมามองเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดล่ะ !? แน่นอนว่าครั้งนี้ผมยกเอา อาดิดาส Copa
Mundial
มารีวิวเปรียบเทียบตั้งแต่แรกแล้ว  ก็จะขอเอามาเปรียบเทียบความคุ้มค่ากันต่อเลย



  อาดิดาส Copa Mundial ก็คือตำนานที่มีเรื่องราวไม่แพ้กัน  วัสดุตัวรองเท้าก็ผลิตจากหนังจิงโจ้
เกรดที่ดีที่สุดของค่ายเหมือนกัน  และที่สำคัญคือรองเท้ารุ่นนี้ยังเป็นรองเท้าฟุตบอลเพียงรุ่นเดียวของ
อาดิดาสที่ Made in Germany มาตั้งแต่ไหนแต่ไรและไม่เคยเปลี่ยน  ซึ่งผมก็เชื่อว่าการแปะตรา
แหล่งผลิตจากเยอรมันนีเช่นนี้  ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ไปกว่าเมดอินเจแปนเลย

  โดยอาดิดาสวางจำหน่าย Copa Mundial ในราคาเพียงแค่ 5,000 บาท เท่านั้น !! ซี่งถ้า
มองที่ตัวเลขราคา กับสิ่งที่ได้ในตัวรองเท้า เรื่องราว ความเก๋าและแรงจูงใจ  รวมถึงมาตรฐานของ
แหล่งผลิต  ผมคงต้องขอวิพากษ์วิจารณ์กันตรงๆ ว่าอาดิดาสคุ้มกว่าเห็นๆ



  ถึงแม้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในส่วนความคุ้มค่านั้นผมจะลงความเห็นว่า Morelia Zero มีราคา
แพงไปหน่อย  แต่ประสิทธิภาพที่สัมผัสได้จากการใช้งานจริงในด้านต่างๆ  ก็แสดงให้เห็นว่ารองเท้า
รุ่นนี้จากมิซูโน่ คือรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคเรโทรที่ดีที่สุดในตอนนี้  คือรองเท้าฟุตบอลที่
นักเตะสายเรโทรต้องมีไว้ในครอบครอง ลองเอามาใช้งานกันดูสักครั้ง..รับรองจะติดใจ  และกล้า
ฟันธงว่าเป็นรองเท้าคลาสสิคเรโทรที่เหนือกว่าต้นตำรับอย่างอาดิดาส Copa Mundial
เลยทีเดียว

  ดังนั้นถ้าคุณผู้อ่านคิดว่าจุดเด่นของ Morelia Zero ตามที่ผมได้รีวิวไปนั้น  คือสิ่งที่คุณกำลัง
มองหา  หรืออยากลองสัมผัสความเป็นคลาสสิคเรโทรจากรองเท้ารุ่นนี้สักครั้ง  

  วันนี้คุณผู้อ่านสามารถไปสัมผัส ทดสอบสวมใส่และเป็นเจ้าของรองเท้าฟุตบอล มิซุโน่ Morelia
Zero
ได้แล้วที่ร้านตัวแทนจำหน่ายของมิซูโน่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะช็อปสาขาหลักของมิซูโน่
ที่สาขา Stadium One ในราคา 8,900 บาท  แล้วมาพิสูจน์ว่ารองเท้ารุ่นนี้คือสิ่งที่สายเรโทร
ควรมีไว้ในครอบครองตามที่ผมบอก...จริงหรือไม่ !?

  SiamBoots Rating  

ความสบายในการสวมใส่          
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนาม              
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ        
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล            
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
ประสิทธิภาพการยิงประตู            
การปกป้องเท้า            
ภาพรวมรองเท้า "คลาสสิค"          
ความคุ้มค่าและน่าใช้งาน              

   

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 22 กรกฏาคม 2020 เวลา 23.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท มิซูโน่ (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com

 



"Hand On!"มิซูโน่ Morelia Zero


"Hand On!" แพน Supersonic Viperking


"Hand On!" คิปสตา Agility 700 MG