"Testing!" ไนกี้ Magista Obra 2 : อีกขั้นของรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรลที่มีความดุดัน
และประสิทธิภาพการในสัมผัสบอลที่สุดยอดกว่าเดิม !!


Detail

การเลือกไซด์



  โดยปกติแล้วไซด์รองเท้าฟุตบอลที่ผมสวมใส่เป็นมาตรฐานส่วนตัวนั้น  จะเป็นไซด์ 27.5 cm 
ซึ่งท่านใด  ที่อ่านรีวิวทดสอบการใช้งานของผมมาโดยตลอดจะรับทราบกันดี  แต่สำหรับรองเท้า
ฟุตบอลไนกี้ Magista Obra 2 คู่นี้  จะลดไซด์ลงมาเหลือ 27.0 cm หรือถ้าเอาตัวเลขไซด์เต็มๆ
ตามที่ระบุบนตัวรองเท้าก็จะเป็น  9.0 US , 9.5 UK , 42.5 EU และ 27.0 cm ครับ  ซึ่งใน
ตอนแรกที่ผมได้รับ Magista Obra 2 ไซด์นี้มา..ก็ยังแอบกังวลเหมือนกันว่าจะสวมใส่ได้หรือไม่ 
แต่ในเมื่อได้รับรองเท้าไซด์นี้มาแล้ว  ก็คงต้องลองสวมใส่ทดสอบกันดูสักครั้ง

  เริ่มกันตั้งแต่ขั้นตอนการสวมใส่เลยแล้วกัน  ไนกี้ Magista Obra 2 คู่นี้มีขนาดไซด์ลดลงครึ่งไซด์
ตามที่บอกไป  จึงส่งผลให้การสวมใส่รองเท้าคู่นี้นั้นยากลำบากเข้าไปอีกเมื่อเปรียบเทียบกับไซด์ 27.5
cm (ทั้ง Mercurial SuperFly V, Hypervenom Phantom II และ Magista Obra 1)  โดยเฉพาะครั้งแรกที่ได้สวมใส่..ปรากฏว่าผมต้องขยายแนวร้อยเชือกออกให้หลวมและกว้างมากที่สุด 
ตั้งแต่รูร้อยเชือกระดับบนสุดไปจนถึงล่างสุดเลยทีเดียว  ก่อนที่จะพยายามแหย่ปลายเท้าลงไปด้านใน
ตัวรองเท้าได้ครึ่งลำก่อน 

  ทีนี้มาถึงจุดที่เรียกได้ว่ายากและเหนื่อยที่สุด  นั่นก็คือช่วงข้อเท้าที่จะต้อง “ยัด” ตามเข้าไปในรองเท้า
ให้ได้ทั้งหมด  เพราะช่วงข้อเท้าของ Magista Obra 2 นั้นจะแคบพอสมควร  ในขณะที่ส้นเท้าของผม
ก็จะไปติดๆ ขัดๆ กับบริเวณเกราะส้นเท้าด้านหลัง  จึงส่งผลให้การสวมใส่รองเท้าคู่นี้เป็นอะไรที่ต้อง
เหนื่อยและเสียเหงื่อเอาเรื่อง  โดยเฉพาะครั้งแรกที่ได้ลองใส่..ทำเอาผมเกร็งขาจนตะคริวแทบขึ้นเลยล่ะ



   เมื่อพยายามสวมเท้าเข้าไปในตัวรองเท้า Magista Obra 2 ได้จนสำเร็จ  ปรากฏว่าระยะหัวรองเท้า
นั้นชนพอดีจนไม่พื้นที่เหลือว่าง  อาจจะมีช่องว่างเล็กน้อยแค่เฉพาะในช่วงตรงกลางหัวรองเท้าเท่านั้น 
ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์กันเพียงแค่นี้แล้ว..ถือได้ว่าหัวรองเท้าแน่นหนามากเกินไปกว่าที่จะใช้งานได้  แม้ว่า
จะพอขยับเท้าหรือลุกขึ้นยืนเดินไปเดินมาได้  แต่ถ้าจะให้วิ่งเต็มฝ่าเท้า  จะอึดอัดมากเกินไป



  ทีนี้มาดูที่ขนาดในแนวกว้างและช่วงหลังเท้ากันบ้าง  พบว่าบริเวณช่วงหน้าเท้าตรงโคนนิ้วหัวแม่เท้า
และนิ้วก้อย  จะแน่นพอดีกับตัวรองเท้าและรู้สึกอึดอัดพอประมาณในครั้งแรกๆ  ซึ่งถ้าใครที่มีรูปเท้าแบน
หน้าเท้ากว้างแบบผม  ผมลงความเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะลดไซด์แบบนี้  เพราะตัวรองเท้าจะบีบแน่นจน
อึดอัดมากเกินกว่าจะสวมใส่ใช้งาน



  สรุปเรื่องคำแนะนำสำหรับการเลือกไซด์ Magista Obra 2 ได้ว่า..รองเท้ารุ่นนี้ “ตรงไซด์” เท่านั้น 
ไม่สามารถที่จะลดไซด์ได้แต่อย่างใด  โดยเฉพาะใครที่มีลักษณะรูปเท้ากลางๆ ฝ่าเท้าแบนๆ แบบลักษณะ
รูปเท้าทั่วไปของคนไทย  ผมยืนยันว่าคุณต้องเลือกสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้แบบตรงไซด์เท่านั้น  และหากใคร
ที่เคยใส่ Magista Obra เจเนอเรชั่นแรกมาก่อน  คุณสามารถเลือกไซด์เดียวกันได้เลยครับ

ทดสอบการใช้งาน



  เนื่องจากผมได้รับรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Magista Obra 2 ไซด์ 27.0 เซนติเมตร มาสำหรับการรีวิว
ทดสอบใช้งาน  ซึ่งไม่สามารถสวมใส่ลงสนามได้สะดวกตามปกติ  ดังนั้น..บทความรีวิวทดในครั้งนี้ 
จึงต้องล่าช้าออกไปเล็กน้อย (จากที่ตั้งใจว่าจะรีวิวได้เร็วกว่านี้)  เนื่องจากผมจำเป็นต้องหา Magista
Obra 2 ไซด์ 27.5 เซนติเมตร
 มาสวมใส่ลงสนามทดสอบให้จนได้  เพื่อทำให้การรีวิว วิเคราะห์
วิจารณ์เป็นไปตามปกติ  ทำให้การเปลี่ยนเทียบสามารถทำได้อย่างแม่นยำโดยไม่มีปัจจัยของไซด์รองเท้า
มาเกี่ยวข้อง 

  เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว..บททดสอบการใช้งานในหัวข้อต่างๆ ที่เข้มขัน  กำลังรอถ้าพิสูจน์ประสิทธิภาพ
ของรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรล  รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Magista Obra 2 จากไนกี้รุ่นนี้
อยู่  โดยในการรีวิวทดสอบการใช้งานครั้งนี้..ผมจะทดสอบการใช้งานในหัวข้อต่างๆ ที่เราจำเป็นต้อง
พบเจอในการเล่นฟุตบอล  ก่อนที่จะวิเคราะห์วิจารณ์ถึงข้อดีข้อด้อยกันแบบตรงๆ เพื่อให้คุณผู้อ่านได้นำ
ข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจว่ารองเท้ารุ่นนี้ตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้จริงหรือไม่

  สำหรับคู่เปรียบเทียบของ Magista Obra 2 แน่นอนว่าจะโฟกัสไปที่เจเนอเรชั่นที่แล้วอย่าง
Magista Obra ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ทำรีวิวทดสอบการใช้งานอย่างเป็นทางการ  แต่ผมเองก็มีโอกาส
ได้หารองเท้ารุ่นนี้มาลองใส่งานเป็นการส่วนตัวในช่วงท้ายๆ ของเจเนอเรชั่น  ทำให้การนำฟีลลิ่ง
หรือข้อดีข้อด้อยมาเปรียบเทียบกับ Magista Obra 2 นั้นสามารถทำได้อย่างเต็มที่แน่นอน  เพื่อให้
คุณผู้อ่านได้รับรู้กันไปเลยว่ารองเท้าโฉมใหม่นั้นได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง  ส่วนรองเท้า
รุ่นอื่นๆ ก็อาจจะมีการหยิบยกมาเปรียบเทียบกันบ้างในบางหัวข้อเหมือนเดิม

  ความสบายในการสวมใส่



   เรามาเริ่มต้นกันที่เรื่องความสบายในการสวมใส่ของ ไนกี้ Magista Obra 2 ซึ่งเป็นสิ่งแรก
ที่ทุกคนต้องได้สัมผัสหลังจากที่เราสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้  ค่อนข้างชัดเจนว่า Magista Obra 2 เป็น
รองเท้าที่ยังคงมีความสบายในการสวมใส่มากที่สุดในบรรดารองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อปที่มีหุ้มข้อ
ของไนกี้ในปัจจุบัน  เฉกเช่นเดียวกับเจเนอเรชั่นเก่าอย่าง Magista Obra  ด้วยรูปทรงรองเท้าที่แม้
จะดูจากภายนอกแล้วไม่ได้กว้างขวางสักเท่าไหร่นัก  แต่เมื่อสวมเท้าเข้าไปด้านในตัวรองเท้า..ปรากฏ
ว่าตัวรองเท้าสามารถขยายออกในแนวกว้างได้ดีกว่าทั้ง Mercurial SuperFly V และ Hypervenom
Phantom II
จนพอจะรู้สึกได้

  นับตั้งแต่ที่สวมใส่ไนกี้ Magista Obra 2 ลงสนามครั้งแรก  ใช้ระยะเวลาไม่นานเท่าไหร่นัก
(ประมาณ 20-30 นาที) ตัวรองเท้าจะปรับตัวเข้ากับรูปเท้าได้ดีขึ้น  ความอึดอัดรู้สึกในตอนแรกจะเริ่ม
หายไป  เหลือเพียงความกระชับที่เข้ากับรูปเท้ากว้างๆ หลังเท้านูนๆ ของผมได้อย่างพอเหมาะ  ณ จุดนี้
ต้องบอกว่าความสามารถในกับปรับรูปเท้าของรองเท้ารุ่นนี้ทำได้ดีเหมือนกับ Magista Obra  ถึงแม้
ว่าวัสดุของรองเท้ารุ่นใหม่จะดูหนากว่าก็ตาม 



  เรื่องประสิทธิภาพการระบายความร้อนของ Magista Obra 2 ถือว่าทำได้ดีพอตัว  เมื่อเปรียบเทียบ
กับรองเท้าที่มีหุ้มข้อด้วยกัน  เพราะถึงแม้ว่าวัสดุตัวรองเท้าโดยภาพรวมจะเป็นด้ายถักฟลายนิตบางๆ 
แต่เมื่อมีการเคลือบพื้นผิวเพื่อกันน้ำเข้าตัวรองเท้าเอาไว้  จึงทำให้การระบายอากาศไม่ได้แตกต่างจาก
รองเท้าที่ทำจากวัสดุหนังสังเคราะห์ทั่วๆ ไป  ถ้าหากมองไปที่ส่วนหุ้มข้อ  จะพบว่าหุ้มข้อของ Magista
Obra 2
ซึ่งถูกดีไซน์ใหม่  ซึ่งตัดส่วนขอบออกให้มีลักษณะครึ่งวงกลม  ทำให้มีช่องว่างให้อากาศ
ไหลผ่านได้ดีกว่าหุ้มส้นแบบดั้งเดิมของไนกี้เล็กน้อย  แต่ถ้าจะเอาไปเปรียบเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ
ที่เป็นหุ้มข้อสั้น  แน่นอนว่าประสิทธิภาพการระบายอากาศของ Magista Obra 2 นั้นสู้ไม่ได้

  ส่วนเรื่องอาการกัดส้นเท้าของรองเท้ารุ่นนี้  พบว่ายังมีให้รู้สึกบ้างในครั้งแรกๆ ที่ลงสนามใช้งาน 
เนื่องจากวัสดุบุนุ่มด้านในที่ไม่ได้บุมาให้จนหนาเกินไปจึงไม่ได้ให้สัมผัสที่นุ่มสบายส้นเท้ามากนัก 
แต่เมื่อผ่านการใช้งานรองเท้าไปไม่นาน..อาการกัดส้นเท้าก็จะหายไปเป็นปกติ 

  สรุปโดยภาพรวมเกี่ยวกับความสบายที่รู้สึกได้จากการสวมใส่ Magista Obra 2 นั้น  ถือได้ว่า
เป็นรองเท้าระดับโครตท็อปแบบหุ้มข้อที่สวมใส่สบายมากที่สุดของไนกี้  รองเท้ารุ่นนี้ให้ฟีลลิ่ง
ความสบายในเกณฑ์กึ่งกลางระหว่างความสบาย ความกระชับและไม่อึดอัดเกินไป  บริเวณหุ้มข้อ
ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย  แต่สัมผัสหุ้มส้นไม่ได้หนานุ่ม  จึงมีเรื่องของอาการกัดส้นเท้า
มาให้ได้รู้สึกบ้างในตอนแรกๆ  บททดสอบในหัวข้อนี้ผมถือว่า Magista Obra 2 ไม่ได้ดีขึ้นกว่า
Magista Obra จนเห็นความแตกต่าง  แต่ทำได้ดีกว่า Mercurial SuperFly V อยู่ 1 ระดับ
ที่ตัวเลขคะแนน 7 เต็ม 10 คะแนน

  คะแนน : 7 / 10

  การรองรับแรงกระแทก



  ในหัวข้อทดสอบต่อมานี้..เราจะมาดูกันที่เรื่องประสิทธิภาพของการรองรับและผ่อนแรงกระแทก
ระหว่างพื้นสนามกับไนกี้ Magista Obra 2  ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญที่ยังคงมีปรากฏ
ในสุดยอดรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลรุ่นนี้อยู่

  แน่นอนว่าชุดแผ่นรองพื้นด้านในที่ทำจากวัสดุโฟม EVA สีเหลืองนั้นมีลักษณะเด่นในเรื่องความนุ่ม
และสามารถตอบสนองต่อแรงกดได้ดี  ยิ่งเมื่อมาผสานการทำงานร่วมกับชิ้นส่วนวัสดุ Poron บริเวณ
ส้นเท้าและฝ่าเท้าด้านหน้า  ที่เป็นบริเวณหลักๆ ในการรับแรงกระแทก  จึงส่งผลให้ชุดพื้นของรองเท้า
รุ่นนี้มีประสิทธิภาพในการรองรับและผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามได้อย่างยอดเยี่ยม  จริงๆ แล้ว
รายละเอียดตรงนี้ถูกพิสูจน์จากรุ่นสู่รุ่นต่อเนื่องมาจากรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสรุ่นเก่าๆ ของไนกี้
มาแล้ว



  นอกเหนือจากแผ่นรองพื้น Poron ที่ยอดเยี่ยมแล้ว  ชุดปุ่ม FG ของรองเท้ารุ่นนี้ซึ่งถูกออกแบบใหม่ 
ก็ยังคงเอื้อประโยชน์ในเรื่องการลงน้ำหนักได้อย่างสมดุลและเต็มฝ่าเท้า  ส่งผลให้การกระจายน้ำหนักตัว
ไม่ได้ไปตกอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งมากจนเกินไป  ในขณะที่ปุ่มกลมแบบครึ่งเสี้ยวก็มีข้อดีทั้งในเรื่องการล็อก
พื้นสนามและอิสระในการหมุนตัวได้ทั้งคู่  ไม่เหมือนปุ่มใบมีดคมๆ ของ Mercurial SuperFly V
ที่เน้นการล็อกพื้นสนามแบบเต็มพิกัด  จึงอาจมีผลกระทบต่อผู้เล่นที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่าหรือการหมุนตัว
อยู่บ่อยๆ นั่นเอง  ถึงแม้ว่าปุ่มของ Magista Obra 2 จะไม่ใช่ปุ่มกลม 100% แบบรุ่นเก่า  แต่ก็ยัง
เป็นรองเท้าฟุตบอลที่เป็นมิตรกับผู้เล่นที่มีปัญหาเรื่องข้อเท้า หรือการบิดตัวของเข่า  รวมถึงการใช้งาน
ในสนามหญ้าเทียมก็สามารถทำได้   

  อย่างไรก็ตาม..ตัวเลขคะแนนในหัวข้อนี้ของ Magista Obra 2  นั้น  ผมยังลงความคิดเห็นเอาไว้
ที่ระดับ 9 เต็ม 10 คะแนน  เช่นเคย  เป็นเกณฑ์ที่ดีที่สุดในบรรดารองเท้าฟุตบอลของไนกี้เอง  และถ้า
เปรียบเทียบไปยังคู่แข่งสำคัญอย่างอาดิดาส  เฉพาะรองเท้ารุ่นที่ใช้พื้นโฟม EVA หนาๆ อย่าง X 15.1
หรือ Messi 15.1 ที่ผมเคยรีวิวไป  ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพในด้านนี้ได้ใกล้เคียงกันอีกด้วย

  คะแนน : 9 / 10

  ฟีลลิ่งความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน


  มาต่อกันที่การทดสอบเกี่ยวกับฟีลลิ่งความกระชับและความมั่นใจในตอนที่สวมใส่รองเท้ารุ่นนี้
ใช้งานในสนามกันบ้าง  เมื่อดูจากรายละเอียดของตัวรองเท้าที่ไนกี้เผยออกมาในตอนโปรโมททีแรก 
น่าสนใจไม่น้อยเลยว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องฟีลลิ่งความกระชับจากรุ่นอื่นๆ มากน้อยแค่ไหน

  หลังจากที่ผมทดสอบการใช้งานไปสักระยะ..พอจะสัมผัสได้ว่า Magista Obra 2 มีฟีลลิ่งบริเวณ
ตัวรองเท้าด้านหน้าที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความสบายและความกระชับ  การจับล็อคระหว่างเท้าด้านใน
กับตัวรองเท้าอาจจะไม่เต็มที่เหมือนกับ Mercurial SuperFly V  แต่ผมถือว่าระดับแรงกระชับนั้น
เพียงพอที่จะทำให้ผู้เล่นสามารถทำทุกอย่างในสนามได้อย่างมั่นใจ  ไม่ว่าจะเป็นการยิงลูกฟุตบอล
หรือการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่อย่างฉับพลัน  ฟีลลิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเท้ากับตัวรองเท้านั้นสามารถ
ตอบโจทย์รูปแบบการเล่นได้อย่างหลากหลายเลยทีเดียว

  อย่างไรก็ตาม..เนื่องจากลักษณะพื้นผิวหน้าสัมผัสของตัวรองเท้าที่มีความขรุขระเต็มไปหมด  เวลา
ที่เท้าของผู้เล่นงอไปตามการเคลื่อนที่  โดยเฉพาะการสปรินซ์ด้วยปลายเท้า  จะรู้สึกได้ว่าตัวรองเท้า
ไม่อ่อนตัวและงอตามสรีระรูปเท้าได้ง่ายนัก  จึงเกิดแรงต้านและแรงบีบกดบริเวณหลังเท้าจนรู้สึกได้ 
แตกต่างลักษณะตัวรองเท้าของ Mercurial SuperFly V ที่ตัวรองเท้ามีลักษณะเป็นลอนๆ ในแนว
ขวาง  ทำให้มันสามารถงอตามรูปเท้าเมื่อพื้นเล่นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้ง่ายกว่า  ดังนั้น..ถึงแม้ว่า
Magista Obra 2 ทำจากวัสดุด้ายถักฟลายนิตเพียงๆ เหมือนกัน  แต่ยังไม่ใช่ที่สุดของความ
กระชับเท้าที่เน้นประสิทธะภาพการเคลื่อนที่อยู่ดี

  อีกจุดที่น่าสนใจและไนกี้เน้นโปรโมทเสียเหลือเกิน  นั่นก็คือหุ้มข้อแบบใหม่ที่ถูกดีไซน์ให้มีขอบโค้ง
ทำรอยบุ๋มให้ลึกและหนามากขึ้น  เพื่อให้สอดรับกับลักษณะตาตุ่มของผู้เล่นได้ดี  พบว่า..ฟีลลิ่งแรงดึ
งหรือความกระชับจะลดลงจากหุ้มข้อแบบเก่าเล็กน้อย  แต่ผู้เล่นจะได้ความอิสระในการเคลื่อนที่ของ
ข้อเท้ามากขึ้น(เล็กน้อย)เช่นกัน  โดยภาพรวมถือว่าหุ้มข้อแบบใหม่เหมาะสมกับสไตล์การเล่นที่ไนกี้
ต้องการให้รองเท้ารุ่นนี้เหมาะต่อผู้เล่นประเภทเพลย์เมกเกอร์อย่างแท้จริง  การเคลือนที่ช่วงข้อเท้า
ที่ง่ายขึ้นยิ่งเสริมให้การเล่นฟุตบอลเชิงทักษะทำได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

  ตัวเลขคะแนนในหัวข้อนี้ของ Magista Obra 2 ผมขอลงไว้ให้ที่ระดับ 9 เต็ม 10 คะแนน 
ขอตัด 1 คะแนนในเรื่องที่ตัวรองเท้าเกิดแรงต้านในจังหวะการสปรินซ์เคลื่อนที่มากเกินไป  และถ้า
เปรียบเทียบกับ Magista Obra ซึ่งเป็นรุ่นเก่า..ยังต้องบอกว่ารองเท้าทั้ง 2 เจเนอเรชั่นนี้มีความ
กระชับและช่วยสร้างความมั่นใจในการเล่นสไตล์เพลย์เมกเกอร์ได้ดีพอๆ กัน  แต่ผมชอบฟีลลิ่งบริเวณ
หุ้มข้อของ Magista Obra 2 เพราะมีความสบายมากกว่าและอึดอัดน้อยกว่านั่นเอง

  คะแนน : 9 / 10

  การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม


  ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม ของ Magista Obra 2 ก็ถือได้ว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไนกี้ให้ความสำคัญ  และได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบและลักษณะปุ่ม FG เกือบ
ทั้งหมด  เพื่อให้รองเท้ารุ่นนี้มีประสิทธิภาพด้านดังกล่าวที่เหมาะสมต่อตัวตนของรองเท้ารุ่นนี้ให้มาก
ที่สุดนั่นเอง

  จากการทดสอบการใช้งาน..ผมสามารถรับรู้ได้ว่าชุดพื้นช่วงล่างของ Magista Obra 2 คู่นี้  ถูกปรับเพิ่มเติมในเรื่องความมั่นคง  การลงน้ำหนักได้อย่างเต็มฝ่าเท้า  เพื่อให้ผู้เล่นมีสมดุลในการ
เคลื่อนที่ได้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่าพอสมควร  โดยเฉพาะปุ่มใบบีดตรงกลางฝ่าเท้าที่วางตัวรวมกัน
เป็นรูปวงกลม  สามารถเช่นให้ผู้เล่นลงน้ำหนักได้สมดุลมากขึ้น  สามารถใช้เป็นจุดหมุนในจังหวะ
การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้ดีขึ้นกว่าปุ่มแบบเก่าพอสมควร



  ในขณะที่ปุ่มตามแนวขอบ ทั้งฝั่งข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอกที่มีลักษณะเป็นวงกลมไม่เต็มวง
จะมีบทบาทสำคัญก็ต่อเมื่อผู้เล่นต้องการเปลี่ยนทิศทางการในเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  เพราะลักษณะ
ปุ่มเช่นนี้จะทำให้ผู้เล่นมีระยะในการหนุมตัวได้ประมาณนึง  ก่อนที่ฝั่งด้านที่ถูกตัดให้เป็นระนาบเรียบ
ตรงนั้นจะช่วยคงประสิทธิภาพของการยึดเกาะพื้นสนามได้อย่างแม่นยำ  และหากดูในรายละเอียด
จะเห็นได้ว่าส่วนที่เป็นแนวระนาบทั้งหมดนั้น  ได้ถูกวางตัวในองศาที่แตกต่างกันในทุกทิศทาง  จึง
ทำให้ชุดปุ่มของ Magista Obra 2 นั้นสามารถรับมือกับทิศทางการวิ่งได้อย่างรอบตัว


  
  ส่วนการสปรินซ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วในทิศทางตรง  กลับพบว่าชุดพื้นของ Magista Obra 2
นั้นส่งแรงดีดตอบสนองต่อการงอได้น้อยลงกว่าชุดพื้นของเจเนอเรชั่นเก่า  สาเหตุน่าจะมาจากการที๋
ไนกี้เปลี่ยนลักษณะโครงสร้างช่วงกลางของชุดพื้น  จากโครงสร้างรูปตัว X ที่ตอบสนองต่อแรงดีด
ค่อนข้างดี  มาใช้เป็นฐานพื้นแบบกว้าง  และมีความนูนขึ้นมาเล็กน้อยที่ฝั่งข้างเท้าด้านนอก  จึงให้
ประสิทธิภาพการในลงน้ำหนักและสร้างสมดุลในการทรงตัวเป็นหลัก  แต่หากถามว่าในเวลาที่
ผู้เล่นต้องการสปรินซ์ด้วยความเร็วไปด้านหน้า  รองเท้ารุ่นนี้ก็ยังมีแรงสปรินซ์ให้พอได้เรียกใช้งาน
อยู่บ้าง  แต่ไม่ใช่จุดเด่นแต่อย่างใด

  สรุปประสิทธิภาพโดยภาพรวมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว และการยึดเกาะพื้นสนามของ
ไนกี้ Magista Obra 2  ต้องบอกว่ารูปแบบปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้ให้อิสระในการเคลื่อนที่ หมุนตัว
และเปลี่ยนทิศทางในการวิ่งได้ดีเช่นเดิม  แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือการลงน้ำหนักที่สมดุล  และการยึด
เกาะกับพื้นสนามได้ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปุ่มกลมตามแนวขอบของเจเนอเรชั่นที่แล้ว  อย่างไรก็ตาม
แรงสปรินซ์ซึ่งเกิดจากแรงดีดของชุดพื้นที่บริเวณฝ่าเท้าจากน้อยกว่า Magista Obra

  คะแนน : 9 / 10

  การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล



  เชื่อว่าหัวข้อการทดสอบนี้..ซึ่งเป็นเรื่องการสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล  จะเป็นหัวข้อสำคัญ
ที่สุดของรองเท้าประเภทคอนโทรล ไนกี้ Magista Obra 2 คู่นี้อย่างแน่นอน  โดยเฉพาะเมื่อ
เกิดการเปลี่ยนแปลงของบริเวณหน้าสัมผัสที่แตกต่างจากเดิม  มันจะให้ฟีลลิ่งการสัมผัสหรือ
ประสิทธิภาพการควบคุมที่ดีขึ้นกว่าเดิมจริงหรือไม่..อย่างไร  ผมจะพาทุกท่านไปทดสอบหัวข้อนี้
กันต่อเลยครับ

  การสัมผัสกับลูกฟุตบอลครั้งแรกด้วยพื้นที่บริเวณหน้าเท้า  ให้ฟีลลิ่งที่รู้สึกแตกต่างจากตอนที่
ใช้งาน Magista Obra ทันที  เริ่มต้นที่การทดสอบเดาะบอลและจับบอลแรกด้วยหลังเท้า  พบว่า
หน้าสัมผัสและตัวรองเท้าของ Magista Obra 2 นั้นให้ความรู้สึกที่หนาขึ้นกว่ารุ่นเก่าพอประมาณ 
ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางติดเท้าจนรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรมาขวางกั้นนั้นคงหาไม่ได้อีกแล้วจากรองเท้า
รุ่นนี้  เพียงแต่..ประสิทธิภาพที่เข้ามาแทนที่นั้นจะเป็นในเรื่องของการดูดซับแรงที่ทั้งหนักแน่นและ
แม่นยำมากขึ้นขึ้น



  ประเด็นนี้ผมขอขยายความเพิ่มเติม..คือ  ฟีลลิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างหน้าสัมผัสของ Magista Obra 2
กับผิวของลูกฟุตบอล  จะไม่เหมือนกับการใช้วัสดุหนังแท้  ที่จะเน้นความหนาและนุ่มเป็นหลัก  ทำให้
การจับบอลแรกนั้นทำได้อย่างนุ่มนวล  ซึ่งสิ่งที่หายไปคือความรู้สึกหรือการตอบสนองระหว่างเท้ากับ
ลูกฟุตบอลจะช้าลงตามความหนาของหนังแท้นั่นเอง  ในทางตรงกันข้าม..วัสดุด้ายถักแบบเดิมๆ (ทั้ง
Magista Obra
และ Mercurial SuperFly V) นั้นจะให้การสัมผัสที่บางมาก  เพื่อให้ผู้เล่นได้
ฟีลลิ่งที่เป็นธรรมชาติ  การสัมผัสที่บางจะทำให้การตอบสนองระหว่างเท้ากับลูกฟุตบอลทำได้ดี  แต่ใคร
ที่ไม่มีทักษะการผ่อนแรงที่ดีพอ  การจับบอลแรกจะทำได้ยากขึ้น  ไม่ค่อยนุ่มนวลติดเท้าสักเท่าไหร่นัก


  แต่สำหรับฟีลลิ่งการจับบอลแรกด้วย Magista Obra 2 นั้น  จะยังคงเอนเอียงมาที่ฟีลลิ่งการ
สัมผัสบอลแบบบางๆ  แต่จะหนากว่าเดิมจนรู้สึกได้  ทั้งนี้ไม่ได้เป็นปัจจัยมาจากความหนาของวัสดุ
ตัวรองเท้าโดยตรง  แต่เป็นผลมาจากระยะห่างระหว่างเท้ากับผิวรองเท้าด้านนอก  ซึ่งเกิดขึ้นจากการ
ทำพื้นผิวให้เป็นลูกคลื่น ตะปุ่มตะปั่มแบบ 3 มิติ  ดังนั้น..เวลาที่ลูกฟุตบอลเข้าปะทะสัมผัสกับหน้าเท้า 
ตัวรองเท้าจะมีพื้นที่ให้สามารถยุบตัวได้เพิ่มขึ้น  เพื่อช่วยผ่อนแรงของลูกฟุตบอล  แต่พอมันยุบตัว
ตามแรงปะทะได้จนสุดแล้ว  ฟีลลิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างหน้าเท้ากับลูกฟุตบอลก็จะยังรู้สึกได้ถึงความบาง
เหมือนเดิม  จึงได้ฟีลลิ่งการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติ  รายละเอียดการออกแบบตรงนี้..ส่งผลให้ไนกี้
Magista Obra 2 เป็นรองเท้าที่มีจุดเด่นทั้งเรื่องของฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่เป็นธรรมชาติ  และช่วย
การผ่อนแรงในการสัมผัสบอลที่ดีขึ้นกว่าเก่า..จนรู้สึกได้



  ในขณะที่การสัมผัสบอลในแนวราบ  เช่นการที่ลูกฟุตบอลพุ่งเข้าหาด้วยความแรง..พบว่าลักษณะ
พื้นผิวของตัวรองเท้าที่มีพื้นผิว 3 มิติทั่วไปหมดนั้น  ช่วยสร้างแรงเสียดทานเพื่อหยุดให้ลูกฟุตบอล
อยู่ในการควบคุมได้ง่ายขึ้น  พร้อมรับมือได้ทุกทิศทางเมื่อลูกฟุตบอลพุ่งเข้าหา  ประเด็นนี้..ผมยอมรับ
ว่า Magista Obra 2 ทำได้ดีกว่าทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็น Magista Obra ที่หน้าสัมผัสมีมิตินูน
น้อยกว่านี้  รวมถึง Mercurial SuperFly V ที่แม้หน้าสัมผัสจะเป็นลอนนูนขึ้นมาในแนวขวาง 
จึงทำให้ตอบสนองได้ดีเฉพาะเวลาที่ลูกฟุตบอลพุ่งเข้าหาหน้าสัมผัสในแนวตั้งฉากเท่านั้น  หรือแม้แต่
Hypervenom Phantom II ที่เป็นรองเท้าประเภท Attack-Control เอง  ก็ยังมีแรงเสียดทาน
ของหน้าสัมผัสบอลที่น้อยกว่านี้เช่นกัน



  สำหรับประสิทธิภาพในการจับบอลและการแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในของ Magista Obra 2
คู่นี้  ความนุ่มในจังหวะที่ข้างเท้าด้านในปะทะกับลูกฟุตบอลนั้นไม่ใช่จุดเด่นของรองเท้ารุ่นนี้เหมือนกับ
Tiempo Legend VI  แต่อย่างใด  ในทางตรงกันข้าม..ผู้เล่นจะได้การสัมผัสบอลที่เต็มข้างเท้า
ด้านในมากๆ  และเมื่อรวมกับลักษณะพื้นผิวสัมผัสบอลที่มีลักษณะเป็น Damping Area แล้ว  จะยิ่ง
ทำให้รองเท้ารุ่นนี้เหมาะต่อการแปส่งบอลที่ต้องการฟีลลิ่งตอบสนองที่ว่องไว  ยิ่งในสถานะการณ์ที่ผู้เล่น
ถูกเข้าบีบกดดัน  การแปส่งส่งบอลออกจากเท้าจำเป็นต้องทำอย่างรวดเร็ว  มีน้ำหนัก  และยังควบคุม
ทิศทางได้ง่าย  สิ่งเหล่านี้คือจุดเด่นของ Magista Obra 2 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยฉพาะ

  ไม่ต้องแปลกใจถ้าผมจะบอกว่าไนกี้ Magista Obra 2 คือรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอน-
โทรลที่ดีที่สุดของไนกี้ในปัจจุบันนี้  ทั้งนี้จะขออนุญาตเลี่ยงการเปรียบเทียบไปที่รองเท้าประเภทเดียวกัน
ของ อาดิดาส อย่าง ACE 16.1 หนังสังเคราะห์  เอาไว้ตอนที่รีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้ารุ่น
ดังกล่าวหลังจากนี้  ผมจะมาวิเคราะห์วิจารณ์เปรียบเทียบให้แบบเต็มๆ กันอีกที  ดังนั้น..ในหัวข้อ
การทดสอบนี้  ผมฟันธงได้ทันทีว่าไนกี้ Magista Obra 2 ควรจะได้รับคะแนนระดับ 10 เต็ม 10
คะแนนอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น

  คะแนน : 10 / 10

  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า



  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าของ Magista Obra 2 ก็เป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่สำคัญไม่น้อย
สำหรับรองเท้าฟุตบอลของเพลย์เมกเกอร์เช่นนี้  ยิ่งฟุตบอลในปัจจุบันที่มีความเร็วมากขึ้น  เราจะ
เห็้กันบ่อยครั้งว่าการเคลื่อนที่และการพาบอลไปกับเท้าได้ดีนั้น  ทำให้นักเตะจอมทัพเหล่านั้น
ได้เปรียบในการเคลื่อนที่และเพิ่มมิติในการสร้างสรรค์เกมส์ยิ่งขึ้น

  สำหรับรองเท้าประเภทคอนโทรลรุ่นนี้..เมื่อต้องมาแสดงประสิทธิภาพในการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
ปรากฏว่า..ฟีลลิ่งในการสัมผัสบอลนั้นจะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเหมือนกับ Magista Obra และ
แม้จะมีลักษณะพื้นผิวตัวรองเท้าที่นูนขึ้นมาเหมือนกับ Mercurial SuperFly V  แต่ก็ให้ฟีลลิ่ง
จังหวะควบคุมบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าที่ได้ไม่ดีเท่ากัน



  แม้ว่าตัวรองเท้าจะจับสัมผัสบอลได้ดี  แต่ด้วยลักษณะการส่งแรงระหว่างหน้าผ้าที่เป็นแบบ Damping
ผนวกกับความหนาโดยรวมของหน้าสัมผัสที่เพิ่มขึ้นมาหน่อย  ทำให้การควบคุมน้ำหนักบอลในจังหวะ
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้านั้นทำได้ยาก ไม่เชื่องเท้าสักเท่าไหร่  คือถ้าจังหวะการจับบอลครั้งใดที่เผลอ
แตะบอลด้วยความแรงและเร็วเกินไป  จะส่งผลต่อความแรงของลูกฟุตบอลเต็มๆ  อาจจะทำให้บอลนั้น
หลุดการควบคุมได้ง่าย  โดยเฉพาะจังหวะที่แตะพาบอลไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง  เพราะนอกจาก
น้ำหนักการแตะบอลจากเท้าของเราแล้ว  ยังต้องบวกแรงส่งจากลักษณะหน้าสัมผัสที่เป็น Damping
เข้าไปอีก..นั่นเอง

  แตกต่างจากวัสดุหน้าผ้าแบบเก่าของ Magista Obra ที่ให้สัมผัสเบาบางกว่านี้  ทำให้การแตะบอล
แต่ละครั้งนั้นสามารถควบคุมน้ำหนักได้ง่ายกว่า  เนื่องจากแรงที่ส่งไปยังลูกฟุตบอลนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนัก
เท้าของผู้เล่นโดยตรง  ในกรณีนี้ก็เป็นเหตุผลเดียวกับการใช้ Mercurial SuperFly V เลี้ยงบอล



  แต่ถ้าใครมั่นใจว่าสามารถรับมือ..และปรับตัวกับเงื่อนไขของการควบคุมน้ำหนักการเลี้ยงบอลได้
เป็นอย่างดีแล้วล่ะก็  จะพบว่าเจ้าไนกี้ Magista Obra 2 นั้นเป็นรองเท้าฟุตบอลที่เลี้ยงพาบอล
ไปกับเท้าได้อย่างแม่นยำ  โดยเฉพาะประสิทธิภาพของการควบคุมและเปลี่ยนทิศทางของบอลได้
อย่างรวดเร็ว  ด้วยหน้าสัมผัสที่เป็น 3 มิติ ตลอดทั่วบริเวณ  ทำให้ผู้เช่นสามารถใช้ส่วนใดก็ได้
ในการสัมผัสและเปลี่ยนทิศทางของลูกฟุตบอลด้วยความเร็ว  

  ยิ่งเมื่อเอาข้อดีของชุดพื้นและปุ่มที่เหมาะต่อการหมุนตัวอิสระ 360 องศาเข้ามาวิเคราะห์ด้วย  
จะยิ่งทำให้รองเท้ารุ่นนี้เป็นหนึ่งในอาวุธที่พร้อมจะพาคุณเลี้ยงพาบอลฝ่าคู่แข่งได้ดีรุ่นนึงเลยทีเดียว

  สรุปประสิทธิภาพด้านการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยไนกี้ Magista Obra 2  เงื่อนไขสำคัญ
ของการใช้รองเท้ารุ่นนี้ก็คือการควบคุมน้ำหนักในการแตะเลี้ยงบอลนั้นทำได้ไม่นุ่มนวล เชื่องเท้า
สักเท่าไรนัก  มีโอกาสที่บอลจะลั่นออกจากเท้าเนื่องจากแตะบอลแรงและเร็วเกินไป  แต่ถ้าปรับตัวได้
จะพบว่าการควบคุมทิศทางหรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกฟุตบอลนั้น..รองเท้ารุ่นนี้ทำได้
อย่างยอดเยี่ยม  แต่เมื่อหักลบกลบหนี้ในเรื่องตัวเลขคะแนนแล้ว..คงต้องขอลงไว้ที่ 8 คะแนน
เท่านั้น

  คะแนน : 8 / 10

  ความสามารถในการยิงประตู



  นอกจากประสิทธิภาพการคอนโทรลบอลที่ยอดเยี่ยมแล้ว  ยังต้องบอกว่า Magista Obra 2 นั้น
มีประสิทธิภาพในการยิงประตูที่ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่าอีกด้วย  รายละเอียดการทดสอบการเรื่องนี้
จะเป็นเช่นไร  ไปทดสอบพร้อมๆ กันได้เลยครับ

  เรามาเริ่มจากจังหวะการวางเท้าหลักเพื่อยิงลูกฟุตบอลอย่างเต็มแรง..พบว่าชุดพื้นและปุ่มนั้นมีผล
อย่างมากต่อความมั่นคงในการวางเท้าหลักที่ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  บุคลิกการวางเท้าของเจ้า
Magista Obra 2 นั้นจะเป็นอีกด้านนึงเมื่อเปรียบเทียบกับ Mercurial SuperFly V และ
Magista Obra


  กล่าวคือ..ถ้าเป็น Mercurial SuperFly V นั้นปุ่มใบมีดจะจิกลงพื้นสนามได้ดีมาก  แต่ความ
มั่นคงในการถ่ายน้ำหนักจะน้อย  เพราะพื้นที่หน้าตัดปุ่มน้อย  และเน้นลงน้ำหนักที่ปุ่มหลักเพียง
แค่ไม่กี่ปุ่ม  ในขณะที่ปุ่มของ Magista Obra (ซึ่งก็รวมถึง Hyprevenom Phantom II
ด้วย) นั้นจะเน้นการลงน้ำหนักแบบเต็มฝ่าเท้า ที่มาพร้อมกับการถ่ายแรงในจังหวะการโน้มตัวได้ดี
เนื่องจากชุดพื้นที่เป็นโครงสร้างแบบ X

  ในขณะที่ Magista Obra 2 คู่นี้  จะมีบุคลิกการยึดเกาะพื้นสนามที่ดีในตำแหน่งตรงกลาง
ของรองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่กล่าวไป  แต่ผู้เล่นจะได้ความมั่นคงในการลงน้ำหนักได้เต็มฝ่าเท้าเช่นกัน
เพียงแต่การส่งแรงในการโน้มตัวนั้นจะน้อยกว่า Magista Obra เนื่องจากโครงสร้างของชุดพื้น
นั้นต่างกันนั่นเอง



  แต่ไฮไลท์หลักที่ผมสัมผัสได้จากการยิงประตูด้วย Magista Obra 2 นั้นคือจังหวะที่หน้าเท้า
ปะทะเข้ากับลูกฟุตบอลอย่างเต็มแรง  ฟีลลิ่งที่รู้สึกได้คือแรงปะทะที่ถูกถ่ายทอดไปยังลูกฟุตบอลนั้น
ทำได้อย่างยอดเยี่ยม  สาเหตุมาจากการออกแบบพื้นที่หน้าสัมผัสใหม่ของรองเท้ารุ่นนี้  ทำให้การ
เป็น Damping Area ซึ่งช่วยให้การส่งแรงไปยังลูกฟุตบอลนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเก่า

  แตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ซึ่งจะเน้นฟีลลิ่งการสัมผัสแบบบางๆ ติดเท้ามากกว่า  ทำให้ความแรง
ของลูกฟุตบอลที่ถูกยิงออกไปจากเท้านั้น..ขึ้นอยู่กับกำลังเท้าของผู้เล่นเพียงอย่างเดียว  ถึงแม้ว่า
ฟีลลิ่งการยิงประตูของ Magista Obra 2 จะดูหนาขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย  แต่ฟีลลิ่งยังไม่หนาเท้า
เหมือนกับ Hypervenom Phantom II (วัสดุแบบเก่า) ซึ่งรายนั้นมีฟีลลิ่งการยิงลูกฟุตบอล
ที่แข็งเท้ามากกว่า  แต่กลายเป็นว่า Magista Obra 2 สามารถยิงลูกฟุตบอลได้รุนแรงไม่แพ้
กันเลยทีเดียว

  และหากลองเปรียบเทียบกับความแรงของลูกฟุตบอลเมื่อยิงด้วย Mercurial SuperFly V แล้ว  
ยังพบว่าหน้าสัมผัสของรองเท้าทั้ง 2 ที่แม้จะมีลักษณะเป็นลอน 3 มิตินูนขึ้นมาเหมือนกัน  แต่เป็น
ทาง Magista Obra 2 ที่ยิงบอลได้แรง พุ่งและเต็มเท้ามากกว่าเล็กน้อย  ทั้งนี้น่าจะเป็นผลมา
จากลักษณะความนูนของหน้าสัมผัสที่มากกว่า  รวมถึงพื้นที่สัมผัสบอลที่ดูจะเปิดกว้างมากกว่า
นั่นเอง



  ส่วนเรื่องการควบคุมทิศทางของลูกยิงที่พุ่งออกไปจากเท้านั้น ไนกี้ Magista Obra 2 ก็มีจุดเด่น
เช่นกัน  จากหน้าสัมผัสที่ถูกออกแบบมา..ไม่ใช่เพียงแค่การส่งแรงที่หนักหน่วง  แต่หน้าสัมผัสยังช่วย
ให้การคอนโทรลทิศทางของลูกบอลนั้นทำได้ขึ้นกว่าเดิม  การวางหน้าเท้าเพื่อลูกฟุตบอลพุ่งไปตรงๆ นั้น
เป็นเรื่องง่ายสำหรับรองเท้ารุ่นนี้มาก  ซึ่งผมยังรู้สึกว่าทำได้ดีกว่า Hypervenom Phantom II
เสียด้วยซ้ำ  

  แต่จุดเด่นจริงๆ คือการควบคุมทิศทางในการเลี้ยวของลูกฟุตบอลหรือการปั่นไซร้โค้งนั่นเอง  นอก
เหนือจากพื้นผิวสัมผัสแบบ 3 มิติที่มีความสามารถในส่งแรงเฉือนและดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลที่ดีแล้ว
ยังต้องบอกว่า..ความหนาของวัสดุหน้าผ้า  นั้นมี "Timing" ในการสัมผัสบอลที่ลงตัวมาก  อธิบาย
เพิ่มเติมคือ..ความหนาที่กำลังดี  ทำให้มีระยะเวลาที่หน้าเท้าสัมผัสกับผิวของลูกฟุตบอล  พร้อมกับ
ส่งแรงเฉือนให้ลูกฟุตบอลเกิดการเลี้ยวโค้งนั้นมีมากพอ  แต่ก็ไม่ได้หนาเกินไปเหมือนรองเท้าประเภท
หนังแท้หนาๆ  และก็ไม่ได้แข็งเกินไป  จนเสียอรรถรสในเรื่องของฟีลลิ่ง  เมื่อทุกอย่างประสานการ
ทำงานกันได้อย่างลงตัวแล้ว  ทำให้เจ้า Magista Obra 2 เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพ
ในการควบคุมการยิงหรือเปิดบอลให้มีการปั่นไซร้ได้ดีที่สุด ณ ตอนนี้เลยก็ว่าได้

  การทดสอบภาคสนามในหัวข้อนี้..แสดงให้เห็นว่ารองเท้าฟุตบอล ไนกี้ Magista Obra 2 นั้น
ไม่ได้เป็นเพียงแค่รองเท้าประเภทคอนโทรลที่เน้นการจับบอล/ส่งบอล เพียงอย่างเดียว  แต่มันกลับ
มีขีดความสามารถที่ก้าวข้ามมายังฝั่งของการจู่โจมและการยิงประตูได้อย่างยอดเยี่ยมมากกว่ารองเท้า
ฟุตบอลประเภทคอนโทรลที่ไนกี้เคยทำออกมาในอดีต  ตัวเลขคะแนนในหัวข้อนี้จึงต้องปรากฏที่คะแนน
10 เต็ม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  คะแนน : 10 / 10

  การปกป้องเท้า

  เราจะมาปิดท้ายการทดสอบภาคสนามของ Magista Obra 2 กันที่เรื่องการปกป้องเท้าให้กับ
ผู้สวมใส่  จากเข้อมูลทางเทคนิคของรองเท้ารุ่นนี้  มีประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจอยู่ 2-3 ประเด็น
ที่น่าจะส่งผลต่อประสิทธิภาพเชิงรับของรองเท้ารุ่นนี้  นั่นคือลักษณะตัวรองเท้า  หุ้มข้อที่หนาขึ้น 
และเกราะป้องกันส้นเท้าที่ต่ำลง

  มาเริ่มกันที่ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะและวัสดุตัวรองเท้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเก่า  ความหนา
ของหน้าสัมผัสที่เกิดขึ้นจากการออกแบบให้เป็นพื้นผิว 3 มิติและรอยบุ๋มที่มีความลึกยิ่งขึ้น  ส่งผลให้
ตัวรองเท้ามีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องหน้าเท้าได้มากกว่า Magista Obra ในเจเนอเรชั่นแรก
พอประมาณ  ไม่ว่าจะเป็นจังหวะที่ถูกคู่แข่งเข้าปะทะ  หรือแม้แต่การยิงลูกฟุตบอลอย่างเต็มแรง
พบว่าตัวรองเท้ามีส่วนในการช่วยลดแรงปะทะและอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นได้ดี  ไม่ใช่แค่เพียง
รองเท้ารุ่นเก่าเท่านั้น แต่ยังพอจับความรู้สึกได้ว่าตัวรองเท้าของ Magista Obra 2 นั้นหนา
และปกป้องหน้าเท้าได้ดีกว่า Mercurial SuperFly V อีกด้วย  แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับ
รองเท้าฟุตบอลประเภทหนังสังเคราะห์ทั่วๆ ไป  ยังต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า Magista Obra 2
ยังเป็นรองในประเด็นนี้อยู่ดี



  ในขณะที่ลักษณะหุ้มข้อที่หนาขึ้น  ก็พอที่จะช่วยปกป้องเรื่องการปะทะได้มากขึ้นตามมา  แต่ความ
แข็งแรงในการจับล็อคข้อเท้านั้นจะลดลงเล็กน้อย  เนื่องจากลักษณะของหุ้มข้อเปิดส่วนโค้ง  ทำให้
การเคลื่อนไหวของข้อเท้ามีอิสระมากยิ่งขึ้น  ประเด็นนี้มีผลดีในเรื่องความสบายและการเคลื่อนที่ 
แต่การป้องกันนั้นจะสวนทางกลับบ้างเล็กน้อย เช่น ความสามารถในการป้องกันข้อเท้าพลิก เป็นต้น

  สุดท้ายคือเรื่องเกราะป้องกันส้นเท้าแบบภายนอกที่หายไป  เปลี่ยนมาใช้เกราะป้องกันส้นเท้าแบบ
ภายใน  แน่นอนว่าจะส่งผลในการป้องกันแรงปะทะจากภายนอกนั้นลดลงไปบ้าง  แต่ทุกวันนี้คงถือ
เป็นมาตรฐานปกติแล้วที่รองเท้าฟุตบอลแทบทั้งหมด..เปลี่ยนมาใช้เกราะป้องกันส้นเท้าแบบนี้

  คะแนน : 7 / 10

บทสรุปการทดสอบ



  บททดสอบภาคสนามทั้งหมดของรองเท้าฟุตบอล ไนกี้ Magista Obra 2 ในหัวข้อที่ผ่านมา 
น่าจะบอกประสิทธิภาพของสุดยอดรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลรุ่นล่าสุดจากไนกี้รุ่นนี้ได้
เป็นอย่างดี  เพราะจากข้อมูลทั้งหมดที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ไปนั้น..คือสิ่งที่สามารถสัมผัสได้จากการ
ใช้งานจริงๆ นั่นเอง

  ในส่วนสุดท้ายนี้..ด้วยความที่เนื้อหาหรือตัวอักษรด้านบนนั้นอาจจะมากมายไปหน่อย  ดังนั้น..ผม
จะมาสรุปเนื้อหาสาระ  สรุปถึงประสิทธิภาพเด่นๆ ที่ Magista Obra 2 รุ่นนี้เป็น  ให้คุณผู้อ่าน
ทุกท่านได้จับใจความได้ง่ายขึ้น  ก่อนที่จะมีการลงคะแนนถึงคุณสมบัติโดยภาพรวมของการเป็น
รองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรล  และเรื่องเกี่ยวกับภาพลักษณ์  ความคุ้มค่าน่าใช้งาน  ซึ่งตรงนี้
ผมจะขออนุญาตใช้ความคิดเห็นส่วนตัวเข้ามาร่วมด้วย



  ไนกี้ Magista Obra 2

  จากประสบการณ์ที่ผมได้ทดสอบใช้งานรองเท้ารุ่นนี้มา  ขอยอมรับว่า Magista Obra 2 นั้นถูก
พัฒนาให้มีความสมบูรณ์แบบในด้านการเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรลยิ่งขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่า  โดยเฉพาะบุคลิกในเชิงรุกที่ดุดัน  ซึ่งได้อานิสงค์มาจากการออกแบบลักษณะหน้าผ้าสัมผัสของตัวรองเท้า
ใหม่  ในขณะที่รูปแบบปุ่ม FG และลักษณะหุ้มข้อแบบใหม่  ก็ให้ฟีลลิ่งการใช้งานที่แตกต่างออกไป
จากเดิมในบางเรื่อง  ซึ่งทั้งหมดนี้ผมจะสรุปในเนื้อหาด้านล่าง

  ลักษณะหน้าผ้าสัมผัสที่มีความหนาขึ้น  เนื่องจากถูกออกแบบให้มีมิติ นูน-ลึก มากขึ้นกว่าเก่า  ส่งผล
ให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่ได้นั้นหนาเท้าขึ้นประมาณ 20% เมื่อเปรียบเทียบกับโฉมที่แล้ว  ประสิทธิภาพ
ที่ผู้เล่นจะได้รับกลับมา..คือการจับบอลแรกที่ติดเท้าขึ้นกว่าเดิม  เมื่อรวมฟีลลิ่งที่หนาเท้ามากขึ้น  ทำให้
การจับบอลด้วย Magista Obra 2 นั้นสามารถควบคุมบอลแรกได้ง่ายขึ้น  แต่ที่ประทับใจมากกว่านั้น
ก็คือการส่งแรงทั้งการยิงประตูและการส่งบอล  นั้นมีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน  เป็นอีกหนึ่ง
รองเท้ารุ่นที่ออกบอลได้อย่างมั่นใจเป็นอย่างมาก  ด้วยน้ำหนักการออกบอลที่มีให้เรียกใช้งานได้มากขึ้น

  นอกจากเรื่องฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่เกี่ยวกับน้ำหนักความแรงแล้ว  ยังพบว่าพื้นผิวหน้าสัมผัสของ
Magista Obra 2
นั้นมีปฏิกิริยาการควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอลที่ถูกเตะออกไปจากเท้าได้อย่าง
ยอดเยี่ยมเช่นกัน  ผิวสัมผัสของหน้าผ้าดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดี  ซึ่งประเด็นนี้อาจจะไม่ได้
โดดเด่นกว่ารองเท้ารุ่นอื่นๆ มากนัก  แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Magista Obra 2 มีความอันตราย
ในการปั่นโค้ง  สามารถควบคุมทิศทางการปั่นไซร้ได้อย่างยอดเยี่ยม  ก็คือการร่วมงานกันระหว่าง
หน้าสัมผัสที่ดึงดูดกับผิวลูกฟุตบอลได้ดี  กับความแข็งหรือความหนาของวัสดุตัวรองเท้าที่กำลังดี 
ไม่แข็งและไม่หนาจนเกินไป  เป็นผลให้ระยะเวลาที่ผิวสัมผัสทั้งสองส่วนนั้นเกิดแรงเฉือนระหว่าง
กันและกัน  นั้นไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไปนั่นเอง  การส่งแรงเฉือนไปยังผิวของลูกฟุตบอลเพื่อ
ทำให้ลูกฟุตบอลปั่นไซร้โค้งนั้นจึงทำได้อย่างเต็มพิกัด



  ในขณะที่ช่วงล่าง ชุดพื้นและปุ่มแบบ FG ของ Magista Obra 2 ที่ถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมด
ก็มีจุดเด่นในการกระจายน้ำหนักบนฝ่าเท้าได้ทั่วถึง ปุ่มด้านนอกที่ทำเป็นปุ่มกลม  แต่มีรอยบาก
คล้ายกับ Pac-man นั้นช่วยทำให้รองเท้ารุ่นนี้สามารถหมุนตัวได้อิสระในระดับนึง  พร้อมๆ กับ
การยึดเกาะล็อคพื้นสนามได้ด้วยในตัว  ส่งผลให้ Magista Obra 2 เป็นรองเท้าที่ครอบคลุม
ในแง่ของรูปแบบการเคลื่อนที่และเปลี่ยนทิศทางในการวิ่ง  เพียงแต่บุคลิกของชุดพื้นรุ่นนี้จะเน้น
ไปที่การลงน้ำหนักที่ทั่วถึงและสมดุลมากกว่าเก่า  แรงสปรินซ์บริเวณฝ่าเท้าจะลดลงเล็กน้อย
เนื่องจากโครงสร้างที่เปลี่ยนไป

  ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนาม ยังถือว่าเป็นรองเท้าที่เป็นมิตรกับใคร
ที่มีปัญหาด้านแรงกระแทกอย่างแท้จริง  ทั้งนี้ก็อาจจะรวมถึงการใช้งานในสนามหญ้าเทียมด้วย
ซึ่งเป็นผลมาจากแผ่นรองพื้นด้านในที่มีวัสดุ Poron เหมือมเดิม

  อย่างไรก็ตาม..จุดด้อย 2 ประการที่ผมเจอในการใช้งาน Magista Obra 2 ก็คือเรื่องของ
ความสบายในการส่วมใสที่ลดลงจากรุ่นเดิม  จุดนนี้วิจารณ์กันตรงๆ ไปที่ฟีลลิ่งการบริเวณด้านหน้า
และหัวรองเท้า  ซึ่งค่อนข้างบีบหน้าเท้าพอประมาณ  ในขณะที่แรงกดบนหลังเท้าก็มีให้รู้สึกอึดอัด
ในตอนใช้งานครั้งแรกๆ ที่ตัวรองเท้ายังแข็งจากความใหม่อยู่  อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจก็คือเรื่อง
ประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  เกิดจากตัวรองเท้าที่หนาและเกิดแรง Damping ได้ดีขึ้น
แต่ส่งผลกระทบให้การควบคุมน้ำหนักบอลในตอนที่ต้องแตะบอลไปเร็วๆ นั้นควบคุมได้ยาก  อาจมี
จังหวะกระเด้งกระดอนหลุดจากเท้าได้บ้าง  จริงอยู่ที่ประเด็นนี้มันคือจุดเด่นของรองเท้าสายพันธุ์
ความเร็ว  แต่ถ้าจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในฐานะรองเท้าด้านคอนโทรล  ก็จำเป็นต้องเล่นกับลูกบอล
ได้ครอบคลุมทุกด้านเช่นกัน (แต่ไม่ต้องมากเท่ากับรองเท้าสายความเร็ว) 

  ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์จากจุดด้อย 2 ประการที่ผมกล่าวไปด้านบน  จึงขอลงความคิดเห็นว่ารองเท้า
ฟุตบอลไนกี้ Magista Obra 2 มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพโดยภาพรวมของการเป็นรองเท้า
ประเภทคอนโทรลอยู่ในระดับ 9 เต็ม 10 คะแนน เท่านั้น  น่าเสียดาย..ถ้าหน้าผ้าให้ฟีลลิ่งการ
เลี้ยงบอลเหมือนกับโฉมที่แล้ว (Magista Obra เลี้ยงบอลได้บางและติดเท้ากว่า  ควบคุมน้ำหนัก
บอลได้ง่าย) คะแนน 10 เต็มคงจะไม่หนีไปแบบนี้

  คะแนน คุณสมบัติความเป็นรองเท้าประภท คอนโทรล : 9 / 10


  เปรียบเทียบกับ ไนกี้ Magista Obra



  Magista Obra เคยสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลนับตั้งแต่ที่
เปิดตัวเมื่อกลางปี 2014  สุดยอดรองเท้าฟุตบอลสายคอนโทรลรุ่นนี้มีจุดเด่นในเรื่องของฟีลลิ่ง
การสวมใส่ที่ยอดเยี่ยม  ตัวรองเท้ามีทั้งความสบายและความกระชับไปพร้อมๆ กัน  ด้วยการออกแบบ
รูปทรงรองเท้าที่อาจจะดูเรียวยาวนิดหน่อย  แต่วัสดุก็สามารถขยายออกได้ตามรูปเท้าของผู้เล่นได้ดี 
ในขณะที่ Magista Obra 2 นั้นจะมีฟีลลิ่งช่วงหน้าเท้าที่อึดอัดมากกว่า  ส่วนฟีลลิ่งบริเวณหุ้มข้อ
นั้น..หุ้มข้อ Magista Obra ให้ความกระชับแน่นหนา  แต่ความสบายหรือความยืดหยุ่นในจังหวะ
การเคลื่อนที่ของข้อเท้าก็จะสวนทางกัน

  สำหรับประสิทธิภาพในการจับบอลหรือการยิงประตู  พบว่า Magista Obra นั้นจะถูกใจผู้เล่น
ที่ชื่นชอบฟีลลิ่งการสัมผัสระหว่างหน้าเท้ากับลูกฟุตบอลที่บางและเป็นธรรมชาติมากๆ  ผิวสัมผัส
โดยรวมจะมีลักษณะราบเรียบมากกว่ารุ่นใหม่เล็กน้อย  แต่การผ่อนแรงหรือการส่งแรง  ทั้งการ
จับบอลแรกและการยิงประตูแบบเต็มแรงนั้น  ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า Magista Obra 2 นั้นถูก
พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ตรงนี้จริงๆ  เช่นเดียวกันเรื่องของการควบคุมบอลในการปั่นไซร้โค้ง 
แม้ว่า Magista Obra จะถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมในตอนที่ทำตลาด  แต่ปัจจุบันนี้ไนกี้ได้พัฒนาให้
รองเท้ารุ่นใหม่เหนือกว่า

  ในส่วนการเลี้ยงพาบอลเคลื่อนที่ไปกับเท้า  ผมกลับชอบฟีลลิ่งการสัมผัสบอลของ Magista Obra
เพื่อใช้ในการเลี้ยงบอลมากกว่า Magista Obra 2  เหตุผลมีเพียงแค่ความหนาและฟีลลิ่งของ
การสัมผัสบอลที่รองเท้ารุ่นเก่าให้การสัมผัสที่บาง  ติดเท้า  และเป็นธรรมชาติมากกว่า  หน้าสัมผัส
ของตัวรองเท้ามีคุณสมบัติ Damping น้อยกว่า  ทำให้การควบคุมน้ำหนักของการเลี้ยงบอลนั้น
ทำได้ง่าย  โดยเฉพาะใครที่ไม่ได้เชี่ยวชาญการเลี้ยงบอลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  จะยิ่งเห็นผลแตกต่าง
พอสมควร

  อีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนสนใจ..ก็คือเรื่องประสิทธิภาพและฟีลลิ่งในการลงน้ำหนัก  รวมถึง
การเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนามของชุดพื้นและปุ่ม FG แบบเก่าของ Magista Obra  พบว่าปุ่ม
แบบดังกล่าวสามารถให้ประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ทางตรงและการส่งแรงสปรินซ์เพื่อออกตัวนั้น
จะทำได้เร็วกว่า  การยึดเกาะพื้นสนามทำได้ดี..แต่ถ้าใครชอบฟีลลิ่งการยืนพื้นสนามหรือการลง
น้ำหนักแบบเต็มๆ ฝ่าเท้า  ผมคิดว่าชุดพื้นและปุ่มของ Magista Obra 2 จะสามารถตอบโจทย์
ความต้องการดังกล่าวได้ดีกว่า

  องค์ประกอบอื่นๆ โดยรวมนั้นไม่มีความแตกต่างกันมาก  โดยภาพรวมแล้ว Magista Obra ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลระดับสูงที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม  ประเด็นหลักอยู่ที่
ฟีลลิ่งการสวมใส่และการสัมผัสบอลที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน  อันนี้ก็แล้วแต่ว่าคุณผู้อ่าน
จะเลือกแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง

  เปรียบเทียบกับ ไนกี้ Mercurial SuperFly V



  แม้ว่า Mercurial SuperFly V จะเป็นรองเท้าฟุตบอลสายความเร็ว  แต่เนื่องจากเพิ่งถูกอัพเดต
เจเนอเรชั่นใหม่มาก่อนหน้า Magista Obra 2 เพียงแค่ไม่กี่เดือน  รวมถึงรองเท้าทั้งสองรุ่นนี้
ก็มีรายละเอียดหรือแนวคิดในการออกแบบในบางส่วนที่ตามๆ กันมา  จึงผมยกเอารองเท้าตัวโครตท็อป
สายความเร็วรุ่นนี้  มาสรุปในส่วนนี้ด้วย

  Mercurial SuperFly V เป็นรองเท้าที่มีจุดเด่นที่สุดในเรื่องของความกระชับและความมั่นใจ
เมื่อใช้งาน  แต่แม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะเหมาะกับผู้เล่นที่มีรูปทรงเท้าเรียวยาวเป็นหลัก  แต่เมื่อคนเท้า
กว้างๆ แบบผมมาลองใส่ทดสอบ  กลับพบว่า Mercurial SuperFly V และ Magits Obra 2
นั้นให้ความสบายในการสวมใส่ที่(น้อย)พอๆ กัน  ซึ่งถ้ามองประเด็นนี้ในภาพกว้างๆ แล้ว  กลาย
เป็นว่า Mercurial SuperFly V ที่ควรจะใส่สบายน้อยกว่า  เพราะเป็นรองเท้าแนวความเร็ว 
กลับให้ความสบายในการสวมใส่ที่ใกล้เคียงกับรองเท้าแนวคอนโทรล  ที่โดยธรรมชาติต้องมี
ความสบายในการสวมใส่มากกว่า..ซะอย่างงั้น

  ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการยึดเกาะพื้นสนาม การเคลื่อนที่และการลงน้ำหนัก  ปรากฏว่ารองเท้า
รุ่นใหม่ของไนกี้ทั้งสองรุ่นนี้  มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก  โดย Mercurial SuperFly V
นั้นเป็นรองเท้าที่เน้นรูปแบบการเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว  ชุดพื้นและปุ่ม FG ของรองเท้ารุ่นนี้ถูกออกแบบ
มาเพื่อการยึดเกาะพื้นและล็อคกับพื้นสนามที่ยอดเยี่ยมมาก  เหมาะกับใครที่ของการสับขา หรือเปลี่ยน
ทิศทางการสปรินซ์ด้วยความเร็วสูง  ผสานกับฟีลลิ่งฝ่าเท้าติดพื้นสนาม  จะช่วยเสริมให้การลงแรง
ในการเคลื่อนที่นั้นทำได้ดีที่สุดเท่าที่ไนกี้เคยทำมา  ในขณะที่ Magista Obra 2 นั้นจะเน้นการ
ยึดเกาะที่สมดุลกว่า  มาลงน้ำหนักเต็มฝ่าเท้า  และการหมุนตัวหรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ที่สมูท
มากกว่า  และแน่นอนว่าการรองรับแรงกระแทกของชุดพื้นนั้น Mercurial SuperFly V สู้
Magista Obra 2 ไม่ได้  ด้วยเหตุผลของแผ่นรองพื้นที่มี Poron และไม่มี Poron

  สำหรับฟีลลิ่งของการสัมผัสบอล..ทั้งการจับบอลและการยิงประตูนั้น  Mercurial SuperFly V
จะให้ฟีลลิ่งที่บางเท้า  และสัมผัสถึงเท้าด้านใน เป็นธรรมชาติมากกว่า Magista Obra 2 เล็กน้อย 
แม้ว่าหน้าสัมผัสของตัวรองเท้าจะมีลักษณะนูนขึ้นมาเป็นลอน  ทำหน้าที่เป็น Damping Area ช่วย
ในการผ่อนแรงหรือการส่งแรงคล้ายๆ กัน  ทำให้การจับบอลแรกและการยิงประตูได้ดีตามที่ผม
ได้เคยรีวิวไปแล้ว  แต่ยังทำได้น้อยกว่าพื้นผิวสัมผัสแบบ 3 มิติของ Magista Obra 2  ตรงนี้
เพื่อให้เห็นความแตกต่างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น  ผมจึงขอลงเป็นตัวเลข...คือถ้า Magista Obra 2
ทำได้ 100 %  Mercurial SuperFly V จะทำได้ประมาณ 75 %  เช่นเดียวกับประสิทธิภาพ
การควบคุมทิศทางการปั่นไซร้โค้งที่ Mercurial SuperFly V ทำได้ดีมากพอสำหรับรองเท้า
ด้านความเร็ว แต่ยังเป็นรอง Magista Obra 2 อยู่ดี

  เปรียบเทียบกับ ไนกี้ Hypervenom Phantom II



  อีกหนึ่งคู่แข่งร่วมค่ายที่เป็นรองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อปหุ้มข้อเหมือนกันอย่าง Hypervenom
Phantom II
 ที่มีภาพลักษณ์เป็นรองเท้าประเภทจู่โจม  ที่เปรียบเสมือนเป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง
รองเท้าคอนโทรลกับรองเท้าความเร็ว  ผมสรุปได้ว่า Hypervenom Phantom II  มีความ
ครบถ้วนสมบูรณ์แบบด้วยตัวเลขคะแนนเฉลี่ยที่มากที่สุดเท่าที่ผมเคยรีวิวมาก

  โดยไนกี้ Hypervenom Phantom II มีจุดเด่นในเรื่องของการยิงลูกฟุตบอลได้เต็มแรง 
หนักหน่วง  ด้วยพื้นผิวสัมผัสที่แข็งคล้ายกันเกราะชั้นนอก  จึงส่งแรงกระแทกได้ดีพอๆ กับ
Magista Obra 2 ซึ่งตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วดีกว่ายังไง ?  สิ่งที่รองเท้าอสรพิษ
แสดงออกมาในการยิงลูกฟุตบอล  คือฟีลลิ่งความบาง  สัมผัสระหว่างเท้ากับผิวของลูกฟุตบอล
นั้นมีมากกว่า  ถ้าเอาจริงๆ..การยิงเข้าข้อ หรือการยิงให้ลูกพุ่งแรงๆ ส่ายๆ  กลับพบว่าทางฝั่ง
Hypervenom Phantom II นั้นกดสูตรติดได้ง่ายมาก  แต่ถ้าเส้นการยิงแบบเล่นทาง
หรือเรียกหาประสิทธิภาพการปั่นไซร้โค้งที่ลูกโค้งดั่งใจคิด  อันนี้ต้องเป็นทาง Magista
Obra 2
ครับ

  เรื่องฟีลลิ่งวัสดุตัวรองเท้าที่บางติดเท้ากว่า  รวมถึงความแข็งของหน้าผ้าที่ไม่ได้มีคุณลักษณะ
Damping เหมือนกับ Magista Obra 2  ก็ยังเป็นเหตุให้รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์จู่โจมรุ่นนี้
มีความครบเครื่องในการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าได้ดีกว่า  ควบคุมน้ำหนักบอลได้ง่ายกว่า  ในขณะที่
การควบคุมทิศทางก็ไม่ได้แย่ไปกว่ากันแต่อย่างใด
 
  อีกเรื่องที่ผมยังเทใจให้กับ Hypervenom Phantom II ก็คือความสบายในการสวมใส่
ที่สบายเท้ามากกว่า  แต่ความกระชับหรือความมั่นใจในการสวมใส่นั้นพอๆ กัน  จริงที่แรกๆ
Hypervenom Phantom II ค่อนข้างมีตัวรองเท้าที่แข็งกระด้าง  แต่พอใช้งานไปสักพัก
จะปรับเข้ารูปเท้าได้เร็ว  รวมถึงลักษณะหลังเท้าที่สูงโปร่งกว่าเล็กน้อย  จึงส่งผลต่อความสบาย
ในการสวมใส่นั่นเอง

  เช่นเดียวกับประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนาม  โดยชุดพื้นและปุ่มของทาง
Hypervenom Phantom II จะจิกพื้นสนามได้ดีกว่า  เนื่องจากจำนวนปุ่มน้อยและ
หน้าตัดปุ่มเล็ก  แต่รองเท้ารุ่นนี้ก็ยังเอื้อประโยชน์ในการหมุนตัวหรือกลับตัวได้ดีไม่แพ้ปุ่มของ
Magista Obra 2 สักเท่าไหร่นัก  เนื่องจากปุ่มหลักๆ บริเวณขอบรองเท้านั้นเป็นปุ่มกลม

  แต่สิ่งที่ Hypervenom Phantom II ต้องหลีกทางให้กับ Magista Obra 2 ก็คือ
เรื่องประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  และเนื่องของจังหวะการจับบอลแรก
หรือการแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน
  
  ความคุ้มค่าและความน่าใช้



  เรามาส่งท้ายบทความนี้กันที่การวิเคราะห์ความคุ้มค่าและความน่าใช้ ของ Magista Obra 2
ซึ่งจะสัมพันธ์กับเรื่องของภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์  พรีเซนเตอร์และประสิทธิภาพ  โดยจะอิงจากราคา
ค่าตัวที่ไนกี้ตั้งเอาไว้ด้วย  ซึ่งในส่วนนี้จะขอใช้สิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเป็นหลัก  ก่อนที่
จะลงตัวเลขคะแนนเอาไว้ให้เป็นหัวข้อสุดท้ายในรีวิวนี้

  สำหรับภาพลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรล Magista Obra 2 รุ่นใหม่คู่นี้ 
ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในเรื่องพรีเซนเตอร์หมายเลขหนึ่งที่จะมาช่วยโปรโมทภาพลักษณ์อย่างแท้จริง
เพราะไนกี้เล่นยกชุดพรีเซนเตอร์หลักใหม่(แทบ)ทั้งหมด  ด้วยการนำเอา มาริโอ เกิทเซ่ ขึ้นมาโปรโมท
เป็นพรีเซนเตอร์หลักในตอนแรก  ก่อนที่จะดัน เควิน เดอ บรอยน์ ขึ้นมาสมทบ

  ประเด็นนี้ผมมองว่าความเก๋าหรือภาพลักษณ์ในเป็นพรีเซนเตอร์รองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลนั้น
ลดลงจากเจเนอเรชั่นก่อนที่มี อันเดรียส อินิเอสต้า เป็นพรีเซนเตอร์หลักอยู่เล็กน้อย  และถ้าเปรียบเทียบ
กับพรีเซนเตอร์หลักของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่นจากไนกี้เอง หรือแม้แต่พรีเซนเตอร์ของรองเท้าประเภท
คอนโทรลซีรี่ย์ ACE 16 จากอาดิดาสที่เป็นคู่แข่งโดยตรง  ต้องยอมรับกันเต็มๆ ว่า Magista Obra 2 นั้นเป็นรองอยู่พอหนึ่งช่วงตัว



  แต่ในแง่ประสิทธิภาพการใช้งานเฉพาะตัวของ Magista Obra 2 ซึ่งเป็นรองเท้าระดับโครตท็อป 
กลับดูมีความโดดเด่นมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับรองเท้ารุ่นท็อปปกติ  ในราคาที่ลดลงมาจนดูรู้สึกคุ้มค่า
มากขึ้น  กล่าวคือ..ถ้ามีงบประมาณก้ำกึ่งระหว่างรุ่น Magista Obra 2 กับ Magista Opus 2 
ผมขอลงความเห็นทันทีว่าจัดการสอย Magista Obra 2 มาใช้งานไปเลยคุ้มค่ากว่า  เหตุผลคือ
ตัวรองเท้าดูมีความแตกต่าง  ทั้งหน้าตาและวัสดุ  ในขณะที่เทคโนโลยีหลักๆ นั้นอาจจะไม่ได้แตกต่าง
กันมาก  แต่สิ่งที่ผู้เล่นจะได้ก็คือประสิทธิภาพการใช้งานที่สมเหตุสมผลกับราคาค่าตัวมากกว่าการ
ใช้งาน Magista Opus 2 นั่นเอง  ทั้งนี้น่าจะรวมถึงความทนทานแข็งแรง  ที่แม้ว่าจะไม่มีหลักฐาน
ยืนยัน  แต่ก็คงไม่ด้อยไปกว่ารองเท้ารุ่นอื่นๆ เป็นแน่

  ไนกี้ Magista Obra 2 ในราคา 10,000 บาท กับองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ ที่ผมกล่าวมา 
ผมขอลงความคิดเห็นเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความน่าใช้ของรองเท้ารุ่นนี้อยู่ในระดับ 8 เต็ม 10 คะแนน 
ถือเป็นเกณฑ์ที่ดีพอสมควร  โดดเด่นที่เรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่าราคา  แต่ถ้าเรื่องภาพลักษณ์
พรีเซนเตอร์..ยังมองว่ารองเท้าซีรี่ย์นี้ยังอยู่ในระดับปานกลาง  ไนกี้อาจต้องหานักเตะซุปเปอร์สตาร์
ที่เล่นฟุตบอลแนวคอนโทรลมาดึงแฟนบอลให้มากกว่านี้  หรือไม่ก็อาจต้องรอเจเนอเรชั่นต่อไปที่
มาริโอ เกิทเซ่ และ เควิน เดอ บรอยน์ จะมีบรรดาแฟนคลับมากขึ้นในอนาคต  

  คะแนน : 8 / 10



  บทความรีวิวทดสอบการใช้งานครั้งนี้จากประสบการณ์การใช้งานจริง  พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์
กันแบบตรงๆ ของรองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อปประเภทคอนโทรล ไนกี้ Magista Obra  2
ในครั้งนี้  น่าจะเป็นข้อมูลชั้นดีที่จะช่วยให้คุณผู้อ่านทุกท่านใช้เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ
ว่ารองเท้ารุ่นนี้  มีประสิทธิภาพและรายละเอียดที่ตอบโจทย์ความต้องการของตัวท่างเองได้มากน้อย
แค่ไหน  หรือพูดกันสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” นั่นเอง 

  ด้วยจุดมุ่งหมายของผมและ SiamBoots ที่เพียงต้องการให้ทุกท่านได้รองเท้าฟุตบอลที่เหมาะ
กับตัวเอง  และใช้เป็นอาวุธคู่เท้าในการลงสนามพร้อมกับเล่นฟุตบอลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 
หลายคนอาจจะมองว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้สำคัญอะไร..ลองซื้อมาใช้ ลองผิดลองถูกกันไปก็ได้ แต่ผม
เชื่อว่าคงมีอีกไม่น้อยคน..ที่ไม่ได้จะซื้อมาลองผิดลองถูกกันได้บ่อยๆ  ดังนั้น..ผมหวังว่าข้อมูลรีวิว
ทดสอบการใช้งานนี้จะมีประโยชน์ต่อคุณผู้อ่าน  ไม่มาก...ก็น้อย

  สำหรับท่านได้ที่ได้คำตอบแล้วว่าจะเลือกใช้ไนกี้ Magista Obra 2 เป็นอาวุธคู่เท้าลงไปวาด
ลวดลายบนพื้นหญ้า  วันนี้ท่านสามารถไปเลือกชมเลือกซื้อ  พร้อมทั้งจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ว
ในราคา 10,000 บาท  ที่ร้าน ร้านซุปเปอร์สปอร์ตสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ 
และร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ป สโตร์  หรือถ้าจะเอาสะดวกสุดๆ ก็สามารถซื้อผ่านทาง เว็บไซด์ 
Messisport.com
 (คลิก) ซึ่งเป็นพันธมิตรของเราได้เลยครับ  รับรองว่ารวดเร็ว สะดวกและมั่นใจ
ได้แน่นอนครับ

...แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปครับ... 

  SiamBoots Rating  

ความสบายในการสวมใส่              
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนาม            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล          
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า          
ประสิทธิภาพการยิงประตู          
การปกป้องเท้า              
ภาพรวมรองเท้า "คอนโทรล"            
ความคุ้มค่าและน่าใช้งาน            

   

Detail

ขอขอบพระคุณ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Magiata Obra 2


   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 09 ตุลาคม 2016 เวลา 23.00 น. ***

   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"


   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com

 



"Hand On!" ไนกี้ Hypervenom Phinish
"SPARK BRILLIANCE"



"Hand On!" ไนกี้ Mercurial SuperFly V



"Boots Testing!" อาดิดาส Messi 15.1