"Testing!" ไนกี้ Mercurial SuperFly VI - รองเท้าด้านความเร็วที่ลดดีกรีความดุดัน
มาเป็นความลงตัวที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น


  คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไนกี้ Mercurial SuperFly VI คือรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็ว
ระดับสูง ที่กำลังวาดลวดลายร้อนแรงมากที่สุดในตอนนี้  จากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการผ่านมา
ได้เกือบ 3 เดือนเต็มๆ  รองเท้าซีรี่ย์จรวดทางเรียบที่มีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์  ก็ยังคงอยู่ในกระแส
ความนิยมอย่างหยุดไม่อยู่  ในบทความนี้...ผมจะพาคุณผู้อ่าน Siamboots.com ทุกท่าน  ไป
ทดสอบถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริงแบบเต็มรูปแบบของรองเท้ารุ่นนี้  เพื่อหาคำตอบว่าทำไม
รองเท้ารุ่นนี้ถึงเป็นที่ปรารถนาของนักฟุตบอลทั่วโลก



  เป็นเรื่องธรรมดาที่รองเท้าฟุตบอล...เมื่อมีอายุอานามมากขึ้นเรื่อยๆ  ผ่านร้อนผ่านฝนมาหลายรอบ 
การพัฒนาก็เริ่มมาถึงทางตันจนมีหลายซีรี่ย์ที่ต้องยุติบทบาทในการทำตลาด  ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อใหม่
มาลงสนามต่อ  แต่สำหรับรองเท้าฟุตบอลตระกูล Mercurial โฉมใหม่ล่าสุดในปี 2018 กลับไม่
เป็นเช่นนั้น  รองเท้าซีรี่ย์นี้มีอายุเข้ารอบที่ 20 บริบูรณ์ในปีนี้  ผ่านการออกแบบมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 12
อย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้สโลแกน "Fast by Nature"



  ทันทีที่ไนกี้ประกาศเปิดผ้าคลุมรองเท้ารุ่นสูงสุดอย่าง Mercurial SuperFly VI ด้วยสีส้ม  ที่แม้จะดูเหมือนว่าวนกลับไปซ้ำกับสีเปิดตัวของ Mercurial Vapor IV เมื่อราวๆ 10 ปีที่แล้ว 
ก็ได้รับความสนใจจากทั้งบรรดานักฟุตบอล  รวมถึงบรรดาแฟนพันธุ์แท้ Mercurial และสื่อฯ
ทั่วโลกในทันที  แถมยังเป็นกระแสตอบรับที่ดูจะร้อนแรงมากกว่าครั้งที่เปิดตัวเจเนอเรชั่นที่แล้ว
เสียอีก  สิ่งแรกที่เห็น..คือภาพลักษณ์ รูปร่างหน้าตาภาพนอกที่ดูหล่อ ดูสปอรต์มากขึ้น  จนมี
บางคนยกกลับไปเปรียบเทียบกับดีไซน์ของช่วง Mercurial III และ Mercurial IV ซึ่งถือ
ได้ว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่รองเท้าตระกูลนี้..มีดีไซน์ที่ถูกใจแบบดาแฟนๆ มากที่สุดตลอดกาลเลยก็ว่าได้ 
ทีเดียว

  แต่เราต้องไม่ลืมว่า..ประสิทธิภาพการใช้งานจริงๆ ของตัวรองเท้า ก็คือสิ่งที่ไนกี้ต้องให้ความสำคัญ
เช่นกัน  เพราะโจทย์ก็คือการอัพเกรดประสิทธิภาพของรองเท้าฟุตบอลที่ดีอยู่แล้ว  ให้ดียิ่งๆ ขึ้น
ไปอีกถือเป็นเรื่องยากและท้าทายทีมพัฒนาของไนกี้เป็นอย่างมาก  ในบทความนี้..ผมจะมาลงสนาม
ทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานของ Mercurial SuperFly VI ตามมาตรฐานบททดสอบของเรา 
แล้วจะรีวิว วิพากษ์ วิจารณ์ พร้อมทั้งเปรียบเทียบว่ารองเท้ารุ่นใหม่คู่นี้  มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิมมากน้อย
แค่ไหน  เอาไว้เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่านได้ใช้ประกอบการตัดสินใจ..ว่าจะคว้าอาวุธรุ่นนี้มาไว้
ในครอบครองหรือไม่

  หากพร้อมกันแล้ว..เราไปเข้าสู่ส่วนหลักของบทความรีวิวทดสอบการใช้งาน ไนกี้ Mercurial
SuperFly VI
 ไปด้วยกันได้เลยครับ

  ข้อมูลรองเท้าไนกี้ Mercurial SuperFly VI



  ก่อนที่จะไปเข้าสู่ส่วนทดสอบการใช้งาน ไนกี้ Mercurial SuperFly VI ผมขออนุญาตินำเอา
เนื้อหา ข้อมูลและลิงค์ ของบทความ Hand On! รองเท้ารุ่นนี้ มาแทรกเอาไว้เสียหน่อย โดยเนื้อหา
สาระในบทความดังกล่าว..จะบอกเล่าและนำเสนอ ข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมด  ทั้งเรื่องของวัสดุ
เทคโนโลยี และการออกแบบของรองเท้ารุ่นนี้  รวมถึงอุปกรณ์ของแถมที่ไนกี้บรรจุมาให้ในกล่อง
รองเท้าสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ ในกรณีที่ท่านซื้อจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ



  สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน หรือยังไม่ทราบข้อมูลของรองเท้ารุ่นนี้ ผมอยากให้ท่านคลิกลิงค์
ด้านล่าง เพื่อกลับไปอ่านบทความดังกล่าว เพื่อจะได้มีข้อมูลและรู้จักส่วนต่างๆ ของรองเท้ารุ่นนี้  
แล้วมาหาคำตอบไปด้วยกันว่า..เทคโนโลยีต่างๆ ที่ทีมออกแบบของไนกี้ให้มานั้นจะมาสามารถ
ใช้งานได้ดีมากน้อยเพียงใด  และเพื่อเป็นการเติมเต็มอรรถรสของข้อมูลให้สมบูรณ์ก่อนที่จะไป
ลงสนามทดสอบกัน

  ลิงค์บทความ Hand On! ไนกี้ Mercurial SuperFly VI >>> www.siamboots.com/
handon-Nike-Mercurial-SuperFly 6


  การเลือกไซส์



  ในเจเนอเรชั่นที่แล้วพบว่ารองเท้ารุ่นท็อปทั้ง 2 อย่าง Mercurial SuperFly V และ Mercurial
Vapor XI
กลับมีความคลาดเคลื่อนในเรื่องของการเลือกไซส์ที่เหมาะสม  เมื่อเปรียบเทียบกับ
เจเนอเรชั่นก่อนหน้านั้นทั้งหมด  ทำให้หลายคนจำเป็นต้องขยับเพิ่มไซส์ให้ใหญ่ขึ้นครึ่งไซส์ 
จึงเป็นสาเหตุให้ในตอนที่ Mercurial SuperFly VI และ Mercurial Vapor XII เริ่ม
วางจำหน่าย  หลายคนมีคำถามถึงการเลือกไซส์ที่เหมาะสมว่ารองเท้ารุ่นท็อปในเจเนอเรชั่น
ใหม่นี้..จำเป็นต้องเพิ่งไซส์เหมือนกันหรือไม่ !?

  ตรงส่วนนี้..ผมจะพาทุกท่านมาหาคำตอบกันว่ารองเท้ารุ่นสูงสุดอย่าง Mercurial SuperFly VI
ที่ผมกำลังจะสวมใส่สนามทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานในครั้งนี้  จำเป็นต้องเลือกไซส์ที่เหมาะสม
เช่นไร  โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับ Mercurial SuperFly ในเจเนอเรชั่นเก่าๆ  เพื่อเป็นข้อมูล
ให้คุณผู้อ่านได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อรองเท้ารุ่นนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด



  ไนกี้ Mercurial SuperFly VI ที่กำลังจะสวมใส่เข้าไปอยู่ที่เท้าของผมนั้น  มีขนาดไซส์
9.5 US, 9 UK หรือ 27.5 เซนติเมตร  ซึ่งเป็นตัวเลขไซส์ปกติที่ผมมักจะเลือกสวมใส่
มาโดยตลอด  ยกเว้นแต่ Mercurial รุ่นสูงสุดทั้ง 2 รุ่น ในเจเนอเรชั่นที่แล้ว  รวมถึง Tiempo
Legend V ไล่มาจนถึง Tiempo Legend VII ที่ต้องขยับไซส์ขึ้นไปเลือกสวมใส่ที่ 28.0 เซน-
ติเมตร ถึงจะสวมใส่ลงเล่นได้

  การสวมใส่ Mercurial SuperFly VI ถือได้ว่าทำได้ง่ายขึ้นกว่าเจเนอเรช่นที่แล้วเล็กน้อย 
เนื่องจากลักษณะหุ้มข้อที่สั้นลง  และมีรูปทรงที่เปิดกว้าง  หลังจากนั้นก็ทำการดึงกระชับแนว
ร้อยเชือกและผูกปมเชือกแบบหูกระต่ายตามปกติที่เราๆ ท่านๆ ทำกัน  แล้วพบว่าระยะตามความยาว
บริเวณกึ่งกลางหัวรองเท้าเหลือเล็กน้อย  ประมาณ 0.3 – 0.5 เซนติเมตร  ซึ่งเป็นระยะปกติ
ที่เพียงพอในการสวมใส่ใช้งานรองเท้าฟุตบอล  คล้ายๆ กับตอนที่เลือกสวมใส่ Mercurial
SuperFly IV
และ/หรือ Hypervenom Phantom III DF ไซส์ 27.5 เซนติเมตร
เหมือนกันพอดี 



  ส่วนระยะตามความกว้าง..รองเท้ารุ่นนี้มีความสามารถที่จะยืดขยายกับรูปเท้าที่มีลักษณะ
หน้าเท้ากว้างและหลังเท้านูนพอสมควร  ตามลักษณะเท้าของคนไทยได้ดีขึ้นกว่าเดิม  หากย้อน
กลับไปตอนทดสอบไนกี้ Mercurial SuperFly V นั้น  การเลือกไซส์แบบตรงไซส์ 27.5
เซนติเมตร  กลับสร้างปัญหาในการสวมใส่ในแนวกว้าง  เพราะตัวรองเท้าบีบช่วงหลังเท้า
จนปวดและอึดอัดมาก  ไม่สามารถสวมใส่เพื่อลงเล่นได้ตามปกติ  จำเป็นต้องเพิ่มไซส์ให้ใหญ่ขึ้น 
แต่สำหรับไนกี้ Mercurial SuperFly VI ที่สวมใส่ที่เท้าขอผมอยู่ตอนนี้..กลับรู้สึกมีความ
พอดิบพอดีมากกว่า  น่าจะสวมใส่ในลักษณะนี้เพื่อลงสนามได้อย่างไม่มีปัญหาเรื่องความอึดอัดใดๆ



  สรุปได้ว่าการเลือกไซส์ของ Mercurial SuperFly VI นั้นสามารถกลับไปใช้มาตรฐาน
การเลือกไซส์แบบตรงไซส์ได้เหมือนเดิม
(ตั้งแต่ Mercurial X ย้อนกลับไป)  ไม่ต้องเพิ่ม
ครึ่งไซส์เหมือนกับ Mercurial SuperFly V หรือ Mercurial Vapor XI แต่อย่างใด  ไม่ว่าคุณ
จะมีลักษณะรูปเท้าแบบหน้าเท้ากว้างตามมาตรฐานของรูปเท้าคนไทยก็ตาม  รับรองว่าจะสามารถ
สวมใส่ลงสนามได้อย่างแน่นอน

  ทดสอบการใช้งาน



  ถึงเวลาที่จะต้องควบไนกี้ Mercurial SuperFly VI รองเท้าสายพันธุ์ความเร็วรุ่นใหม่ล่าสุด
คู่นี้ลงสนาม  เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในรูปแบบต่างๆ  กันแล้ว  หลังจากนั้นผมจะนำข้อมูล
เกี่ยวกับความรู้สึกและประสิทธิภาพที่สัมผัสได้ในรูปแบบต่างๆ  เพื่อมารีวิววิเคราะห์วิจารณ์ถึงข้อดี
ข้อด้อยอย่างละเอียดยิบ  แบ่งแยกออกตามลักษณะคุณสมบัติต่างๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

  แน่นอนว่าการเปรียบเทียบเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ Mercurial SuperFly VI ในบทความ
ทดสอบครั้งนี้  จะขอเน้นไปที่การเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นเก่าอย่าง Mercurial SuperFly V
เป็นหลัก  อาจจะมีบางประเด็นที่จะขอหยิบยก Hypervenom Phantom III DF ซึ่งเป็นรองเท้า
ประเภทจู่โจมรุ่นหลักของไนกี้มาเปรียบเทียบกันบ้าง  เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างรองเท้า
ทั้ง 2 ซีรี่ย์  ส่วนคู่แข่งต่างค่ายที่จะหยิบเอามารีวิวเปรียบเทียบกับรองเท้ารุ่นนี้  ณ ตอนนี้คงยังไม่มี 
เนื่องจากอาดิดาส X 17 หรือแม้แต่ Nemeziz 17 นั้น  ผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสหรือทดสอบ
การใช้งานมากนัก  จะเจอกันอีกทีกับ อาดิดาส X 18.1 ไปเลย (ในเร็วๆ นี้)

  หากพร้อมกันแล้ว..เราไปลงสนามทดสอบ ไนกี้ Mercurial SuperFly VI กันเลยดีกว่าครับ

  ความสบายในการสวมใส่



  หากยังจำกันได้..ปัญหาหลักที่พบเจอตั้งแต่แรกของการใช้งาน Mercurial SuperFly
เจเนอเรชั่นก่อน  ก็คือเรื่องความสบายในการสวมใส่ที่น้อยมาก  ไม่ว่าจะเป็นฟีลลิ่งการบีบ
บริเวณหลังเท้าที่รุนแรงเอาเรื่อง  รวมถึงความสามารถการระบายอากาศของตัวรองเท้าที่ค่อนข้าง
จำกัด  มาในเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง Mercurial SuperFly VI ในวันนี้..ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่าน
หลายท่าน  น่าจะให้ความสนใจในหัวข้อนี้ที่เป็นด่านทดสอบด่านแรกมากเป็นพิเศษ

  นับตั้งแต่การใช้งานครั้งแรก..กับอ็อฟชั่นการเลือกใส่ Mercurial SuperFly VI แบบตรงไซส์ 
พบว่ารองเท้ารุ่นนี้ “ใส่สบายเท้ามากขึ้นอย่างชัดเจน”  โดยเฉพาะฟีลลิ่งช่วงกลางหลังเท้าที่ดีขึ้น
ฟีลลิ่งที่บีบกระชับจนสร้างความอึดอัดจะมีให้พบเจอเพียงแค่ประมาณ 1-2 ครั้งของการใช้งาน
เท่านั้น  หลังจากนั้นตัวรองเท้าจะยืดขยายเข้ารูปเท้าได้ดีขึ้น  เหตุผลตรงนี้สามารถอธิบายได้
เนื่องจากวัสดุฟลายนิตบริเวณหลังเท้าของรองเท้ารุ่นนี้  มีลักษณะนิ่มขึ้น  ไม่ได้ถูกเคลือบผิว
หรือซ้อนชั้นวัสดุให้มีความหนาเหมือนกันรุ่นก่อนหน้า  ส่งผลให้โครงสร้างช่วงกลางและบนของ
Mercurial SuperFly VI มีความสามารถในการยืดหยุ่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม

  นอกจากฟีลลิ่งบนหลังเท้าที่สบายขึ้นแล้ว  ยังรวมถึงฟีลลิ่งบริเวณข้างเท้าด้านในและข้างเท้า
ด้านนอก  ที่เคยบีบจนเกิดอาการปวดฝ่าเท้า จนมีบางครั้งที่ถึงกับทำให้ฝ่าเท้าเกิดอาการชา
เมื่อตอนใช้งานเจเนอเรชั่น Mercurial SuperFly V  แต่มาในครั้งนี้..พบว่าปัญหาดังกล่าว
ไม่เกิดขึ้นกับ Mercurial SuperFly VI เลย  เป็นผลมาจากโครงสร้างด้านข้างตัวรองเท้า
ที่บางลง และตัดส่วนวัสดุฟลายไวร์ออกไปแล้ว  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความสบายที่เกิดขึ้น 
จะไปลดประสิทธิภาพความกระชับของรองเท้าสายสปีดรุ่นนี้ลงไปจนสูญเสียฟีลลิ่งในแบบที่
มันควรจะเป็น (ซึ่งประเด็นเรื่องความกระชับ  ผมจะรีวิวในหัวข้อถัดๆ ไป)



  อีกหนึ่งจุดอ่อนที่ถูกกำจัดออกไปในเจเนอเรชั่น  นี้ก็คือเรื่องความสามารถในการระบายอากาศ
การระบายความร้อน  จากด้านในตัวรองเท้าออกสู่ด้านนอกที่ดีขึ้น  โดยเฉพาะการได้ทดสอบ
รองเท้ารุ่นนี้ในช่วงหน้าร้อนยิ่งทำให้เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างมากขึ้น (ถึงแม้จะเน้นการลงเล่น
ในช่วงหัวค่ำ  แต่สนามกลางแจ้งที่ถูกแดดมาทั้งวัน..พื้นสนามยังคงอมความร้อนไว้มากพอสมควร)  
จากการใช้งานพบว่าตัวรองเท้า Mercurial SuperFly VI สามารถระบายความร้อนได้ดี 
ทั้งช่วงหน้าเท้าและหลังเท้า  รวมถึงช่วงบริเวณหุ้มข้อและส้นเท้า  ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบ
หุ้มข้อใหม่ที่สั้นลงและบางขึ้นนั่นเอง

  ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ไนกี้ Mercurial SuperFly VI เป็นรองเท้าประเภทความเร็ว
แบบหุ้มข้อสูง  ที่มีฟีลลิ่งการสวมใส่ที่สบายเท้ามากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน  หากเปรียบเทียบ
กับ Mercurial SuperFly V จะยิ่งเห็นผลที่แตกต่าง  หรือแม้แต่ Hypervenom Phantom
III DF
ที่ก็มีความสบายในการสวมใส่ในระดับที่ยอมรับได้อยู่แล้ว  แต่กลับพบว่า Mercurial
SuperFly VI
นั้นทำได้ดีกว่า  โดยเฉพาะในการใช้งานในครั้งแรกๆ ก่อนที่ตัวรองเท้าจะ
Break-in เข้ารูปเท้า  ตัวเลขคะแนนในการทดสอบผมขออัพเกตดจาก 6 คะแนน (เมื่อเจเนอเรชั่น
ก่อน) มาเป็น 8 เต็ม 10 คะแนน อย่างไม่ต้องลังเลใดๆ เลย

  คะแนน : 8 / 10

  การรองรับแรงกระแทก



  ไนกี้ยังคงยืนหยัดที่จะใช้แผ่นรองพื้นด้านในซึ่งมีรายละเอียดของวัสดุ ความหนาและความนุ่ม 
ตามมาตรฐานเดิมๆ  เนื่องจากยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับฟีลลิ่งและประสิทธิภาพเกี่ยวกับ
การส่งแรงไปยังพื้นสนามเพื่อการเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว  เป็นผลให้ความหนาและนุ่มของแผ่นรองพื้น
ที่จะมาช่วยรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนามของรองเท้ารุ่นนี้  ไม่แตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่ผ่านๆ มา

  นอกจากนี้..ไนกี้ Mercurial SuperFly VI ยังใช้รูปแบบและลักษณะการวางปุ่มแบบ FG
ที่เหมือนกับโฉมเก่า  ทำให้ภาพรวมเกี่ยวกับการลงน้ำหนัก หรือแรงกดที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน
รองเท้าปุ่มใบมีดรูปทรงเชฟรอนชุดนี้  ยังคงคล้ายๆ เดิม  แต่ด้วยลักษณะของชุดพื้นแบบใหม่
ที่ตัดช่วงกลางออกไป  พอจะให้ความรู้สึกได้ว่าการลงน้ำหนักที่เคยลงได้อย่างเต็มฝ่าเท้านั้นลดลง
ไปเล็กน้อย  น้ำหนักในทุกๆ ก้าวเหมือนจะถูกบังคับให้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า
มากขึ้น



  แม้ว่าจุดศูนย์กลางของการลงน้ำหนักจะเปลี่ยนไปบ้าง  แต่โดยภาพรวมเกี่ยวกับประสิทธิภาพ
การลงน้ำหนักระหว่างพื้นสนาม  โดยเฉพาะพื้นสนามหญ้าเทียมที่ผมใช้ทดสอบรองเท้าฟุตบอล
มาโดยตลอด  ก็ถือว่า Mercurial SuperFly VI แบบปุ่ม FG คู่นี้  มีประสิทธิภาพเกี่ยวกับ
การรองรับแรงกระแทกอยู่ในระดับปานกลาง  ท่านใดที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวหรือข้อเข่าต่างๆ
ยังพอที่จะสามารถใช้บริการรองเท้ารุ่นนี้ได้ แต่อยากให้แน่ใจว่าสนามหญ้าเทียมที่ท่านลงเล่นนั้น
ก็ต้องเป็นสนามเกรดดีที่มีการเสริมพื้นสนามให้นุ่มพอสมควรด้วย  ไม่เหมาะกับการใช้งานกับ
พื้นสนามหญ้าเทียมแบบแข็งๆ ที่ไม่ได้เสริมพื้นด้านล่างให้หนามากนัก  ตัวเลขคะแนนยังขอ
ลงไว้ที่ระดับ 7 เต็ม 10 คะแนน เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

  คะแนน : 7 / 10

  ฟีลลิ่งความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน



  เรื่องฟีลลิ่งความกระชับและความมั่นใจในการใช้งานถือเป็นจุดเด่นของรองเท้าตระกูลนี้
มาอย่างเนิ่นนาน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงลักษณะวัสดุและโครงสร้างตัวรองเท้าของ Mercurial
SuperFly VI
 ซึ่งดูจากข้อมูลทางเทคนิคและภายนอกแล้ว  น่าสนใจเหมือนกันว่าจุดเด่นในด้านนี้
จะลดลงจาก Mercurial SuperFly V หรือไม่

  หลังจากผ่านการใช้งาน ไนกี้ Mercurial SuperFly VI   พบว่าฟีลลิ่งบนตัวรองเท้า..ไม่ว่า
จะเป็นช่วงข้างเท้าหรือหลังเท้า  ยังสามารถให้ความกระชับในระดับที่กำลังดี  รู้สึกได้ว่าวัสดุ
หน้าผ้าอัพเปอร์นั้นสอดรับและปรับเข้ารูปกับสัดส่วนสรีระของเท้าได้ทั่วถึงกว่าเดิมพอประมาณ
ความแน่นหรือความกระชับอาจจะลดลงจากเดิมบ้างเล็กน้อย  แต่ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นฟีลลิ่ง
ความกระชับที่ลงตัวกว่าเก่า  น่าจะถูกใจใครก็ตามที่เคยได้ลอง Mercurial SuperFly V แล้วรู้สึก
ว่าตัวรองเท้ามันบีบเท้ามากเกินไป



  ฟีลลิ่งบริเวณหุ้มข้อและส้นเท้าของ Mercurial SuperFly VI ก็เปลี่ยนไป  พบว่าความแน่น
กระชับของส่วนหุ้มข้อหรือแรงดึงในจังหวะการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่หรือกลับตัวนั้นลดลง 
ถ้าใครที่ยังชื่นชอบฟีลลิ่งความกระชับบริเวณข้อเท้าแบบเต็มขั้น ให้สมกับคอนเซ็ปที่ไนกี้ออกแบบ
หุ้มข้อสูงมาตั้งแต่แรก  อาจจะผิดหวังไปบ้างและถือว่าจุดเด่นในเรื่องความกระชับลดลง  แต่ถ้าใคร
อยากได้ข้อสูงที่มีทั้งความสบาย  และยังหลงเหลือฟีลลิ่งหุ้มข้อสูงที่ช่วยทำให้รู้สึกไร้รอยต่อบริเวณ
ข้อเท้าเพื่อประสิทธิภาพการเคลื่อนที่  ถือได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างลงตัว

  นอกจากนั้น..ยังพบว่าแผ่นรองพื้นที่มีเทคโนโลยี Nike GRIP แบบเฉพาะตัวของ Mercurial
SuperFly VI  
สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพมาก  ไม่ว่าจะในจังหวะการเคลื่อนที่
ด้วยความเร็ว หรือการหยุดเคลื่อนที่แบบกระทันหัน  ไม่รู้สึกถึงอาการขยับไปมาระหว่างแผ่นรองพื้น
กับชุดฐานพื้นด้านล่าง  ซึ่งเมื่อก่อนมีให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง  ส่วนพื้นผิวหน้าสัมผัสระหว่างฝ่าเท้า
กับแผ่นรองพื้นที่แม้จะมีพื้นผิวแบบหน้าผ้า  แต่การเลือกไซส์เช่นนี้ก็ทำให้พื้นที่บริเวณหัวรองเท้า
นั้นไม่ได้เหลือมากเกินไป ฝ่าเท้าจึงไม่ลื่นไถลจนสูญเสียความมั่นใจในการใช้งาน

  ต้องบอกว่า Mercurial SuperFly VI ก็ยังเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพในเรื่องฟีลลิ่ง
การสวมใส่ที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม  เพิ่มเติมกว่าเก่าคือความสบายที่ค่อนข้างลงตัว  กับส่วนของ
หุ้มข้อที่ลดลงเล็กน้อย  แต่โดยภาพรวมแล้วยังถือได้ว่าเป็นรองเท้าฟุตบอลช่วยสร้างความมั่นใจ
ในทุกจังหวะการใช้งานได้อย่างแท้จริง

  คะแนน : 10 / 10

  การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม



  อยากจะออกตัวเสียเหลือเกินว่า..หัวข้อการทดสอบเรื่องการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะ
พื้นสนามของ Mercurial SuperFly VI นั้น  เป็นหัวข้อที่ผม ไม่อยากจะอธิบาย วิเคราะห์ วิจารณ์
สักเท่าไหร่นัก  เพราะในหัวข้อนี้..รองเท้าเจเนอเรชั่นเก่าๆ ต่างทำมาตรฐานเอาไว้ระดับสูงสุด 10+
มาโดยตลอด  มาในครั้งนี้..ก็เลยไม่รู้ว่าจะอธิบายอะไรให้ลึกซึ้งถึงประสิทธิภาพที่สัมผัสได้ดีกว่าเดิม
อย่างไร

  แต่จากการใช้งาน Mercurial SuperFly VI ทดสอบการเคลื่อนที่ จังหวะการสปรินซ์ออกตัว
และการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่แบบฉับพลับ  พบว่าชุดพื้นที่เปลี่ยนใหม่ของรองเท้ารุ่นนี้  ช่วย
เอื้ออำนวยให้การลงน้ำหนักเน้นไปที่ปลายเท้ามากเป็นพิเศษ  อาจจะเป็นเพราะการเอาโครงสร้าง
ชุดพื้นช่วงกลางออกไป  เป็นผลให้ผมรู้สึกว่าการลงน้ำหนักมันไม่เต็มฝ่าเท้าเหมือนเดิม  จนทำให้
ต้องการเน้นการลงน้ำหนักที่ปลายเท้าเป็นหลักนั่นเอง

  หากย้อนกลับไปตอนที่ทดสอบ Mercurial SuperFly V กับชุดพื้นที่มีลักษณะนูนออกมา
ตามสรีสระของฝ่าเท้า  ซึ่งไนกี้โฆษณาว่าออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกว่าฝ่าเท้าสัมผัสกับ
พื้นสนามได้ใกล้ขึ้นและเต็มสัมผัสพื้นที่มากขึ้น  จะได้ฟีลลิ่งเหมือนฝ่าเท้าแนบสนิทติดลงไป
กับพื้นสนามเต็มๆ  แต่กับการใช้งาน Mercurial SuperFly VI นั้นพบว่าฟีลลิ่งดังกล่าว
หายไป  เนื่องจากพื้นที่สัมผัสบริเวณปลายเท้า(และฝ่าเท้า) นั้นลดลง 



  น้ำหนักในการลงปลายเท้าจะเน้นไปลงที่บริเวณช่วงโคนนิ้วเท้าเท่านั้น  ซึ่งเป็นที่อยู่ของปุ่ม
ทรงเชฟรอน 2 ปุ่มคู่หน้า  ข้อดีคือทำให้จังหวะการถอนเท้าจากพื้นสนามนั้นเร็วขึ้น  หากจับ
เวลากันแบบวินาทีต่อวินาที  จะรู้สึกเหมือนว่า Mercurial SuperFly VI  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการเร่งความเร็วที่บริเวณปลายเท้าได้ดีกว่าเล็กน้อย  และการเปรียบเทียบกับฟีลลิ่งการลงน้ำหนัก
ในจังหวะการส่งแรงสปรินซ์ออกตัวกับ Hypervenom Phantom III DF พบว่ารองเท้าประเภท
จู่โจมรุ่นดังกล่าว  จะให้ฟีลลิ่งระดับการลงน้ำหนักอยู่กึ่งกลางระหว่าง Mercurial SuperFly
ทั้งสองโฉมนี้

  ส่วนรูปแบบการตอบสนองระหว่างชุดปุ่มแบบ FG กับพื้นสนาม  ยังต้องบอกว่าปุ่มของรองเท้า
รุ่นนี้  ให้ประสิทธิภาพการจิกเกาะลงไปยังพื้นสนามที่ค่อนข้างลึก แม่นยำ และแน่นหนา  นั่นหมายความว่า..ผู้สวมใส่จะสามารถเรียกความมั่นใจในจังหวะการโยกสับขาหลอกได้อย่างสูงสูด 
ไม่มีจังหวะการลื่นไถลให้ต้องกังวล  โดยรูปแบบการเคลื่อนที่จากปุ่มรูปแบบนี้จะเน้นที่พิสัย
การเคลื่อนที่ไปด้านหน้า หรือฉีกออกแนวทะแยงประมาณ 45-60 องศา ตามสไลต์รองเท้าปุ่ม
ใบมีดคมๆ  แต่จะไม่เน้นรูปแบบการหมุนตัว หรือกลับตัวในพิสัยที่เกินกว่า 90 องศา เหมือนกับ
Hypervenom Phantom III DF ได้สักเท่าไหร่นัก



  ไนกี้ Mercurial SuperFly VI  ก็ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพด้านการเคลื่อนที่
ที่ยอดเยี่ยมตามสไตล์รองเท้าประเภทความเร็ว  ที่สามารถจิกเกาะพื้นสนามได้แม่นยำ และส่งแรง
สปรินซ์ในการออกตัวอย่างยอดเยี่ยม  ข้อแตกต่างจะอยู๋ที่ฟีลลิ่งในการลงน้ำหนักบริเวณฝ่าเท้าที่ดีขึ้น
และแรงดีดจากโครงสร้างช่วงกลางจะหายไป  อย่างไรก็ตาม..ผมยังถือว่ารองเท้ารุ่นนี้คือที่สุดของ
ประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว และแม่นยำ มากที่สุดในตลอด ณ ตอนนี้ เหมือนเดิมอยู่ดี

  คะแนน : 10+ / 10

  การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล



  หลังจากที่ผมได้ทดสอบและคลุกคลีอยู่กับไนกี้ Mercurial SuperFly VI มาเป็นระยะเวลา
ที่เหมาะสม  ก็พบว่าประเด็นเรื่องการสัมผัสควบคุม รับและส่งบอลของรองเท้าสายความเร็วโฉมนี้ 
มีฟีลลิ่งและรายละเอียดการใช้งานที่แตกต่างออกไปจากเดิมพอสมควร  แต่จะเป็นเช่นไรนั้น
เราไปทดสอบในหัวข้อแรกที่เกี่ยวกับการเล่นกับลูกบอลไปด้วยกันได้เลย

  เริ่มกันที่ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลโดยทั่วๆ ไป  จากจังหวะการจับบอลแรกที่บริเวณหลังเท้า  หรือแม้แต่
การเดาะบอลอย่างต่อเนื่อง  พบว่าการสัมผัสบอลของรองเท้ารุ่นนี้  ยังคงมีฟีลลิ่งบางๆ เป็นธรรมชาติ
สัมผัสรู้สึกถึงเท้าด้านในคล้ายๆ เดิม  แต่ที่เปลี่ยนไปก็คือวัสดุอัพเปอร์ซึ่งให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอล
ที่นุ่มมากกว่าเดิมจนรู้สึกได้  โดยเฉพาะบริเวณส่วนหลังเท้า  ส่งผลให้จังหวะการผ่อนแรงในการ
จับบอลแรกนั้นนุ่มนวมและเชื่องเท้ามากขึ้น  เปรียบเทียบความแตกต่างจากโฉมที่แล้ว  ไนกี้
Mercurial SuperFly V นั้นจะมีฟีลลิ่งการสัมผัสบอลแรกที่รู้สึกถึงแรงกระทำระหว่างลูกบอล
กับหลังเท้าที่หนักแน่นกว่า  การผ่อนแรงเพื่อจับบอลให้อยู่เท้านั้นจำเป็นต้องอาศัยทักษะมากกว่านี้ 
ในฐานะที่เป็นคนที่ชอบฟีลลิ่งหน้าสัมผัสที่นุ่มๆ กึ่งๆ รองเท้าประเภทคอนโทรลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 
เลยค่อนข้างที่จะถูกใจกับฟีลลิ่งแบบนี้เป็นอย่างมาก



  อย่างไรก็ตาม..การสัมผัสควบคุมบอลในลักษณที่ลูกบอลพุ่งเข้าหาในแนวราบด้วยความแรง 
พบว่าปฏิกิริยาความฝืดในการดึงดูดระหว่างหน้าผ้าสัมผัสและผิวลูกบอลนั้นลดลง  สาเหตุเป็นเพราะ
ลักษณะหน้าผ้าสัมผัสของรองเท้ารุ่นนี้มีลักษณะที่ราบเรียบ  ในขณะที่หน้าผ้าสัมผัสของ Mercurial
SuperFly V
นั้นถูกออกแบบให้เป็นลอนนูนขึ้นมา  จนสามารถสร้างแรงเสียดทานได้ดีกว่า 
ทั้งนี้ยังรวมถึงลักษณะการเคลือบผิวบนหน้าผ้าสัมผัสที่บางลงกว่าเดิม  หากเทียบกันแบบหมัด
ต่อหมัดแล้ว  ต้องยอมรับว่า ไนกี้ Mercurial SuperFly VI ควบคุมบอลในแนวราบได้ยากขึ้น
กว่าเดิม  มีจังหวะที่ลูกบอลแฉล็บให้ได้เจอบ่อยขึ้น



  การใช้งานพื้นที่ข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอก  เพื่อจังหวะการจับบอลและแปส่งบอลของ
Mercurial SuperFly VI ก็สอดคล้องกับฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่นุ่มขึ้น  การควบคุมน้ำหนักบอล
ค่อนข้างเชื่องเท้าและนุ่มนวลกว่าเก่า  แต่ก็ทำให้การแปส่งบอลนั้นรู้สึกหน่วง(หนา)ขึ้นกว่าเดิม
เล็กน้อย  น้ำหนักของบอลดูจะเบาลงไปบ้าง หากเปรียบเทียบกับการแปบอลด้วย Mercurial
SuperFly V
ในทางตรงกันข้าม..ก็รู้สึกว่ารองเท้ารุ่นนี้ควบคุมทิศทางในการแปส่งบอลได้ดี
กว่าเดิมเล็กน้อยเช่นกัน

  สรุปโดยภาพรวมเกี่ยวกับฟีลลิ่งการสัมผัสบอลและการจับบอลแรก ของไนกี้ Mercurial
SuperFly VI
นั้นค่อนข้างจะให้ฟีลลิ่งมาทางรองเท้าประเภทคอนโทรลมากกว่าเก่า  โดยเฉพาะ
คนไหนที่ให้น้ำหนักการฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางและมีความนุ่มไปพร้อมๆ กัน  เชื่อว่า Mercurial
SuperFly VI
จะเป็นรองเท้าด้านความเร็ว  ที่ตอบโจทย์ในประเด็นนี้ได้ดี  โดยรวมแล้ว
ผมให้คะแนนในหัวข้อนี้ ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน

  คะแนน : 9 / 10

  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า



  ต่อเนื่องมาถึงการทดสอบเกี่ยวกับประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  ซึ่งถือได้ว่าเป็น
งานถนัดของรองเท้าซีรี่ย์นี้มาโดยตลอด  แต่กับ Mercurial SuperFly VI  จะให้ผลลัพธ์
หรือความแตกต่างจากเดิมมากน้อยแค่ไหน  เราไปทดสอบด้วยกันได้เลยครับ

  ผมได้กำหนดรูปแบบทดสอบของการเลี้ยงพาบอลด้วยรองเท้า  เริ่มจากจังหวะการแตะเลี้ยงบอล
ยาวๆ ในทางตรง  เพื่อซึมซับฟีลลิ่งของน้ำหนักในการส่งแรงขับเคลื่อนระหว่างหน้าสัมผัสกับลูกบอล 
พบว่าหน้าสัมผัสนั้นให้ฟีลลิ่งที่นุ่มเท้ามากยิ่งขึ้นจนรู้สึกได้  จังหวะที่แตะบอลไปด้านหน้าตรงๆ
แต่ละครั้งนั้น  ควบคุมน้ำหนักได้ดีและเชื่องเท้ากว่าเก่า  การทดสอบลักษณะนี้..ผมกลับรู้สึกว่า
Mercurial SuperFly VI ทำได้ดีกว่าทั้ง Mercurial SuperFly V และ Hypervenom
Phantom III DF
อยู่หน่อยๆ    

  การตอบสนองระหว่างแรงกระทำกับความแรงของลูกบอลนั้นค่อนข้างที่จะเป็นเส้นตรง ควบคุม
ได้ง่าย  อาจจะเป็นเพราะลักษณะพื้นที่หน้าสัมผัสที่เข้าปะทะกับลูกบอลนั้นมีลักษณะที่เปิดกว้าง
และราบเรียบ  ทำให้สัมผัสบอลได้อย่างเป็นธรรมชาติ  ในขณะที่การตอบสนองระหว่างหน้าเท้า
กับลูกบอลนั้น  ก็ไม่ได้รู้สึกว่าหน้าเท้าเกินไป จนทำให้ฟีลลิ่งสัมผัสช้าลงกว่าเดิมมากนัก



  อย่างไรก็ตาม..ความดุดันในการขับเคลื่อนเพื่อเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าของ Mercurial SuperFly
VI
นั้นดูจะลดลงเป็นรอง Mercurial SuperFly V เนื่องจากลักษณะผิวสัมผัสที่เรียบกว่าเดิม 
ในจังหวะที่ต้องการประสิทธิภาพการเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ด้วยความเร็วสูง  โดย
เฉพาะการใช้สัมผัสบริเวณพื้นที่ข้างเท้า  ดังนั้น..ในจังหวะการต้องวัดกับคู่แข่งแบบหมัดต่อหมัด 
หรือการเลี้ยงตะลุยเข้าไปในที่แคบในทิศทางที่ไม่เป็นเส้นตรง  ยังต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า
Mercurial SuperFly V จะมีความอันตรายในการใช้งานรูปแบบนี้มากกว่า 

  ถ้าจะให้ฟันธงกันตรงๆ ผมขอมองว่าประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วย ไนกี้
Mercurial SuperFly VI นั้นถูกลดดีกรีความดุดันลงไปจากเดิม  ถ้าใครที่เป็นนักเตะที่มี
สไตล์การพาบอลไปกับเท้า และอยากได้ประสิทธิภาพการพาบอลไปอย่างรวดเร็ว พร้อมจู่โจม
เข้าใส่คู่แข่งตลอดเวลา  ด้วยสปีดบอลที่สูงสุด  ผมคิดว่า Mercurial SuperFly V  จะ
แสดงประสิทธิภาพดังกล่าวได้ดีกว่า  แต่ถ้าใครต้องการเพิ่มฟีลลิ่งการแตะบอลที่นุ่มเท้ามากขึ้น 
ต้องการสมดุลระหว่างฟีลลิ่งการสัมผัส น้ำหนักและการเปลี่ยนทิศทางบอลที่ยังคงมีให้เรียกใช้งาน
ได้ดีเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น  ผมคิดว่า Mercurial SuperFly VIก็สามารถตอบโจทย์ดังกล่าว
ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วเช่นกัน

  คะแนน : 9 / 10

  ความสามารถในการยิงประตู



  อยากจะบอกก่อนว่าการทดสอบประสิทธิภาพการยิงประตูของไนกี้ Mercurial SuperFly VI
เป็นหัวข้อทดสอบนึง  ที่ในครั้งนี้ผมอยากจะบรรยายเนื้อหาการรีวิวให้ละเอียดมากๆ  เพราะว่า
ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่างพอพอสมควร  เมื่อใช้งานรองเท้ารุ่นใหม่คู่นี้  มาทดสอบการยิงประตู
แบบซ้ำๆ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งทีแตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้ว  จะเป็นอย่างไรนั้น..ไปลุยกันต่อได้เลยครับ

  เริ่มจากจังหวะในการวางเท้าหลักเพื่อเตรียมส่งแรงหวดไปยิงลูกบอลอย่างเต็มแรง  พบว่าเท้าหลัก
ที่ปักปุ่ม FG ลงไปยังพื้นสนามนั้น  ปุ่มสามารถจิกลงไปยังพื้นสนามได้ลึกและแม่นยำเช่นเคย  แต่แอบ
รู้สึกว่าฝ่าเท้าจะลอยสูงกว่าเดิมเล็กน้อย  อาจจะเป็นเพราะฟีลลิ่งการลงน้ำหนักที่รู้สึกว่าฝ่าเท้าติดพื้นสนาม
แบบชุดพื้นของ Mercurial SuperFly V นั้นไม่ได้ถูกยกมาใช้ในเจเนอเรชั่นนี้

  จากโครงสร้างขอชุดพื้นช่วงกลาง ที่เคยมีลักษณะหนาๆ นูนๆ มีความแข็ง พร้อมจะส่งแรงดีดกลับ
ในการเอี้ยวตัว  ถูกยกออกไปไว้  เหลือแค่โครงสร้างจากฐานพื้นชั้นไหนที่มีความแข็งและต้านแรง
ลดน้อยลง  ส่งผลโดยตรงต่อแรงเหวี่ยงซึ่งจะถูกส่งผ่านเพราะการถ่ายเทน้ำหนักจากส้นเท้าไปยัง
ปลายเท้าหลักนั้นลดลงไปจนพอจะรู้สึกได้  ต้องยอมรับว่าอารมณ์การยิงแบบดุดันของ Mercurial
SuperFly VI
นั้นส่อแววลดลงไปตั้งแต่แค่สเต็ปการวางเท้าหลัก เข้าให้แล้ว



  เมื่อถึงเวลาที่หน้าผ้าสัมผัส..ปะทะเข้ากับผิวของลูกบอลอย่างเต็มแรง  พบว่าฟีลลิ่งที่รู้สึกได้ที่
หน้าเท้าของผมนั้น  มีความนุ่มขึ้นกว่าตอนที่ทดสอบ Mercurial SuperFly VI พอสมควร 
ฟีลลิ่งแบบหนา แข็งและกระด้างหน้าเท้าหายไป  แรงปะทะที่เคยสะท้อนกลับมาจนรู้สึกสะท้าน
หน้าเท้าแบบเมื่อก่อน เปลี่ยนมาเป็นแค่ความระคายเคืองหน้าเท้าแบบเบาๆ ตามระดับการเน้น
แรงปะทะไปยังผิวของลูกบอล  น่าจะถูกใจผู้เล่นที่ยังอยากได้ฟีลลิ่งการยิงลูกบอลที่แอบนุ่มๆ
อยู่บ้าง  ดีไม่ดี..รู้สึกว่าการยิงแบบเต็มหน้าสัมผัสด้วยรองเท้ารุ่นนี้  กลับให้ฟีลลิ่งที่นุ่มกว่า
Hypervenom Phantom III DF อยู่เล็กน้อยอีกด้วย    

  อย่างไรก็ตาม..จุดอ่อนของ Mercurial SuperFly VI ที่พบได้ชัดเจนที่สุดในการทดสอบ
การยิงประตู  ก็คือน้ำหนักและความรุนแรงของลูกบอลที่หายไปพอสมควรเลยทีเดียว 
หากย้อนกลับไปตอนที่ผมลองยิงลูกบอลด้วย Mercurial SuperFly V จะพบว่าลูกบอล
พุ่งออกไปค่อนข้างแรง  บางครั้งถ้ายิงเข้าหน้าสัมผัสเต็มๆ จะได้เห็นอาการพุ่งของลูกบอล
ได้อย่างชัดเจน  แต่กับ Mercurial SuperFly VI ที่พยายามจะใช้จังหวะการยิงลูกบอล
ให้เหมือนๆ กัน  กลับพบว่าจำนวนครั้งที่ลูกบอลจะพุ่งให้เห็นแบบจะๆ นั้นน้อยลงไป  แน่นอน
ว่าเป็นผลมาจากลักษณพื้นผิวอัพเปอร์หน้าสัมผัสที่เปลี่ยนไปนั่นเอง



  การควบคุมทิศทางของลูกบอลที่ถูกยิงหรือเปิด ออกไปจากหน้าสัมผัสของ Mercurial
SuperFly VI
นั้นดูจะทำได้ดีขึ้น  โดยเฉพาะการยิงในทิศทางแบบตั้งฉากหน้าสัมผัส
ออกไปตรงๆ  พบว่าสามารถควบคุมทิศทางได้ง่าย เนื่องจากพื้นผิวหน้าสัมผัสของอัพเปอร์
นั้นมีลักษณะราบเรียบและเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม  ทำให้การเข้าสัมผัสกับผิวของลูกบอล
นั้นทำได้อย่างเต็มใบ  ในทางตรงกันข้าม..หากต้องการลักษณะการควบคุมทิศทาง
ในการยิงแบบปั่นไซร้  ยังต้องบอกว่าผิวหน้าสัมผัสของ Mercurial SuperFly V นั้น
ทำได้ดีกว่า

  สรุปโดยภาพรวม..ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า Mercurial SuperFly VI นั้นมีประสิทธิภาพ
การยิงประตูที่ลดลงจากเดิม  โดยความดุดันหรือความรุนแรงของลูกยิงนั้นลดลง  ไม่ว่าจะเป็น
เพราะการส่งแรงจากชุดพื้นหรือฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่หนานุ่มขึ้น  เมื่อมาประสานงานรวมกัน
จึงยิ่งส่งผลลัพธ์ให้ความรุนแรงของลูกบอลนั้นแตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด  แต่รองเท้ารุ่นนี้
น่าจะถูกใจผู้เล่นที่อยากได้ฟีลลิ่งการยิงลูกบอลที่นุ่มเท้า กึ่งๆ เอาฟีลลิ่งของรองเท้าคอนโทรล
มาผสมเอาไว้หน่อยๆ  เช่นเดียวกับการควบคุมทิศทางที่จะเน้นประสิทธิภาพการควบคุมทิศทาง
แบบตั้งฉากหน้าสัมผัสเป็นหลัก  ทั้งนั้นทั้งนั้น..ควรต้องลงคะแนนในหัวข้อประสิทธิภาพการยิง
ของ Mercurial SuperFly VI ไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน ขอตัดออกไป 1 คะแนน (จากรุ่นเดิม)
เนื่องจากน้ำหนักบอลที่ลดหายไป

  คะแนน : 8 / 10

  การปกป้องเท้า

  ระดับความสามารถในการปกป้องเท้าให้กับผู้สวมใส่ของรองเท้ารุ่นนี้  ก็ยังคงทำได้ตามมาตรฐาน
ปานกลางเหมือนกับเจเนอเรชั่นที่ผ่านๆ มา  โดยเฉพาะการป้องกันบริเวณหน้าเท้าและหลังเท้า 
ซึ่งต้องบอกว่าถ้าโดนคู่แข่งเข้าปะทะแบบเต็มแรง หรือถูกเปิดปุ่มเหยียบเข้าใส่หลังเท้า  พบว่า
วัสดุหน้าผ้าอัพเปอร์ที่แม้จะมีลักษณะหนาและนุ่มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ได้ช่วยลดแรงปะทะ
ได้ดีกว่าเดิมสักเท่าไหร่นัก  ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของรองเท้าฟุตบอลที่ทำจากวัสดุชนิดนี้อย่างแท้จริง

  ในขณะที่การปกป้องบริเวณข้อเท้าและแนวเอ็นร้อยหวาย  ถึงแม้ว่าลักษณะของหุ้มข้อจะสั้นลง 
อาจจะไม่ได้รู้สึกแน่นกระชับได้รุนแรงเหมือนกับเจเนอเรชั่นเก่า  แต่ก็เพียงพอที่จะมาช่วยเซพ
ช่วยซับพอร์ตข้อเท้าได้ดีในระดับที่น่าพอใจ  โดยเฉพาะจังหวะของการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ 
ถือได้ว่าเป็นอ็อฟชั่นการเซฟข้อเท้าที่ดีกว่ารองเท้าแบบหุ้มข้อสั้นทั่วๆ ไป

  ประสิทธิภาพในการป้องกันโดยรวมๆ ของ ไนกี้ Mercurial SuperFly VI ยังถือว่าอยู่ตาม
มาตรฐานเดิม  จุดอ่อนคือการปกป้องช่วงหน้าเท้าและหลังเท้า  ส่งผลให้คะแนนในหัวข้อนี้ผมขอลง
ไว้ให้ที่ 7 เต็ม 10 คะแนน  เหมือนกันกับ Mercurial SuperFly V

  คะแนน : 7 / 10

  บทสรุปการทดสอบ



  มาถึงช่วงสุดท้ายของบทความรีวิวทดสอบการใช้งานจริง ไนกี้ Mercurial SuperFly VI  
กันแล้วนะครับ  จากบทวิพากษ์วิจารณ์ผ่านบททดสอบในรูปแบบต่างๆ ทั้งหมด  คงจะพอบอกได้
คร่าวๆ  แล้วว่ารองเท้ารุ่นนี้ยังคงแสดงประสิทธิภาพอยู่ในระดับแถวหน้าของวงการรองเท้าฟุตบอล
อย่างเหนียวแน่น  โดยเฉพาะจุดเด่นที่เสริมประสิทธิภาพในรูปแบบของความเร็วและการเคลื่อนที่
ให้กับผู้สวมใสอย่างแท้จริง

  ในส่วนสุดท้ายนี้..ผมจะมาสรุปประสิทธิภาพ จุดเด่น และจุดด้อยโดยภาพรวมทั้งหมดของไนกี้
Mercurial SuperFly VI ให้กระชับมากขึ้น  เพื่อให้คุณผู้อ่านทุกท่านสามารถเห็นภาพรวม
ได้อย่างชัดเจน  แล้วจะเอารองเท้ารุ่นเปรียบเทียบ อย่าง ไนกี้ Mercurial SuperFly V และ
Hypervenom Phantom III DF ที่เคยรีวิวมาทั้งหมดแล้ว  เอามารีวิวเปรียบเทียบกัน
แบบชัดๆ ให้กระชับ  ก่อนที่ในช่วงสุดท้าย..จะขอเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับภาพลักษณ์
ความคุ้มค่าและความน่าใช้ ที่มีต่อ Mercurial SuperFly VI เอาไว้ด้วย

  ไนกี้ Mercurial SuperFly VI



  จุดเด่นของรองเท้าสายพันธุ์ความเร็วรุ่นใหม่คู่นี้  ยังคงเน้นไปที่ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่
ที่ยอดเยี่ยมเหมือนเคย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชุดปุ่มที่สามารถจิกเกาะพื้นสนามได้อย่างยอดเยี่ยม 
มีความแม่นยำทั้งในการล็อคพื้นสนาม หรือแม้แต่การเปลี่ยนทิศทางเพื่อกระชากหนีคู่แข่ง 
ถือเป็นประสิทธิภาพที่ยากจะหารองเท้ารุ่นอื่นมาแทนที่ได้ 

  แต่ในรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของ Mercurial SuperFly VI นั้น  ผมชื่นชอบ
ฟีลลิ่งการสวมใส่ของตัวรองเท้าที่สบายเท้ามากขึ้น  โดยเฉพาะช่วงบริเวณหลังเท้าและข้างเท้า
ทั้งสองข้าง  ซึ่งแม้ระดับความกระชับจะลดลงจากเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แต่โดยส่วนตัวแล้วกลับรู้สึก
ว่ามันเป็นฟีลลิ่งที่พอดิบพอดีและลงตัวในการใช้งานจริงๆ มากกว่า  เรียกได้ว่าเป็นฟีลลิ่งที่ก็ยัง
สามารถเค้นประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้ดี  และก็ยังทำให้การเล่นในรูปแบบอื่นๆ
ก็สามารถทำได้อย่างเต็มขั้น  ไม่ต้องมาพะวงไม่ต้องมาทนอึดอัดกับอาการบีบเท้าที่มากจนเกินไป

  อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้ผมหลงรัก Mercurial SuperFly VI มากขึ้นกว่าโฉมที่แล้ว  ก็คือฟีลลิ่ง
การสัมผัสบอลที่ให้สัมผัสนุ่มเท้ามากขึ้น  ช่วยให้การคอนโทรลบอลทำได้อย่างเชื่องเท้ามากขึ้น 
โดยเฉพาะจังหวะการจับบอลแรกในแนวดิ่ง การเดาะบอล หรือแม้แต่การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 
ถือได้ว่าเป็นฟีลลิ่งที่ถูกใจคนที่มีการเล่นสไตล์คอนโทรลเข้ามาผสมผสานด้วย    

  อย่างไรก็ตาม..ประสิทธิภาพที่เคยยอดเยี่ยมใน Mercurial SuperFly V แต่กลับลดลง
หรือขาดหายไปจากตัวของ Mercurial SuperFly VI ก็จะเป็นเรื่องของพละกำลัง ความรุนแรง
ที่จะถูกส่งผ่านวัสดุหน้าสัมผัสไปยังผิวของลูกบอล  รองเท้ารุ่นใหม่คู่นี้..แม้จะให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอล
ที่ดีขึ้น  แต่หากวัดกันแบบหน่วยต่อหน่วย..ในจังหวะการส่งแรงยิงไปยังลูกบอล  พบว่าพละกำลัง
นั้นหายไป  อาการยิงแล้วลูกบอลพุ่งลดลงไปบ้าง 

  นี่ยังรวมถึงประสิทธิภาพการควบคุมในแนวเฉือน  เช่น การปั่นไซร้โค้ง  หรือการจับบอลในแนว
ราบ  พบว่าวัสดุหน้าผ้าของ Mercurial SuperFly VI นั้นสร้างแรงเสียดทานเพื่อดึงดูดกับผิว
ของลูกบอลในแนวเฉือนได้ไม่ดีเหมือนเก่า  เนื่องจากลักษณะของผิวหน้าอัพเปอร์ที่เปลี่ยนจากเป็นลอน
มาเป็นแบบผิวเรียบๆ นั่นเอง  ส่งผลให้ความความอันตรายในการจู่โจมของรองเท้ารุ่นนี้ลดลงไปบ้าง 
ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีทักษะในการควบคุมลูกบอลส่วนตัวมากน้อยแค่ไหน



  เช่นเดียวกับการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยรองเท้ารุ่นนี้  ก็ให้ประสบการณ์ในด้านการสัมผัสบอล
และการควบคุมน้ำหนักที่แตกต่างออกไป  ฟีลลิ่งในการสัมผัสเพื่อขับเคลื่อนบอลไปด้านหน้าแต่ละครั้งนั้น 
ดูจะนุ่มนวล เต็มสัมผัสของหน้าเท้ามากขึ้น  การกะเกณฑ์หรือควบคุมน้ำหนักบอลนั้นทำได้ง่ายกว่าเดิม 
โดยเน้นไปที่การแตะพาบอลไปด้านหน้าแบบทิศทางตรงๆ เนื่องจากองศาหน้าสัมผัสบอลของ Mercurial
SuperFly VI
นั้นเปิดรับกับหน้าสัมผัสของลูกบอลอย่างเต็มพื้นที่  แต่ประสิทธิภาพในจังหวะที่ต้องการ
การเปลี่ยนทิศทางการเลี้ยงบอลที่รวดเร็ว แม่นยำนั้นดูจะลดลงไปบ้างตามฟีลลิ่งการสัมผัสหน้าสัมผัส
ที่เปลี่ยนแปลงไป

  ประสิทธิภาพย่อยด้านอื่นๆ ของ Mercurial SuperFly VI ไม่ว่าจะเป็น การรองรับและผ่อนแรง
กระแทกจากพื้นสนาม  อันเนื่องมาจากความหนาหรือความนุ่มของแผ่นรองพื้น หรือการกระจายน้ำหนัก
ของชุดปุ่มก็ดี  รวมถึงประสิทธิภาพเชิงรับที่จะช่วยปกป้องแรงปะทะจากคู่แข่ง  ยังถือว่าอยู่ในระดับ
มาตรฐานปานกลาง  ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ  เช่นเดียวกับตอนที่ Mercurial SuperFly V
เคยทำผลงานเอาไว้

  ถ้ามองประสิทธิภาพในภาพรวมของการเป็นรองเท้าประเภทความเร็ว ของไนกี้ Mercurial
SuperFly VI
รุ่นใหม่คู่นี้  ความคิดเห็นของผมเองนั้น..ยังถือว่ารองเท้ารุ่นนี้มีองค์ประกอบโดยรวม
ที่ตอบสนองต่อรูปแบบการเล่นประเภทความเร็วอย่างยอดเยี่ยม  ทั้งการเคลื่อนที่  ความประชับมั่นใจ
และฟีลลิ่งการสัมผัส ขับเคลื่อนพาบอลไปด้วยความเร็ว  แม้จะมีบางประเด็นที่จะลดลงไปบ้าง 
แต่ถ้ามองรวมๆ แล้ว ผมยังขอลงคะแนนรวมในฐานะรองเท้าประเภทความเร็วให้กับ Mercurial
SuperFly VI
ที่ระดับ 10 เต็ม 10 คะแนน อีกครั้ง

  คะแนน คุณสมบัติความเป็นรองเท้าประเภท ความเร็ว : 10 / 10

  เปรียบเทียบกับ ไนกี้ Mercurial SuperFly V



  เจเนอเรชั่นที่แล้วอย่าง Mercurial SuperFly V  จัดได้ว่าเป็นรองเท้าประเภทความเร็วที่ถูก
อัพเกรดความดุดันขึ้นมาจาก Mercurial SuperFly IV เป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะประสิทธิภาพ
ในการควบคุม และยิงประตู  ซึ่งได้อิทธิพลมาจากการออกแบบวัสดุหน้าผ้าสัมผัสให้เป็นลอน 3 มิติ
มีผิวสัมผัสที่ค่อนข้างแข็งและหนา  ทำให้การส่งแรงยิงไปยังลูกบอลนั้นทำได้อย่างหนักหน่วงรุนแรง
เป็นอย่างมาก  เช่นเดียวกับการสัมผัสและควบคุมลูกบอลในการส่งแรงเฉือน  ทั้งจังหวะการจับบอล
ในแนวข้างเท้า และการปั่นไซร้โค้งที่เรียกได้ว่าสั่นได้ดั่งใจ  ถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้
สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างโดดเด่น

  การควบ Mercurial SuperFly V เพื่อเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งประสิทธิภาพ
ที่โดดเด่นมาก  โดยเฉพาะจังหวะในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกบอลอย่างฉับพลัน รวดเร็ว
และแม่นยำ  ทำได้ดีกว่าผิวสัมผัสของ Mercurial SuperFly VI เสียด้วยซ้ำ  เพียงแต่การควบคุม
น้ำหนักในการขับเคลื่อนลูกบอลนั้น..ก็จำเป็นต้องเป๊ะพอสมควร  เนื่องจากความแข็งของผิวหน้าสัมผัส
อาจทำให้การส่งแรงไปเพื่อแตะเลี้ยงบอลนั้นรุนแรงออกจากการควบคุมไปได้ไม่ยากนัก

  ประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่..จะได้ฟีลลิ่งการสัมผัสระหว่างฝ่าเท้ากับพื้นสนามได้ชัดเจนมากๆ 
เสมือนว่าฝ่าเท้าของผู้สวมใส่นั้นโหลดเตี้ยติดพื้นสนาม  จึงช่วยให้การลงน้ำหนักในการเคลื่อนที่
แต่ก้าวนั้นทำได้อย่างเต็มฝ่าเท้า  แต่ในทางตรงกันข้าม..ก็เป็นผลให้การถอนเท้าเพื่อเคลื่อนที่
ในแต่ละก้าวต่อไปนั้น  ต้องใช้เวลามากกว่า Mercurial SuperFly VI เล็กน้อย 

  อย่างไรก็ตาม..โครงสร้างช่วงกลางชุดพื้นของ Mercurial SuperFly V นั้นจะมีความแข็งแรง
จนสามารถส่งแรงดีดกลับซึ่งเกิดจากการโค้งงอไปที่ฝ่าเท้าได้รุนแรงและดุดันจนรู้สึกได้อย่างชัดเจน

  ปัญหาใหญ่ของ ไนกี้ Mercurial SuperFly V  ที่ทำให้หลายคนไม่สามารถปรับตัวเข้ากัน
กับรองเท้ารุ่นนี้ได้ดีนัก  ก็คือฟีลลิ่งความกระชับที่มีมากจนเกินไป  เกินไปจนส่งผลต่อความสบาย
ในการสวมใส่ที่น้อยลง  ตัวรองเท้าบีบจนสร้างความอึดอัดบริเวณหลังเท้าในขั้นรุนแรงเลยทีเดียว
โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีลักษณะรูปเท้าแบน หน้าเท้ากว้าง และหลังเท้าอูมขึ้นมา  ส่วนใหญ่มักจะพบ
ปัญหาเดียวกัน  และไม่สามารถทนใช้งานรองเท้ารุ่นนี้จน Break-in ได้เลย 

  องค์ประกอบทางกายภาพอื่นๆ เช่น  ประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม 
หรือประสิทธิภาพเชิงรับ และการปกป้องเท้าของผู้เล่น  โดยรวมถือว่าไม่ได้แตกต่างจาก Mercurial
SuperFly VI
จนเป็นนัยยสำคัญใดๆ มากนัก

  เปรียบเทียบกับ ไนกี้ Hypervenom Phantom III DF



  Hypervenom Phantom III DF ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น
รองเท้าประเภทจู่โจมที่มีความครบเครื่องมากที่สุดตั้งแต่เปิดตัวออกมาสู่ตลาดเมื่อต้นปี 2017
รองเท้ารุ่นนี้มีความลงตัวในด้านของประสิทธิภาพการสัมผัสที่นุ่มเท้ากำลังดี การควบคุมทิศทาง
ที่ยอดเยี่ยม และการส่งแรงในการยิงลูกบอลที่รุนแรง  เรียกได้ว่ามีองค์ประกอบด้านนี้ ได้
ครบเครื่องกว่า Mercurial SuperFly VI

  ในส่วนของรูปแบการเคลื่อนที่นั้น..ไนกี้ Hypervenom Phantom III DF จะตอบโจทย์
ต่อรูปแบบการเคลื่อนที่แบบรอบด้าน การหมุนตัว และการเปลี่ยนทิศทางแบบ 360 องศา  ซึ่งทำได้
อย่างมั่นคงในระดับที่กำลังดี  ในขณะที่จังหวะการสปรินซ์ทางตรง  ก็พอจะมีแรงดีดจากชุดพื้น
ให้ได้เรียกใช้งานได้เมื่อต้องการ  ส่วนทาง Mercurial SuperFly VI จะเน้นไปที่การเคลื่อนที่
แบบรวดเร็ว และปุ่มจิกพื้นสนามได้ลึก แม่นยำมากกว่าเล็กน้อย  โดยเฉพาะจังหวะของการสับขา
เพื่อโยกหลอกล่อคู่แข่ง

  ส่วนประสิทธิภาพเชิงกายภาพต่างๆ เช่นความสบายในการสวมใส่  ความกระชับและความมั่นใจ
นการใช้งาน ถือได้ว่ารองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้ มีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมพอๆ กัน  แต่ทาง Hypervenom
Phantom III DF
นั้นจะมีเกราะป้องกันเชิงรับที่ดูน่าอุ่นใจมากกว่า  โดยเฉพาะการปกป้อง
บริเวณหลังเท้าและหน้าเท้า  เนื่องจากลักษณ์ของผิวหน้าสัมผัสนั้นมีส่วนของโพรอน มาช่วยลด
แรงปะทะนั่นเอง

  ความคุ้มค่าและความน่าใช้



  ชื่อของ Mercurial การันตีได้ถึงความเป็นซีรี่ย์รองเท้าฟุตบอลยอดนิยมอันดับต้นๆ ของวงการ
ฟุตบอลมาโดยตลอด  รวมถึงภาพลักษณ์ของพรีเซ็นเตอร์และการโปรโมทที่มีมาเรื่อยๆ  มีนักฟุตบอล
หลายคนที่ชื่นชอบ และอยากที่จะมีสไลต์การเล่นในแบบที่รองเท้าซีรี่ย์นี้ถูกสร้างสรรค์ออกมา
เฉกเช่น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ เนย์มาร์  จูเนียร์ หรือแม้แต่นักฟุตบอลระดับท็อปๆ ของ
สโมสรชั้นนำทั่วโลก  ก็ต้องมีคนที่เลือก Mercurial เป็นอายุคู่เท้าในการลงฟาดแข้งกับคู่แข่ง
ให้เห็นอยู่แทบจะทุกทีม



  หากมองเฉพาะในภาพลักษณ์  ความน่าใช้  หรือความสามารถในการเป็น “ไอคอน” ให้กับ
นักฟุตบอลที่มีฝีเท้ายอดเยี่ยม และมีสไตล์การเล่นประเภทความเร็วแล้ว  จึงกล้าพูดได้เต็มปาก
ว่ารองเท้าซีรี่ย์นี้..เป็นรองเท้าฟุตบอลที่อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวของวงการรองเท้าฟุตบอล
มาโดยตลอด 



  อย่างไรก็ตาม..ไนกี้ Mercurial SuperFly VI ยังมีโจทย์ที่ต้องใช้เวลา  เพื่อตอบคำถาม
เกี่ยวกับความแข็งแรงทนทาน  โดยเฉพาะเรื่องของชุดพื้นและปุ่ม  เนื่องจากการใช้ชุดพื้น
แบบแยกชิ้นและมีสัดส่วนของชุดพื้นที่เป็นมุมแหลมมากพอสมควรเช่นนี้  น่าจะมีผลกระทบ
พอสมควรเกี่ยวกับอายุการใช้งานของกาว  ที่ยึดติดระหว่างชุดพื้นและโครงสร้างฐานพื้น
ซึ่งเอาจริงๆ ก็เริ่มมี feedback เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เช่น ชุดพื้นมีอาการเปิดออก ในขณะที่
ผ่านการใช้งานไปแค่ไม่กี่ครั้ง  ออกมาให้ได้เห็นกันบ้างแล้วเหมือนกัน

  สรุปภาพรวมเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความน่าใช้งาน  ของรองเท้าระดับสูงสุดอย่างไนกี้
Mercurial SuperFly VI รุ่นใหม่คู่นี้  ความคิดเห็นส่วนตัวผมนั้น  คงยังติดแค่เรื่อง
ความแข็งแรงทนทานของชุดพื้นและปุ่ม FG ชุดใหม่  ที่ดูจะมีความแข็งแรงทนทานน้อยลง
กว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  การสวมใส่ลงใช้งานในพื้นสนามที่ไม่ได้ดีมากนัก  เช่น พื้นดินแข็งๆ
หรือพื้นสนามหญ้าเทียมที่ไม่ได้มาตรฐานนัก  น่าจะส่งผลให้อายุการใช้งานของชุดพื้น
นั้นสั้นลงพอสมควร  ดังนั้น..ถ้าใครให้ความสำคัญกับเรื่องอายุการใช้งาน  รองเท้ารุ่นนี้
อาจจะไม่ตอบโจทยต่อความคุ้มค่ามากนัก

  แต่ถ้าท่านใดที่ให้น้ำหนักกับภาพลักษณ์ที่เรียกได้ว่าใส่ไปลงเล่นที่ไหนก็มีแต่คนมอง  รวมถึง
การอัพเกรดลูกเล่นใหม่ๆ  ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโฉมหน้าคร่าตา  ก็ถือได้ว่า Mercurial
SuperFly VI
เป็นรองเท้าที่ตอบโจทย์ในแง่นี้ได้ดีไม่น้อย  เมื่อหักลบกลบหนี้ของตัวเลข
คะแนนในหัวข้อสุดท้ายนี้แล้ว..ผมขอลงไว้ให้ที่ระดับ 8 เต็ม 10 คะแนน

  คะแนน : 8 / 10



  จากบททดสอบในภาคสนาม รวมถึงความคิดเห็นในมุมมองต่างๆ ในการรีวิวรองเท้าฟุตบอล
ไนกี้ Mercurial SuperFly VI ในครั้งนี้  น่าจะเป็นข้อมูลที่จะช่วยบอกคุณผู้อ่านได้ว่า 
เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดของรองเท้าฟุตบอลด้านความเร็วที่หลายคนคาดหวังกันนั้น  สามารถ
แสดงประสิทธิภาพการใช้งานจริงๆ ได้มากน้อยแค่ไหน  แล้วจะตอบโจทย์ความต้องการ
หรือสไตล์การเล่นของท่านได้หรือไม่  ก็อยากให้นำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ
ในการเลือกซื้อรองเท้าฟุตบอลมาเป็นอาวุธคู่เท้าได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

  ณ ตอนนี้ไนกี้เดินหน้าเปิดตัว Mercurial SuperFly VI สีใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดมากขึ้น
เรื่อยๆ  ในขณะที่กระแสตอบรับคงยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง  หากคุณผู้อ่านท่านใดที่มั่นใจแล้ว
ว่าจะใช้บริการประสิทธิภาพจากรองเท้ารุ่นนี้  วันนี้ท่านสามารถไปไปสัมผัสและเป็นเจ้าของ
ไนกี้ Mercurial SuperFly VI ได้แล้วในราคา 10,000 บาท ที่ร้านอาริ ฟุตบอล
คอนเซ็ป สโตร์,
ร้าน ซุปเปอร์ สปอร์ต และสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซด์ nike.com ก็สะดวก
เป็นอย่างมาก

...แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปครับ... 

  SiamBoots Rating  

ความสบายในการสวมใส่          
การรองรับแรงกระแทก              
การเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนาม          
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ        
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล            
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
ประสิทธิภาพการยิงประตู            
การปกป้องเท้า            
ภาพรวมรองเท้า "ความเร็ว"          
ความคุ้มค่าและน่าใช้งาน            

   

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 29 พฤษภาคม 2018 เวลา 23.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com






"Hand On!" เดียดอร์ร่า RB10


"Hand On!" ไนกี้ Mercurial SuperFly VI


"Hand On!" แพน Viper King Semi K