"Testing!" ไนกี้ Phantom Visiton Elite DF - รองเท้าที่เพลย์เมกเกอร์ไม่ควรพลาด

  ผลการทดสอบและประสิทธิภาพของรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ล่าสุดจากไนกี้ ที่ว่าชื่อว่า Phantom
Vision Elite DF
พร้อมที่จะเผยแพร่ให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้แล้ว  นี่คือรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์
โมเดิร์นคอนโทรลที่พร้อมจะตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างครบถ้วน  รายละเอียดทั้งหมดจะเป็น
อย่างไรบ้างนั้น  SiamBoots จะขอพาทุกท่านไปหาคำตอบร่วมกัน



  ณ ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Phantom Vision รองเท้าฟุตบอลในชื่อใหม่ 
แต่ถือได้ว่าสืบทอดความเป็นโมเดิร์นคอนโทรลต่อมาจากซีรี่ย์ Magista II ที่เพิ่งปลดระวางไป 
โดยมีรองเท้ารุ่นท็อปในชื่อ Phantom Vision Elite DF ซึ่งก่อนหน้านี้ไนกี้ได้ทำการโปรโมท
สรรพคุณ นำเสนอการออกแบบและลูกเล่นที่เป็น “ของใหม่” ออกมาจนติดตาคนทั้งโลกไปแล้ว

  ในบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไปร่วมลงสนามทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน Phantom Vision
Elite DF
ผ่านบททดสอบต่างๆ  เพื่อหาข้อสรุปจริงๆ ว่ารองเท้าสายพันธุ์คอนโทรลรุ่นใหม่คู่นี้
มีดีตรงไหนบ้าง  เทคโนโลยีต่างๆ ที่ไนกี้โปรโมทออกมาจะใช้ได้จริงแค่ไหน  จะขอวิพากษ์วิจารณ์
กันอย่างตรงไปตรงมาเช่นเคย  เพื่อเป็นข้อมูลให้คุณผู้อ่านทุกท่านนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
ว่ารองเท้ารุ่นนี้คือจิ๊กซอร์ของการเล่นฟุตบอล..ที่ท่านตามหาหรือไม่

  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา  หากพร้อมกันแล้ว...เราไปลงสนามลุย ทดสอบหาประสิทธิภาพการใช้งาน
ของรองเท้ารุ่นนี้ไปพร้อมๆ กัน  ได้เลย... !!!

  ข้อมูลรองเท้าฟุตบอล ไนกี้ Phantom Vision Elite DF



  ไนกี้เปิดตัว Phantom Vision Elite DF พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการประมาณต้นเดือน
สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา  ถือเป็นคอลเลคชั่นรองเท้าใหม่ประเดิมการเปิดฤดูกาล 2018/19 ของ
ลีกส์ชั้นนำยุโรปอย่างเป็นทางการเลยก็ว่าได้ 

  ในวันนี้ 6 สิงหาคม 2018  SiamBoots เราเองก็มีโอกาสได้นำเสนอบทความเปิดฝากล่อง
"Hand On!" นำรองเท้ารุ่นใหม่ Phantom Vision Elite DF มานำเสนอทุกรายละเอียดทั้งหมด
พาไปดูว่ารองเท้ารุ่นนี้มีจุดขายอะไร  มีการออกแบบอย่างไร  ใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่แตกต่างจาก
เดิมไปมากน้อยแค่ไหนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  


  
  ที่ต้องเกริ่นมาเช่นนี้ก็เนื่องจากว่า...ในบทความนี้ เราจะมาทดสอบดูกันว่าลูกเล่น สรรพคุณหรือ
คำโปรโมทต่างๆ ของ Phantom Vision Elite DF นั้นเพื่อลงสนามทดสอบการใช้งานจริงๆ แล้ว
จะเด็ดดวงอย่างที่คิดไว้หรือไม่  ใช้งานได้จริงหรือเปล่า ดังนั้น..หากคุณผู้อ่านท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน
บทความดังกล่าว ผมขออนุญาตนำลิงค์มาแปะด้านล่างนี้ และอยากให้ท่านได้ทำความรู้จักกับรองเท้า
รุ่นนี้กันก่อนที่เราจะไปทดสอบการใช้งานกันจริงๆ  เพราะชื่อเรียกเทคโนโลยีเฉพาะบางอย่าง  จะถูก
นำมาเรียกเจาะจงในการรีวิวครั้งนี้ด้วย

  ลิงค์บทความ Hand On! ไนกี้ Phantom Vision Elite DF >>> www.siamboots.com/
handon-Nike-Phantom Vision Elite


  การเลือกไซส์



  จะขอแนะนำการเลือกไซส์ของ Phantom Vision Elite DF กันก่อน  สำหรับรองเท้าคู่นี้มีขนาดไซส์
9.5 US, 8.5 UK 43 Fr, 27.5 cm ซึ่งเป็นขนาดไซส์ตามมาตรฐานของเท้าผม  โดยเลือกใส่
ถุงเท้าฟุตบอลแบบปกติ  ไม่ใช่ถุงเท้าหนาหรือถุงเท้ากันลื่นแต่อย่างใด 

  การสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ทำได้ค่อนข้างยาก  อันดับแรกต้องคลายแนวร้อยเชือกให้หลวมมากที่สุด
เท่าที่จะทำได้  จากนั้นต้องใช้มือช่วยขยายส่วนหุ้มข้อออกให้กว้างมากที่สุด  แล้วค่อยๆ แหย่ปลายเท้า
เข้าไปให้ได้ก่อนประมาณครึ่งนึง  แล้วจึงพยายามจัดระเบียบให้หุ้มข้อชั้นในหุ้มเข้ากับบริเวณข้อเท้า
ให้ได้ทั้งหมดก่อน  จากนั้นให้ทิ้งน้ำหนักส้นเท้าลงไปตรงๆ เพื่อเป็นการช่วยให้ส้นเท้าสามารถสวม
เข้าไปด้านในตัวรองเท้าได้ง่ายขึ้น  

  จังหวะนี้ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าอาจจะเกร็งกันจนเหนื่อยหน่อยโดยเฉพาะในการสวมใส่ครั้งแรก
ที่ยังเกรงใจส้นของรองเท้าอยู่ แต่เชื่อเถอะครับ..ว่าถ้าไม่ใช้ความรุนแรงเข้าใส่  เอาไม่เข้าแน่นอน



  หลังจากนั้นก็ดึงกระชับแนวร้อยเชือกตามปกติ ทำการผูกปมเชือกแบบหูกระต่ายง่ายๆ  แล้วก็
จัดการเก็บปมเชือกเข้าไปไว้ด้านในดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน  นี่แหละที่เรียกว่า Ghost Lace
หรือแนวร้อยเชือกที่มองไม่เห็น



  ขนาดรองเท้าตามความยาว  พบว่าหัวรองเท้านั้นมีความพอดีมากจริงๆ จากการวางนิ้วโป้ง
ทาบลงไปตามแนวขวาง  จะเหลือพื้นที่แค่ตรงบริเวณกึ่งกลางเท่านั้น  ประมาณ 0.2 - 0.3
เซนติเมตรเท่านั้น  ซึ่งถือเป็นระยะที่เหลือน้อยกว่าตอนที่เลือกใส่ Mercurial SuperFly VI
หรือ Hypervenom Phantom III DF เสียด้วยซ้ำ



  ขนาดรองเท้าตามความกว้าง จุดที่รู้สึกว่ามีความแน่นมากที่สุด จะเป็นช่วงบริเวณโคนนิ้วก้อย
ซึ่งก็เป็นตำแหน่งปกติแบบเดียวกับการเลือกใส่รองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ  ฟีลลิ่งในแนวข้างโดยรวมๆ
ค่อนความมีความพอดีมาก  รู้สึกแน่นกระชับในทุกๆ จุด ไม่มีตำแหน่งไหนที่รู้สึกหลวมหรือมี
ช่องว่างระหว่างรูปเท้าแต่อย่างใด

  แต่ที่สร้างความแปลกใจไม่น้อย..ก็คือฟีลลิ่งบริเวณหลังเท้าที่มีความสบาย ไม่ได้ถูกบีบหนักมาก
จนเกินไป  แต่ก็ไม่ได้หลวมมากจนต้องดึงกระชับแนวร้อยเชือกเพิ่มเติม  ซึ่ง ณ ตอนนี้..ผมเลือกที่จะ
ดึงกระชับแนวร้อยเชือกในระดับปานกลาง ดังนั้นหากใครที่อยากได้ฟีลลิ่งแรงดึงบริเวณหลังเท้า
มากขึ้น  ก็ยังสามารถที่จะกระชับแนวร้อยเชือกได้อีกหน่อย



  เมื่อสวมใส่ไนกี้ Phantom Vision Elite DF แบบตรงไซส์เช่นนี้เข้าไป  จะเห็นได้ว่ารูปทรง
ของรองเท้านั้นมีสัดส่วนที่สวยงาม เข้ารูป  ไม่มีส่วนไหนที่บวมออกจนเสียทรง  ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว
ผมเป็นคนที่มีรูปเท้าบานและกว้างพอสมควร  ถ้าเปรียบเทียบกับใส่ Mercurial SuperFly VI
แบบตรงไซส์เหมือนกันแบบนี้ จะยังเห็นความบวมของรูปทรงรองเท้าอยู่บ้างเล็กน้อย
  
  สรุปคำแนะนำในการเลือกไซส์ของ ไนกี้ Phantom Vision Elite DF ได้ว่า..สามารถเลือก
สวมใส่ตรงไซส์ได้ 
 โดยจะได้ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่แน่นสนิทพอดีเท้า  ดังนั้นในการใช้งานช่วงแรก
จะต้องยอมอดทนกับความอึดอัดให้ได้  จนกระทั่งรองเท้า Break-in หลังจากการใช้งานไปได้
ประมาณ 4-5 ครั้ง  แต่ถ้าคุณผู้อ่านอยากได้ฟีลลิ่งความสบายมากขึ้น  โดยเฉพาะตรงช่วงส้นเท้า  
ดูแล้วก็น่าจะยังพอขยับไซส์ให้ใหญ่ขึ้นได้ประมาณครึ่งไซส์  โดยระยะหัวรองเท้าจะเหลือประมาณ
0.5 เซนติเมตร  ซึ่งก็ยังเป็นพิสัยที่พอจะสวมใส่ลงเล่นจริงๆ ได้

  ทดสอบการใช้งาน



  พร้อมลงสนามด้วยอาวุธสายพันธุ์คอนโทรลรุ่นใหม่ Phantom Vision Elite DF เพื่อจะทดสอบ
หาประสิทธิภาพการใช้งานจริงภายใต้หัวข้อการใช้งานต่างๆ ตามมาตรฐานของ SiamBoots
แบบที่เคยทดสอบกันมา  ก่อนที่จะนำข้อมูล ฟีลลิ่งและรายละเอียดที่ผมสามารถสัมผัสได้จริงๆ  มา
วิพากษ์วิจารณ์ให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้นำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจ  ว่ารองเท้ารุ่นนี้สามารถตอบโจทย์
การเล่นฟุตบอลของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน

  แน่นอนว่าคู่เปรียบเทียบหลักๆ ในการรีวิวในครั้งนี้  จะเป็นรองเท้ารุ่น Magista Obra II
ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นพี่ที่เพิ่งจะปลอดระวางไปก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Phantom Vision ในครั้งนี้ 
รวมถึงรองเท้ารุ่น Predator 18.1 ราชานักล่าจากอาดิดาสที่ถือเป็นคู่ปรับการตลาดของ
Phantom Vision โดยตรง  แม้จะไม่ใช่รองเท้าระดับสูงสุดเหมือนกัน  แต่เชื่อว่ามีหลายคน
ที่มองรองเท้าทั้งสองรุ่นนี้เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ

  เมื่อวอร์มอัพกันได้ที่แล้ว..ก็จะไปลงสนามทดสอบพร้อมๆ กันได้เลย

  ความสบายในการสวมใส่



  เรามาเริ่มกันที่ความสบายในการสวมใส่โดยอ้างอิงจากการเลือกไซส์ Phantom Vision
Elite DF
แบบตรงไซส์ ตามที่ผมได้แนะนำไปในหัวข้อก่อนหน้า  พบว่าการใช้งานในครั้งแรกๆ
จะรู้สึกได้ว่าพื้นที่ด้านในตัวรองเท้า แน่นและอึดอัดไปหมด  ไม่ว่าจะเป็นช่วงด้านหน้าหรือส้นเท้า
ที่ชนกันพอดีจนแทบจะไม่เหลือช่องว่างระหว่างส้นเท้าเลย 

  ฟีลลิ่งการสวมใส่บริเวณอัพเปอร์ด้านหน้าและด้านข้างตัวรองเท้า  รู้สึกได้ถึงความแน่นและอึดอัด
ในการใช้งานครั้งแรกๆ  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ยิ่งช่วงการใช้งานประมาณ 15-20 นาทีแรก 
ความอึดอัดที่เกิดขึ้นนั้นแทบจะทำให้ต้องเปลี่ยนรองเท้าอื่นมาใช้งานแทนไปก่อน  แต่ถ้าพออดทน
จนผ่านช่วงดังกล่าวไปได้  ความอึดอัดจะหายไป  อาการลักษณะนี้เป็นอยู่ประมาณ 5-6 ครั้ง 
ขอการใช้งาน Phantom Vision Elite DF หลังจากนั้นตัวรองเท้าจะสามารถ Break-in
เข้ารูปเท้าได้ดีขึ้น  จนสามารถใช้งานได้ตามปกติ  หากมองเฉพาะประเด็นนี้..ผมถือว่า Magista
Obra II
ให้ฟีลลิ่งความสบายในการสวมใส่ที่ดีกว่าเล็กน้อย  โดยเฉพาะระยะเวลาการ Break-in
ที่น้อยกว่า



  นอกจากนั้นจะพบว่าหุ้มส้นของไนกี้ Phantom Vision Elite DF ก็มีเรื่องให้ต้องพูดถึง 
หุ้มส้นด้านในนั้นแข็งจนรู้สึกได้  การเลือกไซส์รองเท้าแบบนี้..ยังทำให้ระยะส้นเท้านั้นชนกันพอดี
จนไม่เหลือช่องว่าง  พบว่าการใช้งานในครั้งแรกๆ นั้น..รองเท้ามีอาการกัดส้นให้ได้รู้สึก
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ถ้าเปรียบเทียบกับบรรดาคู่แข่งแล้วถือได้ว่ารองเท้าสายคอนโทรลรุ่นนี้
มีช่วงส้นเท้าที่ดุที่สุดเลยทีเดียว

  แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพของการระบายอากาศและความร้อน ระหว่างด้านในกับด้านนอก
ของรองเท้ารุ่นนี้  ถือว่าทำได้ดีกว่าทั้ง Magista Obra II และ Predator 18.1  เนื่องจาก
ลักษณะหน้าผ้าอัพเปอร์ที่มีรูระบายอากาศได้ดีกว่า  แตกต่างจากอัพเปอร์ของ Magista Obra II
และ Predator 18.1 ซึ่งเป็นวัสดุแบบปิดทึบทั้งหมดนั่นเอง

  สรุปเกี่ยวกับความสบายในการสวมใส่ ไนกี้ Phantom Vision Elite DF ซึ่งเป็นด่านทดสอบ
แรกนั้น  ยังต้องยอมรับว่ารองเท้ารุ่นนี้ไม่ได้มีจุดเด่นในเรื่องของความสบายสักเท่าไหร่นัก  ทำได้
ในระดับปานกลาง  จำเป็นต้องให้เวลาช่วง Break-in ที่มากครั้งพอสมควร  แต่ถ้าอดทนจนผ่าน
ช่วงดังกล่าวไปได้..ผู้สวมใส่จะได้ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่พอดีเข้ารูปเท้าได้อย่างยอดเยี่ยม  ซึ่งแน่นอน
ว่า..จะเป็นการเสริมประสิทธิภาพการใช้งานหลักของรองเท้ารุ่นนี้ในหัวข้อต่อๆ ไป  แต่ในหัวข้อนี้
ขอลงคะแนนให้ไปก่อนเพียงแค่ 7 คะแนน จาก 10 คะแนน เท่ากันกับทั้ง Magista Obra II
และ Predator 18.1

  คะแนน : 7 / 10

  การรองรับแรงกระแทก



  ตลอดการใช้งาน Phantom Vision Elite DF บนพื้นสนามหญ้าเทียม  สามารถบ่งบอกได้ถึง
มาตรฐานประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนามได้เป็นอย่างดี  รองเท้ารุ่นนี้
สามารถใช้งานบนพื้นสนามหญ้าเทียมได้โดยไม่ต้องกังวลถึงแรงกระแทกหรือความแข็งของชุดพื้น
ช่วงล่าง  แน่นอนว่าจะไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้เล่นที่กังวลเรื่องแรงกระแทก ข้อเข่า หรือน้ำหนักตัว
แต่อย่างใด



  ปัจจัยสำคัญคือแผ่นรองพื้นด้านในที่ผลิตจากโฟม EVA แต่มีลักษณะที่หนานุ่ม ยืดหยุ่นและช่วย
ผ่อนแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี  ทำงานร่วมกับวัสดุโฟม Poron ที่มีถึง 2 ตำแหน่ง ได้แก่บริเวณส้นเท้า
และฝ่าเท้าด้านหน้า  ซึ่งถือเป็นพระเอกหลักในการช่วยรองรับและผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนาม 
จริงๆ แล้วประสิทธิภาพจากวัสดุ Poron แทบจะไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลยก็ได้  เพราะวัสดุชนิดนี้
ได้พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกที่ยอดเยี่ยมมาเกือบจะ 10 ปี เข้าไปแล้ว

  ชุดปุ่มแบบ FG ซึ่งมีลักษณะ ขนาดและรูปแบบการกระจายตัวของแนววางปุ่มที่ถูกออกแบบใหม่ 
ยังให้ฟีลลิ่งการลงน้ำหนักและการกระจายแรงกดที่สม่ำเสมอทั่วถึงทั้งฝ่าเท้าเหมือนเดิม  จากการ
ใช้งานไม่รู้สึกถึงอาการ “ปุ่มทิ่มเท้า” และไม่รู้สึกว่าน้ำหนักตัวไปตกอยู่ ณ ตำแหน่งใดมากเป็นพิเศษ 
จึงมาช่วยเต็มเติมให้ประสิทธิภาพการลงน้ำหนักนั้นเป็นธรรมชาติเหมือนเดิม 

  คะแนน : 9 / 10

  ฟีลลิ่งความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน



  ไนกี้นำเสนอภาพคอนเซ็ปโปรโมทให้ Phantom Vision Elite DF เป็นรองเท้าที่มีความสมดุล
รอบด้าน  หนึ่งในจุดเด่นก็คือความกระชับ  ซึ่งเป็นต้นทุนที่จะช่วยเค้นประสิทธิภาพด้านอื่นๆ
ให้ทำได้ได้อย่างเต็มที่  ในหัวข้อนี้เราจะมาดูกันว่าถ้าสามารถอดทนสวมใส่จนผ่านช่วง Break-in
ฟีลลิ่งความกระชับที่เกิดขึ้นจะมีส่วนช่วยเสริมความมั่นใจในการใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน

  หลังจากที่ตัวรองเท้าสามารถ Break-in จนเข้ารูปเท้าได้แล้ว  พบว่าวัสดุหน้าผ้าจะแนบสนิท
กับสรีระของรูปเท้าบริเวณหน้าเท้า หลังเท้าและข้างเท้าด้านนอกได้อย่างแนบสนิทจนแทบจะไม่มี
ช่องว่างเลย  เพียงแต่ฝั่งบริเวณข้างเท้าด้านในที่เป็นพื้นที่ส่งบอลขนาดใหญ่นั้น  ยังมีความแข็ง
ของชิ้นวัสดุขนาดใหญ่ให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง  จึงทำให้ฟีลลิ่งการสวมใส่ไม่ได้กระชับเป็นธรรมชาติ
ทั้งหมด

  แต่ในการใช้งานจริงแบบเต็มสูบ  ต้องยอมรับว่าอัพเปอร์ชั้นในของรองเท้าสามารถล็อคกระชับ
กับรูปเท้าได้ดีมากๆ  ยิ่งทำงานร่วมกับหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นที่มีแรงเสียดทานช่วยยึดเกาะ
ฝ่าเท้าได้ดีอยู่แล้ว  ทำให้ไม่รู้สึกถึงอาการเท้าเคลื่อนแบบอิสระไปมา  ไม่ว่าจะเป็นในแนวหน้า-หลัง
หรือแนวด้านข้าง  ถือเป็นการล็อคเท้าเข้ากับอัพเปอร์ของรองเท้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ  และทำได้ดี
ที่สุดในบรรดารองเท้าฟุตบอลของไนกี้ ณ ตอนนี้เลยก็ว่าได้



  ในขณะที่ฟีลลิ่งบริเวณหุ้มข้อ..ดึงกระชับได้แน่นกว่าหุ้มข้อของ Magista Obra II และ
Predator 18.1 จนรู้สึกได้  ใครที่ชอบแรงดึงกระชับบริเวณข้อเท้ามากๆ น่าจะถูกใจ 
ในทางกลับกัน..ปัญหาเรื่องของความอึดอัดบริเวณข้อเท้า  ก็ไม่ได้มากมายตามความกระชับ 
และถือว่าน้อยกว่าที่ผมคาดไว้พอสมควร  สาเหตุนั้นมาจากวัสดุชิ้นผ้าที่เป็นหุ้มข้อ  เนื้อผ้า
มีความบางและนิ่มกว่าด้ายถักฟลายนิตหนาๆ ของ Magista Obra II  รวมถึงความสูง
ข้อหุ้มข้อก็ไม่ได้สูงนัก  ถือได้ว่าหุ้มข้อของ Phantom Vision Elite DF มีความลงตัว
ทั้งความกระชับและความสบายได้อย่างสมเหตุสมผล

  แต่ประเด็นหลักที่ผมรู้สึกได้ว่ามันขัดฟีลลิ่งความมั่นใจตอนใช้งาน ของไนกี้ Phantom Vision
Elite DF
  ก็คือสัมผัสหุ้มส้นที่แข็งเกินไป  ประเด็นนี้เป็นผลทั้งเรื่องของความสบายที่ได้พูดถึง
ไปแล้ว  รวมถึงความมั่นใจในการใช้งานก็ได้รับผลกระทบไปด้วย  เนื่องจากความแข็งของ
หน้าสัมผัสส้นเท้า (ครึ่งล่าง) นั้นมาแทนที่ฟีลลิ่งบุนุ่มๆ ที่โอบกระชับกับส้นเท้าได้ดีแบบที่รองเท้า
รุ่นอื่นๆ เค้ามี  แต่รองเท้ารุ่นนี้กลับมีน้อยกว่า  ยิ่งจังหวะที่ต้องเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่
แบบฉับพลัน  จะรู้สึกได้ว่าช่องว่างเพียงเล็กน้อยบริเวณส้นเท้าที่เกิดขึ้นนั้นก็มีผลต่อความมั่นใจ
เหมือนกัน

  โดยภาพรวมแล้วถือได้ว่า Phantom Vision Elite DF เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ให้ฟีลลิ่ง
ความกระชับบริเวณอัพเปอร์ที่ยอดเยี่ยม  กระชับและความบางกว่าทั้ง Magista Obra II
และ Predator 18.1 รวมถึง Mercurial SuperFly VI ในบางประเด็น  จริงๆ ผมอยาก
จะให้คะแนนในหัวข้อนี้ที่ระดับเต็ม 10 ไปเลย  แต่เหมือนว่ายังมีจุดอ่อนตรงบริเวณหุ้มส้นด้านใน
ครึ่งล่าง  ที่มีหน้าสัมผัสแข็งไปหน่อย  เลยขอลดลงมาเหลือเพียง 9 เต็ม 10 คะแนน  ให้ไนกี้
ไว้เติมเต็มด้วยการออกแบบหุ้มส้นด้านในให้หนานุ่มกระชับกว่านี้ในรุ่นต่อไป

  คะแนน : 9 / 10

  การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม



  ทีนี้เรามาลองการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการยึดเกาะพื้นสนามของ
ชุดปุ่มแบบ FG  และบุคลิกการเคลื่อนที่ที่เหมาะสมของรองเท้าประเภทคอนโทรล Phantom
Vision Elite DF
รุ่นใหม่คู่นี้กันบ้าง

  เริ่มจากการลองสปรินซ์ทางตรงด้วยความเร็ว  รู้สึกได้ถึงการตอบสนองของชุดพื้นช่วงกลาง
ที่มีความแข็ง  เมื่อชุดพื้นเกิดการงอตามลักษณะของฝ่าเท้า  จะสามารถสร้างแรงดีดกลับเพื่อช่วย
ผลักดันให้การสปรินซ์ไปด้านหน้าทำได้อย่างรวดเร็ว  ตรงจุดนี้ถือว่าทำได้ดีกว่า Magista Obra II
อยู่หน่อยๆ เลยด้วย  แต่ถ้าเปรียบเทียบกับ Predator 18.1  ผมให้ประสิทธิภาพในการส่ง
แรงสปรินซ์และความแข็งของชุดพื้นช่วงกลางใกล้เคียงกัน  แต่ Predator 18.1 จะได้เรื่อง
ของความมั่นคงในจังหวะการเปลี่ยนทิศทางเพิ่มเติมเข้ามา  เนื่องจากโครงสร้างฐานพื้นของ
ราชานักล่ามีลักษณะเป็นร่างแหนั่นเอง



  ในจังหวะต่อเนื่อง...ลองเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่อย่างกระทันหัน  พบว่าปุ่มแบบใหม่ของ
Phantom Vision Elite DF สามารถที่จะยึดเกาะพื้นสนามได้แม่นยำพอสมควร  และยังมี
ระยะที่สามารถใช้เป็นจุดหมุนตัวเพื่อเปลี่ยนทิศทางของการเคลื่อนที่ได้ประมาณหนึ่ง  ตามระยะ
ครึ่งวงกลมแนวโค้งขอบปุ่ม  ในขณะที่ปลายปุ่มอีกฝั่ง..ซึ่งออกแบบให้มีมุมสี่เหลี่ยม  จะช่วยเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการยึดเกาะและล็อคพื้นสนาม  เรียกได้ว่าปุ่มแบบใหม่ของรองเท้ารุ่นนี้ตอบสนอง
ต่อการยึดเกาะพื้นสนามได้แบบ 2 in 1  

  ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนามโดยภาพรวม ถือได้ว่า Phantom Vision
Elite DF
มีความสมดุล  ตอบโจทย์ได้ดีทั้งการยึดเกาะและอิสระในการหมุนตัว หรือเปลี่ยน
ทิศทางการเคลื่อนที่ในแบบ 360 องศา  จริงๆ แล้วรองเท้าตระกูลนี้ก็โปรโมทเรื่องนี้มา
พอสมควรแล้ว  แต่ Phantom Vision Elite DF ได้เพิ่มเรื่องการยึดเกาะล็อคพื้นสนาม
เข้ามาเพิ่มจากเดิมเพราะลักษณะปลายปุ่มทรงสี่เหลี่ยมที่ต่อเติมขึ้นมานั่นเอง

  คะแนน : 9 / 10

  การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล



  “การควบคุม รับและส่งบอล” คือหัวข้อการทดสอบของไนกี้ Phantom Vision Elite DF
ที่ผมเองรอคอยมากที่สุด  และเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านก็เป็นเหมือนกัน  ยิ่งใครก็ตามที่เคย
มีประสบการณ์อันหอมหวานกับการใช้งาน CTR 360 Maestri ทั้ง 3 เจเนอเรชั่น  กับพื้นที่
สัมผัสบอลข้างเท้าด้านในที่ช่วยให้การแปส่งบอลทำได้อย่างสะใจและเป็นเอกลักษณ์  ครั้งนี้
การออกแบบลักษณะดังกล่าวได้ถูกนำกลับมาใช้  จึงน่าสนใจไม่น้อยว่าจะฟีลลิ่งและประสิทธิภาพ
ในการสัมผัสบอลข้างเท้าด้านในจะเป็นเช่นไร

  ก่อนที่เราจะไปพูดถึงจังหวะการรับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  ผมจะขอรีวิวเรื่องฟีลลิ่ง
สัมผัสบริเวณหน้าเท้าและหลังเท้า  ซึ่งเป็นส่วนหน้าสัมผัสวัสดุฟลายนิตกันก่อน  ทดสอบด้วย
จังหวะการเดาะบอลและการจับบอลแรกลงพื้น  ฟีลลิ่งที่ชัดเจนมากก็คือความบางและเซนซิทีฟ
ที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด  แน่นอนว่าเป็นฟีลลิ่งสัมผัสบอลที่บางกว่า Magista Obra II
พอสมควร  แต่ที่สำคัญคือบางกว่าไนกี้ Mercurial SuperFly VI ซะด้วย !! 



  ความหนักแน่นหรือความนิ่ม ของเนื้อวัสดุอัพเปอร์ที่จะช่วยผ่อนแรงในการสัมผัสบอลนั้น
จะลดลงไปหน่อย  ทำให้ในจังหวะการผ่อนแรงเพื่อควบคุมบอลแรกด้วย Phantom Vision
Elite DF
ผู้เล่นจำเป็นต้องมีทักษะในการดูดบอลแรกที่ดีพอสมควร  การควบคุมน้ำหนัก
ของการจับบอลแรกจึงจะทำได้อย่างเชื่องเท้า

  พื้นผิวหน้าสัมผัสขรุขระหยาบๆ คล้ายกระดาษทรายของ Phantom Vision Elite DF
นั้น  เมื่อถึงเวลาต้องใช้งานจริง  ก็สามารถที่จะช่วยให้การควบคุมบอลในแนวระนาบหน้าสัมผัส
ทำได้ดี  หน้าสัมผัสรู้สึกได้ถึงความฝืด  แต่เป็นความฝืดแบบแข็งๆ หยาบๆ  ไม่ใช่ฟีลลิ่งแบบหนึบๆ
แน่นๆ เหมือนกับ Magista Obra II และ Predator 18.1  ข้อดีข้อเสียจึงแตกต่างกัน 
ข้อเสียคือผู้เล่นจำเป็นต้องใช้ทักษะในการจับบอลแรกในแนวระนาบมากขึ้น  เพื่อให้ลูกบอล
ยังอยู่ในการควบคุม  ไม่ปลิ้นหลุดออกไปจากเท้า  ข้อดีก็คือฟีลลิ่งสัมผัสบอลที่บางกว่า  ทำให้
ปฏิกิริยาระหว่างลูกบอลกับหน้าสัมผัสนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว  สามารถเล่นในจังหวะต่อเนื่อง
ได้ทันที



  มาถึงการแปส่งบอลด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านใน  ขอบอกเลยว่า Phantom Vision
Elite DF
คือรองเท้าที่เกิดมาเพื่อผู้เล่นที่ชอบการแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในอย่างแท้จริง 
ดีกว่า CTR 360 Maestri และ Magista Obra ไม่ว่าจะเจเนอเรชั่นไหนก็ตาม  หรือแม้แต่
Predator 18.1 ซึ่งเป็นคู่แข่งตัวฉกาจในตอนนี้ 

  ด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านในที่เปิดกว้าง  มีแนวระนาบที่สัมผัสบอลได้เต็มใบและวัสดุที่ให้ฟีลลิ่ง
การสัมผัสบอลที่หนักแน่นของ Phantom Vision Elite DF   เมื่อหน้าสัมผัสตั้งฉาก
และเข้าปะทะบอลอย่างเต็มๆ  ลูกบอลที่ถูกแปส่งออกไปจะมีทั้งน้ำหนักและทิศทางที่แม่นยำ 
ตอบโจทย์ต่อผู้เล่นที่อยากได้การแปส่งบอลแบบพุ่งๆ หรือชอบจ่ายบอลแบบกระแทก  ประสิทธิภาพ
ตรงนี้ชวนให้นึกถึงการแปบอลด้วย CTR 360 Maestri II และ CTR 360 Maestri III  
แต่ Phantom Vision Elite DF ทำได้ดีกว่านั้นอีกขั้น  ด้วยข้อได้เปรียบของวัสดุที่บาง
และพื้นที่สัมผัสบอลที่มีขนาดใหญ่กว่ามากนั่นเอง 



  นอกจากนั้น..เวลาที่อยากได้ประสิทธิภาพการแปส่งบอลแบบไซร้ๆ โค้งๆ  พื้นสัมผัสข้างเท้า
ด้านในที่มีความขรุขระและหนึบ  มากพอที่จะทำให้ส่งบอลแบบติดไซร้ๆ โค้งๆ ทำได้อย่าง
มีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม  กล้าพูดว่าประสิทธิภาพตรงนี้ของ Phantom Vision Elite DF
ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาเลยทีเดียว

  สรุปประสิทธิภาพการสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล ด้วยไนกี้ Phantom Vision Elite DF
คู่นี้  ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลของวัสดุอัพเปอร์ฟลายนิต  จะให้ฟีลลิ่งบางมากๆ เป็นธรรมชาติมากที่สุด 
แม้จะไม่นุ่มเท้านัก  แต่ผู้เล่นจะได้ฟีลลิ่งเซนซิทีฟของการควบคุมบอลที่รวดเร็ว  หน้าสัมผัส
มีความฝืดในการควบคุมบอลได้ดีในอารมณ์สัมผัสแบบเรียบๆ แต่ผิวสัมผัสจะหยาบๆ  ไฮไลท์
คงจะหนีไม่พ้นพื้นที่สัมผัสบอลข้างที่แปส่งบอลได้สะใจจริงๆ  มีน้ำหนักและแม่นยำมากที่สุด
เท่าที่ผมเคยสัมผัสมา ตัวเลขคะแนน 10 เต็ม ยังคงเป็นมาตรฐานของรองเท้าฟุตบอลประเภท
คอนโทรลจากไนกี้อีกเช่นเคย

  คะแนน : 10 / 10

  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า



  มาลุยกันต่อที่การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วย Phantom Vision Elite DF  พบว่าพื้นที่
บริเวณหน้าเท้าและหลังเท้าซึ่งเป็นส่วนวัสดุด้ายถักฟลายนิตสามารถสร้างฟีลลิ่งการเลี้ยงพาบอล
ไปกับเท้าได้บาง เป็นธรรมชาติ  การให้น้ำหนักบอลที่ขับเคลื่อนไปด้านหน้าสามารถทำได้อย่าง
รวดเร็ว ควบคุมได้ง่ายคงที่  ถ้าว่ากันตรงๆ แล้ว..ถือเป็นฟีลลิ่งการเลี้ยงพาบอลที่เหมาะกับพวก
ผู้เล่นที่เน้นการขับเคลื่อนบอลแบบติดเท้าและรวดเร็ว  แตกต่างจาก Magista Obra II และ
Predator 18.1 ที่ฟีลลิ่งการแตะเลี้ยงบอลนั้นจะหนากว่านี้ 



  แต่ปฏิกิริยาการคุมควบลูกบอลนั้นจะทำได้ไม่ดีมากนัก  เป็นเพราะสัมผัสในส่วนที่เป็นฟลายนิต
ไม่ได้หนึบและดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้ดี เหมือนตอนที่ยังเป็น Magista Obra II  ดังนั้น
หากต้องการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยการใช้ส่วนสัมผัสฟลายนิต  ดูจะเหมาะสมต่อการแตะ
สัมผัสบอลไปด้านหน้าเป็นจังหวะๆ มากกว่า  การเปลี่ยนทิศทางบอลที่แม่นยำ..จะขึ้นอยู่กับการ
เข้าสัมผัสบอลในแต่ละจังหวะของหน้าปะทะ  ไม่เหมือนกับ Magista Obra II  ที่สามารถ
ใช้หน้าสัมผัสแปะเข้าไปที่ผิวของลูกบอล  แล้วค่อยส่งแรงเฉือนจากการบิดหน้าสัมผัสเพื่อช่วย
เปลี่ยนทิศทางบอล  ผมได้ลองเอา Phantom Vision Elite DF มาทำแบบนั้นดูบ้าง  พบว่า
การเปลี่ยนทิศทางบอลยังไม่แม่นยำดั่งใจไปซะทุกครั้ง



  ทั้งนี้มีจุดที่ควรระวังอยู่ด้วย  โดยในระหว่างทดสอบการเลี้ยงบอล..มีจังหวะที่เผลอไปสัมผัสบอล
ด้วยข้างเท้าด้านใน  แล้วพื้นผิว Micro Texture ของ Pass Pad ไปสัมผัสเข้ากับผิวของลูกบอล
โดยไม่ตั้งใจ  สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสะดุดบอลและเสียจังหวะทันที  เนื่องจากผิวสัมผัสบริเวณนี้จะดึงดูด
กับลูกบอลได้อยู่หมัด  กลับกัน..ถ้าตั้งใจที่จะใช้พื้นที่ Pass Pad เข้าสัมผัสเพื่อควบคุมบอลที่เลี้ยง
อยู่ด้วยความเร็ว  จะรู้สึกถึงฟีลลิ่งที่หนาขึ้นมาเล็กน้อย  แต่สิ่งที่ได้มาเพิ่มคือประสิทธิภาพในการ
เปลี่ยนทิศทางบอลได้อย่างแม่นยำมาก  โดยเฉพาะการขับเคลื่อนบอลแบบหักมุม 90 องศา

  คะแนน : 8 / 10

  ความสามารถในการยิงประตู



  มาถึงอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญ...นั่นคือประสิทธิภาพการยิงประตูของไนกี้ Phantom Vision
Elite DF
ที่แม้จะเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรล  ที่แต่ผ่านๆ มารองเท้าประเภทนี้เริ่มถูกเสริมให้มี
ความอันตรายในการยิงประตูมาโดยตลอด  ผลทดสอบจะเป็นเช่นไร..เราไปต่อกันได้เลย

  ชุดปุ่มของ Phantom Vision Elite DF นั้นช่วยสร้างความมั่นคงในจังหวะการวางเท้าหลัก
เพื่อเตรียมจะส่งแรงยิงไปยังลูกฟุตบอลได้อย่างสมดุล  ปุ่ม FG ที่ไม่ยาวนักและวางตัวได้อย่างทั่วถึง 
ช่วยให้การวางเท้าหลักทำได้อย่างมั่นคง  โดยเฉพาะจังหวะที่ต้องการวางเท้าหลักแบบเน้นๆ
กดพื้นลงไปให้ลึกๆ แน่นๆ  จะไม่มีความรู้สึกว่ามีปุ่มใดปุ่มหนึ่งเกินมาจนสร้างอาการ “ปุ่มทิ่มเท้า”
ให้พบเจอ  แต่การจิกและล็อคพื้นของปุ่มตรงรูปเห็ดนั้น  จะไม่แน่นหนาเหมือนกับปุ่มใบมีดหรือปุ่ม
ทรงสามเหลี่ยมของ Predator 18.1  กล่าวคือ..ปุ่มยังมีองศาที่จะหมุนตัวได้เล็กน้อยตามแนวโค้ง
ของขอบปุ่มได้บ้าง  ถ้าอยากให้ได้การล็อคพื้นสนามเพื่อให้เท้าหลักวางได้อย่างแม่นยำ  จำเป็นต้อง
เน้นแรงกดด้วยฝ่าเท้าให้มากขึ้น  ซึ่งก็ทำได้ไม่ยาก



  ในขณะที่การถ่ายเทแรงเหวี่ยงเพื่อส่งไปยิงไปยังเท้าอีกข้างนึงนั้น  พบว่าชุดฐานพื้นช่วงกลาง
สามารถตอบสนองได้ดีขึ้นกว่า Magista Obra II เล็กน้อย  การส่งแรงรู้สึกดุดันมากขึ้น 
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับอาดิดาส Predator 18.1 นั้น ยังสู้ไม่ได้  ราชานักล่ามีชุดพื้นช่วงกลาง
ที่ตอบสนองการถ่ายเทน้ำหนักในจังหวะการยิงประตูได้ดีทั้งเรื่องของสมดุลและความดุดันอย่าง
ชัดเจน

  ณ วินาทีที่อัพเปอร์สัมผัสเข้ากับลูกบอลอย่างเต็มแรง  ฟีลลิ่งแรกที่รู้สึกได้ก็คือการสัมผัสบอล
แบบบางๆ มีแรงปะทะสะท้อนมาให้ได้รู้สึกพอประมาณ  ในขณะที่ลูกบอลนั้นพุ่งออกไปทันที 
แทบจะไม่มีเวลาหน่วงที่เกิดจากความหนาของวัสดุอัพเปอร์เลย  ถ้าเปรียบเทียบกับการยิงลูกบอล
ด้วย Magista Obra II และ Predator 18.1  รองเท้าทั้งสองรุ่นนี้จะให้ฟีลลิ่งการยิงบอล
ที่หนากว่า  มีระยะหน่วงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้การส่งแรงไปยังลูกบอลทำได้ดีขึ้น  ดังนั้นลูกบอล
ที่ถูกยิงออกไปด้วย Phantom Vision Elite DF จึงมีอาการพุ่งและมีน้ำหนักน้อยกว่า 
เมื่อเปรียบเทียบกันในสภาพแวดล้อมการยิงลูกบอลแบบเดียวกัน

  นอกจากบุคลิกการยิงลูกบอลที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว  อัพเปอร์ของ Phantom Vision Elite DF
ยังส่งผ่านแรงปะทะ ทะลุมาถึงหน้าเท้าได้เยอะกว่าคู่เปรียบเทียบรายอื่นๆ  ลองทดสอบการยิง
ลูกบอลแบบเต็มแรงต่อเนื่อง  รู้สึกระคายหน้าเท้าที่ปะทะเข้ากับลูกบอลได้พอสมควรเหมือนกัน

  ความแม่นยำในการยิงลูกบอลในทิศทางไปตรงๆ ที่ตั้งฉากกับหน้าปะทะของ Phantom Vision
Elite DF
นั้นถือได้ว่าควบคุมทิศทางได้ง่าย  โดยเฉพาะการใส่เต็มข้อล่อเต็มแข้งด้วยพื้นที่
บริเวณหลังเท้า  การออกแบบ Ghost Lace ซ่อนแนวร้อยเชือกรองเท้าเอาไว้  ช่วยทำให้
การสัมผัสบอลบริเวณหลังเท้านั้นได้สัมผัสที่ราบเรียบ  แนวน้อยเชือกที่มีเพียง 3 ระดับ  แทบจะไม่มากวนใจการสัมผัสบอลเลย  ส่งผลให้การยิงลูกบอลด้วยพื้นที่หลังเท้านั้นควบคุม
ทิศทางในแนวตรงได้อย่างแม่นยำ



  ส่วนการควบคุมทิศทางด้วยการสัมผัสในแนวเฉือนๆ ของอัพเปอร์ Phantom Vision
Elite DF
นั้นมีเรื่องน่าสนใจให้ต้องพูดถึงเหมือนกัน  หากคุณเป็นคนที่ถนัดการยิงด้วยหลังเท้า
หรือแนวสันเท้า (บริเวณตราไนกี้เหนือส่วน Pass Pad) ตรงนั้นจะเป็นพื้นผิววัสดุฟลายนิตที่ถูก
ออกแบบให้มีความขรุขระแบบบางๆ หยาบๆ คล้ายกระดาษทราย  การดึงดูดกับผิวของลูกบอล
จะยังไม่ดีนัก รวมถึงความบางที่ส่งผลให้ระยะการหน่วงเพื่อส่งแรงเฉือนมีน้อย  จึงทำให้การ
ปั่นไซร็โค้งแบบเน้นๆ นั้นเกิดได้ยากหน่อย  แต่ก็ยังพอมีให้ได้เห็นตามทักษะการวางเท้ายิง
ของผู้เล่น  ถ้ามองแค่นี้..ผมยกให้ Magista Obra II กับ Predator 18.1 ทำได้ดีกว่า

  แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ถนัดการยิงลูกบอล  ด้วยช่วงสัมผัสที่ลึกเข้ามาทางข้างเท้าด้านในอีกหน่อย 
ลูกบอลจะสัมผัสเข้ากับพื้นผิว Micro-Texture ที่เป็นบริเวณ Pass Pad  ขอบอกเลยว่า
วัสดุส่วนนี้จะมาช่วยให้การควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้ทำได้อย่างแน่นๆ และมีประสิทธิภาพ
เป็นอย่างมาก  ควบคุมทิศทางบอลได้หนึบดั่งที่ใจต้องการเลยทีเดียว

  โดยภาพรวมแล้วผมมองว่า Phantom Vision Elite DF ไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลประเภท
อาวุธจู่โจมหนักในแบบที่ยิงลูกบอลแล้วพุ่งราวกับจรวด เหมือนกับอาดิดาส Predator 18.1
หรือแม้แต่รุ่นพี่อย่าง Magista Obra II เองด้วย  เนื่องจากหน้าสัมผัสของอัพเปอร์ที่บางกว่า 
ทำให้เปิดแรงปะทะกลับมากระทำต่อเท้ามากกว่า  แต่สิ่งที่รองเท้ารุ่นนี้พอจะมี..คือการวางเท้าหลัก
ที่มั่นคง สมดุล ใช้งานง่าย  การยิงบอลด้วยพื้นที่หลังเท้าได้แม่นยำ  รวมถึงการใช้พื้นที่สัมผัสบอล
บริเวณ Pass Pad มาช่วยปั่นไซร้ก็เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมไม่น้อย  ตัวเลขคะแนนในหัวข้อนี้ผมขอ
ให้ไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน

  คะแนน : 8 / 10

  การปกป้องเท้า

  ประสิทธิภาพเชิงรับในการช่วยปกป้องเท้า ทั้งจากการปะทะโดยตรงจากคู่แข่งหรือการซัพพอร์ต
ผู้สวมใส่เองนั้น  ยังต้องยอมรับว่า Phantom Vision Elite DF ไม่ได้มีจุดเด่นตรงนี้  โดยเฉพาะ
ส่วนของอัพเปอร์ตัวรองเท้าที่เป็นฟลายนิตซึ่งมีความบางมาก  ทำให้เวลาที่ถูกคู่แข่งเข้าปะทะ
บริเวณหน้าเท้า  ยิ่งถ้าโดนเปิดปุ่มเข้าใส่เต็มๆ  อัพเปอร์ฟลายนิตที่มีถึงสองชั้น  ก็คงไม่สามารถ
ช่วยลดอาการบาดเจ็บได้มากนัก 

  ส่วนการซัพพอร์ตบริเวณหุ้มข้อ..แม้จะไม่ได้โดดเด่นนัก  แต่โดยรวมก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร  มีหุ้มข้อสูง
ที่ช่วยสร้างความกระชับ ล็อคข้อเท้าได้ดี  ลดโอกาสอาการบาดเจ็บในจังหวะข้อเท้าพลิกได้อย่าง
รัดกุม  ในขณะที่เกราะป้องกันการปะทะบริเวณส้นเท้าและแนวเอ็นร้อยหวายก็มีความแข็งแรงในระดับ
ปกทั่วไปของเกราะประเภทภายในเช่นนี้

  คะแนน : 7 / 10

  บทสรุปการทดสอบ



  จากบทวิพากษ์วิจารณ์ในหัวข้อการทดสอบทั้งหมดที่ผ่านมา  น่าจะพอยืนยันถึงตัวตนของไนกี้
Phantom Vision Elite DF ได้อย่างครบถ้วนกระบวนความแล้ว แต่ในส่วนสุดท้ายนี้..ผมจะ
มาสรุปใจความทั้งหมด  เน้นไปที่ประสิทธิภาพหลักๆ ที่รองเท้ารุ่นนี้แสดงออกมา  พูดถึงสิ่งที่ชอบ
และไม่ชอบ ให้มีความกระชับอีกครั้ง  

  ก่อนที่จะนำเอารองเท้าคู่เปรียบเทียบทั้ง Magista Obra IIและ Predator 18.1 มากล่าว
เปรียบเทียบแบบรวบรัด  จะได้เห็นภาพกันไปเลยว่ารองเท้าประเภทโมเดิร์นคอนโทรลทั้ง 3 รุ่นนี้  
มีจุดเด่นจุดด้อย แตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน  ก่อนที่ช่วงสุดท้ายจะลงความคิดเห็นส่วนตัว เกี่ยวกับ
ความคุ้มค่าและความน่าใช้ของไนกี้ Phantom Vision Elite DF

  ไนกี้ Phantom Vision Elite DF



  หลังจากที่มีโอกาสใช้งานรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Phantom Vision Elite DF มาเกือบๆ
จะครบ 2 เดือนเต็ม  ได้สัมผัสและพบเจอกับความประทับใจ  รวมถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริง
ในหลายๆ เรื่อง  หากย้อนกลับไปอ้างอิงจากสรรพคุณ และโปรโมทเทคฯ ที่ไนกี้นำเสนอออกมา
ตั้งแต่ตอนที่เปิดตัว  โดยรวมแล้วถือว่าใช้งานจริงได้ดีทั้งหมด  จะมีอะไรบ้างนั้น..ผมจะสรุป
ให้อ่านกันต่อจากนี้แหละ 

  เรื่องแรก..จะขอสรุปที่ไปที่ฟีลลิ่งการสัมผัสบอล ของ Phantom Vision Elite DF ซึ่งแบ่ง
ออกเป็น 2 ส่วน  ส่วนแรกคือวัสดุฟลายนิตตรงบริเวณหลังเท้าและข้างเท้าด้านนอก  ให้ฟีลลิ่ง
การสัมผัสบอลที่บาง แต่แฝงด้วยความนุ่มเบาๆ เป็นฟีลลิ่งที่ให้สัมผัสบอลเป็นธรรมชาติมากที่สุด
รุ่นนึง ณ ตอนนี้เลยก็ว่าได้ (รู้สึกว่าบางกว่า Mercurial SuperFly VI เล็กน้อย  แต่ Mercurial
SuperFly VI จะนุ่มกว่า)  ข้อดีคือปฏิกิริยาการส่งแรงหรือเซนซิทีฟในการขับเคลื่อนบอลนั้น
เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทำให้เล่นในจังหวะต่อเนื่องได้เร็วขึ้น  มาเสริมความเป็นรองเท้าของนักเตะ
กองกลางที่โอกาสจะพลิกเกมส์ได้อย่างทันใจ

  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจำเป็นต้องมีทักษะการจับบอลแรกที่ดีพอสมควร  เพราะสรรพคุณของหน้าสัมผัส
บริเวณดังกล่าว  จะไม่ช่วยดึงดูดหรือควบคุมลูกบอลได้อย่างหนึบเท้ามากนัก  สัมผัมพอมีความฝืด
บ้าง  แต่เป็นฟีลลิ่งแบบแข็งๆ หยาบๆ คล้ายกระดาษทราย  ตามลักษณะทางกายภาพที่เห็นได้ด้วย
ตาเปล่าเลย

  ส่วนสองคือบริเวณพื้นผิว Micro texture บริเวณข้างเท้าด้านใน ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับ
การส่งบอล (Pass Pad)  ลักษณะพื้นผิวมีแรงเสียดทานสูง  วัสดุให้สัมผัสที่หนักแน่น  ถือเป็น
อาวุธเด็ดของนักเตะที่ชอบใช้การแปส่งบอล  โดยเฉพาะหากต้องการประสิทธิภาพของการแปบอล
แบบกระแทก ให้มีน้ำหนักและพุ่งออกไปด้วยความแรง  รับรองว่า Phantom Vision Elite DF
จะตอบโจทย์นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ประสิทธิภาพเปรียบดั่ง Pass Pad ของ CTR 360 Maestri II
ที่ดีกว่าเดิมขึ้นไปอีกขั้น  วัสดุบางลงทำให้ออกบอลได้เร็วและพื้นที่สัมผัสบอลแบนราบและกว้าง
มากขึ้น  ทำให้ควบคุมทิศทางบอลได้ง่าย



  ประสิทธิภาพการยิงประตูด้วย Phantom Vision Elite DF นั้นโดยรวมถือว่าทำได้ดี
พอสมควร  ประเด็นหลักคงมุ่งเน้นไปที่ความดุดันอันตราย จากน้ำหนักบอลที่ถูกยิงออกไป
ด้วยพื้นที่หลังเท้าหรือแนวสันเท้า  นั้นทำได้ไม่มากนัก  วัสดุอัพเปอร์ฟลายนิตที่บางๆ ทำให้
การส่งแรงหายไป  ในขณะที่แรงปะทะก็สะท้อนเข้ามาให้รู้สึกมากขึ้น  จึงไม่เหมาะต่อคนที่
ชอบการยิงประตูแบบตะบันเต็มข้อล่อเต็มแข็งสักเท่าไหร่นัก  แต่หากคุณคาดหวังที่จะได้ความ
แม่นยำในการยิงด้วยหลังเท้า  ให้ลูกบอลพุ่งออกไปตามทิศทางตรงๆ  ขอบอกว่าพื้นที่สัมผัส
บอลบริเวณหลังเท้าที่มี Ghost Lace และมีลักษณะราบเรียบเสมอกันทั้งหมดของ Phantom
Vision Elite DF
จะสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี  ในขณะที่การปั่นไซร้โค้ง
ก็พอจะมีมาให้เรียกใช้งานได้บาง  แต่ถ้าอยากได้การยิงแบบไซร้โค้งหนักๆ เลย  จำเป็นต้อง
ขยับตำแหน่งสัมผัสบอลให้กินเข้าไปโดนกับส่วน Pass Pad ให้ได้

  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า...พบว่า Phantom Vision Elite DF จะเน้นไปที่การเลี้ยง
พาบอลไปด้านหน้าด้วยความเร็ว สัมผัสบางเป็นธรรมชาติมาก   ด้วยพื้นผิวฟลายนิตแบบเรียบ
เสมอกันทั้งหน้าสัมผัส  ทำให้การแตะเลี้ยงบอลได้ฟีลลิ่งที่เหมือนๆ กัน  สร้างความคุ้นเคย
และการควบคุมน้ำหนักได้ไม่ยาก  แต่ต้องระวังบริเวณรอยต่อระหว่างหน้าสัมผัสวัสดุระหว่าง
ฟลายนิตกับ Micro Texture (Pass Pad) ซึ่งเป็นจุดที่ฟีลลิ่งการเลี้ยงบอลและการส่งแรง
รวมถึงประสิทธิภาพในการควบคุมนั้นมีความแตกต่างกัน อาจจะทำให้ฟีลลิ่งการเลี้ยงบอล
แบบดิบๆ ลดลงไปบ้าง

  ฟีลลิ่งความกระชับก็มีมาให้สุดๆ เหมือนกัน  เวลาสวมใส่แล้วรู้สึกถึงแรงบีบจากอัพเปอร์ชั้นใน
ที่สามารถสร้างความกระชับและจับล็อคกับสรีระของเท้าได้แทบจะ 100% ช่วยเกื้อหนุนให้
การใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  แต่จะติดแค่ช่วงหุ้มส้นที่แข็ง  และยังน่า
จะทำให้สามารถล็อคกระชับส้นเท้าได้ดีกว่านี้สักหน่อย  และมีข้อแม้ว่าตัวรองเท้าต้องผ่านการ
Break-in เสียก่อน  มิฉะนั้นมันจะบีบช่วงเท้าจนอึดอัดมาก อาจะถึงขั้นใส่ลงเล่นไม่ไหวเลย
ทีเดียว

  มาตรฐานอื่นๆ ที่รองเท้ารุ่นนี้ยังสานต่อความยอดเยี่ยมมาได้อย่างดี  ก็คือการรองรับ
แรงกระแทกจากพื้นสนาม  บุคลิกการลงน้ำหนักและการยึดเกาะพื้นสนามของปุ่ม FG
แบบใหม่  ที่มีความหลากหลายในการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการหมุนตัว การเปลี่ยน
ทิศทาง หรือแม้แต่การสปรินซ์ทางตรงด้วยปลายเท้า  รองเท้ารุ่นนี้ทำทั้ง 3 เรื่องได้อย่าง
สมดุลและลงตัว

  มาถึงข้อด้อยที่ผมสัมผัสได้จากรองเท้ารุ่นนี้กันบ้าง  ถ้าจะว่ากันตรงๆ ก็คือตัวรองเท้าใส่ยาก
และต้องใช้ระยะเวลาในการ Break-in ที่ถือว่านานเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว  อยากให้
ความสบายในการสวมใส่มีมากกว่านี้อีกหน่อย  เช่นเดียวกับการบุแนวกระชับส้นเท้าที่รู้สึก
ว่าแข็งไปนิด  ส่งผลให้การลงสนามในช่วงแรกๆ ด้วย Phantom Vision Elite DF
จำเป็นต้องใช้ความอดทนต่อความอึดอัดและการบีบรัดที่เหนื่อยเอาเรื่อง  เช่นเดียวกับการ
ปกป้องเท้า  ถ้าหากถูกปะทะเข้าใส่ที่บริเวณหลังเท้า...ก็คงจะเจ็บไม่ใช่น้อยเลยล่ะ

  ถ้ามองในฐานะการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรล  ที่ต้องมีความสมดุล
ในการใช้งานรอบด้าน  โดยมุ่งเน้นไปที่การทำเกมส์ของนักเตะกองกลางประเภทเพลย์
เมกเกอร์  รวมถึงรูปแบบการเคลื่อนที่ที่ต้องสนองได้ดี  ทั้งการลงน้ำหนัก  การสปรินซ์หรือ
เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่  ผมขอให้คะแนนไนกี้ Phantom Vision Elite DF ไว้ที่
ระดับ 9 เต็ม 10 คะแนน กับนิยามที่ขอตั้งให้สั้นๆ ว่า "ฟีลลิ่งสัมผัสบอลที่ยอดเยี่ยม แป
ส่งบอลได้สะใจ และความกระชับที่สมบูรณ์แบบ" เป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นนึงที่เพลย์เมกเกอร์
สมัยใหม่ (ไม่ใช่แนว Classic NO.10) ต้องไม่พลาด !!

  คะแนน คุณสมบัติความเป็นรองเท้าประเภท คอนโทรล : 9 / 10


  เปรียบเทียบกับ ไนกี้ Magista Obra II



  Magista Obra II นั้นแตกต่างจาก Phantom Vision Elite DF ในหลายๆ เรื่อง 
โดยเฉพาะฟีลลิ่งการสัมผัสและควบคุมบอล  ซึ่งรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลเจเนอเรชั่นเก่า
มีวัสดุอัพเปอร์ที่หนากว่าและมีพื้นผิวแบบ 3D Mapping  มีความขรุขระมากกว่าอย่างชัดเจน 
ทำให้การสัมผัสบอลได้ฟีลลิ่งที่หนา การจับบอลแรกลงพื้นจะได้สัมผัสที่หนักแน่น ช่วยผ่อนแรง
ให้บอลติดเท้า  รวมถึงการควบคุมทิศทางในการปะทะแนวเฉือนที่ผิมสัมผัสมีความฝืดและดึงดูด
กับผิวของลูกบอลได้ดีกว่า  ส่งผลให้รองเท้ารุ่นนี้ทำได้ดีกว่าทั้งการให้น้ำหนักบอลและการปั่น
ไซร้โค้ง 

  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าของรองเท้าทั้งสองโฉมนี้ก็ไม่เหมือนกัน  โดยพื้นผิวแบบ 3D Mapping
ของ Magista Obra IIจะแสดงประสิทธิภาพในการควบคุมและเปลี่ยนทิศทางบอลในจังหวะ
การเลี้ยงขับเคลื่อนพาบอลไปด้วยความเร็วได้แม่นยำกว่า  ในขณะที่การเลี้ยงบอลด้วย Phantom
Vision Elite DF
จะได้ฟีลลิ่งเซนซิทีฟของหน้าเท้าที่เป็นธรรมชาติกว่ามาแทน  เน้นไปที่ปฏิกิริยา
ตอบสนองและขับเคลื่อนบอลได้อย่างฉับไว  แต่ข้อควรระวังก็คือต้องระวังไม่ให้บริเวณ Pass Pad
ของ Phantom Vision Elite DF มาโดนบอลตอนที่เลี้ยง (โดยไม่ตั้งใจ) มิฉะนั้นจะเกิดการ
สะดุดบอลเอาได้ง่ายๆ  ในขณะที่ Magista Obra II สามารถใช้ทุกส่วนของตัวรองเท้าเพื่อ
สัมผัสบอลได้เลย  โดยจะยังได้ฟีลลิ่งการสัมผัสควบคุมบอลที่เหมือนกันทั้งหมด

  ประสิทธิภาพเกี่ยวกับช่วงล่างของรองเท้าทั้งสองรุ่นนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก  ประสิทธิภาพ
การยึดเกาะพื้นสนามของชุดปุ่ม  และการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  รองเท้าฟุตบอลทั้งสอง
เจเนอเรชั่นทำได้ในระดับมาตรฐานและสไตล์ใกล้เคียงกัน  เพียงแต่ปุ่มของ Magista Obra II
นั้นจะสามารถหมุนตัวได้ง่ายกว่า  ในขณะที่ปุ่มของ Phantom Vision Elite DF จะสามารถ
ยึดเกาะและล็อคกับพื้นสนามได้ดีกว่าเล็กน้อย  แต่ทั้งคู่ก็ยังเป็นรองเท้าที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถ
กลับตัวหรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างทันท่วงทีตามแบบฉบับของรองเท้าฟุตบอลสำหรับ
กองกลางเช่นนี้

  สุดท้ายคือฟีลลิ่งการสวมใส่และความสบายเท้า  ซึ่งดูเหมือนว่าอัพเปอร์ของ Phantom Vision
Elite DF
จะให้ความกระชับบริเวณหลังเท้าและหน้าเท้าที่ดีกว่าเล็กน้อย  มีความบางและความนุ่ม
ของวัสดุฟลายนิตแบบ 2 ชั้น  บริเวณหุ้มข้อก็เช่นกัน  แต่หน้าสัมผัสบริเวณหุ้มส้นด้านใน  ยังต้อง
บอกว่า Magista Obra II เป็นมิตรกับส้นเท้าของเรามากกว่า

  เปรียบเทียบกับ อาดิดาส Predator 18.1



  ราชานักล่า Predator 18.1 จากอาดิดาส มีจุดเด่นที่เรื่องพละกำลังที่หนักหน่วงกว่าอย่างชัดเจน 
ด้วยลักษณะวัสดุอัพเปอร์ที่เป็นเอกลักษณ์หนาและแน่น  ทำให้การสัมผัสบอลค่อนข้างหนาเท้าและ
ฟีลลิ่งการตอบสนองช้ากว่า แต่ก็เปรียบเสมือนเป็นเกราะป้องกันเท้าที่เสริมให้ผู้เล่นส่งแรงไปยังลูกบอล
ได้อย่างหนักหน่วง  ถือได้ว่าตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบประเภทพาวเว่อร์คอนโทรลอย่างแท้จริง 
ในเรื่องของการควบคุมทิศทางหรือการปั่นไซร้โค้งก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม  ทั้งนี้ทั้งนั้น..หน้าสัมผัส
ของ Predator 18.1 จะให้ฟีลลิ่งที่หนาเท้ากว่าพอสมควร 

  กลับกัน..ไนกี้ Phantom Vision Elite DF จะให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางเท้า เป็นธรรมชาติ
และมีสัมผัสที่ว่องไว  ขับเคลื่อนบอลได้รวดเร็วกว่า  รองเท้ารุ่นนี้จะมาพร้อมกับพื้นที่ข้างเท้าด้านใน
ที่มีประสิทธิภาพมาก  จะถูกใจผู้เล่นที่ชอบการแปบอลแบบเน้นๆ หนักๆ มากกว่า Predator 18.1

  ปุ่ม FG ของทั้งคู่  มีบุคลิกการยึดเกาะพื้นสนามในรูปแบบเฉพาะตัวที่คล้ายคลึงกัน  กล่าวคือขนาด
ของปุ่มที่ไม่เล็กไม่ใหญ่และไม่ยาวจนเกินไป  และการวางตัวของปุ่มที่กระจายตัวกันอย่างสมมาตร 
จึงได้ประสิทธิภาพทั้งการยึดเกาะและอิสระของการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ที่รอบด้าน เกือบจะ
ครบถ้วน 360 องศารอบตัว  ในขณะที่การรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม..ยังยอมรับว่าทางฝั่ง
Phantom Vision Elite DF ทำได้ดีกว่า  จากความนุ่มของวัสดุ Poron นั่นเอง

  ความสบายของการสวมใส่ทั้ง Predator 18.1 กับ Phantom Vision Elite DF นั้นแทบ
จะไม่แตกต่างกันเลย  รองเท้าทั้งสองรุ่นนี้จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา Break-in นานพอสมควร  โดย
เฉพาะอาการบีบช่วงหน้าเท้าและหลังเท้า  ที่มีมารุนแรงพอๆ กัน  แต่ดูเหมือนว่า Predator 18.1
จะมีฟีลลิ่งบริเวณส้นเท้าที่สบายกว่า ยืดหยุ่นมากกว่า  ในขณะที่ Phantom Vision Elite DF จะได้ข้อดีของการระบายความร้อนที่ผ่านหน้าสัมผัสอัพเปอร์ได้ง่ายกว่า  

  ส่วนฟีลลิ่งความกระชับและความมั่นใจในการใช้งาน  ผมมองว่าอาดิดาส Predator 18.1
เป็นรองอยู่เล็กน้อย  ถึงแม้ว่าตัวรองเท้าจะ Break-in เข้ารูปเท้าแล้วก็ตาม  แต่วัสดุอัพเปอร์ของ
รองเท้ารุ่นนี้มันมีลักษณะเป็นแผ่นแข็งๆ  ทำให้ยังมีความรู้สึกติดขัดกับการเคลื่อนไหวของรูปเท้า
อยู่บ้างเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุฟลายนิตของ Phantom Vision Elite DF

  ความคุ้มค่าและความน่าใช้
  
  ช่วงสุดท้ายของเนื้อหาการรีวิวทดสอบการใช้งาน ไนกี้ Phantom Vision Elite DF 
ในตรงนี้ผมจะขออนุญาติใช้เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความคุ้มค่าน่าใช้งาน
ของรองเท้ารุ่นนี้  โดยเน้นไปที่ภาพลักษณ์การทำตลาดและประสิทธิภาพโดยรวมต่อมูลค่า
ราคาที่ต้องจับจ่ายในการเป็นเจ้าของ



  ในฐานะรองเท้าฟุตบอลชื่อใหม่ที่ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาด  ทำให้ไนกี้ทำงานหนักเกี่ยวกับการ
สร้างภาพลักษณ์และการโปรโมทอย่างแท้จริง  เริ่มจากการปรับแผนของพรีเซนเตอร์หลัก
โดยการดึงเอา “ฟิลิเป้ คูตินโญ่” ซุปเปอร์สตาร์คนดัง  โยกย้ายจาก Mercurial มาสวมใส่
รองเท้ารุ่นใหม่ ร่วมทีมกับ “เควิน เดอ บรอยน์” พรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งมาตั้งแต่ Magista
Obra II จริงๆ ดาวเตะ 2 คนนี้ก็ถือได้ว่าเป็นนักฟุตบอลระดับแม่เหล็กที่สามารถดึงแฟนๆ
ได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว 

  รวมถึงตอนที่ Phantom Vision Elite DF เปิดตัว  ต้องยอมรับว่าไนกี้ทำตลาดในเรื่อง
ของการโปรโมท พรีเซนต์ และการนำเสนอได้อย่างน่าติดตาม  ทำให้ชื่อรองเท้าสายพันธุ์
โมเดิร์นคอนโทรลรุ่นใหม่นี้สามารถติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว  และเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่
ที่หลายคนอยากสัมผัสและสวมใส่เพื่อลองประสิทธิภาพการใช้งานด้วยตัวเอง  มาขนาดนี้แล้ว
เชื่อว่าอายุการตลาดของรองเท้ารุ่นนี้คงได้อยู่กันไปยาวๆ ประกอบกับการเริ่มมีรุ่น Limited Edition
ออกมาให้แฟนๆ ได้ตามติดกันเรื่อยๆ  ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีภาพลักษณ์ที่ดีเป็นอันดับต้นๆ
ของไนกี้ ณ ตอนนี้เลย



  กลับมาดูกันที่ตัวรองเท้า รุ่น Phantom Vision Elite DF กันบ้าง  จากการใช้งานมา
ถือได้ว่าเป็นรองเท้าที่มีความคุ้มค่า  ทุกเรื่องของการโปรโมทสรรพคุณต่างๆ ตั้งแต่ตอนที่
ตัวรองเท้าวางจำหน่าย  ต้องยอมรับว่า “ใช้งานได้จริง”  ลูกเล่นใหม่ๆ บนตัวรองเท้ารุ่นนี้
มีมาเยอะและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เช่น Ghost Lace และ Pass Pad  ในขณะที่ไนกี้
ควบรวมเอารองเท้ารุ่นท็อปปกติ กับรุ่นสูงสุดมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว  และขายที่ราคา
9,400 บาท ซึ่งผมมองว่าคุ้มค่าและสมเหตุสมผลในเรื่องของประสิทธิภาพเปรียบเทียบกับ
ราคา

  ทีนี้..เหลือแค่เรื่องเดียวที่ยังกังวล  ก็คือความทนทานของชิ้นส่วนวัสดุอัพเปอร์ฟลายนิต
ที่ค่อนข้างบางและมีช่องว่าง  เชื่อว่าจะมีโอกาสที่อัพเปอร์เสียหายหรือฉีกขาดได้ง่ายกว่าทั้ง
Magista Obra II และ Predator 18.1  โดยเฉพาะหากโดนรองเท้าปุ่มใบมีดแหลมๆ
คมๆ มาปะทะเข้าใส่  ซึ่งเป็นเรื่องที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริงในการลงสนามและเป็นความเสี่ยง
ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

  คะแนนตัวเลขที่สุดท้ายในการทดสอบ ไนกี้ Phantom Vision Elite DF ในส่วนนี้  เมื่อ
มองปัจจัยต่างๆ ตามความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว  ผมขอลงไว้ให้ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน  ถือได้ว่าเป็น
รองเท้าฟุตบอลที่ตอนนี้มีความน่าใช้งานมากที่สุด  ทั้งเรื่องภาพลักษณ์และความคุ้มค่าของเทคโนโลยี
เปรียบเทียบกับราคา  แต่ยังติดแค่เรื่องของความแข็งแรงทนทานที่ต้องชั่งใจกับความเสี่ยงที่มี
โอกาสจะเกิดขึ้นได้  ตามที่ผมได้กล่าวไว้ข้างบน

  คะแนน : 9 / 10



  ทั้งหมดนี้คือบทสรุปในด้านประสิทธิภาพการใช้งานจริง ของรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรล
รุ่นใหม่ล่าสุด ไนกี้ Phantom Vision Elite DF ที่หลายคนกำลังจัดตามอง  หลังจากนี้ก็คง
ต้องแล้วแต่คุณผู้อ่านแล้วล่ะครับว่าประสิทธิภาพการใช้งานของรองเท้ารุ่นนี้  จะถูกอกถูกใจและ
เหมาะกับสไตล์การเล่น รวมถึงจุดแข็งที่ท่านมองหาอยู่หรือไม่ 

  ยิ่งรองเท้าฟุตบอลในตลาดปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง  ก็ยิ่งมีตัวเลือกให้ตลาดมากขึ้นเท่านั้น 
ดังนั้น..ผมจึงอยากให้ท่านใช้ข้อมูลการรีวิวในครั้งนี้  เป็นตัวช่วยในการเลือกหารองเท้าฟุตบอล
ที่จะเป็นอาวุธคู่เท้าให้ได้อย่างเหมาะเหมงมากที่สุด  แล้วมันจะช่วยให้เราสามารถเค้นฟอร์ม
และศักยภาพการเล่นของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด  เพื่อจะได้สนุกไปกับเกมการเล่นฟุตบอล
ที่เรารักไปด้วยกัน

แล้วถ้าไนกี้ Phantom Vision Elite DF คืออาวุธที่ท่านตามหา  ก็อย่ารอช้าที่จะไปเป็น
เจ้าของรองเท้าระดับท็อปรุ่นนี้ได้แล้ว  โดยไนกี้ตั้งราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการไว้ที่ 9,400 บาท
วางจำหน่ายที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ป สโตร์, ร้าน ซุปเปอร์ สปอร์ต และสั่งซื้อผ่าน
ทางเว็บไซด์ nike.com โดยตรงเลยก็สะดวกไม่น้อย 

...แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปครับ... 

  SiamBoots Rating  

ความสบายในการสวมใส่              
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนาม            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล          
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
ประสิทธิภาพการยิงประตู            
การปกป้องเท้า            
ภาพรวมรองเท้า "คอนโทรล"            
ความคุ้มค่าและน่าใช้งาน            

   

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 30 กันยายน 2018 เวลา 12.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com






"Hand On!" อาดิดาส Nemeziz 18.1


"Hand On!" อัมโบร Velocita IV Pro


"Hand On!" ไนกี้ Phantom VSN Elite