"Testing!" แพน Viper King II Semi Kangaroo - นิยามสั้นๆ รองเท้าหนังจิงโจ้
สัญชาติไทย รุ่นนี้ "โอเคเลย"


  วันนี้ SiamBoots จะพา Viper King II Semi Kangaroo ลงสนามเพื่อทดสอบ
หาประสิทธิภาพการใช้งาน  ไปดูกันว่ารองเท้าฟุตบอลระดับท็อปของแพน แบรนด์ใหญ่ของ
บ้านเรา  จะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน  มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร  และจะตอบโจทย์ต่อ
ความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปๆ ของโลกได้หรือไม่  บทความนี้
มีคำตอบ

  คงไม่ต้องเกริ่นอะไรกันมากมายนักเกี่ยวกับ แพน Viper King II Semi Kangaroo
เจเนอเรชั่นที่สอง ของรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสประเภทคลาสสิคคอนโทรล  ซึ่งมีจุดขาย
อยู่ที่การนำวัสดุหนังจิงโจ้ระดับพรีเมี่ยมมาตัดเย็บเป็นวัสดุอัพเปอร์  พร้อมพัฒนารายละเอียด
ต่างๆ บนตัวรองเท้าใหม่  ตามทีเราได้เคยนำเสนอไปแล้วในบทความ Hand On!



  แต่จะขอพูดถึงความเคลื่อนไหวในการทำตลาดของรองเท้าซีรี่ย์อรสพิษซรี่ย์นี้สักหน่อย 
สำหรับแพน Viper King II นั้นถูกเปิดตัวออกสู่วงการฟุตบอลบ้านเราในช่วงต้นปี 2019
ที่ผ่านมา  ต่อยอดมาจากเจอเนชั่นแรกที่เคยสร้างความฮือฮาในการกลับมาลุยตลาดรองเท้า
ฟุตบอลกลุ่มบนอีกครั้ง  ด้วยแนวทางการพัฒนาและปรับปรุง กำจัดจุดอ่อนของเจเนอเรชั่นแรก
ออกไป  แล้วพยายามเพิ่มจุดเด่น  ทั้งเรื่องของคุณภาพวัสดุ การออกแบบและเทคโนโลยีใหม่ๆ
เข้ามา  ทำให้รองเท้าสายพันธุ์คลาสสิคคอนโทรลโฉมใหม่นี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขัน
กับแบรนด์ระดับโลกในตลาดได้

  จริงๆ แล้วรองเท้ารุ่น Viper King II Semi Kangaroo ที่เรากำลังจะรีวิวในครั้งนี้ 
ไม่ได้เป็นรองเท้ารุ่นที่มีราคาแพงที่สุดในไลน์การผลิต  เพราะแพนยังทำรองเท้ารุ่นนี้  ในแบบ
ฉบับหุ้มข้อสูง (แต่รายละเอียดอื่นเหมือนกันทั้งหมด) ออกมาจำหน่ายด้วย  ซึ่งปรับราคาให้สูง
กว่ากันเล็กน้อย  แต่ในฐานะรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคคอนโทลหนังแท้แบบนี้แล้ว  ผมยัง
เชื่อว่า Viper King II Semi Kangaroo แบบหุ้มข้อสั้นคู่นี้นี่แหละที่มีความลงตัวมากกว่า

  หากพร้อมกันแล้ว..เราไปเข้าสู่ส่วนเนื้อหาหลัก  ของบทความรีวิวทดสอบการใช้งานจริง  
แพน Viper King II Semi Kangaroo กันได้เลยครับ

  ข้อมูลรองเท้าฟุตบอล แพน Viper King II Semi Kangaroo



  สำหรับข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมด ของรองเท้าแพน Viper King II Semi Kangaroo
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุ การออกแบบและเทคโนโลยี รวมถึงจุดต่างๆ ที่น่าสนใจของรองเท้ารุ่นนี้
ผมได้เคยนำเสนอแบบเปิดฝากล่อง Hand On! ไปแล้ว ตั้งแต่ที่ได้รับการสนับสนุนรองเท้าคู่นี้มา



  เพื่อความสมบูรณ์ของการรีวิวทดสอบการใช้งาน  และเป็นการเติมเต็มอรรถรสในเรื่องของข้อมูล
สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้อ่านบทความดังกล่าว หรือยังไม่รู้จักข้อมูลของรองเท้าคู่นี้  ผมขออนุญาติ
นำลิงค์มาแปะไว้ด้านล่าง  และขอแนะนำให้ท่านเข้าไปทำความรู้จักกับรองเท้ารุ่นนี้กันก่อนที่เรา
จะไปลงสนามทดสอบกันครับ  จะได้รู้กันไปเลยว่าเทคโนโลยี หรือการออกแบบส่วนใด  ที่สามารถ
ใช้งานได้จริงมากน้อยแค่ไหน  แต่ถ้ารู้จักกับแพน Viper King II Semi Kangaroo กันดี
อยู่แล้ว  ก็ข้ามไปสู่หัวข้อถัดไปได้เลย  

  ลิงค์บทความ Hand On! แพน Viper King II Semi Kangaroo >>> www.siamboots
.com/handon-Pan-Viper-King-2


  การเลือกไซส์

  มาเริ่มกันที่การเลือกไซส์ แพน Viper King II Semi Kangaroo กันก่อน  ตามปกติ
ที่เราทราบกันดีว่าแพนจะผลิตรองเท้าฟุตบอลเฉพาะไซส์เต็มเท่านั้น เช่น 42, 43 และ 44
ซึ่งมีขนาดตามความยาวเท่ากับ 26.0, 27.0 และ 28.0 เซนติเมตร ตามลำดับ  ทำให้หลายคน
มีความกังวลในการเลือกไซส์รองเท้าว่าควรจะต้องเพิ่มไซส์หรือลดไซส์ลงไปกันแน่  หากเป็นคน
ที่มีขนาดความยาวเท้าแบบครึ่งไซส์



  จากการทดสอบรีวิว Viper King Semi Kangaroo เมื่อครั้งก่อน  ผมเลือกสวมใส่รองเท้า
ไซส์ 43 หรือ 27.0 เซนติเมตร  ทั้งๆ ที่ปกติผมใส่ ไนกี้ หรือ อาดิดาส ที่ไซส์ 27.5 เซนติเมตร
หรือเทียบเท่า มาโดยตลอด  นั่นหมายความว่าสำหรับแพนแล้ว  ผมสามารถปรับลดไซส์ลงได้
ครึ่งไซส์  กลายเป็นว่าคนที่มีความยาวเท้าแบบก้ำกึ่ง  สามารถปรับลดไซส์ลงไปครึ่งไซส์แล้ว
สวมใส่ได้เลย  ในขณะที่คนที่มีขนาดความยาวเท้าแบบเต็มเซนติเมตร  ต้องไปลองด้วยตัวเอง
ดูว่าหากใส่ตรงไซส์แล้วหัวรองเท้าจะเหลือเยอะเกินไปไหม  หรือหากลดไซส์แล้วจะหัวชน
จนเกินไปหรือไม่ กลายเป็นโจทย์ของคนที่มีขนาดเท้าแบบตรงไซส์ไปซะอย่างงั้น



  มาในครั้งนี้กับแพน Viper King II Semi Kangaroo ผมเลยเลือกขอสนับสนุนมา
ที่ไซส์ 43 หรือ 27.0 เซนติเมตร เหมือนเดิม  สวมใส่ลงสนามทดสอบกับถุงเท้าฟุตบอล
แบบปกติ  พบว่าระยะตามความยาวที่หัวรองเท้านั้น  จะเหลือระยะประมาณ 0.2 – 0.4
เซนติเมตร  แต่เหลือเฉพาะตรงบริเวณกึ่งกลาง  ในขณะที่ตรงตำแหน่งของนิ้วโป้งและนิ้วก้อย
จะเกือบชน  ซึ่งหากประเมินจากระยะที่เห็นแล้ว  ถือได้ว่าหัวรองเท้าเหลือน้อยกว่า Viper King
Semi Kangaroo
ครั้งก่อนเล็กน้อย  นับว่าเป็นระยะที่สวมใส่ใช้งานได้ทันทีและพอดีกว่าเดิม 
ผมค่อนข้างชอบระยะหัวรองเท้าที่เหลือประมาณนี้นี่แหละ



  ในขณะที่ระยะตามความกว้าง  ทั้งข้างเท้าด้านใน ข้างเท้าด้านนอกและบริเวณหลังเท้า 
รู้สึกได้ว่าอัพเปอร์กระชับเข้ารูปเท้าได้ดีขึ้น  มีฟีลลิ่งที่แน่นหนาและการสวมใส่ทำได้ยากขึ้น 
ต้องคลายแนวร้อยเชือกให้หลวมกว่าเดิม  ถึงจะช่วยทำให้การสวมใส่ทำได้ง่าย  สรุปตรงนี้
ถือว่าความกว้างของตัวรองเท้าลดลงจากเดิม  แต่ก็สามารถที่จะสวมใส่ใช้งานได้  ส่วนเรื่องของ
ความสบายและความกระชับในระหว่างการใช้งานจริงนั้นจะเป็นเช่นไร  เดี๋ยวรอไปลงสนาม
ทดสอบกันอีกที



  สรุปคำแนะนำการเลือกไซส์ของ แพน Viper King II Semi Kangaroo ได้ว่า  ท่านใด
ที่ปกติใส่รองเท้าแบบครึ่งไซส์  สามารถปรับลดไซส์ลงไปได้ครึ่งไซส์  เช่น ปกติ ผมใส่ไซส์ 27.5
เซนติเมตร  พอมาเลือกรองเท้ารุ่นนี้  ก็ให้เลือก 27.0 เซนติเมตร  ตามที่แพนมีจำหน่ายเลยครับ
ส่วนคนไหนที่มีขนาดเท้าแบบเต็มไซส์อยู่แล้ว  ก็ให้เลือกแบบตรงไซส์  ระยะหัวรองเท้าอาจจะ
เหลือเยอะกว่านี้นิดหน่อย  แต่ก็น่าจะสวมใส่ใช้งานได้ตามปกติเช่นกัน

  ทดสอบการใช้งาน



  ผมพร้อมที่จะพารองเท้าฟุตบอลคลาสสิคอนโทรล แพน Viper King II Semi Kangaroo
คู่นี้ ไปลงสนามทดสอบตามมาตรฐานของ SiamBoots  ที่จะวิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในด้านต่างๆ
ที่สำคัญต่อการใช้งานในการเล่นฟุตบอล  เพื่อมารีวิวเป็นข้อมูลให้ทุกท่านได้ตัดสินใจ  ว่ารองเท้า
คลาสสิคคอนโทรลสัญชาติไทยรุ่นนี้  มีดีพอที่จะเป็นอาวุธคู่เท้าของท่านหรือไม่

  สำหรับการเปรียบเทียบกับคู่แข่งต่างๆ ในตลาดรองเท้าฟุตบอล  คงต้องมองไปที่ Copa 19.1 จากอาดิดาส  รองเท้าสายคลาสสิคคอนโทรลรุ่นใหม่ล่าสุดที่เราเพิ่งรีวิวไป  และไนกี้ Tiempo
Legend VII
รองเท้าคลาสสิคคอนโทรลยอดนิยมที่ทำมาตรฐานเอาไว้สูง  เรียกได้ว่างานนี้
แพน Viper King II Semi Kangaroo ต้องแบกน้ำหนักไปวัดมือกับรองเท้าที่มีค่าตัว
สูงกว่าเป็นอย่างมาก  แต่นั่นก็คือความท้าทายที่จะตอบว่าผลงานชิ้นโบว์แดงสัญชาติไทยรุ่นนี้ 
มีดีพอที่จะเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลระดับโลกได้ดีเพียงใด

  หากพร้อมกันแล้ว..ผูกเชือกรองเท้าให้แน่น  แล้วไปลงสนามพร้อมกันได้เลย

  ความสบายในการสวมใส่



  รองเท้าฟุตบอลจากแพน นั้นขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความสบายของการสวมใส่  เนื่องจากเป็น
รองเท้าฟุตบอลที่ถูกออกแบบรูปทรงตามลักษณะหน้าเท้าของคนไทยอย่างแท้จริง  เช่นเดียวกับ
Viper King II Semi Kangaroo ซึ่งยังคงมีจุดเด่นในเรื่องของความสบายในการสวมใส่
เป็นอย่างดี  แม้ว่าลักษณะของตัวรองเท้าจะดูแคบและกระชับกว่าเจเนอเรชั่นแรกก็ตาม

  ครั้งแรกที่ได้ลองสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ลงสนาม  เริ่มตั้งแต่จังหวะการวอร์มอัพไปจนถึงการลงเล่น
แบบเต็มรูปแบบ  พบว่าฟีลลิ่งบริเวณอัพเปอร์ของ Viper King II Semi Kangaroo นั้นมี
ความกระชับและแน่นหนาขึ้นจนรู้สึกได้ (ซึ่งจะไปพูดอีกทีในเรื่องของฟีลลิ่งความกระชับ)  แต่ก็
ยังมีความสบายในการสวมใส่ที่ดีเหมือนเดิม  สามารถสวมใส่ลงเล่นได้เลย โดยไม่ต้องฝืนทน
ให้ตัวรองเท้า Break-in เหมือนกับ อาดิดาส Copa 19.1 และ ไนกี้ Tiempo Legend VII 
แต่อย่างใด



  ฟีลลิ่งความสบายบริเวณหุ้มส้นทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  หากเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว
ซึ่งรู้สึกได้ว่าหน้าสัมผัสบริเวณหุ้มส้นนั้นแข็งเกินไป สวมใส่ไม่ค่อยสบาย  แต่พอเป็น Viper King
II Semi Kangaroo
คู่นี้  ได้มีการเพิ่มวัสดุบุนุ่มบริเวณแนวหุ้มส้นให้มากขึ้น  ช่วยซัพพอร์ต
และสร้างความนุ่มบริเวณรอบข้อเท้าได้ดีกว่าเดิม  แต่เนื่องจากหน้าสัมผัสของหุ้นส้นครึ่งล่างนั้น
ไม่มีชิ้นส่วนของวัสดุบุนุ่มบุเอาไว้มากนัก  จึงพอที่จะได้รู้สึกถึงหน้าสัมผัสระหว่างส้นเท้าที่แข็งๆ
อยู่บ้าง  ซึ่งไม่มีอาการกัดส้นเท้าให้ได้รู้สึกแต่อย่างใด

  ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนจากด้านในออกสู่ด้านนอก  จากการใช้งานรองเท้าฟุตบอล
รุ่นนี้  ไม่พบจุดเด่นหรือจุดอ่อนในเรื่องนี้แต่อย่างใด  โดยรวมๆ ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานของรองเท้า
ฟุตบอลประเภทนี้

  สรุปตัวเลขคะแนนในหัวข้อการทดสอบแรก ของแพน Viper King II Semi Kangaroo ถือได้ว่าความสบายในการสวมใส่ของรองเท้ารุ่นนี้ยังคงเป็นจุดเด่น และทำได้ดีกว่าทั้ง Copa 19.1
และ Tiempo Legend VII Elite  แต่ความสบายบริเวณหน้าเท้าและหลังเท้าจะน้อยกว่า
Viper King Semi Kangaroo ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นแรกอยู่เล็กน้อย  ส่วนที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น
คือบริเวณส้นเท้าที่มีการเพิ่มส่วนซัพพอร์ตให้กับข้อเท้าให้หนานุ่มขึ้น  ลดอาการกัดส้นลงไป

  คะแนน : 9 / 10

  การรองรับแรงกระแทก



  ประสิทธิภาพของการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม ของแพน Viper King II Semi
Kangaroo
ก็ทำออกมาได้เพียงพอต่อการใช้งานบนพื้นสนามหญ้าเทียมตามปกติทั่วไป  ด้วย
ลักษณะของแผ่นรองพื้นด้านใน  ที่มีการเสริมวัสดุช่วยผ่อนแรงกระแทก “Poron” เอาไว้ที่
บริเวณส้นเท้า  ถือเป็นปัจจัยสำคัญช่วยซัพพอร์ตให้การลงน้ำหนักที่บริเวณส้นเท้าไม่รู้สึกถึง
แรงกระแทกมากจนเกินไป  แต่ถ้าเปรียบเทียบกับอาดิดาส Copa 19.1 ยังถือว่าความนุ่ม
บริเวณส้นเท้าของ Copa 19.1 นั้นทำได้ดี  มีฟีลลิ่งการลงน้ำหนักที่หนาและนุ่มมากกว่า
รองเท้ารุ่นนี้

  ส่วนการลงน้ำหนักด้วยฝ่าเท้า  โดยเฉพาะจังหวะการสปรินซ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  จะรู้สึก
ถึงแรงกระแทกที่มากกว่าการลงน้ำหนักที่ส้นเท้าอยู่บ้าง  ด้วยลักษณะของแผ่นรองพื้นที่มีขนาด
ไม่หนาไม่บาง และมีเฉพาะวัสดุโฟม EVA เท่านั้น  เมื่อรวมกับบุคลิกการกระจายน้ำหนักของปุ่ม
แบบ FG นั้น  ไม่รู้สึกถึงแรงกดที่บริเวณใดมากเป็นพิเศษ  ปุ่มกระจายแรงและน้ำหนักได้อย่าง
สมดุล  ตามบุคลิกของปุ่มทรงกลมและปุ่มทรงใบมีด

  ถือได้ว่าแพน Viper King II Semi Kangaroo เป็นอีกหนึ่งรองเท้าฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพ
ของการรับแรงกระแทกจากพื้นสนามในระดับที่ค่อนข้างดี  เพียงพอต่อการใช้งานบนพื้นสนาม
หญ้าเทียมทั่วไป  ตัวเลขคะแนนในหัวข้อนี้ยังให้ไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน เหมือนกันกับเจเนอเรชั่น
ที่แล้ว

  คะแนน : 8 / 10

  ฟีลลิ่งความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน



  ฟีลลิ่งความกระชับและความมั่นใจนั้นเคยเป็นจุดอ่อนของโฉมที่แล้ว  ถือเป็นช่องโหว่ใหญ่
ที่ผมเองได้คอมเมนท์ลงไปตรงๆ  มาในเจเนอเรชั่นล่าสุด  จากการใช้งานพบว่า Viper King II
Semi Kangaroo
ได้ถูกปรับปรุงในเรื่องนี้ให้ดีขึ้นมาบ้างในบางจุด  รายละเอียดจะเป็นยังไง 
ไปทดสอบกันต่อได้เลย

  เริ่มจากชิ้นส่วนอัพเปอร์หนังจิงโจ้ด้านหน้าที่มีคุณลักษณะช่วยสร้างความกระชับกับบริเวณ
หน้าเท้าและหลังเท้าได้ดีขึ้น  รู้สึกถึงความแน่นหนาตลอดช่วงข้างเท้าทั่งสองฝั่ง  รวมถึงแรงกด
บนหลังเท้าที่รู้สึกกระชับมากขึ้นเล็กน้อย  โดยรวมแล้วฟีลลิ่งที่เกิดจากอัพเปอร์ส่วนหน้า  ที่เป็น
หนังจิงโจ้แท้ของ Viper King II Semi Kangaroo นั้นมีความกระชับในระดับที่กำลังดี
พอเหมาะพอเจาะต่อการใช้งาน 



  แต่ยังพบปัญหาว่าบริเวณข้อพับของหุ้มข้อที่ใกล้ๆ กับรูร้อยเชือก (ตามภาพด้านบน) จะมีลักษณะ
แบะออก จนเกิดช่องว่างระหว่างอัพเปอร์และข้อเท้า  ใหญ่พอที่จะสอดนิ้วชี้ลงไปได้เลย  ซึ่งแน่นอน
ว่าเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งานลดลง  รู้สึกถึงอาการเท้าโคลงเคลง 
จะเห็นผลกระทบอย่างมากในจังหวะการเคลื่อนที่ออกทางด้านข้าง  ไม่ว่างจะด้านซ้ายหรือด้านขวา 
จริงๆ แล้วจุดนี้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการเพิ่มรู้ร้อยเชือกด้านบนเข้ามาอีก 1 จุด  เพื่อรั้งให้
อัพเปอร์ตำแหน่งนี้ไม่แบะออกมากจนเกินไป



  มาต่อกันที่บริเวณหุ้มส้นด้านในที่ผมเคยลงความเห็นว่าเป็นจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ตอนที่
เคยทดสอบ Viper King Semi Kangaroo ครั้งก่อน  มาในรุ่นนี้..พบว่าหุ้มส้นของ Viper
King II Semi Kangaroo
ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น  ด้วยการเสริมวัสดุบุนุ่มด้านในหุ้มส้นให้หนาขึ้น 
มีแนวซัพพอร์ตที่ชัดเจน  ทำให้เวลาสวมใส่ใช้งานจริงๆ แล้ว  รู้สึกได้ว่าหุ้มส้นสามารถจับล็อค
กับข้อเท้าได้ดีขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึกได้ 

  แต่มันยังไม่สุด..เพราะด้วยวัสดุหน้าผ้าหุ้มส้น  นั้นยังรู้สึกได้ว่าผิวสัมผัสมีความลื่นอยู่บ้าง  ทำให้
ส้นเท้าของเรายังมีจังหวะของการลื่นขึ้นลง ตามการยกของส้นเท้าในจังหวะการเคลื่อนที่  โดยเฉพาะ
จังหวะการสปรินซ์ทำความเร็วด้วยปลายเท้า  แล้วส้นเท้าต้องยกตัวสูงมากๆ  จะรู้สึกได้เลยว่าเรา
ต้องมาพะวงกับฟีลลิ่งตรงนี้  ทำให้ความมั่นใจในการเคลื่อนที่นั้นลดลงไป  ประเด็นนี้แม้ว่าแพน
Viper King II Semi Kangaroo จะทำได้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นแรก  แต่ยังแตกต่างจากอาดิดาส
Copa 19.1 และ ไนกี้ Tiempo Legend VII อยู่พอสมควร ถือยังเป็นจุดอ่อนให้ทีมพัฒนา
ของแพนต้องแก้ไขกันต่อไป

  สรุปหัวข้อการทดสอบฟีลลิ่งความกระชับและความมั่นใจเมื่อสวมใส่ใช้งานของแพน Viper King
II Semi Kangaroo
  ได้ว่า  ทำได้ดีขึ้นเล็กน้อย  อัพเปอร์หนังจิงโจ้ครึ่งหน้าให้ความกระชับ
เข้ารูปได้ดีขึ้น  กับส่วนบุนุ่มด้านในส้นเท้าที่มีความหนา ให้การซัพพอร์ตที่ดีกว่าเดิม  แต่ยังมี
จุดอ่อนตรงช่องว่างที่เกิดขึ้นบริเวณข้อพับ และวัสดุหน้าผ้าของหุ้มส้นด้านในที่มีอาการลื่นอยู่บ้าง 
คะแนนในหัวข้อนี้ผมขอลงให้ที่ 7 เต็ม 10 คะแนน  ดีขึ้นกว่าเดิม 1 คะแนน นั่นเอง

  คะแนน : 7 / 10

  การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม



  มาดูกันที่ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม  จากชุดพื้น
และปุ่มแบบ FG ของ Viper King II Semi Kangaroo กันต่อ  ด้วยชุดพื้นและปุ่มที่ถูก
ยกชุดมาจากโฉมเดิมทั้งหมด  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย  ส่งผลให้รองเท้ารุ่นนี้ยังมีบุคลิก
และประสิทธิภาพการยึดเกาะพื้นสนามในระดับที่น่าพอใจ  โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความสมดุลของ
การลงน้ำหนักและการยึดเกาะที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งานบนพื้นสนามหญ้าเทียมได้อย่างลงตัว

  จุดเด่นอยู่ที่ความยาวของปุ่มซึ่งไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไป  นับได้ว่าเป็นระยะที่เหมาะสมต่อ
การใช้งานบนพื้นสนามหญ้าเทียมลักษณะทั่วไปในบ้านเรา  รวมถึงรูปแบบการวางปุ่มผสม
ระหว่างปุ่มกลมและปุ่มใบบีด  จำนวนปุ่มและระยะห่างระหว่างปุ่มที่พอเหมาะ  ช่วยสร้างฟีลลิ่ง
การลงน้ำหนักได้อย่างทั่วถึงทั้งฝ่าเท้า  เน้นการยึดเกาะที่สบายๆ ฝ่าเท้า  แต่มีความมั่นคงในการ
ทรงตัว  แม้ว่าปลายปุ่มจะไม่จิกแน่นลงไปกับพื้นสนาม  แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานในจังหวะ
การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่แบบฉับพลัน ไม่แพ้อาดิดาส Copa 19.1 และ ไนกี้ Tiempo
Legend VII แม้แต่น้อย



  การสปรินซ์ออกตัวทำความเร็วด้วยปลายเท้า  ซึ่งต้องอาศัยความแข็งและแรงส่งจากโครงสร้าง
ชุดพื้นช่วงกลางของแพน Viper King II Semi Kangaroo นั้นจะไม่รุนแรง รวดเร็วเท่ากับ
แรงดีดกลับที่รู้สึกได้จากชุดพื้นของ Copa 19.1   แต่ด้วยโครงสร้างชุดพื้นแบบ V-Shape
ของรองเท้ารุ่นนี้  ก็พอมีแรงส่งจากการดีดกลับของชุดพื้นให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง  ไม่มากไม่น้อย
เรียกได้ว่ามีพอให้ได้ใช้งานในจังหวะสำคัญๆ แต่ถ้าวัดสเต็ปการสปรินซ์ด้วยความเร็วจริงๆ
ยังถือว่ารองเท้ารุ่นนี้ ทำได้ในระดับปานกลางตามมาตรฐานทั่วไป

  ประสิทธิภาพโดยภาพรวมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของ Viper King II Semi Kangaroo
ถือได้ว่าทำได้ตามมาตรฐาน  เน้นการลงน้ำหนักที่เต็มฝ่าเท้า ปุ่มกระจายตัวทั่วถึง  ทำให้มี
ความสมดุลในการยึดเกาะ การเปลี่ยนทิศทาง หรือแม้กระทั่งการหมุนตัว  ส่วนเรื่องแรงดีด
จากช่วงล่างฝ่าเท้านั้น ถือว่าไม่เด่นและไม่ด้อย  พอมีให้เรียกใช้งานตามมาตรฐาน 

  คะแนน : 8 / 10

  การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล



  มาลุยกันต่อที่หัวข้อการทดสอบสำคัญของรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคคอนโทรล  เกี่ยวกับ
เรื่องของฟีลลิ่งในการสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล  จากวัสดุหน้าสัมผัสหนังจิงโจ้ของแพน
Viper King II Semi Kangaroo เชื่อว่าเป็นหัวข้อที่ทุกท่านให้ความสนใจมากที่สุด  เพราะ
ในเจเนอเรชั่นที่แล้ว Viper King Semi Kangaroo นั้นทำผลงานเอาไว้ดีเกินคาดเลยทีเดียว

  ในเจเนอเรชั่นล่าสุดนี้ แพน Viper King II Semi Kangaroo ได้ถูกออกแบบลักษณะ
หน้าตาของอัพเปอร์และพื้นที่สัมผัสบอลบริเวณหัวรองเท้าให้มีลักษณะที่บางลงกว่าเดิม  แต่เสริม
โครงสร้างซัพพอร์ตชั้นกลาง ที่มีลักษณะเป็นสันแนว 3 มิติ นูนขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ควบคุมระหว่างผิวสัมผัสที่ดีขึ้นกว่าเดิม  เป็นไปตามยุคสมัยที่รองเท้าหลายๆ แบรนด์ทำกัน  จึงถือ
เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจมากที่สุด



  เรื่องแรกที่จะพูดถึง..ก็คือความนุ่มของวัสดุหน้าสัมผัส  จากการลองเดาะบอลและจับบอลแรกแบบ
เบสิคทั่วไป  พบว่าหนังจิงโจ้จะยังให้ความนุ่มในการสัมผัสบอลได้ดี  แต่ฟีลลิ่งการสัมผัสบอล
จะบางกว่าเดิมจนรู้สึกได้  ความหนาและความฟูของหนังจิงโจ้จะน้อยกว่าเดิม  ถ้าคุณเป็นคน
ที่ให้ความสำคัญกับฟีลลิ่งการสัมผัสบอลแบบหนาๆ นุ่มๆ ล่ะก็  บอกเลยว่า แพน Viper King
Semi Kangaroo
(รุ่นก่อน) และไนกี้ Tiempo Legend VII Elite จะตอบโจทย์ข้างต้น
ได้ดีกว่า

  แต่ถ้าคุณอยากได้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่มีความสมดุลระหว่างความนุ่ม ความบางเป็นธรรมชาติ
มีความว่องไวในการเล่นบอลจังหวะต่อเนื่อง และความหนักแน่นในการส่งแรงปะทะเข้ามาเกี่ยวข้อง
ผมขอบอกเลยว่า Viper King II Semi Kangaroo สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ดีมาก 
ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลมีความใกล้เคียงกับอาดิดาส Copa 19.1 ขอยกให้เป็นรองเท้าหนังจิงโจ้
ที่มีความ "กึ่งกลาง" ระหว่างความนุ่มและและความไวในการส่งแรงที่ลงตัวที่สุดรุ่นนึงในตอนนี้
เทียบเคียงกับ Copa 19.1 ได้เลย



  นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่ผมรู้สึกชอบ Viper King II Semi Kangaroo มากกว่ารุ่นเดิม
ก็คือประสิทธิภาพในการดึงดูดระหว่างผิวสัมผัสบอลที่ติดเท้ามากขึ้น  โดยเฉพาะการใช้ส่วนที่มี
ลักษณะเป็นพื้นผิว 3 มิติ  ส่งผลให้การจับบอลในแนวระนาบ  ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของรุ่นเก่ามาก่อน
ได้ถูกแก้ปัญหาไปได้พอสมควร  อาการลื่นระหว่างหน้าสัมผัสในการจับบอลจึงลดลง  ทำให้การ
เล่นบอลในจังหวะต่อไปนั้นทำได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพ



  อย่างไรก็ตาม..พื้นที่ข้างเท้าด้านในของ Viper King II Semi Kangaroo นั้นค่อนข้าง
จะ “ธรรมดา” เกินไปเสียหน่อย  หากเปรียบเทียบในฐานะการเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรลแล้ว
จะถือเป็นจุดอ่อนของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ไปเลย

  ด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์แบบเรียบๆ ไม่มีจุดเด่นอะไร  ส่งผลให้ฟีลล่งการรับและแปส่งบอลด้วย
ข้างเท้าด้านในมันไม่ได้ฟีลลิ่งที่หนักแน่นเต็มสัมผัส  หากการแปบอลไม่ได้ตั้งใจแปเต็มๆ ข้างเท้า
จะมีฟีลลิ่งป้อกแป้กให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง  แตกต่างจากคู่แข่งแบรนด์ใหญ่ๆ ที่ออกแบบพื้นที่และวัสดุ
บริเวณข้างเท้าด้านในเพื่อประสิทธิภาพในการรับและแปส่งบอลได้ดีกว่านี้  ไม่ว่าจะเป็นการจับบอล
ที่นุ่มนวล หรือการแปบอลออกไปได้อย่างหนักแน่นมีน้ำหนัก ซึ่งควรจะเป็นจุดเด่นของรองเท้า
ประเภทนี้  แน่นอนว่า Viper King II Semi Kangaroo สู้ทั้ง Copa 19.1 และ
Tiempo Legend VII ไม่ได้

  สรุปประสิทธิภาพโดยรวมๆ ของ Viper King II Semi Kangaroo ได้ว่า หนังจิงโจ้
ให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่หนักแน่น แต่บางลงกว่าเดิม  ฟีลลิ่งการสัมผัสมีความเป็นธรรมชาติ
มากกว่าเก่า การควบคุมบอลทำได้รวดเร็วขึ้น  ในขณะที่พื้นผิวสัมผัสบอลแบบ 3 มิติ  สามารถ
ช่วยสร้างแรงเสียดทานในการควบคุมบอลได้ดีกว่าเดิม  แต่จุดอ่อนคือพื้นที่ข้างเท้าด้านใน
ที่อยากให้เน้นการออกแบบมาเพื่อใช้งานสำหรับการแปส่งบอลที่ดีกว่านี้  ถ้าแก้ไขตรงนี้ได้
ผมก็อยากจะให้คะแนนที่ 9 เต็ม 10 คะแนน เท่าๆ กับ opa 19.1 และ Tiempo Legend
VII
ไปเลย  เอาเป็นว่าเก็บไว้เป็นการบ้านให้แพนต่อไปก็แล้วกัน

  คะแนน : 8 / 10

  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า



  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วย Viper King II Semi Kangaroo นั้นมีความลงตัว
ในเรื่องของฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่ได้น้ำหนัก มีความหนักแน่นมากกว่าเดิม  ส่งผลดี ช่วยทำให้
การแตะบอลเพื่อขับเคลื่อนไปด้านหน้านั้นมีความมั่นใจและรวดเร็วขึ้น  แต่ความนุ่มหน้าสัมผัส
ในการควบคุมน้ำหนักบอลให้เชื่องเท้า  แม้จะน้อยกว่า Viper King Semi Kangaroo
แต่ก็ไม่ได้ลดลงจนเกินไป  ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า  เป็นรองเท้าที่ให้ฟีลลิ่งสัมผัสเพื่อเลี้ยงบอล
ไปด้านหน้าได้อย่างสนุกไม่เป็นรอง อาดิดาส Copa 19.1 เลยล่ะ  เหมาะต่อผู้เล่นที่อยากได้
ทั้งความนุ่มและฟีลลิ่งการแตะบอลที่รู้สึกได้ถึงความว่องไว


  ประสิทธิภาพในการดึงดูด ควบคุมและเปลี่ยนทิศทางบอลด้วยความเร็วระหว่างผิวสัมผัส
ของอัพเปอร์และลูกฟุตบอลก็ทำได้ดี  ผิวสัมผัสหนังจิงโจ้สามารถควบคุมทิศทางของลูกบอล
ได้แม่นยำ ทันใจ ควบคุมได้ดั่งใจ  แม้ในจังหวะที่ต้องเปลี่ยนทิศทางการพาบอลอย่างฉับพลัน 
ก็ตาม  ทั้งนี้อาจจะยังมีข้อจำกัดตอนผิวสัมผัสเปียกน้ำอยู่บ้าง  ซึ่งรู้สึกถึงอาการลื่นๆ ระหว่าง
การสัมผัสบอลอยู่บ้าง  ตามปกติของรองเท้าหนังแท้แบบนี้ที่ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือแบบ
ไนกี้ Tiempo Legend VII ซึ่งมี ACC

  โดยภาพรวมแล้ว..เรียกได้ว่าแพน Viper King II Semi Kangaroo พอจะมีเขี้ยวเล็บ
เพื่อเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  ตอบโจทย์การเล่นในสไตล์เลี้ยงลุยได้ดีกว่าเดิม  อาจจะยังไม่ถึง
ขั้นรองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็ว  แต่ก็เป็นหนึ่งในรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคคอนโทรล
ที่ให้ฟีลลิ่งและประสิทธิภาพในการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าได้ดีไม่แพ้รุ่นใหญ่ในตลาด

  คะแนน : 8 / 10

  ความสามารถในการยิงประตู



  มาลุยกันต่อที่บททดสอบประสิทธิภาพการยิงประตูของรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรลสีแดงสดคู่นี้ 
ซึ่งหากย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นแรก  ได้เคยสร้างความประทับใจจากการสัมผัสบอล
ที่หนานุ่ม  เรียกได้ว่าเป็นรองเท้าฟุตบอลที่พร้อมรับมือกับการหวดลูกฟุตบอลแบบเต็มแรงปะทะ
ได้สบายๆ   มาในเจเนอเรชั่นใหม่นี้  กลับพบว่า Viper King II Semi Kangaroo จะมีบุคลิก
การยิงประตูที่แตกต่างออกไปพอสมควรเลยทีเดียว

  เริ่มกันที่จังหวะการวางเท้าหลัก  ด้วยระยะความห่างระหว่างปุ่มแต่ละปุ่มที่กำลังดี  ปลายปุ่ม
ไม่ยาวเกินไป จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Viper King II Semi Kangaroo สามารถทิ้ง
น้ำหนักกดลงไปยังพื้นหญ้าเทียมได้อย่างเต็มฝ่าเท้า มีความสมดุลในการทรงตัวที่กำลังดี  แม้ว่า
ปุ่มจะไม่จิกล็อคพื้นสนามได้แน่นสนิทเหมือนกับพวกปุ่มใบมีดคมๆ  แต่ก็เพียงพอที่จะช่วยทำให้
การวางเท้าหลักสามารถทำได้อย่างมั่นคงเหมือนเดิม  

  แม้ว่าการส่งแรงในจังหวะการเอี้ยวตัวเหวี่ยงขา  ซึ่งจะอาศัยการถ่ายเทน้ำหนักจากส้นเท้า
ต่อเนื่องมายังปลายเท้า ผ่านโครงสร้างฐานพื้นช่วงกลาง  รองเท้ารุ่นนี้สามารถทำได้ดีในระดับ
ที่น่าพอใจ  แต่ถ้าเปรียบเทียบกับ Copa 19.1 รวมถึง Tiempo Legend VII แล้ว  พบว่า
ฐานพื้นของรองเท้าระดับโลกทั้งสองรุ่นนี้   ช่วยถ่ายเทน้ำหนักและรู้สึกถึงความแข็งแรง  ที่ช่วย
ทำให้การชิงจังหวะง้างเท้าจริงแบบสั้นๆ เร็วๆ สามารถสร้างพละกำลังได้ดีกว่า



  จุดน่าสนใจคือจังหวะที่หน้าสัมผัสหนังจิงโจ้ปะทะเข้ากับผิวกับลูกฟุตบอลอย่างเต็มแรง  รู้สึกได้
ทันทีว่า แพน Viper King II Semi Kangaroo ให้ฟีลลิ่งการสัมผัสที่แตกต่างจากรุ่นเดิม
จากหน้าปะทะหนาๆ นุ่มๆ (แต่การส่งแรงปะทะไม่หนักแน่น) ของรุ่นเก่านั้นหายไป  เปลี่ยนมาเป็น
ฟีลลิ่งการปะทะบอลที่หนักแน่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  ความหนานุ่มลดลง  แต่การส่งแรงระหว่าง
อัปเปอร์ไปยังลูกบอลรู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้น  ลูกฟุตบอลพุ่งออกไปจากเท้าหลังจากหน้าสัมผัส
ปะทะได้เกือบจะทันที  บุคลิกการยิงประตูจะคล้ายๆ กับ อาดิดาส Copa 19.1 เลยก็ว่าได้

  ยังมีสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของแพน Viper King II Semi Kangaroo ก็คือแรงปะทะที่สะท้อน
กลับมาค่อนข้างมาก  โดยเฉพาะการยิงลูกฟุตบอลที่มีความแข็ง ด้วยความแรงแบบต่อเนื่อง  จะรู้สึก
ถึงอาการแสบๆ คับๆ หน้าเท้าอย่างชัดเจน  ประเด็นนี้ยังถือว่าอาดิดาส Copa 19.1 ทำได้ดีกว่า
ระดับหนึ่ง  แม้ว่าฟีลลิ่งในการสัมผัสบอลหรือการยิงประตูจะมีความคล้ายคลึงกัน  แต่ด้วยลักษณะ
อัพเปอร์ของ Viper King II Semi Kangaroo ที่ไม่ได้มีการบุนุ่มโครงสร้างชั้นกลาง  เอาไว้
เต็มพื้นที่สัมผัสบอล  จึงเป็นผลให้แรงปะทะสามารถเล็ดลอดผ่านบริเวณที่ไม่ได้ถูกบุนุ่มเอาไว้ 
จนรู้สึกเข้ามาถึงหน้าเท้าได้ไม่ยาก


  อย่างไรก็ตาม..ประสิทธิภาพการควบคุมทิศทาง เช่นการยิงปั่นไซร้โค้ง Viper King II
Semi Kangaroo
นั้นทำได้ดีกว่าโฉมที่แล้ว  ด้วยพื้นผิวสัมผัสแบบที่มีความเป็น 3 มิติ
มากกว่าเดิม  ตัวช่วยนี้ก็พอที่จะใช้งานได้จริง  และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมทิศทาง
ลูกบอลที่พุ่งออกไปจากเท้าได้ดีขึ้น  หากประสานกับเทคนิคการยิงปั่นไซร้โค้งส่วนบุคคล
เข้าไปช่วย  ก็มีโอกาสที่จะได้เห็นลูกฟุตบอลโค้งได้ดั่งใจเหมือนกัน  เพียงแต่ถ้ามองไปยัง
คู่เปรียบเทียบแล้ว..จะยังมีไนกี้ Tiempo Legend VII ที่มีประสิทธิภาพในการดึงดูดกับผิว
ของลูกฟุตบอล และให้ผลลัพธ์ของการปั่นไซร้โค้งได้ดีกว่า  เนื่องจากพื้นผิวหน้าสัมผัสมีลักษณะ
เป็นลอนแบบ 3 มิติเต็มหน้าสัมผัสนั่นเอง

  ตัวเลขคะแนนประสิทธิภาพการยิงประตูของรองเท้ารุ่นนี้  ผมยังขอลงไว้ที่ 7 เต็ม 10 คะแนน
เท่าเดิม  แต่ในรายละเอียดนั้นผมมีความประทับใจมากกว่าเดิมเล็กน้อย  ในเรื่องของประสิทธิภาพ
การควบคุมทิศทางจากพื้นผิวหน้าสัมผัสที่มีความฝืดที่ดีขึ้น  แต่จะให้ขยับไปที่ 8 เต็ม 10 คะแนน
เท่ากับ Copa 19.1 ก็คงจะมากไปหน่อย  เพราะยังมีจุดอ่อนตรงที่แรงปะทะซึ่งสะท้อนกลับมา
มากกว่าคู่เปรียบเทียบทั้งหลายอยู่บ้าง  รวมถึงการส่งแรงปะทะให้ลูกฟุตบอลพุ่งออกไปจากเท้า
นั้นยังไม่โดดเด่นเหมือนกับ Copa 19.1 จึงยังเป็นโจทย์ให้ทีมพัฒนาของแพนต่อไป

  คะแนน : 7 / 10


  การปกป้องเท้า

  ความกระชับและการซัพพอร์ตบริเวณหุ้มส้นที่ดีขึ้น  มาเป็นตัวช่วยลดโอกาสข้อเท้าพลิก
ลงไปได้บ้าง  เพราะตอนที่ทดสอบ Viper King Semi Kangaroo ครั้งก่อน  จากการ
วางเท้ายิงลูกฟุตบอลเต็มแรง  จังหวะต่อเนื่องที่ต้องสปริงเท้าขึ้นกลางอากาศตามโมเมนตัม
ของแรงเหวี่ยง  แล้วกลับลงพื้นสนาม  พบว่าการจังล็อคกระชับระหว่างส้นเท้าไม่ดีเท่าที่ควร
แต่ตอนนี้..ส้นเท้าของ Viper King II Semi Kangaroo ทำได้ดีขึ้น  แรงสะเทือน
ที่เกิดขึ้นบริเวณเอ็นร้อยหวายลดน้อยลง โอกาสข้อเท้าพลิก หรือบาดเจ็บบริเวณเอ็นร้อยหวาย
ก็ลดลงไปได้ด้วย

  ส่วนการปกป้องบริเวณหน้าเท้าและหลังเท้า  ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาของอัพเปอร์เป็นหลัก 
พบว่า Viper King II Semi Kangaroo ไม่ได้มีจุดเด่นตรงนี้  ด้วยลความหนานุ่ม
ของหนังจิงโจ้ที่ลดลง และส่วนบุนุ่มด้านในหนัง ก็ไม่ได้เต็มพื้นที่สัมผัสเหมือนเดิม  ทำให้
จังหวะที่ถูกคู่แข่งเปิดปุ่มเหยียบเข้าที่บริเวณหลังเท้า  อัพเปอร์ของรองเท้ารุ่นนี้จึงไม่ช่วยลด
อาการรุนแรงมากนัก

  ตัวเลขคะแนนในหัวข้อการปกป้องเท้าให้กับผู้สวมใส่ของรองเท้ารุ่นนี้ จึงปรากฏออกมา
ที่ระดับ 7 เต็ม 10 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ปานกลางเท่าเดิม ไม่เพิ่ม ไม่ลด

  คะแนน : 7 / 10

  บทสรุปการทดสอบ



  เสร็จสิ้นทุกบททดสอบภาคสนามไปแล้ว  สำหรับแพน Viper King II Semi Kangaroo
รองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสประเภทคลาสสิคคอนโทรล อาวุธรุ่นเรือธงรายสำคัญจากแพน
แบรนด์ดังสัญชาติไทยของเรา

  จากตัวเลขคะแนน รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยของการวิพากษ์วิจารณ์นั้น  พอจะบอกได้คร่าวๆ
แล้วว่าทีมพัฒนาของแพนทำการบ้านออกมาได้ดี และแก้ปัญหาที่เคยเป็นจุดอ่อนของเจเนอเรชั่นเก่า
ออกไปได้บ้าง  อัพเกรดประสิทธิภาพให้กับรองเท้ารุ่นใหม่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น  และจาก
การได้พูดคุยกับทีมงานของแพน  ได้รับข้อมูลว่าแพนเองก็ได้นำข้อเสนอแนะ และข้อมูลจากการรีวิว
ครั้งก่อนของ Siamboots ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนารองเท้ารุ่นนี้ด้วย  ซึ่งถือเป็นเรื่องดี
ที่การรีวิวของเราเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพียงแค่ต่อผู้ใช้  แต่ยังรวมไปถึงทีมพัฒนาอีกด้วย

  โดยในส่วนสุดท้ายนี้ผมจะขอสรุปจุดเด่น จุดด้อยของรองเท้ารุ่นนี้ให้มันมีความกระชับได้ใจความ
อีกครั้ง  สรุปตัวตนที่แพน Viper King II Semi Kangaroo สามารถแสดงออกมาให้ได้สัมผัส 
จุดไหนที่ผมชื่นชอบ หรือจุดไหนที่ยังอยากให้ปรับปรุงต่อไป  ก่อนที่จะสรุปตัวเลขคะแนนคุณสมบัติ
โดยรวมในฐานะรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคคอนโทรล  และความคุ้มค่าน่าใช้งาน  ซึ่งจะเกี่ยว
กับภาพลักษณ์การตลาดในช่วงท้ายสุดต่อไป

  แพน Viper King II Semi Kangaroo



  Viper King II Semi Kangaroo ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นจนรู้สึกได้  ส่วนตัวแล้ว..ผมว่า
รองเท้ารุ่นนี้ "โอเคเลย" องค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานจริงนั้น
มีความลงตัว  มีดีพอที่จะสู้กับรองเท้ารุ่นดังๆ จากแบรนด์นอกได้อย่างสูสีในบางรายละเอียด

  โดยมีมาตรฐานของความสบายในการสวมใส่  ที่รองเท้าเข้ากับสรีระรูปเท้าของคนไทยได้ดี
ถือเป็นจุดเด่นสำคัญและเป็นข้อได้เปรียบของแพนที่เหนือกว่าแบรนด์นอก  รองเท้าคู่นี้สามารถ
สวมใส่ลงสนามได้ทันทีโดยไม่ต้องอดทนให้ Break-in กับรูปเท้าเลย

  ในแง่ของประสิทธิภาพตามแบบฉบับของรองเท้าประเภทคลาสสิคคอนโทรล  พบว่าหนังจิงโจ้
ของ Viper King II Semi Kangaroo  นั้นให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่บางลงกว่าเดิม 
ชั้นหนังไม่ฟูและไม่หนาเท่ารองเท้ารุ่นเก่า  แต่นี่คือการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยที่รองเท้าประเภทนี้
หันมาใช้การออกแบบและเทคโนโลยี  เพื่อเน้นความเร็วและความมั่นใจในการสัมผัสบอล พร้อม
เล่นในจังหวะต่อเนื่องได้อย่างทันที  ตามรูปเกมฟุตบอลยุคใหม่ที่เน้นความเน้นมากขึ้น  ในขณะที่
เทคโนโลยีผิวสัมผัสแบบ 3 มิติ พอมีให้ได้รับรู้ว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมบอลได้
ง่ายขึ้นกว่าเดิม

  การยิงลูกฟุตบอลด้วยความแรง เพื่อยิงประตูให้มีประสิทธิภาพนั้นดูดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  โดยมี
เรื่องของการถ่ายเทแรงปะทะระหว่างหน้าผ้าหนังจิงโจ้  ที่ให้ฟีลลิ่งหนักแน่นและส่งแรงปะทะได้
อย่างฉับพลัน  ทำให้ลูกฟุตบอลพุ่งออกไปจากเท้าได้เร็ว  เหมาะต่อการยิงประตูที่ต้องการความเร็ว
แบบที่ว่าพอหน้าสัมผัสปะทะบอลปุ๊บ และลูกบอลพุ่งออกไปแทบจะทันที  

  แต่ในการยิงประตูนั้น แพน Viper King II Semi Kangaroo ยังต้องยอมรับว่าหน้าสัมผัส
ไม่ค่อยที่จะช่วยลดแรงปะทะเลย  การยิงลูกฟุตบอลที่มีความแข็งแบบแรงๆ ต่อเนื่อง  จะรู้สึกถึง
แรงสะท้านหน้าเท้าอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แปลก..เพราะลักษณะหน้าสัมผัสหนังจิงโจ้ที่บางลด
ในขณะที่ชั้นบุนุ่มที่ทำขึ้นมาเป็นพื้นผิวสัมผัสบอลแบบ 3 มิติ นั้น  ก็ไม่เต็มพื้นที่  ทำให้เวลาที่
ยิงลูกฟุตบอลเต็มๆ ใบแล้ว  จะมีแรงปฏิกิริยาเล็กลอดเข้ามาถึงหน้าเท้าได้มากกว่าเดิม



  ประสิทธิภาพด้านการเคลื่อนที่ รวมถึงการรองรับแรงกระแทจากพื้นสนามของชุดแผ่นรองพื้น
ทั้งสองหัวข้อนี้ทำได้ตามมาตรฐานทั่วไป  ที่สำคัญคือสามารถสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ลงเล่น
บนพื้นสนามหญ้าเทียมในบ้านเราได้อย่างสบายๆ  ทั้งเรื่องของการกระจายน้ำหนักที่เต็มฝ่าเท้า
การรองรับแรงกระแทกที่ไม่แข็งจนเกินไป  คงที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวหรือข้อเข่าต่างๆ ไม่ต้อง
กังวลเลย

  เช่นเดียวกับการเลี้ยงพอบอลไปกับเท้า  ขอยืนยันว่ารองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าประเภทคลาสสิค
ที่ให้ฟีลลิ่งและประสิทธิภาพในการเลี้ยงบอลที่สนุกพอตัว การสัมผัสบอลมีความกึ่งกลาง ระหว่าง
น้ำหนักที่เชื่องเท้า ไม่แข็งจนเกินไป และก็ไม่นุ่มจนขับเคลื่อนบอลได้ช้า  เหมาะต่อผู้เล่นที่มีทักษะ
การเลี้ยงบอลในระดับกลางๆ ในขณะที่การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกบอลด้วยความเร็ว
แม้จะไม่ใช่จุดแข็ง  แต่ก็มีเพียงพอที่จะช่วยทำให้การเลี้ยงบอลสลับซ้าย-ขวา นั้นมีความแม่นยำ
พอประมาณ



  จุดอ่อนของแพน Viper King II Semi Kangaroo ที่อยากให้ปรับปรุงกันต่อไป  ก็คือ
ความกระชับบริเวณข้อเท้าที่ยังไม่ดีในแบบที่ควรจะเป็น  ที่เห็นได้ชัดก็คือตำแหน่งข้อเท้าที่ใกล้
กับรูร้อยเชือกด้านบนสุด  มีลักษณะแบะออกตอนที่ใช้งาน  เกิดช่องว่างมากพอที่จะให้แหย่นิ้วชี้
ลงไปได้อย่างสบายๆ  เป็นผลให้เสียความมั่นใจในการสวมใส่ไปพอสมควร  จริงๆ แล้วทางแก้
ปัญหาตรงนี้ไม่ยากเลย  อย่างง่ายสุดก็การเจาะรูร้อยเชือกเพิ่มมาให้อีก 1 ตำแหน่ง  เอาไว้เป็น
อ็อฟชั่นให้ผู้สวมใส่เลือกร้อยเพิ่ม  เพื่อชัดกระชับบริเวณข้อเท้าให้แน่นหนาขึ้น  หรือทางแก้ปัญหา
ในระยะยาว  แต่น่าจะเป็นผลต่อดีฟีลลิ่งการสวมใส่แบบถาวรก็คือการปรับปรุง Shape ของอัพเปอร์
ให้ได้สัดส่วนมากกว่านี้

  รวมถึงฟีลลิ่งช่วงส้นเท้า แม้ว่าจะมีวัสดุบุนุ่มเพิ่มเข้ามาช่วยซัพพอร์ตรอบส้นเท้าและเอ็นร้อยหวาย
ซึ่งตรงนี้ถือว่าดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แต่มันยังไม่สุด เพราะหน้าผ้าสัมผัสของส้นเท้าด้านใน
ยังมีอาการลื่น ผิวสัมผัสไม่หนึบมากนัก  ทำให้เวลาเคลื่อนที่แล้วส้นเท้ายกขึ้น  ส้นเท้าจะมีอาการ
ลื่นตามแนวขึ้น-ลงให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง  แน่นอนว่ามีผลต่อความมั่นใจในจังหวะการสปรินซ์ด้วย
ความเร็ว

  อีกเรื่องก็คือพื้นที่ข้างเท้าด้านใน  ที่มาในครั้งนี้..ไม่ค่อยถูกใจคนที่ชอบเน้นการแปส่งบอลเลย
เนื่องจากวัสดุประเภทหนังสังเคราะห์ตรงบริเวณนั้นให้ฟีลลิ่งการแปบอลที่ "ไม่ใช่" ในแบบที่
รองเท้าประเภทนี้ควรจะเป็น  ทั้งเรื่องของฟีลลิ่งการสัมผัสและน้ำหนักการแปบอล  ยังเชื่อว่า
แพนทำ Viper King II Semi Kangaroo มาขนาดนี้แล้ว  ขอวัสดุหนังจิงโจ้นุ่มๆ แน่นๆ
ให้กับพื้นที่ข้างเท้าด้านในอีกหน่อยเถอะ  

  คุณสมบัติความเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคคอนโทรล ที่แพน Viper King II
Semi Kangaroo
สามารถแสดงประสิทธิภาพออกมาได้  โดยรวมๆ แล้วผมลงคะแนน
ให้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอสมควร  โดยเน้นไปที่เรื่องความสบายในการ
สวมใส่ และวัสดุหนังจิงโจ้ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมบอลได้ดี  รวมถึงการเคลื่อนที่
ซึ่งมีความสมดุล ทั้งการยึดเกาะและการรับน้ำหนัก  ในแบบฉบับที่รองเท้าฟุตบอลประเภทนี้
ควรจะทำได้นั่นเอง

  คะแนน คุณสมบัติความเป็นรองเท้าประเภท คลาสสิคคอนโทรล : 8 / 10

  ความคุ้มค่าและความน่าใช้
     
  มาปิดท้ายด้วยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับความคุ้มค่า และความน่าใช้งานของรองเท้าฟุตบอล
รุ่นนี้กันครับ  ซึ่งช่วงหลังมานี้เราได้เห็นว่า  แพนได้เซ็นสัญญากับนักฟุตบอลระดับไทยลีกส์ 
เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้สวมใส่รองเท้าฟุตบอลของแพน ลงสนามแข่งขันอย่างเป็นทางการ
มากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์การโปรโมทเริ่มกลับมากระเตื้องอีกครั้ง



  แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า..บรรดานักเตะพรีเซนเตอร์ที่วาดลวดลายอยู่ในเวทีฟุตบอลบ้านเรา 
ที่เซ็นสัญญากับแพน  นั้นยังไม่ใช่นักเตะในระดับแม่เหล็กที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับ
Viper King II ได้มากนัก  ที่น่าสังเกตคือตอนที่แพนโปรโมท Viper King โฉมแรก 
นั้นมีนักเตะดาวรุ่งที่พอจะเป็นความหวังเข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แฟนๆ ได้รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง 

  ซึ่งตอนนี้..กลับดูเงียบหายไปตามผลงานในสนาม  จึงทำให้การเปิดตัวของ Viper King II
นั้นแทบจะไม่เห็นภาพหน้าสื่อฯ หรือแฟนเพจอย่างเป็นทางการสักเท่าไหร่  พูดกันง่ายๆ คือ
Viper King II กระแสเงียบกว่า Viper King โฉมแรกเสียอีก



  ส่วนปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าและความน่าใช้ของ Viper King II Semi Kangaroo
นั้น  อยู่ที่ราคาตัวที่มีความคุ้มค่ามาก  กับรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปของค่าย ในราคา 5,290 บาท
ซึ่งมาพร้อมกับวัสดุระดับพรีเมี่ยม กับเทคโนโลยีที่ให้มาอย่างสมน้ำสมเนื้อ  และเมื่อเปรียบเทียบ
กับประสิทธิภาพการใช้งานจริงๆ บทผืนหญ้าแล้ว  ถือได้ว่าประสิทธิภาพมีความคุ้มค่าในแบบที่
ควรจะเป็น  ประสิทธิภาพบางด้าน หรือคุณภาพวัสดุบางจุด  แทบจะไม่แตกต่างจากรองเท้า
ระดับท็อปคลาสแบรนด์นอก ราคา 7,000 – 8,000 กว่าบาท เลยด้วยซ้ำ

  ในมุมมองส่วนตัวของผมนั้น  มีความคิดเห็นว่าแพน Viper King II Semi Kangaroo
เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ  สำหรับคนที่ต้องการเรื่องของความคุ้มค่า  อายุการใช้งานที่ยาวนาน 
ทนทาน  ในบประมาณระดับ 4,000 – 5,000 บาท  แต่มีประสิทธิภาพในบางประเด็นที่เทียบ
เคียงกับรองเท้ารุ่นท็อปๆ ระดับโลกของอาดิดาสและไนกี้ได้เลย  ในหัวข้อสุดท้ายนี้จะขอลง
คะแนนที่ 8 เต็ม 10 คะแนน ครับ  คงเหลือแต่เรื่องพรีเซ็นเตอร์และภาพลักษณ์ในการโปรโมท
ที่เป็นโจทย์ใหญ่ให้แพนดำเนินการต่อไป

  คะแนน : 8 / 10



  เชื่อว่าน่าจะมีคุณผู้อ่านไม่น้อย  ที่ประทับใจกับประสิทธิภาพและองค์ประกอบต่างๆ ของแพน
Viper King II Semi Kangaroo ที่เราได้รีวิวทดสอบการใช้งานกันไปเป็นที่เรียบร้อย
ในบทความนี้  ทาง SiamBoots หวังว่าทุกเนื้อหา การวิเคราะห์วิจารย์ทั้งหมด  จะช่วยเป็น
ข้อมูลให้ท่านได้เลือกตัดสินใจได้ว่ารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ใหญ่จากแพนแบรนด์ไทย  นั้นสามารถ
ตอบโจทย์ความต้องการในสนามฟุตบอลของท่านได้มากน้อยเพียงใด 

  อยากให้นำข้อมูลทั้งหมดไปเป็นตัวช่วยในการเลือกหารองเท้าฟุตบอลที่ตรงกับความต้องการ 
เพื่อให้เป็นอาวุธคู่เท้า ช่วยเค้นประสิทธิภาพในการเล่นของท่านเองให้ได้มากที่สุด  แล้วเราจะได้
สนุกไปกับการเล่นฟุตบอลไปด้วยกัน

  สำหรับท่านใดที่อยากลองสัมผัสและใช้งาน แพน Viper King II Semi Kangaroo อรสพิษ
ประเภทคลาสิคคอนโทรลคู่นี้  วันนี้ท่านสามารถไปเลือกซื้อเลือกหารองเท้ารุ่นนี้ด้วยตัวเอง  ได้แล้ว
ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  หรือจะเอาสะดวกสุดๆ ก็สามารถสั่งซื้อผ่านทางช่องทางออนไลน์
ได้ที่ www.sportstown-online.com  ด้วยแพนปักป้ายราคาจำหน่ายเอาไว้ที่ 5,290 บาท
เท่านั้น

  ...แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปครับ... 

  SiamBoots Rating  

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนาม            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล            
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
ประสิทธิภาพการยิงประตู              
การปกป้องเท้า            
ภาพรวมรองเท้า "คอนโทรล"            
ความคุ้มค่าและน่าใช้งาน            

   

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 13 พฤษภาคม 2019 เวลา 22.00 น. ***



   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท บางกอก แอธเลติก จำกัด
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com




"Hand On!" อาดิดาส Copa 19.1


"Hand On!" คัปป้า Symbolight Pure Pro


"Hand On!" อาดิดาส Predator 19.3 LL