"Testing!" มิซูโน่ Rebula V1 Japan - ดาบซามูไรเล่มใหม่..ที่หลายคนอยากลอง

  มิซูโน่ Rebula V1 Japan ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นม้ามืดแห่งปี 2017 ที่ได้รับคำชมอย่างมากมาย
เกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้งานที่ยอดเยี่ยม  ไม่ว่าจะจากสำนักสื่ออย่างเป็นทางการหรือแม้แต่ผู้ใช้งาน
ทั่วไป  ในบทความนี้ SiamBoots จะขอร่วมรีวิวทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานของรองเท้าฟุตบอล
พันธุ์ดุจากแดนซามูไรรุ่นนี้  เพื่อหาคำตอบว่ารองเท้ารุ่นนี้ดีงามตามคำร่ำลือมากน้อยเพียงใด...ไปทดสอบ
ด้วยกันได้เลย



  Rebula ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคม 2017 ที่ผ่านมา  เนื่องจากความเปลี่ยนแปลง
ในปัจจุบันของวงการรองเท้าฟุตบอล  ทำให้รองเท้าประเภทพาวเว่อร์ดุๆ ที่มีแถบยางปั่นและมีน้ำหนักสูงๆ
เริ่มหายออกไปจากตลาด  เป็นผลให้มิซูโน่ แบรนด์รองเท้าฟุตบอลชื่อดังของญี่ปุ่น  ต้องยุติเส้นทางของ
รองเท้าฟุตบอลตระกูล Ignitus ซึ่งทำตลาดต่อเนื่องมาถึง 4 เจเนอเรชั่นลงไปในที่สุด 

  แล้วเปิดตัวรองเท้าฟุตบอลตระกูลใหม่ในชื่อว่า Rebula ออกมาทำตลาดแทน  พร้อมทั้งปรับเปลี่ยน
ภาพลักษณ์จากรองเท้าฟุตบอลประเภทพาวเว่อร์คอนโทรล ที่เคยถูกเปรียบเป็นดาบซามูไรเล่มโต  มาเป็น
รองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรล  ที่ดูมีความคล่องตัวมากขึ้น  เพื่อตอบโจทย์สไตล์การเล่น
ที่ครบเครื่องมากกว่าเดิม



  หลังจากที่รองเท้าฟุตบอลตระกูล Rebula ซึ่งมีรองเท้ารุ่นสูงสุดในชื่อว่า Rebula V1 Japan ออกทำตลาดได้ไม่นาน  ท่ามกลางการจับตามองของบรรดานักฟุตบอลทั่วโลก  โดยเฉพาะเหล่าสาวก
แฟนพันธุ์แท้ค่ายมิซูโน่  ต่างก็ให้ความสมใจ  เพราะครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึง
เลยก็ว่าได้

  ระยะเวลาผ่านมาเรื่อยๆ  เสียงตอบรับที่มีต่อรองเท้ารุ่นนี้ก็เพิ่มมากขึ้น  ส่วนใหญ่นั้นเป็นไปในทิศทาง
ที่ดี  แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เคยได้สัมผัสรองเท้าระดับท็อปสุดค่าตัวแพงรุ่นนี้ด้วยตัวเอง
ดังนั้น..ในวันนี้ SiamBoots จะมาทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน Rebula V1 Japan เพื่อมา
หาคำตอบว่ารองเท้ารุ่นนี้มีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ  มีจุดเด่นหรือจุดด้อยตรงไหน  และหาก
เปรียบเทียบกับบรรดาคู่แข่งรุ่นใหญ่ในตลาดแล้ว  ดาบซามูไรเล่นใหม่เล่มนี้จะสู้ได้หรือไม่  ทั้งหมด
ก็เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่านได้ตัดสินใจว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่น Rebula V1 Japan จากมิซูโน่รุ่นนี้
พร้อมจะเป็นอาวุธคู่เท้าของท่านมากน้อยแค่ไหน

  หากพร้อมกันแล้ว...เราไปลุยกันได้เลย... !!!

ข้อมูลรองเท้า มิซูโน่ Rebula V1 Japan



  ผมได้เคยพาตัว Rebula V1 Japan มาเปิดฝากล่อง "Hand On!" พร้อมทั้งแนะนำทุกรายละเอียด
ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ เทคโนโลยี หรือลูกเล่นใหม่ ที่ค่ายตรานกรันเบิร์ดบรรจุมาไว้ในตัวรองเท้ารุ่นสูงสุด
ที่จะพาท้ารบการตลาดรองเท้าฟุตบอลที่ดุดันในปัจจุบันนี้ไปแล้วตั้งแต่ที่รองเท้าเปิดตัวออกมาได้ไม่นาน



  หากใครที่ยังไม่รู้จักรายละเอียดเชิงลึก ยังไม่รู้ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีอะไรใหม่  มีจุดเด่น หรือจุดขาย
ตรงไหนบ้าง ที่ทางผู้ผลิตนำมาโปรโมท  ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้กลับไปอ่านข้อมูลทั้งหมดเสียก่อน
เพื่อเป็นการเติมเต็มอรรถรส ก่อนที่จะไปทดสอบการใช้งานจริงในสนาม  แล้วหาคำตอบว่าแต่ละจุด
แต่ละเรื่อง หรือแต่ละอย่างที่มิซูโน่ โปรโมทออกมานั้น  ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ หรือไม่
โดยท่านสามารถคลิกลิงค์ในบรรทัดด้านล่างได้เลยครับ

  ลิงค์บทความ Hand On! มิซูโน่ Rebula V1 Japan >>> www.siamboots.com/handon-Mizuno-Rebula-V1-Jap


การเลือกไซส์



  ในส่วนนี้ผมจะมาแนะนำการเลือกไซส์ Rebula V1 Japan เพื่อเอาไว้เป็นข้อมูลสำหรับคุณผู้อ่าน
หลายๆ ท่าน  ที่อาจจะไม่ได้มีโอกาสไปลองไซส์รองเท้าด้วยตัวเอง  โดยปกติแล้วรองเท้าไซส์มาตรฐาน
ของเท้าผมนั้น (อ้างอิงจาก ไนกี้ และ อาดิดาส หลายๆ รุ่น) จะเลือกใส่ไซส์ 27.5 cm เป็นหลัก 
ยกเว้นแต่บางรุ่นที่หลังๆ มานี้  รู้สึกจะต้องขยับขึ้นไปใส่ 28.0 cm



  ที่ผ่านมา..ผมได้มีโอกาสใช้งานรองเท้าฟุตบอลจากมิซูโน่อยู่บ้าง  รองเท้าที่เคยใช้มานั้นส่วนใหญ่
จะตรงเลือกตรงไซส์  คือผมเลือกใส่ 27.5 cm ตามมาตรฐานไซส์เท้าของตัวเอง  แต่สำหรับ Rebula
V1 Japan
ที่ผมกำลังจะรีวิวทดสอบการใช้งาน  จะขอเลือกไซส์เป็น 28.0 cm  เนื่องจากขั้นตอน
การสั่งไซส์รองเท้ามากนั้น  ได้รับข้อมูลมาคร่าวๆ แล้วว่าน่าจะต้องเพิ่งตรงไซส์  เพราะลักษณะของ
ตัวรองเท้าที่ดูกระชับด้านข้างมากกว่า Ignitus IV พอสมควร  เอาเป็นว่า..เมื่อเลือก Rebula V1
Japan
แบบเพิ่มครึ่งไซส์แบบนี้  แล้วขนาดจริงๆ เมื่อสวมใส่พร้อมกับผูกเชือกรองเท้าเรียบร้อย 
จะเป็นยังไง..เราไปดูกัน



  “ขนาดตามความยาว” พบว่าบริเวณกึ่งกลางหัวรองเท้านั้นเหลือพอสมควร  สามารถวางนิ้วโป้ง
ทาบตามขวางได้เต็มนิ้ว  กะความยาวได้ประมาณ 0.5 – 0.7 cm  แต่หัวรองเท้าบริเวณด้านข้าง
นิ้วโป้งและนิ้วก้อยจะเหลือพื้นที่น้อยลง ประมาณ 0.3 cm เท่านั้น  ซึ่ง ณ ตอนนี้..ถ้าจะนับเฉพาะ
ขนาดตามความยาวของ มิซูโน่ Rebula V1 Japan ก็ต้องบอกว่าเป็นรองเท้ารุ่นที่มีความยาวตรงไซส์



  “ขนาดตามความกว้าง” พบว่าอาจจะสร้างปัญหาให้กับรูปเท้าที่มีลักษณะกว้างและมีหลังเท้าอูม
ได้เหมือนกัน  หากคุณเลือกซื้อรองเท้ารุ่นนี้ในแบบตรงไซส์  เพราะมิซูโน่ Rebula V1 Japan
ที่อยู่ที่เท้าของผมตอนนี้  มีขนาดไซส์ 28.0 cm (เพิ่มครึ่งไซส์) นั้นกระชับเข้ารูปบริเวณด้านข้าง
และหลังเท้าที่แน่นกระชับกำลังดี  (ตอนใส่..สวมใส่ก็ค่อนข้างยาก  ต้องคลายเชือกรองเท้าให้หลวม
มากๆ ก่อนที่จะใส่) ดังนั้น..ถ้าหากต้องสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้แบบตรงไซส์  ก็น่าจะบีบและอึดอัดเอาเรื่อง
อยู่เหมือนกัน



  สรุปคำแนะนำสำหรับเลือกไซส์รองเท้าฟุตบอล มิซูโน่ Rebula V1 Japan ได้ว่า..ถ้าเป็นคน
ที่มีเท้าเรียวยาว  จะสามารถเลือกแบบตรงไซส์ได้ 
จะไม่มีพื้นที่หัวรองเท้าเหลือเยอะจนเกินไป 
แต่สำหรับท่านใดที่มีลักษณะรูปเท้ากว้าง หลังเท้าหนานูน  ตามลักษณะเท้าของคนไทย 
ผมขอแนะนำให้เผื่อไซส์โดยการ “เพิ่มครึ่งไซส์”
  ซึ่งแน่นอนว่าบริเวณหัวรองเท้าจะเหลือเยอะ
พอสมควร  แต่ก็เพื่อให้ขนาดในแนวกว้างนั้นมีความพอดี  ไม่แน่นมากจนสวมใส่ใช้งานไม่ได้ 
ส่วนการเลือกไซส์แบบนี้..จะมีปัญหาต่อการใช้งาน หรือความกระชับ ความมั่นใจ มากน้อยแค่ไหน 
เดี่ยวเราไปหาคำตอบกันในภาคทดสอบจริงในสนามกันได้เลยครับ

ทดสอบการใช้งาน



  ได้เวลาพร้อมลงสนามทดสอบการใช้งาน มิซูโน่ Rebula V1 Japan ในบททดสอบประเภทต่างๆ
ตามมาตรฐานของเรากันแล้ว  โดยรองเท้ารุ่นใหม่ป้ายแดงจากแดนปลาดิบรุ่นนี้  จะขอจัดให้อยู่
ในหมวดหมู่ของรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรล  ซึ่งหากมองไปยังแบรนด์คู่แข่งหลัก 
ก็จะชนกันตรงๆ กับ อาดิดาส Ace 17 (ณ ตอนนี้คงต้องเป็น Predator 18) ไนกี้ Magista II
และ Tiempo VII  รวมถึงพูม่า evoPower Vigor อีกด้วย

  ในการวิเคราะห์วิจารณ์เปรียบเทียบในหัวข้อการทดสอบต่างๆ  ณ ตอนนี้  ผมจะขอยกเอา ไนกี้
Tiempo Legend VII มาเปรียบเทียบหลักกับ มิซูโน่ Rebula V1 Japan เนื่องจากเป็นรองเท้า
วัสดุหนังแท้ที่เน้นฟีลลิ่งการสัมผัสบอลคล้ายๆ กัน  และยังเป็นรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่มออกทำตลาด 
ก่อนที่จะสรุปปิดท้ายเพื่อให้เห็นจุดเด่นและจุดด้อย ระหว่างรองเท้าแต่ละรุ่น (รวมถึง อาดิดาส Ace 17+
Pure Control และ ไนกี้ Magista Obra II ) อีกครั้งในช่วงท้าย  ส่วนรองเท้าแบรนด์เดียวกัน
ซึ่งถือเป็นรุ่นพี่อย่าง Ignitus IV นั้นคงไม่ได้พามากล่าวถึงอะไร  เนื่องจากผมเองก็ยังไม่มีโอกาส
ได้ลองใช้งานเลย

  เอาเป็นว่า..ถ้าคุณผู้อ่านทุกท่านพร้อมแล้ว  เรามาผูกเชือกรองเท้าให้แน่น  วอร์มร่างกายให้พร้อม 
แล้วไปลงสนามทดสอบหาประสิทธิภาพการใช้งานของ มิซูโน่ Rebula V1 Japan ไปด้วยกัน 
ไปหาคำตอบว่ารองเท้ารุ่นนี้..มีดีสมคำล่ำลือจริงเท็จแค่ไหน

  ความสบายในการสวมใส่



  ความสบายในการสวมใส่มิซูโน่ Rebula V1 Japan ที่เลือกเพิ่มไซส์มาครึ่งไซส์  นั้นอาจจะ
ไม่ได้ช่วยเพิ่มให้ความสบายในการสวมใส่มากเป็นพิเศษนัก  นอกจากส่วนบริเวณหัวรองเท้าที่เหลือ
พอประมาณ  แต่ฟีลลิ่งในแนวกว้าง..ทั้งข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอก  รวมถึงแรงกดบนหลังเท้า
ก็ยังมีมาให้พอได้รู้สึกถึงอยู่บ้าง

  ในการใช้งานครั้งแรก..โดยเริ่มจากจังหวะการเคลื่อนที่และการเล่นกับลูกฟุตบอลเบื้องต้น  ยังรู้สึก
ได้ถึงความอึดอัดจากการบีบกระชับของตัวรองเท้าอยู่บ้าง  แต่วอร์มอัพได้ไม่นาน ราวๆ 15-30 นาที 
ก็รู้สึกได้แล้วว่าตัวรองเท้าสามารถขยายตามรูปเท้าได้ดีขึ้น  ความอึดอัดลดน้อยลงไปทีละขั้นๆ  จน
สามารถสวมใส่ใช้งานได้อย่างเข้ารูปเท้า

  อย่างไรก็ตาม..ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่เกิดขึ้นด้านในของ Rebula V1 Japan
นั้นยังอยู่ในระดับปานกลาง  ไม่ได้โดดเด่นหรือแย่อะไรนัก  เนื่องจากวัสดุและโครงสร้างของรองเท้า
ที่ผลิตจากชิ้นหนังแท้ที่ค่อนข้างหนา  รวมถึงส่วนหุ้มข้อที่แน่นสนิท  จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การไหลผ่าน
ของอากาศทำไดน้อยลง  ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับรองเท้าประเภทด้ายถัก อย่างไนกี้ Magista Obra II
หรือแม้แต่รองเท้าที่มีลิ้นรองเท้าเป็นวัสดุด้ายถัก  อย่างไนกี้ Tiempo Legend VII หรือ อาดิดาส
Predator 18.1 จะต้องบอกว่า Rebula V1 Japan คู่นี้ มีขีดความสามารถในการระบายความร้อน
ที่ด้อยกว่า


  บริเวณหุ้มส้นด้านในดูจะเป็นอีกหนึ่งจุดด้อยของรองเท้ารุ่นนี้  เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง
ไนกี้ Tiempo Legend VII  หรือแม้แต่ อาดิดาส Predator 18.1 (ซึ่งผมได้ลองใช้ควบคู่
กันอยู่ ณ ตอนนี้)  เพราะหุ้มส้นของ Rebula V1 Japan นั้นมีลักษณะหน้าสัมผัสด้านในที่แข็ง
กว่ารุ่นอื่นๆ  ทำให้ในการใช้งานครั้งแรกๆ มีอาการกัดส้นให้ได้รู้สึกอยู่เหมือนกัน  เชื่อว่าคุณผู้อ่าน
ท่านใดที่เลือกรองเท้ารุ่นนี้แบบตรงไซส์  น่าจะต้องเผชิญอาการกัดส้นที่หนักพอสมควร  แต่สำหรับ
ผมเองที่เลือกเพิ่มครึ่งไซส์นั้น  พอจะได้รู้สึกถึงอาการกัดส้นอยู่บ้าง ในการใช้งานแรกๆ สัก 2-3 ครั้ง 
หลังจากนั้นจะหายไป

  สรุปคะแนนในหัวข้อแรก..เรื่องความสบายในการสวมใส่ มิซูโน่ Rebula V1 Japan นั้นถือว่า
ทำผลงานได้ระดับ 8 เต็ม 10 คะแนน  ข้อดีคือลักษณะความยืดหยุ่นและวัสดุตัวรองเท้า  ที่สามารถ
ปรับเข้ากับรูปเท้าได้รวดเร็ว  ในขณะที่ประสิทธิภาพการระบายความร้อนกับส่วนหุ้มส้น  นั้นถือว่า
อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ปกติทั่วไปเท่านั้น

  คะแนน : 8 / 10

  การรองรับแรงกระแทก



  ประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนามของมิซูโน่ Rebula V1 Japan นั้นยังทำได้
ในระดับทั่วๆ ไป  ช่วงล่างไม่แข็ง แต่ก็ไม่ได้นุ่มเป็นพิเศษ  ปัจจัยหลักมาจากวัสดุแผ่นรองพื้นซึ่งยังคง
ใช้วัสดุโฟม EVA ที่ไม่ได้มีความหนามากนัก  มาผลิตเป็นแผ่นรองพื้นด้านในรองเท้า  แตกต่างจาก
คู่ปรับสายคอนโทรลจากไนกี้ ที่แผ่นรองพื้นมีวัสดุเสริมพิเศษเพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากพื้นสนาม
โดยเฉพาะ  ซึ่งสามารถช่วยรับแรงกระแทกจากพื้นสนามโดยตรง..ได้ดีกว่า

  อย่างไรก็ตาม  รองเท้ารุ่นนี้ก็มีรูปแบบของชุดพื้นและการวางปุ่มแบบ FG ที่ออกแบบมาได้อย่างดี
สามารถทำหน้าที่กระจายแรงจากการลงน้ำหนักได้อย่างสม่ำเสมอ ทั่วถึง และเต็มฝ่าเท้า  โดยเฉพาะ
การลงเล่นในสนามทดสอบซึ่งเป็นพื้นสนามหญ้าเทียม  พบว่า..ไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกที่บริเวณจุดใด
จุดหนึ่งมาเป็นพิเศษ  สามารถรองรับผู้เล่นที่มีปัญหาเรื่องแรงกระแทก หรือน้ำหนักตัวได้ดีพอสมควร

  แม้ว่า Rebula V1 Japan จะไม่ได้มีวัสดุชุดพื้นที่หนานุ่มมากเป็นพิเศษ  แต่ชุดพื้นและปุ่มก็ช่วย
ทำหน้าที่ผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามได้ดีพอสมควร  ดังนั้น..ประสิทธิภาพในเรื่องการรองรับและ
ผ่อนแรงกระแทกของรองเท้ารุ่นนี้  จึงเพียงพอที่จะใช้ลงเล่นในพื้นสนามหญ้าเทียมได้อย่างสบายๆ
ไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก  ในหัวข้อนี้ขอลงคะแนนไว้ให้ที่ 8 คะแนนถ้วน

  คะแนน : 8 / 10

  ฟีลลิ่งความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน



  มาต่อกันที่เรื่องประสิทธิภาพเกี่ยวกับฟีลลิ่งความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน Rebula V1
Japan
รองเท้าฟุตบอลรุ่นสูงสุดในตระกูลโมเดิร์นคอนโทรลจากมิซูโน่ กันบ้างครับ 

  จากการใช้งานอย่างเต็มที่หลากหลายรูปแบบและหลากหลายสไตล์การเล่น  พบว่ารองเท้ารุ่นนี้ให้ฟีลลิ่ง
ความกระชับในช่วงข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอก  รวมถึงส่วนของหลังเท้าได้อย่างยอดเยี่ยม
แม้ว่าจะเลือกไซส์ใหญ่กว่าปกติครึ่งไซส์ก็ตาม  เนื่องจากโครงสร้างของตัวรองเท้าที่มีความยืดหยุ่น 
เข้ารูปกับลักษณะเท้าได้อย่างแนบชิดกำลังดี  ไม่ได้กระชับแน่นมากจนมาสร้างความอึดอัดหรือเจ็บ
หลังเท้า

  ส่วนพื้นที่หัวรองเท้าที่เหลือ..จนตอนแรกกังวลเหมือนกันว่าจะทำให้เท้าเคลื่อนไปเคลื่อนมา  จนเป็น
ผลเสียในจังหวะการสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า  แต่พอใช้งานจริง..พบว่าเท้าแทบจะไม่เคลื่อนไป
เคลื่อนมาเลย  การสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้ายังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพตามปกติ  สาเหตุมาจาก
หน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นด้านในที่มีสามารถสร้างแรงเสียดทานกับฝ่าเท้าได้อย่างยอดเยี่ยม  รู้สึกได้
ถึงความหยาบและความฝืดอย่างเต็มที่  ทำให้พื้นที่หัวรองเท้าที่เหลืออยู่พอประมาณ  ไม่สร้างปัญหา
ในการใช้งานในจังหวะการเคลื่อนที่เลย




  แต่บริเวณหุ้มข้อด้านในของ Rebula V1 Japan นั้นจะไม่สร้างความกระชับที่แน่นหนา เหมือนกับ
หุ้มข้อของไนกี้ Tiempo Legend VII แต่อย่างใด  เนื่องจากลักษณะการบุนุ่มที่บางกว่าเล็กน้อย 
รวมถึงการออกแบบหุ้มส้นของไนกี้นั้นสามารถให้ความกระชับบริเวณร่องเอ็นร้อยหวายได้ดีกว่า  ซึ่ง
ประเด็นนี้จะคล้ายๆ กับสิ่งที่ผมวิเคราะห์ไปแล้วในหัวข้อความสบายในการสวมใส่ 

  อีกหนึ่งเรื่องที่อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ จนหลายคนอาจมองข้าม  แต่เอาจริงๆ แล้วผมถือว่าสำคัญมาก
ที่เดียว  และพบว่ารองเท้ารุ่นนี้ทำได้ดีที่สุด..ก็คือเรื่องของเชือกรองเท้า  ที่สามารถผูกแค่ปมหูกระต่าย
1 ทบ แบบปกติ  ปมเชือกรองเท้าไม่หลุดออกง่าย  เหมือนกับรองเท้าหลายรุ่นจากแบรนด์อื่น  ไม่ต้อง
มากังวล ก้มๆ เงยๆ ผูกเชือกรองเท้าบ่อยๆ นั่นเอง

  อย่างไรก็ตาม..ฟีลลิ่งความกระชับ และมั่นใจในระหว่างการใช้งานของ Rebula V1 Japan คู่นี้ 
ผมขอลงคะแนนให้ที่ระดับ 9 เต็ม 10 เลย  โดยเฉพาะเรื่องของฟีลลิ่งความกระชับและเข้ารูปของ
ตัวรองเท้าที่ยอดเยี่ยม  รวมถึงประสิทธิภาพหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้น  ที่กล้าพูดว่าเป็นลักษณะผิว
ที่สร้างความฝืดแรงเสียดทานกับฝ่าเท้า  ได้ดีที่สุดในปัจจุบันนี้เลยทีเดียว

  คะแนน : 9 / 10

  การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม



  มิซูโน่ Rebula V1 Japan กำลังจะเข้าสู่บททดสอบที่เข้มข้มมากยิ่งขึ้น  กับหนึ่งในบททดสอบ
สำคัญที่นักฟุตบอลหลายคนให้ความสำคัญลำดับต้นๆ นั่นคือประสิทธิภาพการเคลื่อนที่และการยึดเกาะ
พื้นสนาม  แม้ว่าชุดพื้นและปุ่มแบบ FG ของรองเท้ารุ่นนี้  จะยกชุดมาจากรองเท้ารุ่น Basara ทั้งหมด 
ใครที่คุ้นเคยกับรองเท้ารุ่นดังกล่าวก็อาจจะได้คำตอบแล้ว  แต่สำหรับใครที่ไม่เคยได้สัมผัสประสิทธิภาพ
ของชุดพื้นที่มิซูโน่ภาคภูมิใจนำเสนอชุดนี้  ผมจะมาทดสอบและหาคำตอบให้เอง

  เริ่มจากประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นสนามของชุดปุ่มแบบ FG ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และหนา 
คนละเรื่องกับลักษณะของปุ่มแบบใบมีด แหลมๆ คมๆ ของรองเท้าประเภทความเร็ว  พบว่าปุ่มรองเท้า
ไม่ถึงกับจิกเกาะลงไปยังพื้นสนามได้ลึกนัก  ทำให้จังหวะการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ในขณะที่มี
ความเร็วสูง  จะทำได้ไม่แม่นยำมากนัก  หากเปรียบเทียบกับรองเท้าที่มีปุ่ม FG ที่ไม่ใช่ปุ่มใบมีด อย่าง
ไนกี้ Tiempo Legend VII หรือ Magista Obra II รวมถึงปุ่มกลมของรองเท้าตระกูล ACE
17
และ Predator 18 จากอาดิดาส  ยังต้องยอมรับว่าปุ่ม FG ของรองเท้าสายคอนโทรลเหล่านั้น 
สามารถจิกพื้นสนามได้ดี ได้ลึกและเกาะพื้นได้มากกว่าปุ่มของ Rebula V1 Japan  เนื่องจาก
ขนาดปุ่มที่เล็กกว่า  และการออกแบบให้มีรายละเอียดของมุมเพิ่มเข้ามา ไม่ใช่ปุ่มโค้งมนแบบนี้
 


  ในจังหวะการสปรินซ์หรือออกตัวเร่งความเร็วด้วยปลายเท้า  พบว่าชุดพื้นของ Rebula V1 Japan
นั้นให้การตอบสนองในจังหวะการส่งแรงสปรินซ์จากฐานพื้นช่วงกลางได้ค่อนข้างดี  แต่จะไม่โดดเด่น
หรือดุดัน  เหมือนกันชุดพื้นที่มีลักษณะสันตรงกลางนูนและแข็งขึ้นมาอย่างชัดเจน  แต่ถ้าในจังหวะ
ที่ต้องการสปรินซ์ทางตรงแบบต่อเนื่องยาวๆ  ต้องบอกว่ารองเท้ารุ่นนี้ทำได้ไม่แพ้ใครในบรรดาคู่แข่ง
ของรองเท้าประเภทโมเดิร์นคอนโทรลจากค่ายอื่นๆ เลย

  ลักษณะการเคลื่อนที่ที่เป็นจุดเด่นของมิซูโน่ Rebula V1 Japan คู่นี้  ดูจะตอบโจทย์ต่อผู้เล่น
ที่อยากได้ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่และการกลับตัวที่ค่อนข้างจะรวดเร็วเป็นอิสระ  ลงน้ำหนักได้เต็ม
ฝ่าเท้า  เนื่องจากปุ่มรองเท้าไม่ได้จิกลงไปที่พื้นสนามได้ลึกนัก  ทำให้จังหวะการถอนเท้าขึ้นมาจาก
พื้นสนามทำได้อย่างรวดเร็ว  เท่านั้นยังไม่พอ..จุดเด่นของโครงสร้างชุดพื้นรองเท้าช่วงกลางที่มี
ความยืดหยุ่นและบิดตัวได้อย่างยอดเยี่ยม  ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและความมั่นคงในจังหวะการ
เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่แบบฉับพลันได้เป็นอย่างดี



  อีกหนึ่งจุดแข็งที่ชุดพื้นแล้วปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้ทำได้ดีกว่าบรรดาคู่แข่ง  ก็คือรูปแบบการดีดงอ
ของชุดพื้นแบบ 45 องศา  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชุดพื้นแบบ D-Flexgroove โดยเฉพาะ
ช่วยทำให้จังหวะการสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า  มีองศาในการเคลื่อนที่มากขึ้น  ไม่ใช่เพียงแค่
การสปรินซ์ทางตรง  แต่ยังรวมถึงการสปรินซ์ในแนวทะแยงแบบ 45 องศา ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

  สรุปในเรื่องประสิทธิภาพของการเคลื่อนที่ละการยึดเกาะพื้นสนาม ของมิซูโน่ Rebula V1 Japan
ได้ว่าเป็นรองเท้าที่เหมาะต่อรูปแบบการเคลื่อนที่แบบเปลี่ยนทิศทางฉับพลัน  จุดเด่นอยู่ที่ความยืดหยุ่น
นุ่มนวลและมั่นคงของโครงสร้างชุดพื้นช่วงกลาง..ใช้งานได้จริง  ส่วนปุ่มรองเท้านั้นจะไม่จิกพื้นสนาม
ลงได้ลึกมากนัก  ไม่ล็อคพื้นสนามสักเท่าไหร่  ข้อดีคือแรงบิดที่เกิดขึ้นบริเวณข้อเข่าของผู้สวมใส่
จะเกิดน้อยลง  การถอนเท้าหรือการกลับตัวทำได้อย่างรวดเร็ว  รวมถึงการลงน้ำหนักในจังหวะของ
การเคลื่อนที่..จะได้อย่างเต็มฝ่าเท้า  โดยรวมในหัวข้อนี้ผมขอลงคะแนนไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน

  คะแนน : 8 / 10

  การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล



  มาเข้าสู่โหมดการเล่นกับลูกบอลกันบ้างกับหัวข้อการทดสอบฟีลลิ่ง ประสิทธิภาพของการสัมผัส
ควบคุม รับและส่งบอล
  ของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์โมเดิร์นคอนโทรลซีรี่ย์ใหม่ป้ายแดง อย่าง
Rebula V1 Japan จากมิซูโน่  ที่เรากำลังทดสอบกันอยู่ตอนนี้

  วัสดุหลักตัวรองเท้าที่เป็นหนังจิงโจ้แท้เต็มหน้าสัมผัส  ผนวกกับโครงสร้างชั้นกลางที่เสริมให้หน้าผ้า
มีความหนามากขึ้น การที่โครงสร้างด้านในโปร่ง  ทำให้ฟีลลิ่งในการสัมผัสบอลของ Rebula V1
Japan
นั้นมีเน้นไปที่ความนิ่มและนุ่มเป็นอย่างมาก  แต่ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลแบบแน่นๆ นั้นจะลดลง 
(ซึ่งตรงนี้จะเกี่ยวข้องกับการส่งบอล หรือการยิงประตูมากกว่าการจับบอลแรก)  ส่งผลให้การควบคุม
น้ำหนักในการจับบอลแรก..โดยเฉพาะการเอาบอลลงพื้นในแนวดิ่ง  ด้วยพื้นที่บริเวณหัวรองเท้า 
ทำได้อย่างนุ่มนวลและควบคุมบอลได้นิ่ง  ฟีลลิ่งไม่แตกต่างจากการสัมผัสบอลด้วยรองเท้าที่ใช้วัสดุ
หนังจิงโจ้แท้เต็มชั้นเลยก็ว่าได้ 




  นอกจากความนุ่มที่สัมผัสได้แล้ว  ต้องยอมรับเพิ่มเติมว่าหน้าสัมผัสของรองเท้ารุ่นนี้ที่หนาโปร่งขึ้นมา 
อาจจะมาลดความว่องไวในการควบคุมบอล (Sensitive) ระหว่างหน้าเท้ากับลูกบอลลงไปบ้าง  ถ้า
เปรียบเทียบกับวัสดุด้ายถัก อย่างไนกี้ Magista Obra II นั้นพอจะรู้สึกเล็กน้อย  แต่ถ้าเทียบกับ
รองเท้าที่มีลักษณะโครงสร้างเหมือนกัน อย่างไนกี้ Tiempo Legend VII ถือได้ว่าไม่ได้แตกต่าง
กันนัก  แต่โดยภาพรวม..ยังถือได้ว่าวัสดุหน้าสัมผัสของ Rebula V1 Japan ก็มีประสิทธิภาพเพียงพอ
ที่จะให้ฟีลลิ่งการส่งแรงในจังหวะการสัมผัสต่อเนื่อง  รวมถึงการเปลี่ยนทิศทางในจังหวะจับบอลแรกนั้น
ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติอยู่บ้าง



  ประสิทธิภาพการควบคุมจากผิวสัมผัสของ Rebula V1 Japan  โดยเฉพาะในจังหวะที่ลูกบอล
พุ่งเข้าหาในแนวระนาบ  โครงสร้างของตัวรองเท้าที่ออกแบบให้มีพื้นผิวขรุขระตามแนวเส้นสาย
ที่เห็นเด่นชัด  พอจะช่วยสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกบอลได้ดีในระดับหนึ่งเท่านั้น  ยังเป็นรอง
ความหนึบหรือแรงเสียดทานของผิวสัมผัส ไนกี้ Magista Obra II และ Tiempo Legend VII
พออยู่สมควร  รู้สึกถึงความแตกต่างได้  อย่างยิ่งกับในสภาวะเปียกน้ำหรือลงเล่นในช่วงที่ฝนตก 
คงต้องบอกกันตรงๆ ว่าผิวสัมผัสของ Rebula V1 Japan จะสูญเสียความสามารถในการดึงดูด
ควบคุมลูกบอลไปพอสมควรเลยทีเดียว 

  ดังนั้น..ผู้เล่นที่คาดหวังจะใช้รองเท้ารุ่นนี้  ให้สามารถจับบอลแรกในลักษณะที่ลูกบอลพุ่งเข้าหา
ในแนวราบด้วยความแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ยิ่งถ้าเพิ่มสภาวะที่ฝนตกจนผิวหน้าสัมผัสเปียกน้ำ 
จำเป็นต้องมีทักษะการจับบอลแรกหรือการผ่อนแรงให้ดี จึงจะควบคุมบอลแรกได้ดั่งใจ



  มาต่อกันที่การรับและแปส่งบอลด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านในของมิซูโน่ Rebula V1 Japan พบว่า
พื้นที่ข้างเท้าด้านในนั้นถูกออกแบบมาให้สัมผัสรับกับลูกบอลได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นการรับหรือ
แปส่งบอล  สัมผัสที่นุ่มของวัสดุหนังจิ้งโจ้ก็มีให้เรียกใช้งานในบริเวณดังกล่าวอย่างเต็มพื้นที่  รู้สึก
เต็มข้างเท้าด้านในมากกว่าตอนที่ใช้ Tiempo Legend VII เสียด้วยซ้ำ  การควบคุมน้ำหนัก
ของลูกบอลที่ถูกแปออกไปก็ทำได้ง่ายกว่า  แต่หากต้องการที่จะเน้นน้ำหนักให้การแปบอล หนักแน่น
มีความแรง  ยังต้องยอมรับว่า Rebula V1 Japan ไม่ได้ให้ฟีลลิ่งแบบนั้นได้เต็มที่มากนัก 
เนื่องจากวัสดุตัวรองเท้าที่มีความนุ่ม แต่ไม่ได้แน่น  เหมือนที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ข้างบนไปแล้ว

  สรุปประสิทธิภาพในเรื่องของฟีลลิ่งการสัมผัสบอลแรก รับและส่งบอล ของมิซูโน่ Rebula V1
Japan
  ถือได้ว่าเป็นรองเท้าที่มีวัสดุหนังจิงโจ้ที่มีความนุ่มมากที่สุดรุ่นนึงในตอนนี้  สามารถที่จะ
ตอบโจทย์ผู้เล่นที่อยากได้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่นุ่มเท้าเป็นหลัก  เพียงแต่ชั้นหนังที่มีลักษณะโปร่ง
อาจทำให้ความว่องไวหรือ Sensitive ในการขับเคลื่อนบอลนั้นลดลงไปบ้าง  เช่นเดียวกับการรับ
และแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในที่ควบคุมน้ำหนักการออกบอลได้ง่ายและมีสัมผัสเต็มพื้นที่ 

  คะแนน : 9 / 10

  การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า



  มาถึงบททดสอบการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยมิซูโน่ Rebula V1 Japan ซึ่งต้องบอกเลย
ว่าแสดงประสิทธิภาพออกมาได้เป็นอย่างดี  จากรองเท้าที่ต่อยอดมาจากตระกูลพาวเว่อร์คอนโทรล
ซึ่งหลายคนบ่นเรื่องการขับเคลื่อนเลี้ยงพาบอลไปกับเท้ามาก่อน  แต่ตอนนี้รองเท้ารุ่นใหม่รุ่นนี้
ได้ถูกลบจุดอ่อนดังกล่าวออกไปแล้ว  

  จุดเด่นในการใช้รองเท้ารุ่นนี้เลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  อยู่ที่ความสม่ำเสมอของพื้นที่หน้าสัมผัสทั้งหมด
ที่ไม่มีรอยต่อและผลิตจากวัสดุหนังจิงโจ้ทั้งชิ้น  ทำให้การสัมผัสเพื่อส่งแรงขับเคลื่อนบอลในแต่ละครั้ง
ทำได้อย่างราบลื่น  เมื่อรวมกับความนุ่มของวัสดุหนังจิงโจ้ของรองเท้ารุ่นนี้  ส่งผลให้การควบคุมน้ำหนัก
ในการแตะบอลไปแต่ละครั้งนั้นทำได้อย่างนุ่มนวล เชื่องเท้าเป็นอย่างมาก



  อย่างไรก็ตาม...ความว่องไวในการส่งแรงเพื่อขับเคลื่อนบอลให้ไปกับเท้าอย่างว่องไวนั้น  ดูจะไม่ใช่
สิ่งที่รองเท้ารุ่นนี้แสดงออกมาให้เห็นได้มากนัก  จริงๆ แล้วเหตุผลจะเป็นเรื่องเดียวกับตอนที่ทดสอบ
ฟีลลิ่งในการสัมผัสบอล ก็คือความนิ่มของวัสดุหน้าผ้าที่มีโครงสร้างโปร่งตรงนั้น  ส่งผลให้มันดูดซับ
แรงไปในตัว  จึงทำให้การตอบสนองในเรื่องของความว่องไวนั้นหายไปบ้างเล็กน้อย

  รวมถึงประสิทธิภาพในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกบอล ในจังหวะที่เลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
ด้วยความเร็วสูงนั้น  Rebula V1 Japan ยังทำได้ไม่ดี ไม่รวดเร็วและแม่นยำเท่ากับ Magista
Obra II
หรือแม้แต่ Tiempo Legend VII คู่หูรองเท้าประเภทคอนโทรลจากไนกี้  

  โดยภาพรวมเกี่ยวกับการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยมิซูโน่ Rebula V1 Japan นั้นคงจะเน้นไปที่
ฟีลลิ่งการควบคุมน้ำหนัก และขับเคลื่อนบอลไปกับพื้นได้อย่างนุ่มนวล เชื่องเท้า  แทบไม่มีจับหวะที่
แตะบอลแรงเกินไปจนหลุดการครอบครองได้ง่ายๆ  ส่วนในจังหวะที่ต้องอาศัยผิวสัมผัสเพื่อเปลี่ยน
ทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกบอล ณ ความเร็วสูงนั้น  จะยังไม่ใช่จุดเด่นของรองเท้ารุ่นนี้  แต่ก็มีพอ
ให้เลี้ยงใช้งานได้บ้าง  เนื่องจากยังมีผิวหน้าสัมผัสที่เป็นลอนนูนขึ้นมา

  คะแนน : 8 / 10

  ความสามารถในการยิงประตู



  มาถึงหัวข้อการทดสอบการยิงประตูของมิซูโน่ Rebula V1 Japan  ซึ่งหลายคนให้ความสนใจ
เป็นอย่างมาก  เนื่องจากรองเท้ารุ่นนี้สืบสายเลือดมาจากตระกูล Ignitus ที่หลายคนติดตากับภาพ
การยิงประตูที่ทรงพลังของลูกยิง มูไคเท็น (Mukaiten) มาก่อน  ทีนี้เราจะไปดูกันว่า..อาวุธรุ่นใหม่
คู่นี้ จะพกมูไคเท็นติดตัวตามมาด้วยมากน้อยแค่ไหน

  เริ่มจากจังหวะการวางเท้าหลัก..พบว่าปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้  จะจิกลงไปยังพื้นสนามได้ไม่ลึกมากนัก 
การยึดเกาะระหว่างพื้นสนามจึงไม่ได้เกาะแน่นกับพื้นสนามได้มากเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะในจังหวะ
ที่การวางเท้าหลักต้องทำอย่างรวดเร็ว หรือไม่ได้จัดระเบียบร่างกายดีๆ  จะรู้สึกได้เหมือนกันว่า
มีอาการลื่นไถลอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตาม..ถ้าการวางเท้าหลักทำในจังหวะที่มีเวลาให้จัดระเบียบร่างกาย 
และวางเท้าลงบนพื้นสนามที่เป็นปกติจริงๆ  การยึดเกาะของเท้าหลักกับพื้นสนามก็มีประสิทธิภาพ
ได้เพียงพอที่จะทำให้การส่งแรงเหวี่ยงเพื่อยิงลูกบอลนั้นทำได้อย่างมั่นคง



  ฟีลลิ่งที่เกิดขึ้นในวินาทีที่หน้าสัมผัสของ Rebula V1 Japan ปะทะเข้ากับผิวของลูกบอล
อย่างเต็มแรง  คือความนุ่มของหน้าสัมผัสที่เกิดขึ้น  นุ่มกว่าตอนที่ลองยิงลูกบอลด้วยไนกี้ Tiempo
Legend VII
ซึ่งทำจากวัสดุหนังจิงโจ้แท้เหมือนกัน อยู่เล็กน้อย  ถือได้ว่า Rebula V1 Japan
เป็นรองเท้าที่ให้ความนุ่มในจังหวะการยิงลูกบอลได้ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

  อย่างไรก็ตาม..ลูกบอลที่พุ่งออกไปจากการยิงแบบเต็มแรงด้วยรองเท้ารุ่นนี้  ดูจะไม่ได้รุนแรง
หรืออันตรายมากนัก  หากเปรียบเทียบกับ Tiempo Legend VII ที่เป็นวัสดุหนังแท้เหมือนกัน 
แล้วยิ่งแตกต่างจาก ไนกี้ Magista Obra II หรือ อาดิดาส Predator 18.1 อย่างชัดเจน 
เพราะรองเท้าทั้งสองรุ่นนี้  ใช้วัสดุหน้าผ้าที่เสริมพื้นผิวให้มีลักษณะเป็นจุดปะทะ (Damping Area)
มาโดยเฉพาะ  ถึงแม้ว่าลูกบอลที่ถูกยิงออกไปด้วย Rebula V1 Japan อย่างเต็มแรง  บุคลิก
ของลูกบอลก็อาจจะไม่ได้พุ่งทะยานราวกับจรวดดั่งที่หวังเอาไว้  นั่นจึงหมายความว่า..รองเท้ารุ่นนี้ ไม่ได้มีเอกลักษณ์ มูไคเท็น ถ่ายทอดมาจาก Ignitus เลย



  ในเรื่องการควบคุมทิศทาง รวมถึงการปั่นไซร้โค้ง  ในจังหวะการยิงหรือเปิดบอลด้วยรองเท้ารุ่นนี้ 
พบว่าสามารถควบคุมทิศทางของลูกบอลที่ถูกเตะออกไปได้ดีในทิศทางตรงๆ  แต่ถ้าจะเรียกหา
ประสิทธิภาพการปั่นไซร้โค้ง  อาจจะไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีที่สุด  ถึงแม้ว่าลักษณะผิวหน้าสัมผัส
โดยรวมที่มีการขึ้นรูปเป็นแนวสัน 3 มิติ  แต่ปฏิกิริยาระหว่างหน้าผ้ากับลูกบอล ก็ไม่สามารถ
สร้างแรงเสียดทานกันได้มากมายนัก  หากต้องการการยิงลูกบอลแบบปั่นไซร้เห็นๆ  รองเท้ารุ่นนี้
คงจะตอบโจทย์ดั่งกล่าวได้ไม่ตรงนัก  คงต้องหันไปหาไนกี้ Magista Obra II หรือแม้แต่
Tiempo Legend VII ก็ดูจะทำเรื่องนี้ได้ดีกว่า

  สรุปประสิทธิภาพการยิงประตู ของมิซูโน่ Rebula V1 Japan โดยภาพรวมได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้ 
ให้ฟีลลิ่งการสัมผัสในจังหวะการยิงลูกบอลที่นุ่นเท้าเป็นอย่างมาก  ช่วยรักษาสุขภาพเท้าได้ดี 
พื้นที่หน้าสัมผัสเปิดกว้างทำให้ควบคุมทิศทางการยิงลูกบอลไปตรงๆได้ง่าย  แต่การปั่นไซร้โค้ง
นั้นไม่ใช่จุดเด่นของรองเท้ารุ่นนี้  รวมถึงการยิงให้ลูกบอลพุ่งทรงพลังแบบมูไคเท็น ก็ไม่ได้ติดตัว
มาจากซีรี่ย์เก่าเช่นกัน  คะแนนในหัวข้อนี้จึงขอลงให้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน  อยู่ในเกณฑ์ดีแบบทั่วๆ ไป
เหมาะต่อคนที่คำนึงถึงฟีลลิ่งการยิงที่นุ่มเท้าและการควบคุมทิศทางให้บอลพุ่งในทางตรงหน้าสัมผัส
เป็นหลัก

  คะแนน : 8 / 10

  การปกป้องเท้า



  มาปิดท้ายการทดสอบภาคสนามของ Rebula V1 Japan กันที่เรื่องของการปกป้องและรักษาเท้า
ให้กับผู้สวมใส่  องค์ประกอบสำคัญนั้นคือส่วนของวัสดุหน้าผ้าและตัวรองเท้า  ที่มีความนุ่มเพียงพอ
ที่จะช่วยลดอาการบาดเจ็บจากแรงปะทะได้ดีพอสมควร  เนื่องจากโครงสร้างชั้นกลางที่พอจะช่วยซับ
แรงปะทะได้บ้าง  ถือว่าดีกว่ารองเท้าฟุตบอลประเภทที่ใช้วัสดุหนังแท้แบบปกติทั่วไป

  อีกจุดนึงที่ Rebula V1 Japan ช่วยเสริมประสิทธิภาพเชิงรับได้บ้าง  แม้รองเท้ารุ่นนี้จะไม่ใช่
รองเท้าแบบหุ้มข้อสูงตามสมัยนิยม  แต่ก็พบว่าลักษณะความสูงของหุ้มข้อก็ดูแน่นหนา  มีความสูง
ขึ้นมาจนปกปิดแนวเอ็นร้อยหวายได้ค่อนข้างจะมิดชิด  เพียงพอที่จะช่วยปกป้องบริเวณข้อเท้า
และเอ็นร้ายหวายได้ในระดับหนึ่ง  โดยเฉพาะการจับล็อคและป้องกันอาการข้อเท้าพลิก 

  ส่วนในเรื่องของแรงปะทะ  อาจจะปกป้องได้ในระดับปกติทั่วไป  เนื่องจากความนุ่มของส่วนหุ้มข้อ
ด้านในที่ไม่มากนัก

  คะแนน : 8 / 10

บทสรุปการทดสอบ



  บททดสอบทั้งหมดที่ผ่านมา..คงจะบอกถึงประสิทธิภาพการใช้งานของ มิซูโน่ Rebula V1 Japan
ได้เป็นอย่างดี  แม้ว่าตัวเลขคะแนนหรือรายละเอียดบางประเด็น  อาจจะไม่ได้โดดเด่นไปกว่ารองเท้า
คู่เปรียบเทียบมากนัก  รวมถึงในบางประเด็น..ก็ยังพบว่ารองเท้าที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นดาบซามูไร
รุ่นนี้ยังเป็นรองอยู่บ้างก็ตาม

  อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ Rebula V1 Japan กลับถูกพูดถึงและเริ่มเป็นกระแส ได้รับความนิยม
มากเป็นพิเศษ  จนหลายสำนักต่างยกให้เป็นหนึ่งในรองเท้าฟุตบอลรุ่นที่ดีที่สุดแห่งปี 2017 เลยก็ว่าได้ 
ในส่วนสุดท้ายนี้..ผมจะมาสรุปโดยภาพรวมทั้งหมด  เพื่อจะบอกว่าทำไมรองเท้ารุ่นนี้ถึงถูกพูดถึงมาก
ขนาดนั้น  แล้วคุ้มค่าไหมที่จะคว้ามาอาวุธราคาแพงรุ่นนี้  มาเป็นรองเท้าฟุตบอลคู่ใจ  ไปสรุปในส่วน
สุดท้ายนี้กันได้เลย

  มิซูโน่ Rebula V1 Japan



  มิซูโน่ Rebula V1 Japan เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรล  ที่มีคุณสมบัติรอบด้าน
ที่ค่อนข้างสมดุล  เริ่มจากวัสดุหน้าผ้าหนังจิงโจ้ที่ตอบโจทย์ต่อคนที่ต้องการรองเท้าฟุตบอลหนังแท้
อย่างแท้จริง  เพราะชั้นหนังที่มีความนุ่ม แต่ไม่หนาหรือไม่บางจนเกินไป  ฟีลลิ่งในทุกการสัมผัส  ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการจับบอลแรก การควบคุม การรับและส่งบอล  รวมถึงการยิงประตูแบบเต็มแรง
นั้นล้วนแล้วแต่จะได้ฟีลลิ่งแบบนุ่มเท้าเป็นอย่างมาก 

  ด้วยชั้นหนังสัมผัสที่มีลักษณะหนาและนุ่ม  แต่โครงสร้างชั้นกลางที่มีลักษณะโปร่งเล็กน้อย  ส่งผลให้
การส่งแรงระหว่างหน้าเท้ากับลูกบอลนั้นต้องใช้เวลามากขึ้น  ทำให้ฟีลลิ่งความว่องไว (Sensitive)
ระหว่างหน้าเท้ากับลูกบอลนั้นลดลงไปบ้าง  โดยเฉพาะจังหวะที่ต้องขับเคลื่อนบอลหรือเปลี่ยนทิศทาง
บอลด้วยความ  โดยเฉพาะใครที่เคยชินกับรองเท้าประเภทหนังสังเคราะห์บางๆ หรือพวกที่มี Damping
Area บนหน้าสัมผัส  อาจจะรู้สึกถึงความแตกต่างได้จนไม่ถูกใจ

  ในเรื่องของการเคลื่อนที่นั้น  พบว่าชุดพื้นและปุ่ม FG ของ Rebula V1 Japan ก็เป็นอีกหนึ่ง
จุดแข็งที่ช่วยแสดงบุคลิกการเคลื่อนที่ออกมาได้อย่างเป็นเอกลักษณ์  ปุ่มขนาดใหญ่รูปทรงกลมมน
อาจจะทำให้การจิกเกาะพื้นสนามนั้นทำได้ไม่ลึกและแม่นยำมากนัก  แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการลง
น้ำหนักที่เต็มฝ่าเท้า  ช่วยทำให้การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่นั้นทำได้อย่างมั่นคง ราบลื่น  ซึ่งรวม
ถึงจังหวะการใช้หมุนตัวที่ทำได้อย่างมั่นคงอีกด้วย  ในขณะที่ชุดพื้นก็สามารถตอบสนองในจังหวะ
การสปรินซ์ออกตัวในทิศทาง 45 องศา ได้เป็นอย่างดี

  อีกหนึ่งเรื่องที่ประทับใจใน Rebula V1 Japan ก็คือฟีลลิ่งความกระชับ และความมั่นใจในการ
ใช้งาน  ถึงแม้ว่าผมจะเลือกไซส์รองเท้าคู่นี้เพิ่มมาครึ่งไซส์ก็ตาม  แต่กลับพบว่าตัวรองเท้ายังสามารถ
สร้างความกระชับได้อย่างยอดเยี่ยม  แผ่นรองพื้นที่สร้างแรงเสียดทานให้ฝ่าเท้าจนไม่ลื่นไถล  คือ
หนึ่งในเรื่องที่มิซูโน่ทำได้ดีกว่า ไนกี้ หรือ อาดิดาส เสียด้วยซ้ำ

  เรื่องประเด็นจากบททดสอบย่อยอื่นๆ ทั้งเรื่องความสบายในการสวมใส่ การปกป้อง หรือแม้แต่
ประสิทธิภาพในการรอบรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  โดยภาพรวมถือว่าทำได้ตามมาตรฐาน
ของรองเท้าฟุตบอลที่มีองค์ประกอบทางวัสดุเช่นนี้  ไม่ได้มีจุดไหนให้คิดว่าเป็นจุดด้อยแต่อย่างใด


  หากมองในฐานะของการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรล  นั้นถือได้ว่ามิซูโน่ Rebula
V1 Japan
เป็นรองเท้าฟุตบอลที่อยู่ในมาตรฐานของรองเท้าประเภทนี้ได้ในระดับแนวหน้า  ตัวเลข
คะแนนคุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทโมเดิร์นคอนโทรล  ผมขอลงให้ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน 

  บางท่านอาจจะดูว่าเยอะไปหน่อย..หากเปรียบเทียบกับคะแนนในหัวข้อทดสอบย่อยด้านบน  แต่การ
ใช้งานซึ่งตอบโจทย์ต่อรูปแบบการเล่นที่หลากหลายตามที่ได้กล่าวไป  ตัวรองเท้ามีความสมดุล สามารถ
เข้าถึงและใช้งานได้ง่าย  จุดเด่นอยู่ที่ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลและการเคลื่อนที่ที่ครอบคลุมในทุกรูปแบบ
การเล่น  รวมถึงความกระชับที่กำลังดี  นั้นเป็นคุณสมบัติที่รองเท้าประเภทนี้พึงมี  จึงไม่แปลกใจเลย
ที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงรองเท้ารุ่นนี้  นับตั้งแต่ที่รองเท้าถูกเปิดตัวออกวางจำหน่ายมากว่าครึ่งปี  นั้นเป็นไปในทิศทางที่ดีมาโดยตลอด  ถือได้ว่า Rebula V1 Japan เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีความ
น่าใช้เชิงประสิทธิภาพที่ดีมาก

  คะแนน คุณสมบัติความเป็นรองเท้าประเภท โมเดิร์นคอนโทรล : 9 / 10

  เปรียบเทียบกับ ไนกี้ Tiempo Legend VII



  ไนกี้ Tiempo Legend VII ดูจะเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Rebula V1 Japan  เพราะรองเท้า
ทั้ง 2 รุ่นนั้นทำจากวัสดุหนังจิงโจ้แท้เหมือนกัน  แถมยังมีเทคโนโลยีการออกแบบให้โครงสร้าง
ชั้นกลางนั้นมีช่วงว่าง และมีแนวสันนูนขึ้นมาเพื่อเพิ่มมิติให้หน้าสัมผัสเหมือนๆ กันอีก

  แต่ความแตกต่างที่เกิดขึ้นของ Tiempo Legend VII ก็คือฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่หนักแน่นกว่า
เล็กน้อย  ความว่องไวในการขับเคลื่อนและส่งแรงที่ให้ฟีลลิ่งได้ดีกว่า  รวมถึงประสิทธิภาพในการ
ดึงดูดกับผิวของลูกบอล  โดยเฉพาะในจังหวะที่หน้าสัมผัสเปียกน้ำ  ก็ได้เทคโนโลยี ACC มาช่วย
ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

  ในเรื่องของการเคลื่อนที่..ยังพบว่ารองเท้ารุ่นคลาสสิคจากไนกี้  จะเน้นไปที่การยึดเกาะที่พื้นสนาม
ที่ลึกและแม่นยำกว่า  รวมถึงจังหวะการสปรินซ์ไปด้านหน้าที่ชุดพื้นสามารถตอบสนองได้ดุดันกว่า
เล็กน้อย  แต่ในทางตรงกันข้าม..ชุดพื้นและปุ่มของ Rebula V1 Japan นั้นก็ให้ความมั่นคง
และการลงน้ำหนักที่เต็มฝ่าเท้าได้มากกว่านั่นเอง

  อย่างไรก็ตาม Tiempo Legend VII อาจจะเป็นรองเท้าที่ใช้งานยากกว่า Rebula V1 Japan 
เนื่องจากฟีลลิ่งและความสบายในการสวมใส่ที่ค่อนข้างจำกัด  โดยเฉพาะใครที่มีลักษณะรูปเท้ากว้าง
หลังเท้าอูม  จะพบว่าตัวรองเท้าแน่นกระชับจนสร้างความอึดอีดพอสมควร  รองเท้ารุ่นนี้ถือเป็นรองเท้า
ประเภทคลาสสิคคอนโทรลที่มีการผสมผสานกลิ่นอายของประสิทธิภาพด้านการเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว
และความกระชับในแบบของรองเท้าความเร็ว เข้ามาได้ไว้ด้วย

  เปรียบเทียบกับ ไนกี้ Magista Obra II



  Magista Obra II อาจจะไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของ Rebula V1 Japan  เนื่องจากความ
แตกต่างของวัสดุและลักษณะการออกแบบ  แต่เนื่องจากรองเท้าผิวขรุขระของไนกี้นั้นเป็นรองเท้า
ฟุตบอลประเภทโมเดิร์นคอนโทรลเต็มตัว  จึงไม่แปลกที่หลายคนอาจจะเอารองเท้าทั้ง 2 รุ่นมา
เปรียบเทียบกันก่อนตัดสินใจ

  สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ Magista Obra II นั้นคงหนีไม่พ้นประสิทธิภาพการสัมผัสและควบคุมบอล
ที่หนึบติดเท้า  ผิวสัมผัสที่เห็นขรุขระนั้นสามารถสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกบอลได้ดีมากที่สุด
แล้วในกลุ่มรองเท้าฟุตบอลประเภทนี้  ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลอาจจะไม่หนานุ่ม เพราะไม่ใช่วัสดุหนังแท้
แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนมาคือประสิทธิภาพการส่งแรงของ Damping Area ที่ช่วยให้บอลนั้นมีความ
หนักแน่นเมื่อถูกส่งออกไปจากเท้าด้านรองเท้ารุ่นนี้

  อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ ไนกี้ Magista Obra II ยังคงตอบโจทย์ผู้เล่นประเภทที่เน้นการเคลื่อนที่
ที่รวดเร็ว ปุ่มจิกพื้นสนามได้ดีและแม่นยำ  แม้ว่าปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้จะเป็นลักษณะครึ่งวงกลม (ไม่ใช่
ปุ่มใบมีดโดยแท้) แต่ขนาดของปุ่มที่เล็ก และมีมุมตัวที่คมในบางส่วน  ทำให้บุคลิกการเคลื่อนที่
ของ Magista Obra II นั้นเน้นไปที่ความแม่นยำและล็อคพื้นสนามได้ดีกว่า Rebula V1 Japan
พอประมาณ

  ณ ตอนนี้..ถ้าใครลังเลระหว่าง Magista Obra II กับ Rebula V1 Japan  ก็คงต้องขอให้
คิดให้ดีว่าตัวท่านเองต้องการจุดเด่นในด้านไหนของรองเท้า 2 รุ่นนี้มากกว่ากัน  ระหว่างหน้าสัมผัส
ที่แข็ง แต่ควบคุมได้ดี  กับหน้าสัมผัสหนานุ่มมากๆ แต่อาจจะตอบสนองไม่ไวนัก  

  ความคุ้มค่าและความน่าใช้

 มาปิดท้ายกันที่เรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความคุ้มค่าน่าใช้และภาพลักษณ์ของรองเท้ารุ่นนี้  หากต้อง
ยอมกำเงินถึง 10,900 บาทเพื่อไปแลกตัวมาไว้ในครอบครอง  โดยข้อมูลส่วนนี้จะเน้นไปที่ความ
คิดเห็นส่วนตัวของผมเองเป็นหลัก  

  นอกเหนือจากประสิทธิภาพในรูปแบบต่างๆ ของการลงเล่นจริงในสนามแล้ว  สิ่งที่รองเท้ารุ่นนี้แสดง
ออกมาได้สมกับราคาหลักหมื่น  ก็คือวัสดุตัวรองเท้าที่ดูพรี่เมี่ยมมากกว่าปกติ  โดยเฉพาะรายละเอียด
ของหนังจิงโจ้แท้  แตกต่างกันรองเท้าเวอร์ชั่น Made in Indonesia อย่างชัดเจน  หรือแม้แต่วัสดุ
หนังจิงโจ้ที่รองเท้าระดับท็อปคลาสของแบรนด์อื่นๆ ก็ตาม  หนังจิงโจ้ของ Rebula V1 Japan นั้นมี
รายละเอียดของชั้นหนัง  ซึ่งดูมีระดับน่าสัมผัสมากกว่าจนรู้สึกได้ 



ในขณะที่ภาพลักษณ์ทางการตลาดของแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น  หากพูดถึงในระดับยุโรปนั้นถือว่าทรงตัว
ยืนหยัดต่อสู้กับแบรนด์ใหญ่ๆ มาได้สักระยะนึงแล้ว  แต่หากเจาะจงมาที่ภาพลักษณ์ในบ้านเรา  ต้อง
ยอมรับว่าเป็นช่วงขาขึ้นอย่างแท้จริง  การลุยตลาดเปิดตัวรองเท้าฟุตบอลอย่างเป็นทางการครั้งแรก
ในประเทศไทย (ก่อนหน้านี้แม้จะมีรองเท้าระดับท็อปวางจำหน่าย  แต่ทางผู้นำเข้าไม่เคยจัดงานเปิดตัว
อย่างเป็นทางการเลย) แสดงให้เห็นถึงอนาคตการทำตลาดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น


  รวมถึงเรื่องใหญ่ที่สุดคงจะหนีไม่พ้นการเซ็นสัญญาคว้าตัว “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์  ซุปเปอร์สตาร์
นักเตะทีมชาติไทย  มาเป็นพรีเซนเตอร์หลักอย่างเป็นทางการ  พร้อมใช้อาวุธรุ่นใหม่คู่นี้ลงสนาม
ในศึกเจลีกส์เป็นที่เรียบร้อย  ยิ่งเป็นการการันตีถึงกระแสในตลาด  เสริมความน่าใช้งานให้กับ
Rebula V1 Japan อย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว  ถือได้ว่าสามารถตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้งาน
ที่ให้ความสำคัญกับรองเท้าในกระแสได้อย่างแท้จริง

  อีกประเด็นที่น่าสนใจ..ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกกันตรงๆ ได้ใจความว่า “ตกรุ่น”
อย่างรวดเร็วของรองเท้าฟุตบอลหลายๆ ซีรี่ย์  แต่ถ้าใครติดตามค่ายมิซูโน่มาโดยตลอด  จะรู้กันดีว่า
รองเท้าฟุตบอลแต่ละรุ่น แต่ละเจเนอเรชั่นของค่ายนี้  ผลัดเปลี่ยนเจเนอเรชั่นช้ามาก  นั่นหมายความ
ว่า Rebula V1 Japan น่าจะทำตลาดได้อีกสักพักยาวๆ  ยิ่งเสียงตอบรับดีอย่างนี้  ผมเชื่อว่าหากซื้อ
รองเท้ารุ่นนี้ คงไม่เปลี่ยนโฉมกันง่ายๆ ในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ อย่างแน่นอน  รวมถึงเรื่องของการ
ลดราคาของรองเท้าเวอร์ชั่นที่ประดับตรา Made in Japan แบบนี้  บอกเลยว่า “ยากมาก”

  ดังนั้นคงต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า มิซูโน่ Rebula V1 Japan เป็นรองเท้าที่ดูมีภาพลักษณ์ที่ยอดเยี่ยม 
หากใครจะหวังความหล่อ  ใส่แล้วไม่ค่อยซ้ำกับใคร  หรือใครที่ต้องการรองเท้าฟุตบอลระดับพรีเมี่ยม
ที่สุดๆ  แบบลงทุนหนักครั้งเดียว..แล้วใช้งานได้นานๆ  ก็คงต้องฟันธงกันตรงๆ ว่า รองเท้ารุ่นนี้
มีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วนเลยทีเดียว 

  อย่างไรก็ตาม..ประเด็นที่ผมจะหามาลบคะแนนความคุ้มค่าน่าใช้ของ Rebula V1 Japan นั้น
คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของราคาจำหน่าย 10,900 บาท ซึ่งคิดว่าสูงไปนิด  จริงที่นี่คือเวอร์ชั่นที่ผลิต
จากประเทศญี่ปุ่น  ตีตรา Made in Japan มาอย่างชัดเจน  แต่ต้องไม่ลืมว่ามิซูโน่ดันไปกำหนด
ราคา Morelia Neo เวอร์ชั่น Made in Japan เอาไว้เพียงแค่ 8,900 บาท เท่านั้น  มาตรฐาน
ราคาที่แตกต่างกันถึง 2,000 บาท  อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งคำถามว่า.. Rebula V1 Japan
ก็ควรจะมีราคาที่ไม่หนีกันมากขนาดนี้นี่น่า !?

  คะแนน : 9 / 10



  คงจะคลายข้อสงสัย และตอบคำถามในหลายๆ ประเด็นได้แล้ว  โดยเฉพาะประเด็นของประสิทธิภาพ
การใช้งานในรูปแบบต่างๆ  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Rebula V1 Japan ได้ก้าวขึ้นมาเป็นรองเท้าซีรี่ย์
เรือธงให้กับมิซูโน่อย่างเต็มตัว  พร้อมท้ารบกับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ดังๆ อย่างไม่ตัวเกรงกลัวเลย
แม้แต่น้อย 

  สุดท้ายนี้..เราหวังว่าทุกข้อมูล ทุกข้อความ ทุกการวิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิภาพการใช้งาน มิซูโน่
Rebula V1 Japan
ในครั้งนี้  จะเป็นประโยชน์ให้คุณผู้อ่าน  นำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
เลือกว่ารองเท้ารุ่นนี้  สามารถตอบโจทย์ความต้องการ หรือตอบสนองต่อรูปแบบและสไตล์การเล่น
ฟุตบอลของท่านได้มากน้อยแค่ไหน  เพื่อใช้ตัดสินใจเลือกซื้อเลือกหารองเท้าฟุตบอลที่จะช่วยเค้น
ประสิทธิภาพการเล่นของท่านออกมาให้ได้มากที่สุด  เราจะได้สนุกไปกับการเล่นฟุตบอลในแบบ
ที่เราต้องการนั่นเอง 

สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดที่มั่นใจแล้วว่า Rebula V1 Japan คือคำตอบ  อย่ารอช้าที่จะเป็น
เจ้าของรองเท้ารุ่นใหม่ป้ายแดงรุ่นนี้  พร้อมสัมผัสประสิทธิภาพการใช้งานที่ยอดเยี่ยมด้วยตัวท่านเอง 
โดยมิซูโน่วางจำหน่ายรองเท้ารุ่นนี้ในราคา 10,900 บาท  ที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปสโตร์
และร้านมิซูโน่ สาขาเมกะบางนา  มาลองดูกันว่าดาบซามูไรเล่มใหม่  จะคม..สมคำร่ำลือเหมือน
ที่ผมรีวิวไว้หรือไม่ !?

...แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปครับ... 

  SiamBoots Rating  

ความสบายในการสวมใส่          
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และยึดเกาะพื้นสนาม            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล            
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า          
ประสิทธิภาพการยิงประตู            
การปกป้องเท้า            
ภาพรวมรองเท้า "คอนโทรล"            
ความคุ้มค่าและน่าใช้งาน            

   


ขอขอบพระคุณ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Rebula V1 Japan


   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 21 มกราคม 2018 เวลา 23.00 น. ***

   SiamBoots  ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สิน
ทางปัญญาของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล
จำกัด (มหาชน)
เท่านั้น  "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"


   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ    
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
  e-mail : siamboots@hotmail.com






"Hand On!"ไนกี้ Flyknit Ultra


"Hand On!" อาดิดาส Predator 18.1



"Hand On!" ไนกี้ Tiempo Legend VII